Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (114) Vote Down (115) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
11397 : จากคุณ ขี้สงสัย     [61.91.85.35]     24 Mar 2005 - 14:13     [13 คำตอบ]

ดวงเมือง ... ย่ำรุ่งหกบาท คืออะไร
เห็นในเว็บนี้บอกว่าเดวงเมืองตั้งเวลา ๖.๕๔ นาที จำได้ว่าเคยอ่านจากหนังสือเก่าๆบอกว่าวางฤหษ์ไว้ที่ย่ำรุ่งหกบาท หรืออะไรประมาณนี้แหละ อยากทราบว่าย่ำรุ่งหกบาทนั้นคืออะไร และสมัยนั้นนับกันอย่างไร แล้วออกมาเป็น ๖.๕๔ น.ได้อย่างไร ขอความรู้ตรงนี้ด้วยค่ะ

ลัคนาดวงเมืองนี่อยู่ที่เมษกี่องศา ลิปดา คะ เคยอ่านที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว บอกว่ามีผู้คิดดวงเมืองไว้ที่หลายค่า ว่าลัคนาต้นราษีก็มี ปลายราษีก็มี เรื่องนี้จริงหรือเปล่าคะ เพราะสมัยก่อนเวลาไม่ชัวร์

1. t     [203.146.147.102]     24 Mar 2005 - 14:30

ย่ำรุ่ง 9 บาทครับ บาทละ 6 นาที ย่ำรุ่งคือ 6.00
ดวงเมือง
บรรยายที่สมาคมโหรฯ เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๒๕
โดย
ประทีป อัครา

ท่านเคยสังเกตบ้างหรือเปล่าครับว่า ระยะนี้มีการเคลื่อนไหวปลุกปั่นจะให้เกิดความรู้สึกเสื่อมศรัทธาต่อหลักวิชาโหราศาสตร์ไทยและปฏิทินสุริยยาตรไทย เพื่อให้หันไปซื้อปฏิทินดาราศาสตร์ตัดอยนางศะแบบแขกมาใช้กันถี่ขึ้นและมากขึ้น ถึงกับหาข้อมาอ้างเพื่อสนับสนุนคำชักจูงของตนโดยไม่คำนึงว่าข้อที่นำมาอ้างนั้นจริงหรือเท็จ และโดยไม่กริ่งเกรงว่าจะมีคนรู้ความจริงจับได้กันแล้ว
เมื่อข้อความที่ผมมาพูดเรื่อง ปฏิทินโหร ๒ แบบ ได้ถูกนำลงเผยแพร่ในพยากรณ์สาร ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๒๔ ก็มีผู้เขียนติงและแย้งมา ๒ ราย โดยไม่นับรายที่ เภรีลั่นเองโดยไม่มีคนดี ที่ขึ้นมาตำหนิผู้ที่ใช้ปฏิทินสุริยยาตรว่า เป็นพวกงมงาย โง่ หลับหูหลับตา ฯลฯ
รายแรกที่ส่งความคิดเห็นมาลงในพยากรณ์สารฉบับเดือนมกราคม ๒๕๒๕ คือ คุณสุรศักดิ์ ศิลปวรรณ ซึ่งผมเห็นด้วยในทัคนะข้อ ๖ ที่ว่า
การมีปฏิทินอยู่หลายระบบหลายแบบ ไม่ได้เป็นสิ่งที่แสดงถึง ความแตกแยกในวงการโหร แต่เป็นเรื่องที่แตกต่างกันที่ความคิดเห็น เป็นสิ่งที่ถือได้ว่า ดีงามในวงการโหร นำไปซึ่งการพัฒนาเพิ่มเติมแก่นักโหราศาสตร์รุ่นหลังต่อไป
แต่ผมเห็นด้วยโดยมีข้อแม้ว่า ใครชอบแบบไหนเห็นว่าใช้อย่างไหนได้ผลดีก็ใช้ไป โดยต่างคนต่างใช้ ตามที่ต่างคนต่างชอบ อย่าเอาแบบที่ตัวชอบไปก้าวร้าวหรือก้าวก่ายผู้อื่นที่เขาชอบไม่เหมือนตัว
ถ้าอย่างนี้ละก็ ปฏิทินหลายระบบหลายแบบ ไม่ได้เป็นสิ่งที่แสดงหรือก่อความแตกแยกอย่างที่คุณสุรศักดิ์ว่าแน่นอน และผมเห็นด้วยโดยไม่มีข้อแม้เลยสำหรับข้อสรุปเรื่องปฏิทินของคุณสุรศักดิ์ที่ว่า ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าจะเข้าใจและรู้จักนำไปใช้อย่างไร ไม่สามารถพูดได้ว่า ใครดีกว่าใคร
เพราะฉะนั้น เมื่อชอบแบบไหนก็ใช้แบบนั้นไป ส่วนผลที่ได้จะดีกว่าแบบอื่นแค่ไหน ให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเขาวินิจฉัย ไม่ใช่คิดเอาเอง แล้วก็ยกตัวเอง เที่ยวได้ข่มผู้อื่น
อีกรายหนึ่ง เขียนเรื่อง ปฏิทินโหร ๒ แบบ มาลง และสรรหาข้ออ้างมาแย้งข้อที่ผมบรรยายไว้ คือ คุณเสารัจ
โสวัณณ รายนี้มุ่งมั่นอย่างเดียวที่จะให้ผู้ที่ใช้ปฏิทินสุริยยาตรกันอยู่ เกิดความเสื่อมศรัทธา แล้วหันไปซื้อปฏิทินดาราศาสตร์ตัดอยนางศะใช้กันให้จงได้ ไม่ทราบว่ามีความประสงค์อะไรแฝงอยู่
เช่นข้อที่ว่า อยนางศะแบบลาหิรี........รัฐบาลอินเดียเขาประกาศรับรอง นั้นอย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่า ผมอุตส่าห์ขอร้องเพื่อนชาวอินเดียที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเขา ให้ช่วยหาเรื่องราวเกี่ยวกับการตั้งกรรมการขึ้นชำระปฏิทินใหม่เอากลับมาให้ ได้อ่านทบทวนดูตั้งหลายเที่ยว ก็ไม่เห็นจะพบอย่างที่คุณเสารัจว่าเลย
ที่พอจะจับใจความมาผสมผสานกันเข้าได้ก็คือ
ประเทศอินเดียนั้น ประกอบด้วยชนหลายศาสนา หลายภาษา หลายลัทธิ ต่างคนต่างกำหนดปฏิทินขึ้นใช้เองไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองและปกครองด้วยระบบ Divide and Rule คือทำให้เกิดการแตกแยกเพื่อง่ายแก่การปกครองเข้าอีก ก็ยิ่งทำให้ความแตกและต่างทวีขึ้น
นิตยสาร Newsweek และ The World Almanac เคยสำรวจและรายงานไว้ว่า อินเดียถือจารีตประเพณี ศาสนาแตกต่างกันมากมาย พูดภาษาแตกต่างกันถึง ๑๗๙ ภาษา ไม่นับภาษาท้องถิ่นที่แปร่งแปลกออกไปอีกมาก และยัง
มีวรรณะเล็ก ๆ น้อย ๆ แยกออกไปจาก ๔ วรรณะใหญ่อีกกว่า ๓๐๐ วรรณะ
เมื่อได้รับเอกราชในปี ค.ศ. ๑๙๕๐ หลังจากที่ตกอยู่ในการปกครองของอังกฤษมานานนับร้อยปี อินเดียก็พยายามเร่งรัดพัฒนาประเทศของเขาเพื่อให้สมฐานะที่เป็นประเทศเอกราช ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ การรวมชาวอินเดียหลายศาสนา หลายภาษา หลายลัทธิ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเห็นว่าปฏิทินที่ใช้กำหนดวันเดือนปีจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญให้บรรลุถึงเป้าประสงค์นั้นได้ทางหนึ่ง จึงได้ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนค.ศ. ๑๙๕๒ ให้ทำหน้าที่ชำระปฏิทินและกำหนดรูปแบบขึ้นเป็นมาตรฐาน
การดำเนินงานเรื่องปฏิทินนี้ ปรากฎหลักฐานเป็นทางการว่า เมื่อคณะกรรมการได้ทำรายงาน Report of the Calendar Heform Committee เสนอต่อรัฐบาล รัฐบาลก็เห็นชอบกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ The Government of India accepted the recommendations of the Committee อนุญาตให้ประกาศใช้เป็นทางการทั่วประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนจิตรา ศักกะศักราชที่ ๑๘๗๙ ตรงกับวันที่ ๒๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๕๗ (ขึ้นปีใหม่ของอินเดีย)
ในรายงานของคณะกรรมการก็ดี ในประกาศใช้ปฏิทินเป็นทางการก็ดี กล่าวถึงแต่เรื่องปฏิทินบอกวันเดือนปี และวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น ไม่มีตอนไหนเลยที่รัฐบาลอินเดียปรารภว่า ต้องชำระปฏิทินโหรให้ใช้ดูหมอได้แม่น จะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า
จึงไม่ทราบว่า ปฏิทินโหรดาราศาสตร์ตัดอยนางศะแบบลาหิรี รัฐบาลอินเดียเขาประกาศรับรอง น่ะ ของคุณเสารัจเอาจากที่ไหนมาอ้าง
และข้อที่ว่า อยนางศะของลาหิรี ในวงการโหรทั่วโลกก็นิยมใช้ด้วยทั้งนั้น ก็อีกเหมือนกัน เพราะตัวผมเองได้อ่านนิตยสารโหรของเกือบทุกประเทศที่ส่งมาจำหน่ายในเมืองไทยโดยได้อ่านติดต่อกันเป็นเวลานานนับปี ไม่เคยพบเห็น ได้ถามบรรดาผู้ที่ชอบอ่านนิตยสารประเภทนี้หลายราย ก็ไม่มีใครเคยพบเห็นว่า ฉบับไหนบอกว่าชาติไหนที่ยอมรับหรือนิยมใช้อยนางศะของลาหิรีกันอย่างที่คุณเสารัจเอามาอ้าง
เห็นมีที่พูดถึงเพียงฉบับเดียว คือ The Astrological Magazine ซึ่งเป็นนิตยสารโหรของอินเดียเอง นิตยสารฉบับนี้จัดพิมพ์ออกจำหน่ายแพร่หลายทั่วโลกต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี เป็นที่เชื่อถือของผู้สนใจวิชาโหราศาสตร์อินเดียอย่างกว้างขวาง เพราะโหราจารย์ที่ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงของอินเดีย เขียนบทความรู้และทัศนะที่เป็นประโยชน์มาให้ได้อ่านได้ทราบกันอยู่เสมอ
และในนิตยสารนี้เอง ที่โหราจารย์คนสำคัญ ๆ หลายท่านได้แสดงความเห็น และหลักฐานดวงชะตาที่พิสูจน์เป็นที่แน่ชัด มาคัดค้านอยนางศะของลาหิรีว่าไม่ถูกต้อง หลายครั้งหลายหนในหลายฉบับ
โหราจารย์อินเดียส่วนใหญ่มีเหตุผลประกอบความเห็นทำนองเดียวกันว่า ตำราดั้งเดิมของบูรพาจารย์ ได้
ผ่านการทดสอบพิสูจน์ความถูกต้องเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว จึงควรจะถือเป็นหลัก เมื่อเอาปฏิทินที่กำหนดขึ้นใหม่มาใช้ ปรากฎความวิปลาสคลาดเคลื่อนขึ้น ก็ต้องถือว่าปฏิทินที่กำหนดขึ้นใหม่ผิด ไม่ใช่ตำราที่ใช้มาแต่ดั้งเดิมผิด
ความแตกต่างทางความคิดเห็นของนักโหราศาสตร์ในเมืองไทย ก็เป็นไปในรอยเดียวกับในประเทศอินเดีย กล่าวคือ
พวกหนึ่งเชื่อว่า ปฏิทินดาราศาสตร์บอกตำแหน่งตรงกับความเป็นจริงในท้องฟ้าทันสมัยกว่า จึงน่าจะถูกต้องกว่า
อีกพวกหนึ่งเชื่อว่า ปฏิทินสุริยยาตร โหรไทยใช้สืบทอดกันมา และในปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่ และยังใช้ได้ผลในการดูดวง จึงมีความเห็นเช่นเดียวกับโหราจารย์ส่วนใหญ่ในอินเดียที่ว่า ตำราดั้งเดิมของบูรพาจารย์ ได้ผ่านการทดสอบพิสูจน์ความถูกต้องเป็นที่ประจักษ์แล้ว จึงควรจะถือเป็นหลัก
หลักฐานจากนิตยสารที่กล่าวข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า ถ้าจะใช้คำว่า วงการโหรทั่วโลก แล้วไซร้ ก็ต้องต่อด้วยคำว่า รู้กันทั้งนั้นว่าอยนางศะของลาหิรีให้ความหมายคลาดเคลื่อนจากตำราเดิม ไม่ใช่ ก็นิยมใช้ด้วยกันทั้งนั้นอย่างที่คุณเสารัจ ว่า
อุปมา ปฏิทินเก่าเหมือนไฟ ๑๑๐ โวลท์ ตำราเก่าเหมือนเครื่องไฟฟ้าสำหรับใช้ไฟ ๑๑๐ โวลท์ เมื่อทั้งสองอย่างใช้ไฟขนาดเดียวกันเช่นนี้ก็ใช้กันได้ ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ปฏิทินใหม่ คือปฏิทินดาราศาสตร์ตัดอยนางศะแบบลาหิรี เหมือนไฟใหม่ คือ ไฟ ๒๒๐ โวลท์ อยู่ ๆ จะเอาตำราเก่ามาใช้เลย โดยไม่ปรับแก้หลักเกณฑ์เสียก่อน จะใช้ได้อย่างไร
เรื่องนี้ขอมอบให้อยู่ในการพิจารณาวินิจฉัยของท่านก็แล้วกัน
มีหลายท่านสงสัยว่า เพราะอะไรผมจึงได้เป็นเจ้ากี้เจ้าการมาปกป้องปฏิทินสุริยยาตรอย่างแข็งขันถึงปานนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำหรือขายปฏิทินสุริยยาตรกับเขาเลย
ผมได้ชี้แจงไปว่า บรรพชนที่ยอมหลั่งเลือดพลีชีพต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทยเอาไว้ ผมเชื่อว่าท่านคิดกันอย่างเดียวว่าแผ่นดินนี้เป็นสมบัติอันมีค่า ที่จะต้องรักษาไว้ด้วยความหวงแหน คงจะไม่มีใครคิดสะระตะว่ามีที่ดินเป็นของตัวเองกันคนละกี่ตารางวากี่ไร่หรอก
ผมทำการขัดขวางการกำจัดทำลายโหรไทยและปฏิทินสุริยยาตร ก็มีความรู้สึกทำนองเดียวว่า ทั้งสองอย่างนี้เป็นสมบัติมรดกที่มีค่าของชาติไทย โหรไทยเคยอาศัยรับใช้ชาติบ้านเมืองมา พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็เคยอาศัยพึ่งพากันมา จึงคิดว่า เป็นหน้าที่ที่ผมจะต้องปกป้องรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติต่อไป ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้ประโยชน์
ใครจะคิดว่า แผ่นดินอื่นอุดมสมบูรณ์กว่าแผ่นดินไทย จะย้ายไปอยู่ก็ย้ายไป ใครจะเห็นว่าของใหม่ของชาติไหนใช้ได้ดีกว่าก็ใช้ไป แต่การที่จะมาทำลายแผ่นดินเก่าและของเก่าเพราะว่าตัวไม่ได้อยู่ไม่ได้ใช้แล้ว เห็นจะยอมไม่ได้หรอกครับ
ขอวกเข้าเรื่อง ดวงเมือง ละครับ
ยามใดที่บ้านเมืองมีข่าวคราวหรือเหตุการณ์สับสนเปลี่ยนแปลงมาก ๆ ละก็ มักจะได้ยินได้ฟังเรื่องของ ดวงเมือง บ่อยขึ้น เพราะมีผู้ให้ความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็โดยเชื่อกันว่า ดวงเมืองสามารถบอกสภาวะดีร้ายของบ้านเมืองให้ทราบได้ เพราะได้เห็นจากการที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงใช้ ดวงเมือง พยากรณ์ชะตาเมืองล่วงหน้าเป็นเวลาถึงร้อยกว่าปี ปรากฏผลถูกต้องแม่นยำอย่างอัศจรรย์
การที่เกียรติประวัติการพยากรณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นที่รู้กันแพร่หลาย กล่าวได้ว่า เพราะพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี โดยแท้ทีเดียว เพราะที่ทราบกันว่าทรงพยากรณ์เรื่องนี้ไว้ ก็
ล้วนแต่ทราบจาก จดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงพระองค์นี้ ที่ได้จดไว้ว่า
ณ วันอาทิตย์ เดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีระกา เอกศก ( จ.ศ. ๑๑๕๑ ) เพลาบ่าย ๓ โมง ๖ บาท อสุนีบาตพาดสายตกติดหน้าบันมุขเด็จเบื้องทิศอุดร ไหม้ตลอดทรงบนปราสาท ปลายหักฟัดฟาดลงพระปรางค์ซ้ายเป็น ๒ ซ้ำลงซุ้มพระทวารแต่จำเพาะไหม้ พระโองการตรัสว่า เราได้ยกพระไตรปิฎก เทวดาให้โอกาสแก่เรา ต่อเสียเมืองจึงจะเสียปราสาท ด้วยชะตาเมืองคอดกิ่วใน ๗ ปี ๗ เดือน เสร็จสิ้นพระเคราะห์เมืองจะถาวรลำดับกษัตริย์ถึง ๑๕๐ ปี
คำพยากรณ์นี้ได้ปรากฏผลถูกต้องสมจริงเป็นที่ประจักษ์ทุกประการ เมื่อ คณะราษฎร์ ทำการยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น เป็นช่วงเวลาที่ รัชกาลที่ ๗ เสวยราชย์เข้าปีที่ ๗ ในปีที่อายุเมืองครบ ๑๕๐ ปีพอดี
เท่าที่ทราบๆกันส่วนมาก ก็ทราบกันแต่ต้นกับปลายแค่นี้ แต่สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาในหลักวิชาโหราศาสตร์ รายละเอียดเพียงเท่านี้ หาเป็นการเพียงพอที่จะช่วยให้การค้นคว้าได้ผลดีเต็มที่ไม่ ผมจึงได้นำความเป็นมาของ ดวงเมือง แต่ละช่วงแต่ละตอนที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้ามาเสนอให้ทราบ รวมทั้งข้อคิดและหลักเกณฑ์บางประการที่โหรรุ่นก่อน ๆ ยึดถือ และใช้ในการกำหนดตำแหน่งดาวในดวงฤกษ์พระราชพิธีสำคัญ ๆ ด้วย
ขั้นแรกขอให้ทำความรู้จักกับฤกษ์สร้างเมือง ที่เรียกว่า ดวงเมือง กันก่อน


2. t     [203.146.147.102]     24 Mar 2005 - 14:31

ในจดหมายเหตุโหร บันทึกไว้ว่า ปีขาล จ.ศ. ๑๑๕๔ ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ เวลารุ่งแล้ว ๙ บาท ( ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ เวลา ๐๖.๕๔ น. ) สร้างเมืองบางกอก
ตำแหน่งดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ ในวันและเวลาฤกษ์นั้น ท่านอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว ได้คำนวณไว้ ดังนี้

ลัคนา ๒๔ องศา ๙ ลิปดา
อาทิตย์ ๑๐ องศา ๔๒ ลิปดา
จันทร์ ๑๖ องศา ๑๘ ลิปดา
อังคาร ๒๑ องศา ๖ ลิปดา
พุธ ๒๐ องศา ๑ ลิปดา
พฤหัส ๑๐ องศา ๓๕ ลิปดา
ศุกร์ ๙ องศา ๒๕ ลิปดา
เสาร์ ๘ องศา ๒๔ ลิปดา
ราหู ๕ องศา ๑๗ ลิปดา

ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ โหรไทยใช้ดาวกันเพียง ๘ ดวง คือ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ราหู ซึ่งเป็นดาวที่สามารถสัมผัส คือ เห็นได้ด้วยตา เรียกว่า อัฏฐเคราะห์ และใน ดวงเมือง ที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานเก่า ๆ ก็มีดาวเพียง ๘ ดวงที่กล่าวเท่านั้น
ดาวที่เพิ่มขึ้นภายหลังอีก ๒ ดวง คือ เกตุกับดาวมฤตยู ปรากฏในหลักฐานว่า เพิ่งเริ่มใช้กันในรัชกาลที่ ๔ รวม ๑๐ ดวง เรียกว่า ทศเคราะห์ ซึ่งท่านอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว ก็ได้คำนวณเพิ่มเติมไว้ให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ประสงค์จะใช้สำหรับศึกษาด้วย คือ เกตุอยู่ราศีพฤษภ ๓ องศา ๔๗ ลิปดา มฤตยูอยู่ราศีเมถุน ๕ องศา ๔๒ลิปดา
ในระหว่างพิธีฤกษ์ ได้เกิดเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นลางอัปมงคลขึ้นอย่างไม่คาดฝัน กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ได้แก่ขณะที่กำลังเคลื่อนเสาหลักเมืองลงสู่หลุมนั้น ต่างก็ได้เห็นด้วยความตกใจว่า มีงูเล็ก ๆ เลื้อยพัน
พัวกันอยู่ที่ก้นหลุมประมาณ ๔ ตัว แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะแก้ไขอย่างไรได้ งูเล็ก ๔ ตัว นั้นจึงถูกเสาหลักเมืองทับจมอยู่ก้นหลุม
กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระวิตกในเรื่องนี้ไม่น้อยทีเดียว ได้ทรงประชุมโหราพฤฒาจารย์และนักปราชญ์ราชบัณฑิต พิจารณาวิเคราะห์อุบัติการณ์ครั้งนี้ และหลังจากพระราชพิธียกเสาหลักเมืองผ่านไปแล้ว ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการสะเดาะพระเคราะห์หลายประการ
ในความรู้สึกของพระราชวงศ์และบุคคลทั่วๆ ไป ตีความหมายของงูเล็กนั้นว่า น่าจะได้แก่ ปีมะเส็ง เลยทำให้คิดเลยไปว่า ผู้ที่จะนำเหตุร้ายหรือความวิบัติมาสู่ราชวงศ์ก็คงจะเป็นผู้ที่เกิดปีมะเส็ง แต่บางท่านให้ความเห็นว่า น่าจะหมายถึงว่า นับแต่นี้ไป หากปีมะเส็งใดมีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาของกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ประสูติถึง ๔ พระองค์แล้วไซร้ ก็จะเป็นสัญญาณเตือนว่า งูเล็ก ๔ ตัวนั้นกลับชาติมาเกิดเพื่อทวงหนี้แล้ว
แต่ในหมู่ผู้รู้วิชาโหราศาสตร์วิเคราะห์กันว่า ลางนั้นน่าจะบ่งชี้ว่า ต่อไปเบื้องหน้าดาวที่จะมีอิทธิพลบันดาลทุกข์โทษร้ายแรงต่อพระราชวงศ์และบ้านเมือง น่าจะได้แก่ ดาวพระเสาร์ เพราะโบราณาจารย์ได้เทียบศักดิ์ดาวพระเคราะห์เป็นพญาสัตว์ไว้ว่า
อาทิตย์นามครุฑท้าว ปักษี
จันทร์นามพยัคฆี เบียดเนื้อ
อังคารกล่าวนามมี สิงหราช
พุธสุนัขโดยเชื้อ ชาตินั้นเป็นนาม
พฤหัสมุสิกนี้ นามหนู
ศุกร์อัชนามสู แพะพี้
เสาร์อิศรเอกงู นามนาค
ราหูครูท่านชี้ ชื่อช้างนามเฉลิม
แต่จะอย่างไร ก็เป็นเพียงเรื่องของการคาดหมายกันไว้เท่านั้น ยังไม่มีใครมั่นใจอย่างแท้จริงว่า ลางครั้งนี้หมายถึงอะไรกันแน่
จนกระทั่งถึงวันที่ฟ้าผ่าเกิดเพลิงไหม้ที่มหาปราสาทขึ้น ความเคลือบแคลงทั้งหลายจึงได้เป็นที่กระจ่างชัด และดูเหมือนว่า ความปริวิตกที่เกาะกินพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอย่างหนักหน่วงมาตลอดเวลา ก็ได้ถูกไฟอันเกิดจากฟ้าผ่านั้นเผามอดไหม้หมดเชื้อไปด้วย เห็นได้จากพระโองการที่ทรงตรัสเหมือนโล่งพระหฤทัยว่า ชะตาเมืองคอดกิ่วใน ๗ ปี ๗ เดือน เสร็จสิ้นพระเคราะห์เมือง จะถาวรลำดับกษัตริย์ถึง ๑๕๐ ปี แสดงถึงความมั่นพระทัยว่า ลางร้ายจากงูเล็กทั้ง ๔ ตัวนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว พระเสาร์พญางูได้สำแดงอิทธิพลบันดาลความวิบัติสูญเสียให้แทนบริวารเสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมจะไม่มีเวรติดค้างให้มาคอยเบียดเบียนทำลายกันต่อไปอีก
แต่ทำไมถึงต้อง ๗ เดือน ซึ่งจะต้องนับไปอีกถึง ๕ เดือน ๒๗ วัน เพราะในวันที่พระมหาปราสาทได้รับความเสียหายจากฟ้าผ่านั้น นับจากวันสร้างเมืองมาได้เพียง ๗ ปี ๑ เดือน กับ ๓ วัน เท่านั้น ต้องอีก ๕ เดือน ๒๗ วัน จึงจะครบ ๗ ปี ๗ เดือน
ข้อนี้เองที่บ่งบอกความมั่นพระทัยของพระองค์ว่า ลางร้ายนั้นอยู่ในอำนาจและอิทธิพลของดาวเสาร์แน่ ก็อย่างที่ทราบกันแล้วว่า สัญญลักษณ์ของดาวเสาร์ คือ ๗ พระโองการที่ตรัสว่า ๗ ปี ๗ เดือน จึงเท่ากับว่าต้องให้พ้นสัญญลักษณ์จึงจะวางใจได้ว่า พ้นอิทธิพลของเสาร์จริง
ความนี้คงพอจะยืนยันได้กับความสำเร็จของ คณะราษฎร์ ไม่ใช่สำเร็จเพียงเมื่อรัชกาลที่ ๗ ครองราชย์ และ
อายุเมืองย่างเข้า ๑๕๐ ปีเท่านั้น แต่ได้รอจนถึงอีก ๗ หนึ่ง คือ เมื่ออายุการครองราชย์ ย่างเข้าปีที่ ๗ ด้วย
จะอย่างไรก็ตาม โหรรุ่นต่อ ๆ มาก็หาได้วางใจในพิษงู คือ อิทธิพลของพระเสาร์ไม่ เห็นได้จากการกำหนดพระราชพิธีสำคัญใด ๆ ในกาลต่อมา เช่น ฤกษ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือ บวรราชาภิเษก หรือ อุปราชาภิเษก โหรจะไม่กำหนดวันพระฤกษ์ให้ดาวพระเสาร์มีกำลังอิทธิพลเป็นอันขาด นอกจากนั้นยังเลือกเวลาฤกษ์กันอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ ควบคุม หรือ ข่ม พิษของดาวเสาร์กันอย่างรัดกุมอีกด้วย
มีอยู่เพียงครั้งเดียว ที่ดูเหมือนโหรจะลืมคิดถึงพิษร้ายพญางูคือ ดาวพระเสาร์ หรืออาจจะชะล่าใจเกินไปก็ไม่ทราบ ได้กำหนดฤกษ์ให้ในวันที่ดาวเสาร์กำลังมีพิษและอิทธิพลเต็มที่ ทั้งไม่ได้ ควบคุม หรือ ข่ม พิษดาวเสาร์ไว้อย่างที่โหรรุ่นก่อน ๆ ปฏิบัติกัน ฤกษ์ที่กล่าวนี้คือ ฤกษ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗ ซึ่งจะนำดวงฤกษ์มาให้ดูในตอนหลัง
หลังจากที่คำพยากรณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปรากฏขึ้นสมจริงแล้ว ดวงเมือง ก็ได้
รับความสนใจจากนักโหราศาสตร์มากขึ้นเป็นพิเศษ ต่างนำมาพิจารณาศึกษาค้นคว้ากันอย่างกว้างขวางในทุกยุคทุกสมัย เพื่อหาว่า พระองค์ท่านทรงใช้หลักเกณฑ์อะไรจึงทรงสามารถพยากรณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่า จะถาวรลำดับกษัตริย์ถึง ๑๕๐ ปี
วิธีศึกษาค้นคว้าที่กระทำกัน ก็โดยเอา ดวงเมือง มาพิจารณา แล้วก็ออกความเห็นวิเคราะห์วิจารณ์กัน
ผมเคยถามว่า ตามธรรมดาการศึกษาค้นคว้าหาหลักเกณฑ์จากดวงสถิตินั้น เราจะต้องพิจารณาดาวจรด้วยว่าเพราะดาวอะไรโคจรไปทับหรือไปสัมพันธ์กับอะไร จึงทำให้มีอิทธิพลบันดาลให้เหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้น นี่มาดูแต่ดวงเดิมกันอย่างเดียว จะได้ผลหรือ
ได้รับคำตอบว่า จะเอาดาวจรมาจากไหนเล่า ในเมื่อปฏิทินที่บอกตำแหน่งดาวในยุคนั้นมันไม่มีจะให้ดูในสมัยนี้
ในวันนี้ ผมจึงได้คำนวณตำแหน่งดาวพระเคราะห์ต่างๆ ในวันและเวลาที่ ฟ้าผ่าพระมหาปราสาท มาเสนอให้ทราบ เพื่อจะได้ใช้ศึกษาค้นคว้าหาหลักเกณฑ์ที่มาของคำพยากรณ์อันเป็นที่มหัศจรรย์นั้นกันต่อไป


3. t     [203.146.147.102]     24 Mar 2005 - 14:32

ณ วันอาทิตย์ เดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีระกาเอกศก
ตรงกับวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๓๒
เพลาบ่าย ๓ โมง ๖ บาท ( ๑๕.๓๖ น )


อาทิตย์ ๑๓ องศา ๓ ลิปดา
จันทร์ ๗ องศา ๔๗ ลิปดา
อังคาร ๑๐ องศา ๒๑ ลิปดา
พุธ ๒๗ องศา ๔๐ ลิปดา
พฤหัส ๕ องศา ๔๙ ลิปดา
ศุกร์ ๙ องศา ๓ ลิปดา
เสาร์ ๒๗ องศา ๕๑ ลิปดา
ราหู ๗ องศา ๒๑ ลิปดา
( เกตุ ๑๐ องศา ๒๕ ลิปดา และ มฤตยู ๖ องศา ๑๓ ลิปดา )

การที่ผมแยกดาวเกตุและดาวมฤตยูมาไว้เสียตอนท้าย เพื่อให้เป็นที่สะดุดตา และเตือนใจว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยังไม่มีดาวทั้ง ๒ ดวงนี้ ถ้าจะแกะรอยหาหลักเกณฑ์การพยากรณ์ของพระองค์ท่าน ก็ควรสนใจค้าหาจากดาว อัฏฐเคราะห์ ถ้าเอาดาว ๒ ดวงนี้เข้าไปปน อาจทำให้หลงทางได้
มีคนเคยถามว่า หลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร เมื่อคำนวณแล้วก็รู้ทั้ง องศา – ลิปดา แต่เพราะอะไรจึงนิยม
พยากรณ์กันแค่ ราศีจักร หรือที่เรียกว่า ดวงอีแปะ เท่านั้น
เรื่องนี้มีคนสงสัยกันมาก บางคนคิดและตีความเอาโดยอัตโนมัติของตนว่า พวกที่ใช้แต่ดวงอีแปะในการพยากรณ์ก็เพราะมีความรู้น้อย ไม่เคยได้เห็นตำราที่ละเอียดพิสดาร หรือทำดวงละเอียดแบบมีสมผุสองศา-ลิปดา ไม่เป็น
ผมเองเคยสนใจในเรื่องการทำดวงแบบละเอียด สนใจตำราที่บอกหลักเกณฑ์พยากรณ์อย่างละเอียดมาไม่น้อย พยายามเสาะหาหนังสือตำราละเอียดที่ว่ามาอ่านมาศึกษาทั้งของแขกของฝรั่ง ทั้งภาคภาษาไทยและภาษา
อังกฤษ ได้นำมาใช้ทดสอบหาผลกับดวงชะตาสถิติมากและนานพอสมควร แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่า แค่เอาปฏิทินมาหาสมผุสองศา ด้วยวิธีหารเฉลี่ยจะละเอียดจริงถูกต้องจริง จึงถึงกับลงทุนไปเรียนหลักวิชาคำนวณดาวโดยเฉพาะอยู่ถึงเกือบ ๒ ปี
แต่ในที่สุดของการทดลอง ทดสอบ และพิสูจน์ผลแล้ว ผมก็เลือกใช้ ดวงอีแปะ เป็นหลักในการพยากรณ์ เพราะผลจากการทดสอบและพิสูจน์ได้บอกผมว่า ดวงอีแปะ เหมาะที่สุดถ้าคิดจะเอาไว้ใช้ ไม่ใช่เอาไว้ชม
จึงพอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ผู้ที่เลือกใช้ ดวงอีแปะ เป็นหลักพยากรณ์นั้น ไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ หรือ ไม่เคยเรียนตำราที่บอกหลักเกณฑ์ละเอียด หรือทำดวงละเอียดไม่เป็น
ผมเคยเรียนถามอาจารย์ ซึ่งเป็นผู้มีความรอบรู้ในวิชาโหราศาสตร์แขนงต่างๆ ระดับแตกฉานท่านหนึ่ง แต่ก็ใช้ ดวงอีแปะ เป็นหลัก และเป็นผู้สอนวิธีการพยากรณ์ดวงอีแปะแก่ผมว่า
อาจารย์ครับ ในราศีหนึ่ง ๆ มีอยู่ถึง ๓๐ องศา และตำราก็แบ่งสัดส่วนออกเป็น นวางศ์ ตรียางศ์ ฤกษ์ และอื่น ๆ อีก ถ้าใช้แต่ราศีอย่างเดียวจะได้ความหมายละเอียดหรือครับ
ท่านถามผมว่า เวลากินยาแก้ปวดท้องนะ กินทางไหน
ผมบอกว่า กินทางปาก
ท่านถามอีกว่า เวลากินยาแก้ปวดหัวล่ะ
ผมก็บอกว่า ก็กินทางปากเหมือนกัน
ท่านถามอีกว่า เวลากินยาแก้จุกเสียดแน่นหน้าอกล่ะ
ผมก็บอกว่า ก็กินทางปากอีกแหละครับ
ท่านอธิบายเปรียบเทียบให้ฟังว่า ปากเรานะเหมือนราศี ส่วนอวัยวะต่างๆ เหมือนส่วนสัด นวางศ์ ตรียางศ์ ฤกษ์ ฯลฯ แพทย์นะเหมือนโหร
ไม่ว่าเราจะป่วยเป็นโรคอะไร ที่อวัยวะส่วนไหน แพทย์เขาก็จะให้ยาเรากินทางปากทั้งนั้น เพราะเขารู้ว่ายาอะไรจะมีสรรพคุณไปรักษาตรงไหน จึงไม่จำเป็นต้องผ่าท้อง ผ่าหัว หรือแหวะหน้าอก เพื่อเอายายัดเข้าไปให้ตรงกับอวัยวะที่เจ็บป่วย
โหรก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นผู้มีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องของดาว เรื่องของภพดีพอ เมื่อเห็นดาวเข้าราศี ก็ย่อมจะรู้ว่า ดาวอะไรมันจะมีอิทธิพลทำให้เกิดเรื่องอะไร เมื่อไร โดยไม่ต้องไปผ่าไปแยกราศีให้วุ่นวาย
วิธีแยกแยะสัดส่วนให้เห็นให้รู้อย่างละเอียดนั้น เหมาะแต่ตอนเริ่มเรียนเริ่มรู้เท่านั้น เช่นเดียวกับแพทย์ เมื่อตอนเริ่มต้นก็ต้องเรียนรู้สรีรศาสตร์ เอาภาพอวัยวะต่าง ๆ มาดูกัน และถึงกับผ่าศพดูของจริงกัน เมื่อรู้เมื่อเข้าใจแล้ว ตอนปฏิบัติงานตรวจรักษาโรค ก็ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องแหวะดูอีก นอกจากในกรณีที่เป็นโรคร้ายแรงภายในเท่านั้น ซึ่งการพิจารณาดวงชะตาก็ทำนองเดียวกัน

ดวงเมืองใหม่

ต่อมา เกิดความลังเลกันขึ้นในเรื่อง ดวงเมือง ไม่ทราบว่าควรจะใช้ดวงไหน เพราะเกิดมีดวงเมืองขึ้นมาใหม่อีกดวงหนึ่ง เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทำการพระราชพิธีถอนเสาหลักเมืองเดิม และบรรจุดวงชะตาเมืองใหม่ขึ้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล เพลาเช้า ๒ โมงแล้ว ๘ บาท
ตรงกับวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ เวลา ๐๘.๔๘ น.
เมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์คัมภีร์สุริยยาตร ณ จุดเวลาฤกษ์ ในวันบรรจุชะตาพระนครแล้ว ดวงดาวจะอยู่ในตำแหน่งดังนี้
อาทิตย์ ๑๙ องศา ๑๓ ลิปดา ศุกร์ ๑๓ องศา ๒๒ ลิปดา
จันทร์ ๒๗ องศา ๓๘ ลิปดา เสาร์ ๒๔ องศา ๓๙ ลิปดา
อังคาร ๒๘ องศา ๕๒ ลิปดา ราหู ๒๙ องศา ๔๓ ลิปดา
พุธ ๒๓ องศา ๔๐ ลิปดา เกตุ ๑๙ องศา ๓๒ ลิปดา
พฤหัส ๔ องศา ๒๕ ลิปดา มฤตยู ๑๕ องศา ๑๑ ลิปดา


เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยหลักวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่ด้วย ผมจึงได้คำนวณ อยนางศ์ ตัดตำแหน่งดาวในปฏิทินดาราศาสตร์ ณ จุดเวลาฤกษ์วันนั้นมาเสนอด้วย
อยนางศ์ ในปีนี้ มีค่า ๒๑ องศา ๔๘ ลิปดา (ค่านี้ ผมตั้งสูตรขึ้น ให้คำนวณแล้วได้ผลลัพธ์เท่ากับ อยนางศะของลาหิรี เพื่อสะดวกแก่นักโหราศาสตร์ใช้อยนางศะค่านี้จะได้ไม่ต้องเกิดความสับสน

ตำแหน่งดาวจากปฏิทินดาราศาสตร์
ตัดอยนางศ์แล้ว อยู่ในตำแหน่งเหมือนกัน
ทุกดวง ต่างแต่สมผุส ดังนี้

อาทิตย์ ๑๘ องศา ๔๖ ลิปดา ศุกร์ ๑๕ องศา ๒๒ ลิปดา
จันทร์ ๒๘ องศา ๒๔ ลิปดา เสาร์ ๒๘ องศา ๙ ลิปดา
อังคาร ๒๘ องศา ๔๒ ลิปดา ราหู ๒๙ องศา ๕๙ ลิปดา
พุธ ๒๔ องศา ๑๘ ลิปดา เกตุ ๒๙ องศา ๕๙ ลิปดา
พฤหัส ๒ องศา ๒ ลิปดา มฤตยู ๑๖ องศา ๔๙ ลิปดา
( เกตุ ดาราศาสตร์ อยู่ตรงข้ามกับ ราหู )

พิจารณาตำแหน่งดาวในดวงฤกษ์พระราชพิธีบรรจุชะตาพระนครแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงชะล่าพระทัยประมาทพิษร้ายของดาวพระเสาร์เลย เพราะเป็นผู้ที่ทรงแตกฉานในวิชาโหราศาสตร์อย่างเยี่ยมยอมผู้หนึ่ง พระองค์จึงได้ตระหนักและได้ประจักษ์พิษสงของพญางูตัวนี้มาแล้วเป็นอย่างดี โดยที่
๑ . วันพระราชสมภพของพระองค์ คือ วันพฤหัส เป็นวันที่ดาวเสาร์มีพิษทวีขึ้น เนื่องจากเป็นดาวกาลกิณี
๒. พระราชลัคนาและดาวตนุลัคน์ของพระองค์สถิตในภพอริของดวงเมือง
๓. ในดวงเมือง เสาร์อยู่ในราศีธนู เป็นภพพันธุของดวงพระราชสมภพ อันหมายถึง ญาติวงศ์ และพระราชฐาน
พิษร้ายของดาวเสาร์ที่แผ่มาถึงพระองค์เป็นเบื้องแรกก็คือ มีเหตุทำให้พระองค์เสียสิทธิ์ในการขึ้นครองราชย์สืบต่อจากรัชกาลที่ ๒ ทั้งๆที่ทรงเป็นเจ้าฟ้า พระราชสมบัติกลับตกไปเป็นของพระเชษฐาต่างมารดา ซึ่งมีพระยศเพียงแค่พระองค์เจ้า และทำให้ต้องตัดสินพระทัยอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ตัดขาดจากความสำราญทางโลก เพื่อไม่เป็นที่หวาดระแวงพระทัยของพระเชษฐา แม้กระนั้นก็หาใช่จะอยู่ได้อย่างปลอดโปร่งพระทัยนักไม่
เมื่อพูดถึง กาลี ศรี เดช ขึ้นมา มักจะมีนักโหราศาสตร์ยุคใหม่เบือนหน้าหนี บางคนถึงกับออกปากตำหนิว่าเป็นหลักวิชางมงาย เพราะ ไม่มีโหรชาติไหนเขาใช้กันเลย
แปลกไหมครับ เรามีของที่ใช้ได้ดี มีของที่ชาติอื่นไม่มี แทนที่จะภาคภูมิใจ กลับเห็นเป็นเรื่องน่าอับอาย กลับเห็นเป็นของไร้ค่า ด้วยเหตุผลเพียงว่า เพราะไม่มีโหรชาติไหนเขาใช้กัน
ไม่ทราบว่านักโหราศาสตร์ยุคใหม่จะตำหนิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าอย่างไรบ้าง เพราะทั้ง ๒ พระองค์ทรงยึดถือทักษาเป็นหลักสำคัญ และได้ทรงถ่ายทอดหลักเกณฑ์การใช้ทักษาไว้เป็นหลักฐานมากมาย
คัมภีร์ทักษา เป็น แม่บท ที่สำคัญมากในหลักวิชาโหราศาสตร์ไทย ครอบคลุมสรรพคัมภีร์ของโหรไทยไว้เกือบทั้งหมด
หลักเกณฑ์ที่สำคัญ ๆ เช่น ทิศ ธาตุ อักษร สี ชัยภูมิ อายุพระเคราะห์ กำลังพระเคราะห์ พระเคราะห์คู่ ก็
ล้วนแต่เป็นหลักเกณฑ์ในคัมภีร์ทักษา ไม่เฉพาะแต่ เดช ศรี กาลี เท่านั้น
กล่าวได้ว่า ผู้เรียนโหราศาสตร์ที่รับถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์โหรไทยจะต้องได้เรียนและรู้คุณค่าของทักษากันทุกคน
แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าของอะไร จะดีแค่ไหน มันก็มีค่าแต่กับผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น
ในดวงฤกษ์พระราชพิธีบรรจุพระชะตาพระนครนั้น จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงควบคุมและข่มพิษดาวเสาร์ไว้อย่างรัดกุม คือ
๑. เลือกวันฤกษ์ที่ดาวเสาร์อ่อนกำลังที่สุด คือ ในขณะที่กำลังโคจรอยู่ตำแหน่งเป็นนิจ
๒. เลือกเวลาฤกษ์ที่ให้ดาวเสาร์อำนวยคุณ คือ อยู่ในภพลาภะ
ผมเคยเรียนถามอาจารย์ว่า การให้ดาวร้ายเข้าไปอยู่ในภพลาภะ มิทำให้เกิดผลในทางขัดลาภ หรือคอยเป็น
อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จหรือ
ได้รับคำอธิบายว่า ดาวทุกดวง ในภพทุกภพ ให้ผลได้ทั้งคุณและโทษ เช่น ดาวในภพกดุมภะ มีความหมายเป็นกลาง ๆ ว่า เรื่องการเงินหรือผลประโยชน์
ส่วนจะได้เงินได้ผลประโยชน์ หรือ เสียเงินเสียผลประโยชน์ อยู่ที่ดาวในภพนั้นให้คุณหรือให้โทษ ซึ่งอาจ
จะรู้ได้ด้วยหลักเกณฑ์เบื้องต้นง่าย ๆ โดยพิจารณาว่า
ถ้าดาวเจ้าเรือนนั้นอยู่ในภพที่ดี มีตำแหน่งเข้มแข็ง เช่น เป็นอุจจ์เป็นเกษตร หรือได้รับกำลังจากดาวที่เป็นศรี ก็จะให้คุณ
ถ้าดาวเจ้าเรือนนั้นอยู่ในภพที่ไม่ดี หรือได้รับกำลังจากดาวที่เป็นกาลกิณี ก็จะให้โทษ
ในดวงฤกษ์พระราชพิธีนั้น จะเห็นว่าได้กำหนดให้ดาวอังคาร ซึ่งเป็นเจ้าเรือนที่ดาวเสาร์อาศัยอยู่ไปโคจรอยู่ราศีมีน ซึ่งแม้จะไม่ใช่ราศีที่ดาวอังคารเข้มแข็ง คือไม่ได้เป็นอุจจ์หรือเป็นเกษตร แต่ดาวเจ้าเรือนราศีมีนคือพฤหัสก็อยู่ในตำแหน่งเป็นเกษตร เสริมดาวอังคารที่เป็นคู่สมพล โดยที่ทั้งดาวอังคารและดาวพฤหัสต่างก็โคจรอยู่ในภพที่สัมพันธ์ดีต่อลัคนา และโดยเฉพาะดาวอังคารยังได้รับกำลังจากดาวศรีคือ มีดาวพุธโคจรร่วมราศีอยู่ด้วย
ท่านอาจารย์ยังได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ในดวงฤกษ์ยังจะต้องพิจารณาดาวที่สำคัญมากอีกดวงหนึ่งด้วย ได้แก่ ดาว ตนุลัคน์ จะให้อยู่ในที่เสียหรืออ่อนกำลังไม่ได้เป็นอันขาด
เช่น ฤกษ์ปลูกบ้าน หรือ ออกรถ ออกเรือ ถึงดาวเจ้าการคือ เจ้าเรือนพันธุ ซึ่งครองความหมายเรื่องดังกล่าวจะดีไม่สมบูรณ์นัก ก็ต้องพยายามให้ดาวเจ้าเรือนลัคน์ดีเข้าไว้ เพื่อหากเผอิญคราวมีเคราะห์ เช่น บ้านถูกปล้นหรือถูกไฟไหม้ก็ดี รถเกิดอุบัติเหตุชนกันหรือคว่ำก็ดี เรือล่มก็ดี ก็จะเสียแต่ทรัพย์ไม่เสียตัว คือ ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัสถึงพิกลพิการหรือเสียชีวิต
ถ้าให้ ตนุลัคน์ เสียด้วยแล้ว จะทำให้เสียทั้งของทั้งตัว หรือทั้งชีวิตทีเดียว
ผมแย้งท่านว่า ในฤกษ์ ดวงเมือง เพราะอะไรจึงให้ดาวอังคารซึ่งเป็นดาวตนุลัคน์อยู่ในราศีพฤษภ ซึ่งเป็นเรือนกาลกิณีล่ะครับ
ท่านบอกให้ดูว่า ดาวกาลกิณีอยู่ในสภาพที่มีกำลังหรืออำนาจจะแสดงพิษหรือเปล่า และอธิบายว่า งูที่จะเป็นพิษและเป็นอันตรายก็ตอนที่มันยังเป็นๆ อยู่ ถ้าทำให้มันตายแล้วก็เอามาปรุงเป็นอาหารได้ไม่ใช่หรือ อย่างผัดเผ็ดงูเห่า นะ
ดาวศุกร์กาลกิณีในดวงเมืองอยู่ในที่ควบคุมและถูกบังคับให้เป็นคุณแล้ว เหมือนพิษงูที่ถูกทำให้เป็นยา คือ เซรุ่ม แล้ว ตามกฎเบื้องต้นที่ได้กล่าวแล้วคือ ดาวเจ้าเรือนที่ดาวกาลกิณีอาศัยอยู่ ได้แก่ดาวพฤหัสอยู่ในตำแหน่ง
ที่เข้มแข็งเป็นเกษตรในภพที่สัมพันธ์ดีกับลัคนา
ปัญหาข้อที่ว่า เมื่อมีพระราชพิธีถอนเสาหลักเมืองเดิมออก และเปลี่ยนเสาบรรจุชะตาเมืองใหม่ เวลาจะดูชะตาบ้านเมือง มิต้องใช้ ดวงเมืองใหม่ หรือ
ท่านอาจารย์ได้ให้ทัศนะของท่านว่า ไม่ต่างกับถอนฟันซี่ผุที่มันทำให้ปวดทิ้งไปแล้ว ใส่ฟันใหม่ ไม่จำเป็น
ต้องไปเปลี่ยนบัตรประจำตัวหรือแก้สำมะโนครัว คงยังใช้ ดวงเมือง เดิมต่อไปได้
พระราชพิธีบรรจุชะตาเมืองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้จัดขึ้นนั้น ดูตามรูปการแล้ว น่าจะเป็นพระราชประสงค์เพื่อสะกดพิษดาวเสาร์ไม่ให้มีอำนาจอาละวาดต่อพระองค์มากกว่า

เรื่องลางจากงูเล็กทั้ง ๔ ตัวที่ก้นหลุมหลักเมืองยังไม่จบ

กาลเวลาได้ล่วงมาถึงปีที่อายุเมืองย่างเข้าบรรจบ ๑๐๐ ปี คือ ปี พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นปีที่ตรงกับปีมะเส็งพอดี และเป็นปีมะเส็งเดียวนับตั้งแต่สร้างเมืองมา ที่มีพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระมหากษัตริย์ ประสูติครบ ๔
ความจริงมีถึง ๗ พระองค์ แต่สิ้นพระชนม์เสียตั้งแต่เมื่อ ๒ วันพระองค์หนึ่ง เมื่อ ๔ เดือนพระองค์หนึ่ง และเมื่อ ๗ พรรษาพระองค์หนึ่ง คงเหลือที่มีพระชนมายุยืนยาวมาจนอายุเมืองครบ ๑๕๐ ปีเพียง ๔ พระองค์ คือ
พระองค์เจ้าหญิงศศิพงศ์ประไพ ประสูติ วันอังคาร แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๒๔ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๗๗
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์พินิต (สมเด็จเจ้าฟ้าชายบริพัตรสุขุมพันธุ์) ประสูติเมื่อ วันพุธ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๒๔ สิ้นพระชนม์ที่เมืองบันดง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๗
พระองค์เจ้าหญิงพิสมัยพิมลสัตย์ ประสูติ วันอังคาร แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๒๔ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๙
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร) ประสูติ วันจันทร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๒๔ สิ้นพระชนม์ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๗๙
และทั้งสี่พระองค์นี้เอง ได้ทรงร่วมกันบริจาคทรัพย์บำเพ็ญพระกุศลสร้าง ตึกสี่มะเส็ง ให้แก่ ร.พ. จุฬา
ที่ผมได้เรียนไว้ในตอนต้นว่า หลังจากที่ตระหนักกันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ลางในเรื่องงูที่ได้รับอันตรายอยู่ก้น
หลุมหลักเมืองคือดาวอะไร โหรก็ระมัดระวังโทษจากดาวเสาร์กันอย่างเคร่งครัด โดยไม่ยอมที่จะให้ดาวเสาร์มีกำลังในดวงฤกษ์โดยเด็ดขาดและถือปฏิบัติกันทุกรัชกาลมา เพิ่งปรากฏว่ามีอยู่ในครั้งเดียวในรัชกาลที่ ๗ ขอให้พิจารณา ดวงฤกษ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่นำมาแสดงไว้นี้

วันพฤหัส ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีฉลู
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘
( ลัคน์เมษ ๘กรกฏ ๒สิงห์ ๗พิจิก ๓๙ธนู ๕๖มังกร ๑๔กุมภ์ ๐มีน)

รูปดวงนี้ถ่ายจาก หนังสือพระบรมราชาภิเษก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบ
ถ้าพิจารณาหลักเกณฑ์การควบคุมหรือข่มพิษดาวร้าย ที่โหรรุ่นก่อนๆ ยึดถือปฏิบัติกันมาแล้ว จะเห็นว่าโหรรัชกาลนี้ชะล่าใจ ไม่ได้คำนึงถึงความสำคัญในเรื่องโทษพิษของดาวเสาร์พญางูเลย เพราะนอกจากจะไม่กำจัดอิทธิพลของดาวเสาร์แล้วยัง
๑. ในดาวงู คือ เสาร์ เป็นกาลกิณีในวันฤกษ์ เท่ากับเพิ่มพิษให้ทวีขึ้น
๒. ให้เสาร์สัมผัสอังคารตนุลัคน์ คือ ให้อยู่ในเรือนอังคาร
๓. ให้อังคารอยู่เรือนพฤหัส คล้ายๆ กับดวงฤกษ์พระราชพิธีบรรจุชะตาพระนครในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ต่างกันมากตรงที่ ดวงนี้ดาวพฤหัสเจ้าเรือนที่อังคารอาศัยอยู่ไปอยู่ในอำนาจของเสาร์กาลกิณี คือไปอาศัยเรือนของเสาร์อยู่
และดูเหมือนจะลืมกันไปว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ได้รับเชื้ออันเป็นพิษร้ายของงูอยู่ก่อนแล้ว คือ ทรง ประสูติในปี งูเล็ก คือ ปีมะเส็ง
ดาวที่สำคัญมากอีกดวงหนึ่งสำหรับฤกษ์นี้ คือ ดาวศุกร์ ซึ่งเป็นดาวเดช อันหมายถึง พระราชอำนาจ หรือ อาญาสิทธิ์อันสมบูรณ์ ก็ไปอยู่ในอิทธิพลของดาวเสาร์กาลกิณีด้วย คือไปอยู่ในราศีมังกรซึ่งเป็นเรือนของดาวเสาร์
ดาวเดช โหรถือว่า มีค่าเทียบเท่ากับตนุลัคน์ทีเดียว โดยกล่าวถึงโทษที่ดาวเดชถูกพิษกาลกิณีไว้ในตำราว่า
กาลีต้องเดชธำรง – เดชไว้มิคง ด้วยถูกเบียดเบียนบีฑา
อุบัติวิบัตินานา อริพาลา จะรุมให้ร้อนรำคาญ
การที่โหรรุ่นก่อนๆ หวาดเกรงพิษร้ายของดาวเสาร์กันมากนั้น หาใช่เป็นการหวาดผวาแบบกาตาแววหวาดธนูไม่ เพราะจะเห็นฤทธิ์เดชของดาวเสาร์จากดวงฤกษ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ได้อย่างชัดเจน คือ ขนาดโหรขับฤกษ์ได้เกณฑ์ จัตุรงคโชค นำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ว่า พระฤกษ์วันนี้สมบูรณ์ดียิ่งทุกประการ ซึ่งจะหาพระฤกษ์วันใดมาเทียบเทียมมิได้ แล้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถจะต้านทานอิทธิพลและพิษร้ายอันรุนแรงของดาวเสาร์ได้ ทรงอยู่ในราชสมบัติได้เพียงย่างเข้าปีที่ ๗ เท่านั้นเอง

การดูดวงเมืองกันในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่า พอเห็นดาวอะไรโคจรเข้าไปใน ภพทุสถานะ ได้แก่ ภพอริ ภพมรณะ ภพวินาสน์ เมื่อไรแล้ว ก็มักจะตีความกันว่า จะเกิดปฏิวัติรัฐประหาร หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันเป็นข้อใหญ่
ดวงเมืองก็คล้ายๆ กับดวงคน ที่ยามเจ็บป่วยก็มิใช่ว่าจะต้องเจ็บหนักถึงกับต้องหามเข้าโรงพยาบาลเสมอไป อาจจะเป็นแค่ปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้เป็นหวัดก็ได้ หรือคราวเคราะห์ได้รับบาดเจ็บ ก็มิใช่จะต้องสาหัสถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตทุกครั้งไป อาจจะเพียงฟกช้ำดำเขียวเท่านั้นก็ได้
ผมได้เคยสังเกตเห็นวิธีการพิจารณาดวงเมืองของท่านครูบาอาจารย์รุ่นก่อนๆ หลายท่าน ซึ่งคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ จึงสรุปหลักใหญ่ๆ มาเรียนให้ทราบ เพื่อเป็นแนวทางดังนี้
ท่านถือว่า ดวงเมืองเป็นเครื่องวัด หรือบอกสภาพความเป็นไปของบ้านเมือง อันประกอบไปด้วย ผู้บริหารและข้าราชการส่วนหนึ่ง กับประชาชนพลเมืองอีกส่วนหนึ่ง
เมื่อดวงเมืองดี ก็หมายถึง บ้านเมืองจะอยู่ในสภาวะที่ดี คือ มีความสงบราบรื่นอาจจะหมายถึง ช่วงนั้นบ้าน
เมืองได้ผู้บริหารและข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชะอยู่ดีกินดีมีความสุข ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอไป
ในทำนองเดียวกัน เมื่อดวงเมืองไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเกิดเหตุร้ายหรือมีการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือถึงกับต้องเปลี่ยนผู้บริหารเสมอไป อาจหมายถึง ภาวะข้าวยากหมากแพง ทำให้ประชาชนพลเมืองดำรงชีพอยู่ใต้ความยากลำบากก็ได้ หรือหมายถึงว่าในช่วงนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หย่อนความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผู้ที่เห็นประโยชน์ส่วน
ตัว ขาดความซื่อสัตย์สุจริต เข้ามามีอำนาจในการปกครองบริหาร หรือในวงราชการก็ได้
จงพิจารณาในท่าทาย ระมัดหมายให้เหมาะกับรูปการ อันนี้เป็นหลักใหญ่ที่สำคัญ คือจะต้องมีความรู้ความ
เข้าใจสภาพการณ์ และเอาสภาพการณ์นั้นมาพิจารณาประกอบกับความหมายของดวงและของดาวด้วย ไม่ใช่ดูแต่
ดวงแต่ดาวเท่านั้น
เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางบ้านเมือง ท่านให้พิจารณาจุดสำคัญ ๒ ประการ คือ
๑ ดูดวงเมืองในช่วงนั้นว่าอยู่ในเกณฑ์ดีหรือไม่ดี
๒ ดูสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ของประชาชนพลเมือง กับดูความเป็นไปของการบริหารและบุคคลในวงราชการ
ถ้าข้อ ๑ ดี แต่ข้อ ๒ ดีครึ่งเสียครึ่ง เช่น ดวงเมืองมีเกณฑ์ดี ทั้งผู้ปกครองบ้านเมืองที่ทำหน้าที่บริหาร และ ข้าราชการก็ทำงานกันด้วยความขยันขันแข็งซื่อสัตย์สุจริต แต่ประชาชนพลเมืองอยู่ในสภาพลำบาก อัตคัดขัดสน ขาดแคลน ก็มีความหมายว่า สภาวะบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ผู้บริหารจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้สำเร็จ ข้าราชการจะให้การดูแลช่วยเหลือราษฎรให้อยู่ดีกินดีมีความสุขสบายมากขึ้น
ถ้าข้อ ๑ ดี แต่ข้อ ๒ ไม่ดีเลย เช่น ในช่วงนี้ดวงเมืองอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ผู้ที่ทำหน้าที่บริหาร และข้าราชการขาดความซื่อสัตย์สุจริต ใฝ่หาแต่ประโยชน์ใส่ตัวทำให้ผู้คนพลเมืองต่างอยู่ในความลำบากยากแค้น ก็หมายถึงว่า บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เช่น มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหาร ข้าราชการ ให้คนดีเข้ามาทำหน้าที่แทน สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลดน้อยลงได้
ถ้าข้อ ๑ ไม่ดี ข้อ ๒ ก็ไม่ดี เช่น ช่วงนั้นดวงเมืองอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี ผู้บริหารและผู้มีอำนาจในราชการก็ล้วนแต่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ประชาราษฎร์กำลังอดอยากเดือดร้อน ก็หมายถึง บ้านเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี แบบพญาช้างสารชนกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ ประชาชนก็จะตกอยู่ในฐานะหญ้าแพรกที่ต้องแหลกยิ่งไปกว่าเก่า หรือเหมือนเหลือบเปลี่ยนฝูงเข้ามาสูบเลือด เลวร้ายหนักเข้าไปอีก เพราะฝูงใหม่หิวกว่าฝูงเก่า
หลักเกณฑ์ในการพิจารณา พยากรณ์ ดวงเมือง มีความละเอียดซับซ้อนและลึกซึ้งมาก เท่าที่นำมาเรียนให้ทราบ เป็นแต่เพียงหลักเกณฑ์ที่เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ที่อาจใช้เป็นแนวทางสำหรับการศึกษาค้นคว้าได้
ขอเอาเรื่องที่หลายท่านไต่ถามมาต่อท้ายอีกสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง อยนางศะ ซึ่งมีอยู่หลายอย่างหลายคำถามว่า อย่างไหน ของใคร ถูกต้องที่สุดในความเห็นของาม
ก็เห็นจะต้องขอยืมคำของคุณสุรศักดิ์มาใช้ตอบอีกว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าของใครดีกว่าของใคร เพราะที่ใช้ ๆ กันอยู่ล้วนแต่เป็นค่าสมมุติตามมติของแต่ละคนแต่ละพวกเท่านั้น ยังไม่มีใครสามารถชี้ขาดว่า ค่าที่ถูกต้องของอยนางศะคืออะไร เท่าไร แม้แต่นักดาราศาสตร์เองก็ไม่เคยมีใครกล้ายืนยัน
อยนางศะ จึงอาจเปรียบเหมือนแมว อย่างที่เติ้งเสี่ยวผิงว่า สีอะไรไม่สำคัญ ให้จับหนูได้ก็แล้วกัน หรือเปรียบเสมือนข้าว จะข้าวใหม่หรือข้าวเก่า ข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวก็หุงกินได้ทั้งนั้น เพียงแต่ต้องหุงให้ถูกชนิดของมัน เช่น ข้าวเก่าก็ต้องเคี่ยวหน่อย ส่วนข้าวใหม่เคี่ยวมากไม่ได้จะแฉะ เป็นต้น
เพราะฉะนั้นจะเลือก อยนางศะของลาหิรี ก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าอยนางศะทั้งหลายนั้นเปรียบเหมือนข้าวสารเท่านั้น จะเอามาบริโภคเลยไม่ได้ ต้องหุงต้มให้สุกเสียก่อน คือต้องเอามาทดสอบพิสูจน์หาผลเสียก่อน ว่าได้ผลแค่ไหน ใช้อย่างไรจึงจะได้ผลดี แล้วจึงค่อยยึดถือเป็นหลักต่อไป
อย่าใช้วิธีแบบลาเอาอย่างจิ้งหรีดในนิทานอีสป คืออยากจะได้ชื่อว่าทันสมัยกับเขาบ้าง เขาว่าอยนางศะนี้ดี ก็
รับเอามายึดถือเลย
ข้อสำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเอามาใช้ ก็ควรใช้แต่ในการศึกษาพยากรณ์ อย่าเอาไปใช้ก้าวร้าวระรานหรือข่มผู้อื่น
มีบางท่านถามผมว่า เมื่ออยนางศะของใครก็ล้วนแต่เป็นค่าสมมุติแบบเดียวกัน เพราะอะไรผมจึงเจาะจงเอาแต่ข้อบกพร่องของอยนางศะลาหิรีมาพูด เหมือนมีความจงเกลียดจงชังกันโดยเฉพาะ
ผมก็ชี้แจงว่า เพราะอยนางศะของลาหิรีถูกใช้เป็นเครื่องมือเอามาเหยียบปฏิทินโหรไทย ในการตอบโต้ก็จำ
เป็นต้องย่ำกลับตรงจุดนั้นอย่างช่วยไม่ได้
ขอได้โปรดให้ความเป็นธรรมบ้างเถิดครับ หากกรุณาพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง ย่อมจะเห็นความเป็นจริงว่า พวกที่ศึกษาสืบทอดโหราศาสตร์ไทยและใช้โหราศาสตร์ไทยกันอยู่ เป็นพวกที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุด ไม่เคยเลยที่จะก้าวร้าวล่วงเกินโหราศาสตร์ระบบไหนก่อน
เมื่อถูกรุกรานรังแก ก็ยังจะให้งอมือสงบเสงี่ยมอยู่อีก ไม่ยอมให้ต่อสู้ป้องกันตัวบ้างเลยเจียวหรือครับ
ผมไม่เข้าใจว่า ผู้ที่พยายามจะกำจัดกวาดล้างโหรไทย โดยเอาหลักวิชาและปฏิทินโหรอื่นเข้ามาใช้แทนที่ มีความประสงค์อย่างไร
เพราะมีความหวังดีต่อวงการโหร หรือเพราะหวังจะเอาวงการโหรเป็นแหล่งทำมาหากินโดยเอาตำราและปฏิทินโหรอื่นมาค้าขายกันแน่
ถ้าต่อไปเบื้องหน้า สามารถปลุกปั่นชักจูงผู้คนได้สำเร็จ สามารถขจัดโหรไทยไปได้สมประสงค์ จนเมือง
ไทยมีแต่ผู้มีความรู้แตกฉานเชื่ยวชาญวิชาโหรชาติอื่น และใช้ปฏิทินโหรอื่นทั่วหน้ากันไม่มีใครที่รู้เรื่องราวของโหรไทยเหลืออยู่เลยแล้ว จะเป็นความพอใจและภูมิใจของคนพวกนี้หรืออย่างไร
และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ในวงการโหร ชาติไหน ๆ เขามีหลักวิชาของชาติเขาไว้อวดกัน ชาติไทยจะเอาอะไรไปอวดเขา เอาหลักวิชาของชาติเขาไปอวดเขาหรือ ว่าเราก็ได้ร่ำเรียนรู้หลักวิชาของเขาเหมือนกัน ก็มีสิทธิ์ครับที่จะอวดได้ แต่สิทธิ์ที่จะภูมิใจนั้น จะมีได้ก็แค่บริวารเขาเท่านั้น เหมือนคนอาศัยเขากิน ถึงจะอ้วนกว่าเจ้าของบ้าน มักก็ไอ้แค่บริวารที่อาศัยเขากินอยู่วันยังค่ำ จะไปมีศักดิ์ศรีสักแค่ไหน
และเมื่อถึงตอนนั้นยังคิดหรือครับ ว่าจะมีหน้าไหนไปเอ่ยคำว่า ไทย ให้ชาติไหนฟังได้เต็มปาก

4. อาโล     [202.8.86.99]     24 Mar 2005 - 15:13

ขอบคุณครับ ที่เผยแผ่ความรู้ดีๆ

5. หมอเดา หัดดู     [192.168.0.246]     25 Mar 2005 - 09:04

โหรสมัยก่อนทายแม่นจริงๆครับ

6. t     [203.146.147.102]     25 Mar 2005 - 09:58

เพื่อเพิ่มความรู้ครับ

ประวัติเพลงชาติไทย

ภายหลังการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (24 มิถุนายน 2475) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้แต่งเพลงชาติขึ้นเพื่อปลุกใจให้คนไทยรักชาติ และสามัคคี ตลอดจนให้เลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ โดยใช้ทำนองเพลงมหาชัย ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

"สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพรรษาใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า"

ต่อมาจึงดำริจะให้มีเพลงชาติแบบสากล จึงได้ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) แต่งทำนองเพลงขึ้น โดยให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่งคำร้อง ดังนี้

ี้"แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย
บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของชาติไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสระเสรี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เชิดชัยชโย"

"ในปีพุทธศักราช 2477 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน มีกรรมการท่านอื่นๆดังนี้คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์ พระเจนดุริยางค์ หลวงชำนาญนิติเกษตร จางวางทั่วพาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเพลงชาติโดยเฉพาะ ผลการตัดสินปรากฎว่า มีเพลงชาติแบบไทย และแบบสากลอย่างละเพลงคือ แบบไทยได้แก่เพลงชาติของจางวางทั่วพาทยโกศล ที่แต่งขึ้นจากเพลงไทยเดิมชิ่อว่า “ตระนิมิตร” ส่วนทางสากลได้แก่ เพลงของ พระเจนดุริยางค์ ที่แต่งไว้แล้ว คณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาในเวลาต่อมาว่า เพลงชาตินั้นคงจะมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีสองเพลงอาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลง จึงร่วมกันพิจารณาใหม่ ในที่สุดตกลงว่าให้มีทางสากลเพลงเดียวคือ แบบทำนองสากลของพระเจนดุริยางค์ จึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ คณะกรรมการได้สรุปผลให้บทร้องของนายฉันท์ ขำวิไล และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา ได้รับรางวัลและตัดสินให้บทร้องของขุนวิจิตรมาตราได้รับรางวัลชนะเลิศ"

บทร้องที่คณะกรรมการคัดเลือกมีดังนี้
บทของนายฉันท์ ขำวิไล

"เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
แม้ถึงไทยไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสระเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายอยู่มุ่งหมายเชิดชัย ไชโย"

บทของขุนวิจิตรมาตรา
"แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา ร่วมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไท ไชโย"

ในปีพุทธศักราช 2482 มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำว่า “สยาม” มาเป็น “ไทย” ทำให้จำต้องแก้ไขบทร้องในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดบทร้องเพลงชาติไทยขึ้น ผลการประกวด ปรากฎผู้ชนะได้แก่ นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งเข้าประกวดในนามกองทัพบก และให้ใช้ทำนองขับร้อง เพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มีอยู่ ณ กรมศิลปากร ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย"

ท่านพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ มีความปลาบปลื้มแและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้สั่งเสียบุตร ธิดา ไว้ว่า "ฉันได้สั่งบุตรธิดาของฉันไว้ทุกคนว่า ในกาลภายหน้าเมื่อถึงวาระที่ฉันจะต้องเกษียรอายุลาโลกไปแล้ว ขณะจะใกล้ขาดอัสสาสะ ขอให้หาจานเสียงเพลงชาติอันนี้ มาเปิดให้ฟังให้จงได้ เพื่อบังเกิดความชุ่มชื่นระรื่นใจ อันไม่มีเสื่อมคลายตราบสิ้นปราณ"


7. โมโม่     [202.183.171.237]     25 Mar 2005 - 13:43

ปฏิทิน และวิธีการคำนวณแบบสุริยาตร ไทยเราคิดขึ้นเองหรือครับ หรือไปลอกเค้ามาครับ

8. ไทย     [192.168.0.246]     27 Mar 2005 - 13:53

ไทยคิดครับ

9. เกตุ     [125.24.47.95]     13 Nov 2007 - 05:57

น่าจะรู้ไว้..

10. ตงฟาง     [222.123.245.128]     13 Nov 2007 - 08:40

คนสมัยก่อนนี่เก่งมากครับ

11. ตรงประเด็น     [125.25.82.190]     13 Nov 2007 - 10:08

11397 : จากคุณ ขี้สงสัย [61.91.85.35] 24 Mar 2005 - 14:13 [10 คำตอบ]
ดวงเมือง ... ย่ำรุ่งหกบาท คืออะไร
--------------------------------------------------------------------------------

เห็นในเว็บนี้บอกว่าเดวงเมืองตั้งเวลา ๖.๕๔ นาที จำได้ว่าเคยอ่านจากหนังสือเก่าๆบอกว่าวางฤหษ์ไว้ที่ย่ำรุ่งหกบาท หรืออะไรประมาณนี้แหละ อยากทราบว่าย่ำรุ่งหกบาทนั้นคืออะไร และสมัยนั้นนับกันอย่างไร แล้วออกมาเป็น ๖.๕๔ น.ได้อย่างไร ขอความรู้ตรงนี้ด้วยค่ะ

ลัคนาดวงเมืองนี่อยู่ที่เมษกี่องศา ลิปดา คะ เคยอ่านที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว บอกว่ามีผู้คิดดวงเมืองไว้ที่หลายค่า ว่าลัคนาต้นราษีก็มี ปลายราษีก็มี เรื่องนี้จริงหรือเปล่าคะ เพราะสมัยก่อนเวลาไม่ชัวร์

คำตอบ เอาไม้มาท่อนหนึ่งปักไว้ กลางแดด แดดส่องมาจะมีเงา
กลางเดือนเมษายน หน้าร้อนพระอาทิตย์ขึ้นแต่เช้า หกโมง 54 หมายถึง

บาทหนึ่งคือความยาวช่วงเท้า คือจากนิ้วหัวแม่เท้า ถึงส้นเท้า วัดไปได้ หกบาท นั่นคือความยาวของ ย่ำรุ่งแล้ว หกบาท บาทคือประมาณ 9นาที




12. ยิ่งงง     [64.62.138.14]     13 Nov 2007 - 19:30

แล้วไม้ที่ปักมันยาวเท่าไหร่ ถ้าสูงมากเงาก็ยาวว

เท้าที่ว่าเท้าเด็กหรือเท้าผู้ใหญ่?

13. 0||     [124.121.137.59]     13 Nov 2007 - 20:06

คิดดูแล้วยิ่งงงด้วยคน
เงาตอนเช้าจะยาวกว่าตอนสาย เทียบเงาดูตอนสาย ก็สั้นกว่าตอนเที่ยง ยิ่งอาทิตย์ขึ้นสูง เงาก็ยิ่งสั้น แบบนี้ จะต้องนับถอยหลังหรือปล่าว จาก 10-9-8-7-6-5 เพราะ สายแล้วเงาถึงจะยาว 6 ได้
คิดดูแล้วยิ่งงง (แต่ถ้านับแบบชั้นฉายเขาจะนับเหมือนถอยหลังจาก 32 ชั้น)

Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.