Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (15) Vote Down (13)
เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน 
14527 : จากคุณ webmaster     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:11     [543 คำตอบ]
กระทู้เฉพาะกิจ สำหรับรายงานข่าวสาร บ้านเมือง
เรียนทุกท่าน

เนื่องจากเวบไซต์นี้เป็นเวบด้านโหราศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เป็นชุมชนสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านศาสตร์แห่งการพยากรณ์ พูดง่ายๆ ก็เรียกว่า เวบดูดวง

แต่ปัจจุบัน มีการโพสต์กระทู้ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องดวง ค่อนข้างมาก ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ก็ช่างน่าสนใจติดตามเสียจริงๆ หลายท่านจึงอยากแบ่งปันสิ่งที่รับรู้มา

ดังนั้นเพื่อที่จะให้ภาพของเวบไม่เบี่ยงเบนเกินไป และอีกทั้งไม่เป็นการปิดบังข่าวสารบ้านเมือง ผมจึงขอเปิดกระทู้นี้เพื่อให้ทุกท่าน ที่ต้องการเผยแพร่ข่าวสารบ้านเมือง ได้เผยแพร่ได้อย่างเต็มที่

โดยผมจะทำการล๊อคให้กระทู้อยู่เป็นกระทู้แรกตลอดเวลา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงกระทู้ได้ง่ายที่สุด

ขอความกรุณา งดการตั้งกระทู้ใหม่ ที่เกี่ยวกับข่าวสารบ้านเมืองต่อไป (กระทู้ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับเรื่องของโหราศาสตรฺ)

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

หากท่านได้รับสิ่งดีๆ จากเวบไซต์แห่งนี้ เราขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นต่อไป

แสดงคำตอบจำนวน 50 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 543 คำตอบ ( 11 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |

1. ข่าว 27 Mar 2006 - 22:47     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:19

แพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนี้เล่าให้ฟังครับ

สืบเนื่องจากนายกเข้าไปเยี่ยมรองนายก สมคิด ที่รพ.รามา
ทางคณบดีรามาฯ ก็ออกมาต้อนรับตามมารยาท
ในห้องผู้ป่วยพักฟื้น (คุณสมคิดทำ balloon ไปแล้ว)
ทักษินก็เอ่ยประโยคหนึ่งกับคณบดีรามา ด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า
"ท่านคณบดีปล่อยลูกน้องออกไปขับไล่ผมเนี่ย งบประมาณปีนี้ของรพ.รามาฯอย่าหวังเลยนะ"

ผมว่าแพทย์ทุกท่านควรรวมพลังออกมาต่อต้านกัน โดยอาจแสดงพลังผ่านทางแพทยสภา
หรือชมรม สมาคมของแพทย์ ช่วยกันหน่อยเถอะครับ
ทำกับอาจารย์แพทย์เรา ระดับคณบดีกันขนาดนี้ ขู่กรรโชกว่าจะไม่ให้งบ มันทำเกินไปแล้ว
เอาเรื่องส่วนตัว กับเรื่องความเป็นความตายของคนไข้มาปนกัน

จริงๆท่านคณบดีท่านไม่ได้รู้เห็นเรื่องที่แพทย์รามาฯรวมตัวเลย แต่ช่วยเบรกด้วยซ้ำ
แต่สุดท้าย กลับโดยศอกกลับแบบนี้ อีกหน่อยเราคงต้องเป็นเบี้ยล่างให้มัน
เพราะเอะอะ ก็อ้างจะตัดงบ ...แต่พอรพ.เจ๊งมา ก็โยนความผิดว่าผู้บริหารไม่มีความสามารถ
แม้ว” ดอดเยี่ยม “เติ้ง-สมคิด” - ขู่ตัดงบ รพ.รามาฯฉุนหมอประท้วง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอมร อมรรัตนานนท์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เปิดเผยกลางเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวาน เมื่อ 17.50 น.วันนี้ว่า ในระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าเยี่ยมนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์นั้น นายกฯ ได้เปรยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีที่มาให้การต้อนรับว่า ปีนี้คุณอย่าหวังได้งบประมาณจากรัฐบาลเลย เพราะไม่ยอมดูแลกลุ่มหมอพยาบาลปล่อยให้ออกมาขับไล่เขาให้ลาออกจากตำแหน่งรัก ษาการนายกฯ ซึ่งเรื่องนี้นายอมรยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง มีคนที่อยู่ในห้องนั้นหลายคนสามารถเป็นพบาน

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000039550

2. ข่าว 27 Mar 2006 - 23:28     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:26

ทุนการเมืองรวบ
--------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3777 (2977)

ทุนการเมืองรวบ"หวยออนไลน์" โยง"คนซี.พี.-ไทยรักไทย"-ซิงเกอร์

ฮือฮา ! อีกแล้ว หวยออนไลน์บนดินยุค "ทักษิณ" เปิดรายชื่อตัวแทนเครื่องจำหน่ายสลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัวทั้ง 72 จังหวัดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขาใหญ่ทุนการเมืองได้รับจัดสรรเพียบ บริษัทโยงเครือข่าย ซี.พี.กวาด 21 จังหวัด-กลุ่มโพธสุธน-ชัช เตาปูน-บริษัทซิงเกอร์-กลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี และ ก๊วนนักการเมืองไทยรักไทย

5 ปีที่ผ่านมา ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีนาย วราเทพ รัตนากร รมช.กระทรวงการคลัง กำกับดูแลกองสลากฯ และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้อำนวยการกองสลากฯ ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ปีละหลายหมื่น ล้านในกองสลากฯที่เอื้อต่อการเมือง

โดยเฉพาะนับตั้งแต่รัฐบาลได้นำหวยใต้ดินขึ้นมาไว้บนดินในนามสลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ก่อนการเลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 ส.ส.พรรคไทยรักไทยผู้หนึ่งเคยมีพฤติกรรมชักค่าต๋งเงินจากกำไรหวยบนดินที่บริ จาคให้แก่วัด เมื่อถูกจับได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สั่งให้นำเงินไปคืนวัดแล้วยุติเรื่องอื้อฉาวโดยไม่มีการตรวจสอบ ล่าสุด ประชาชาติธุรกิจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกผู้แทนจำหน่ายสลากพ ิเศษแบบ 3 ตัว 2 ตัว ด้วยเครื่องจำหน่ายสลาก (ลอตโต้) ในพื้นที่ต่างจังหวัด

ขาใหญ่-ทุนการเมืองครบ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า จากกรณีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ประกาศ รายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้แทนจำหน่ายสลากพิเศษแบบ 3 ตัว 2 ตัว ด้วยเครื่องจำหน่ายสลาก (ลอตโต้) จำนวน 72 จังหวัด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 โดยให้ผู้ผ่านการคัดเลือกยืนยันการเป็นผู้แทนจำหน่ายสลากมายังสำนักงานสลากก ินแบ่งรัฐบาลภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกพบว่าเป็นบริษัทรายใหญ่และมีสายสัมพ ันธ์กับนักการเมืองในรัฐบาลจำนวนมาก

บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายลอตโต้มากที่สุดคือบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด จำนวน 28 จังหวัด, บริษัท สแกนซัน จำกัด 21 จังหวัด, บริษัท นินพร กรุ๊ป จำกัด 11 จังหวัด, บริษัท ส.กัลยาดีเวลลอปเม้นท์ จำนวน 10 จังหวัด, บริษัท รีเทลลิ่ง แฟคตอริ่ง 10 จังหวัด, บริษัท สำนักไทย จำกัด 6 จังหวัด, บริษัท ดิจิตอลปาร์ค จำกัด 4 จังหวัด, บริษัท สตาร์ อไลอันซ์ 3 จังหวัด, บริษัท ราชบุตรเทเลคอม จำกัด 2 จังหวัด

จับตาคนใกล้ชิด ซี.พี.

จากการตวรจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าบริษัท สแกนซัน จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งวันที่ 20 มิถุนายน 2534 ทุนปัจจุบัน 22 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนำเข้าและขายส่งสินค้าอุปโภค บริโภค บริการรับดูแลผลประโยชน์เกี่ยวกับอาคาร หรือให้เช่าอาคาร มีที่ทำการเลขที่ 1 อาคารศิวะดล ชั้น 7 ถนนคอนแวนต์ สีลม

มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 คน คือนางอนงนุช ภรณวลัย นางอังสนา คุปติมิตร และนางสาวจุฑารัตน์ เหล่าธรรมจักร คนละ 733,304 หุ้น นางนิภา กุลธวัชวิชัย นายวัลลภ กุลธวัชวิชัย นางธันยนันท์ แง้เจริญกุล และนางสาวพัชรี ชินรักษ์ คนละ 22 หุ้น โดยนายสกล เตชะสถาพร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทสแกนซันมีชื่อเป็นกรรมกา รในบริษัทอื่นหลายสิบแห่ง อาทิ บริษัท ยูเอ็น เอส อโกรเคมีคัล จำกัด (มีที่ตั้งเลขที่ 313 อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์) บริษัท กรุงเทพธุรกิจฟาร์ม จำกัด (ประกอบธุรกิจอาหารสำเร็จรูปไก่ อุปกรณ์การเลี้ยง) บริษัทกรุงเทพเป็ดพันธ์ จำกัด, บริษัทธุรกิจอาหารสัตว์น้ำจำกัด (ขายส่งอาหารสัตว์การทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งการขายส่งปลาและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ) บริษัท โภค ภัณฑ์กรุงเทพ จำกัด, บริษัท ดรากอน เอ็นยิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นต้น

น่าสังเกตว่าบางบริษัทที่เกี่ยวโยงกันนั้น กรรมการของบริษัทนามสกุลเดียวกับผู้บริหารเครือ ซี.พี.ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท รีเทลลิ่ง แฟคตอริ่ง จดทะเบียนจัดตั้งวันที่ 7 สิงหาคม 2539 ทุน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 1 อาคารศิวะดล ชั้น 7 ถนนคอนแวนต์ สีลม (ที่ตั้งเดียวกันกับบริษัท สแกนซัน) มีนายกมลศักดิ์ เดชยนต์ นายทวีชัย ธรวงศ์ธวัช และนางสาวพูลสุข รนโนภาส เป็นกรรมการและถือหุ้นใหญ่

จากการตรวจสอบพบว่ากรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท รีเทลลิ่งฯมีชื่อเป็นกรรมการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด บริษัท ซี.พี.วิทวินเนอร์ จำกัด บริษัทปิโตร เอเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือ ซี.พี.

ขณะที่บริษัท นินพร กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจรับจ้างทำของ ตัวแทนขายสินค้าให้บุคคลอื่น ที่ตั้งเลขที่ 137 ซอยรามคำแหง 30/1 ถนนรามคำแหง ผู้ถือหุ้นใหญ่คือนางพรทิพย์และนายธานินทร์ เชื่อมเสรี จากการตรวจสอบทั้งสองคนทำธุรกิจอยู่ในกลุ่มตระกูลโพธสุธน

บริษัท ส.กัลยาดีเวลลอปเม้นท์ ผู้ถือหุ้นใหญ่คือกลุ่มนายสวัสดิ์ และนางกัลยา ตระกูลโรจน์ ซึ่งเป็นเครือญาตินายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย

สำหรับ บริษัท สตาร์ อไลอันซ์ จดทะเบียนจัดตั้งวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ทุนจดทะเบียน 201.5 ล้านบาท มีนายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล (กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลวิภาวดี) ถือหุ้นใหญ่ โดยนายชัยสิทธิ์มีความใกล้ชิดคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และเป็นกรรมการในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ไทยรักไทยพรึบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกในจังหวัดต่างๆ เป็นเครือญาตินักการเมืองในหลายจังหวัด อาทิ หจก. อุบลมนตรีก่อสร้าง จำกัด ของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย, บริษัทเชิดชัยอุตสาหกรรมของนางสุจินดา เชิดชัย ใน จ.นครราชสีมา, นางชะวรลัทธิ ชินธรรมมิตร ส.ส.ไทยรักไทย เป็นตัวแทนใน จ.ราชบุรี

บริษัท ทีพีเวิลด์แทรเวิลด์ของนายชัชวาลย์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) ตัวแทนใน จ.พระนครศรีอยุธยา, บริษัท พิธานพาณิชย์ ตัวแทนใน จ.ปัตตานี จ.ยะลา, บริษัทอนุภาษและบุตร ตัวแทนใน จ.ภูเก็ต, บริษัท อินโฟเทล คอมมูนิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ของกลุ่มนายวิชัย รักศรีอักษร, บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เชียงใหม่ ตัวแทนใน จ.เชียงใหม่

ตัวแทนผู้ค้าสลากรายย่อยที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง อาทิ ตระกูลมงคลศิริ ตัวแทนใน จ.อุทัยธานี, ตระกูลกิตติธเนศวรใน จ.นครนายก, ตระกูลงามพิเชษฐ์ใน จ.ชลบุรี, ตระกูลพัฒนะดำรงจิตร ใน จ.ขอนแก่น, ตระกูลปทุมารักษ์ตัวแทนในจ.นครปฐม ตระกูลภูมิเหล่าแจ้งใน จ.กาฬสินธุ์ ตระกูลจันทรสมบูรณ์ใน จ.กาญจนบุรี ตระกูลเล็กอุทัยใน จ.อุตรดิตถ์ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถ้านับรวมบริษัท สแกนซัน จำกัด กับบริษัท รีเทลลิ่งฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่ม ซี.พี. ถือว่าทั้งสองบริษัทได้รับการจัดสรรจากกองสลากฯมากที่สุด

http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02p01 01230349&day=2006/03/23


3. ข่าว 27 Mar 2006 - 23:40     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:31

30 บาท มาจากไหน
--------------------------------------------------------------------------------

กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรียกร้อง ทรท.หยุดเอา 30 บาท หาเสียง โกหกประชาชน ระบุ 30 บาทเป็นเพียงเครื่องหมายทางการค้า เครื่องมือ “ทักษิณ” ชี้ประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง จับพิรุธ ทรท.หาเสียงเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง เตรียมบุก กกต.ยื่นหนังสือร้องเรียน 24 มีนาคมนี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ (22 มีนาคม) ที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าว “ทักษิณ...หยุดเอา 30 บาทเป็นตัวประกัน” โดยนายเกื้อ แก้วเกตุ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์วิกฤตการเมือง ปรากฏว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองมีการขมขู่ หากไม่เลือกพรรคการเมืองดังกล่าว 30 บาท รักทุกโรคจะถูกยกเลิกไปด้วย จึงทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล และจำใจต้องเลือกพรรคนั้นถึงแม้จะไม่ชอบก็ตาม ซึ่งทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญใครเป็นรัฐบาลด็ดำเนินการตา มนี้เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพถ้วนหน้า ดังนั้นจะเอา 30 บาท มาเป็นตัวประกันไม่ได้

“อยากประกาศให้สาธารชนทราบว่า การประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่สามารถนำมาเป็นข้อต่อรองทางการเมือง เพราะเป็นสิทธิของประชาชน เงินที่สนับสนุนก็เป็นเงินภาษีของประชาชน ใครมีมากจ่ายมาก ใครมีน้อยจ่ายน้อย แต่จะต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ พร้อมทั้งจะเสนอข้อเรียกร้องเพื่อพัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสนอแนะรัฐบ าลชุดใหม่ด้วย”

ดร.ยุพดี ศิริสินสุข กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ขอยืนยันกับชาวบ้านที่ขณะนี้เกิดความสับสนอย่างมากว่า กองทุนหมู่บ้าน 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาไม่ได้หายไปไหน และจะหายไปไม่ได้เนื่องจากมีกฎหมายรองรับชัดเจน รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ฉกฉวยนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาหากิน ทำทีร่วมมือกับภาคประชาชนเป็นอย่างดี เป็นนโยบายสำคัญที่ ทรท.ใช้ซื้อใจประชาชน แต่เมื่อผ่านไป 3 เดือน รัฐบาลไทยรักไทยก็ทิ้งขว้าง ทำให้เกิดความสับสนในการบริหารจัดการ ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องคุณภาพมาตรฐานการรักษามาโดยตลอด เสมือนโยนเศษเนื้อให้ประชาชน โดยไม่มีการจัดการเพื่อให้เกิดการสมานฉันท์ พอจะหาเสียงเลือกตั้งใหม่ก็เอาเป็นตัวประกัน ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นนโยบายสาธารณะของประชาน

ขณะที่ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้หยุดการนำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปหาเสียง หยุดการโกหก ร่วมทั้งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนชื่อจาก 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ 30 บาทห่างไกลทุกโรค เป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นการเข้าถึงการบริการสุขภาพ คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานเป็นสวัสดิการที่รัฐต้องจัดให้ ไม่ใช่ของพรรคทรท.แน่นอน แต่เป็นการช่วงชิงไปเป็นนโยบายของรัฐบาล

นางสาวสารี กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอที่ 3 ขอเสนอให้มีการพัฒนาระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออก จากรักษาการนายกรัฐมนตรี และมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศ โดยให้ความสำคัญกับกาารมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งปัจจุบันให้ความสำคัญน้อย มีการสนับสนุนน้อย ส่วนด้านการเงินการคลังก็ไม่เอาเงินไปปู้ยี้ปู้ยำ แต่ให้ทำหน้าที่ในฐานะคนให้บริหการไม่ใช่จัดการระบบ ประชาชนจำนวนมากยังมีปัญหาการเข้าถึงบริการ และขอให้จับตาให้กว้านซื้อหุ้นโรงพยาบาลต่าง เช่น รพ.พระราม 9 รพ.ศิครินทร์ รพ.พญาไท รพ.เปาโล รพ.สยาม รพ.นวมินทร์ ที่มีบริษัทรับซื้อหุ้นเฉพาะ ร่วมทั้งผลประโยชน์ขัดแย้งการค้าเสรี

“ขอให้มีการเลิกบัตร 30 บาท เปลี่ยนมาใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทน เพราะสิ้นเปลือง บัตรมีวันหมดอายุต้องทำใมห่ทุกปี ซึ่งจะต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย อยากเห็นเรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องทางการเมืองดังนั้นคนไทยต้องติดตาม คุณภาพ ช่วยกันทำให้ระบบประกันสุขภาพมีความยั่งยืน เข้าไปมีบทบาทส่วรร่วม ข้อเสนอเป็นชุดการปฏิรูปทางการเมืองชุดหนึ่งในด้านสุขภาพ”

ทั้งนี้ กรณีพรรคไทยรักไทยมีการนำระบบประกันสุขภาพมาเป็นเครื่องมือหาเสียง ซึ่งถือว่าเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งเนื่องจากมีการสัญญาว่าจะให้ ดังนั้น ในวันที่ 24 มีนาคม 2549 จะเป็นตัวแทนยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการเลือกคั้ง (กกต.) เพื่อให้มีการตรวจสอบ

ด้าน สุภัทรา นาคะผิว กรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข กล่าวว่า หัวหน้าพรรคไทยรักไทยต้องหยุดโกหกประชาชน 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นเพียงชื่อทางการค้า ทั้งๆ ที่นี่เป็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนทุกคนที่เจ็บป่วยจะต้องได้รับการดูแลรักษาการรักษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานขอ งมนุษย์ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่พรรคการเมืองกลับนำไปบิดเบือน

“ขณะนี้ระบบการปรักันสุขภาพยังมีปัญหาคุณภาพมาตรฐาน การเข้าถึงการใช้บริการในหลายกลุ่มยาราคาแพงซึ่งผูกพันกับการค้าเสรี (เอฟทีเอ) หากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง รวมทั้งการเปิดสินค้าบริการสาธารณสุข มีผลคุณภาพมาตรฐาน นอกจากนี้ก็ยังมีการทำข้อตกลงเอฟทีเอกับญี่ปุ่น เปิดเมดิคอลอับ ซื้อ รพ. เอกชนหลายแห่ง ในอนาคตข้าราชการญี่ปุ่นก็จะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาลญุ่ปุ่นได้ การไหลของแพทย์สู่โรงพยาบาลเอกชนเพราะมีค่าจ้างราคาแพง การขาดแคลนแพทย์ก็จะได้รับผลกระทบ ข้อตกลงเอฟทีเอกับสหรัฐเมริการ ก็จะมีการปัญหาสิทธิบัตรยา คุ้มครองขยายเวลานานขึ้น เป็น 5-10 ปี ที่คุ้มครองอยู่แล้วการนำมาพัฒนาผลิตยาใช้เองยากขึ้น การพึ่งพิงตนเองน้องลง ต้องนำเข้าตลอด”

สุภัทรา บอกอีกว่า ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณที่หาเสียงอยู่ในต่างจังหวัดเลิกนำนโยบายเหล่านี้ มาขมขู่ชาวบ้านเป็นการโกหกขมขู่ สัญญาว่าจะให้ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ที่น่าสนใจ จะนำเรื่องส่งกกต.โดยนำเอาเทปปราศรัย หลายๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่อุดรธานี เชียงราย เชียงใหม่ น่าจะดำเนินการเพราะเข้าข่าย ผิดกฎหมายการเลือกตั้ง

พ.ท.ต่อพงษ์ กุลครรชิต เครือข่ายผู้พิการ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้ยินได้ฟังการหาเสียงบางพรรคเชื่อมโยงทำให้เกิดความเข้าใจ ผิดหากไม่เลือกพรรนี้ นโยบายต่างๆ ที่ดำเนินการมาในอดีตจะมีการยกเลิก เป็นการแสวงประโยชน์ทางการเมือง ไม่เป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งมีประชาชนหลายระดับไม่เข้าใจ ไม่ยุติธรรม ดังนั้นจึงต้องการมาบอกกล่าวเพื่อลดความกังวลของประชาชน ให้สบายใจใช้สิทธิในการเลือกตั้งไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาก็ไม่มีใครกล้าเข้า มาเปลี่ยนแปลง

ref : ผู้จัดการออนไลน์ 22 มีนาคม 2549 17:45 น.

แต่ต้องยอมรับ ว่า ทรท นำมันมาสู่ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง

ดังนั้น เป็นสิทธิ์ที่เค้า ถือ เอาไปเป็นผลงาน
เห็นด้วยที่ว่า ทรท. เป็นผู้ที่ผลักดันแนวคิดนี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรม .....

เห็นด้วยครับว่า ทรท. เป็นผู้ที่ผลักดันแนวคิดนี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรม .....


แต่การที่ไปป่าวประกาศว่า ถ้าไม่เลือก ทรท. แล้วโครงการนี้จะไม่ได้รับการสานต่อ ............ " มันเกินไป "

4. ข่าว 28 Mar 2006 - 00:07     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:35

อสมท.ย้ายบก.ข่าวเช้าหลังเสนอข่าวคนฟังทักษิณน้อย
--------------------------------------------------------------------------------

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์ ทีวี หรือช่อง 9 อสมท. ถูกปรับเปลี่ยนจากตำแหน่ง สาเหตุจากการนำเสนอข่าวว่า มีผู้ไปร่วมชุมนุมรับฟังคำปราศรัย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่จังหวัดเชียงรายน้อย รวมทั้งเสนอข่าวว่า มีคนนำพวงหรีดมามอบให้ช่อง 9 ในฐานะเสนอข่าวไม่เป็นกลาง โดยผู้ที่นำเสนอข่าวดังกล่าว เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่น เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่พอใจ ทางช่อง 9 จึงมีคำสั่งย้ายนายเฉลิมชัยออกจากการเป็นบรรณาธิการข่าวเช้าดังกล่าว



5. 27 Mar 2006 - 23:53     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:39

คำถามน่าคิด
--------------------------------------------------------------------------------

ลูก 2 คน จะทำอย่างไร?
ครอบครัวหนึ่งมีพ่อแม่และลูก 2 คน
วันหนึ่งพ่อแม่พบว่า เงินหายไป 4000 บาท โดยไม่มีร่องรอยการบุกรุกบ้านจากภายนอก พ่อแม่เชื่อว่าลูกเป็นคนขโมยไป
เมื่อไปถามลูกคนโต เขาบอกว่าลูกคนเล็กขโมยไปซื้อเกม
เมื่อไปถามลูกคนเล็ก เขาบอกว่าลูกคนโตขโมยไปซื้อมือถือใหม่
ลูกสองคนโทษอีกฝ่ายว่าเป็นคนขโมยไป
หากคุณเป็นพ่อแม่จะทำอย่างไร?

1.ไกล่เกลี่ยแล้วให้มันผ่านๆ ไป เพื่อสันติ โดยไม่สอบสวน
ผลที่เกิด ลูกคนที่ทำผิดโตขึ้นมาก็จะเป็นโจร ส่วนอีกคนเป็นผู้พิพากษาพี่น้องของตัวเอง
2.รักลูกคนไหนมากกว่า เชื่อลูกคนนั้น โดยไม่สอบสวน
ผลที่เกิด ลูกสองคนบาดหมางกันไม่เลิก และหากเชื่อผิดคนก็จะทำให้ลูกคนนั้นกลายเป็นมหาโจร และเกิดวิกฤตของบ้านหากพ่อแม่รักลูกคนละคนกัน
3.ให้ลูกสองคนมาพูดคุยกัน พ่อแม่นั่งฟังคอยตัดสิน โดยไม่สอบสวน
ผลที่เกิด ใครพูดเก่งกว่าก็จะชนะ ลูกสองคนยิ่งบาดหมางกัน และหากคนที่ขโมยพูดเก่งกว่าจนพ่อแม่เชื่อ โตขึ้นมาก็กลายเป็นนักต้มตุ๋น
4.สอบสวนหาหลักฐาน หาว่ามีเกมในห้องลูกคนเล็กหรือเปล่า หาว่ามีมือถือใหม่ในห้องลูกคนโตหรือเปล่า
ผลที่เกิด สอบสวนจนได้ลูกที่ทำผิดจริง ลงโทษอบรมให้สำนึกถึงสิ่งที่ทำไป และให้ทำความดีแก้ตัว ลูกทั้งสองก็จะเติบโตเป็นคนที่ดี


ลูกทั้งสอง คือ ข้อครหาของนายกรัฐมนตรี และผลงานที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรี
พ่อแม่ คือ ประชาชน
ข้อ 1 คือขอแค่สันติ ไม่สนใจความถูกต้อง คือการที่เรียกร้องให้หยุดกันทั้งสองฝ่าย จะได้จบเรื่องเสียที ปล่อยไปโดยไม่ทำอะไร
ข้อ 2 คือการแบ่งเป็นฝ่ายรักนายก และฝ่ายต่อต้านนายก ทำให้เกิดวิกฤตของบ้านเมืองขณะนี้ เพราะเหมือนพ่อแม่รักลูกคนละคนกัน
ข้อ 3 คือการจัดให้แต่ละฝ่ายมาคุยกัน โดยมีคนกลางควบคุม และให้ประชาชนตัดสินโดยการเลือกตั้ง
ข้อ 4 คือการให้คนกลางที่ได้รับการยอมรับ ตรวจสอบและสอบสวนหาความจริงอย่างโปร่งใสว่าเรื่องเป็นอย่างไร การที่เข้าไปในห้องของลูกได้หมายถึงการที่ท่านนายกยอมถอยจนให้ตรวจสอบได้

ทางไหนถึงจะเป็นผลดีกับประเทศไทยอย่างแท้จริง
คุณจะเลือกทางไหน ?

รักท่านนายกก็ต้องสนับสนุนให้ท่านบริสุทธิ์โดยผ่านการตรวจสอบ
ชังท่านนายกก็ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนว่าท่านทำผิดจริง
ผมไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน เลือกตั้งก็จะไป เพียงแต่ต้องการให้มีความถูกต้องเกิดขึ้นในแผ่นดินตามแนวทางที่ควรจะเป็น ดีกว่าเรียกร้องให้จบเรื่องกันไปเฉยๆ


6. พลศา 28 Mar 2006 - 00:16     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:41

ทักษิณ ผู้รักชาติมากกว่าใครในแผ่นดิน
--------------------------------------------------------------------------------

1.ประเทศไทยจะถูกขาย และสิ้นชาติ เหมือน อาเจนตินา หรือ ไม่

2.นายกผู้คิดเร็วทำเร็ว

3.เงินรายได้ของไทย ไหลออกไปเมืองนอก แล้วชาติจะเป็นอย่างไร

4.ประเทศชาติจะไปรอด กระแสเงินควรเป็นอย่างไร

5.เมื่อเมืองไทยเปิดเสรี เงินจะตกอยู่ในเมืองไทยอย่างไร เกษตรกร จะเป็นอย่างไร

6.ผู้นำอาเจนตินา (ครองอำนาจ 10 ปี) ทำอย่างไร อาเจนตินาถึงสิ้นชาติ

โดย รตอ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์
mms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1002/1002-1613.wma
...........................................................................

เอกราชไทยจะมีได้อย่างไร เมื่อต่างชาติ สามารถ เช่าที่ได้ 99 ปี (ห้ามคนไทยเข้าและ

สามารถรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของคนไทยได้ ในบริเวณที่ต่างชาติเช่า) โดยนายกรัฐมนตรีมี

อำนาจ แต่เพียงผู้เดียวในการอนุมัติ

โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ,สัก กอแสงเรือง ,ดร.บรรเจิด สิงคเนติ ,วสันต์ พาณิช กก.สิทธิ

มนุษยชนแห่งชาติ / รุมเฉ่ง“แม้ว”เลวบริสุทธิ์ดันเขต ศก.พิเศษให้ต่างด้าวปล้น 99 ปี

mms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1002/1002-1562.wma


7. ข่าว 28 Mar 2006 - 00:16     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:54

เหตุจาก การตะโกนที่ ซ.ละลายทรัพย์
--------------------------------------------------------------------------------

เจ้าของร้านภายในซอยละลายทรัพย์ ศูนย์การค้าทรีนีตี้มอลล์ รายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้ร่วมตะโกนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างมารับประทานอาหารในซอยละลายทรัพย์ในช่วงกลางวันที่ผ่านมา หลังจากคณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากซอยละลายทรัพย์ไปแล้ว ได้มีชายรูปร่างล่ำสัน ผิวคล้ำ เข้ามาถ่ายภาพตนและร้านของตนเอาไว้ ตนจึงห้ามเข้าไปห้ามและบอกว่าเป็นที่ส่วนบุคคลไม่อนุญาตให้ถ่าย และขอภาพถ่ายคืน

แต่ชายคนดังกล่าวไม่ยอมคืนภาพอ้างว่า เป็นตำรวจจาก สน.ทุ่งมหาเมฆ หากอยากได้ภาพคืนให้ไปติดต่อที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวได้เดินหนีไป

เจ้าของร้านรายนี้บอกว่า หลังจากชายคนดังกล่าวออกจากร้าน ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามผู้กำกับ สน.ทุ่งมหาเมฆ และได้รับคำตอบว่าไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาถ่ายภาพที่ร้านของตนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านใจเด็ดผู้นี้ เปิดเผยว่า ตนมีภาพจากทีวีวงจรปิดของชายผู้นี้ และคงตรวจสอบไม่ยากว่าชายผู้นี้เป็นใคร


8. ข่าว 28 Mar 2006 - 00:49     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:57

“สุรเกียรติ์” กรี๊ดสลบขู่ฟ้อง “อดีตทูต”
--------------------------------------------------------------------------------

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2549 18:11 น.



นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม


“สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” เต้นพล่าน ร่อนจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อแจงข้อกล่าวหา หลัง “อดีตทูต” ขึ้นเวทีกู้ชาติแฉพฤติกรรมส่วนตัว ปฏิเสธลั่นข้อมูลบิดเบือน-ไม่มีมูลความจริง ยันไม่เคยใช้ตำแหน่งกลั่นแกล้งใคร สั่งทนายรวบรวมหลักฐานเตรียมฟ้องกลับ


วันนี้ (27 มี.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ได้ออกหนังสือสือเปิดผนึกโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยนายสุรเกียรติ์ กล่าวว่า ตนขอส่งจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชนถึงนายอัษฎาว่า สิ่งต่างๆ ที่นายอัษฎาได้พูดถึงในช่วงที่ผ่านมาไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และขอให้ปล่อยวางได้แล้ว ตนเข้ารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ในเดือน ก.พ.2544 และนายอัษฎาได้เกษียณอายุราชการไปตั้งแต่เดือน ก.ย.2544 และซึ่งแทบจะไม่ได้พบกันเพราะนายอัฎษาเป็นทูตอยู่ที่นิวยอร์ก และในปีนั้นตนก็ไม่ได้ไปนิวยอร์กเพราะมีเหตุการณ์ระเบิดตึกเวิลด์เทรด

ซึ่งภายหลังนายอัษฎาเกษียณไปก็ได้วิจารณ์ตนและนโยบายต่างประเทศมาโดยตลอด ซึ่งตนไม่เคยตอบโต้จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องส่วนตัวซึ่งตนคิดว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในระยะหลังพูดในเรื่องที่เป็นเท็จและไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ซึ่งตนได้ปรึกษากับครอบครัวและให้ทนายความรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้องนายอัษฎาทั้งทางแพ่งและทางอาญาโดยเร็วที่สุดแน่นอน เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนและวงศ์สกุลเอาไว้

นายสุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายอัษฎาจะพูดอยู่เรื่อยๆ ว่าถูกตนพยายามสั่งปลดจากตำแหน่งหลายครั้ง ซึ่งตนขอปฏิเสธว่าไม่เคยมีเจตนากลั่นแกล้งนายอัษฎาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในช่วง 2 เดือนก่อนการเกษียณ นายอัษฎาถูกนายนิตย์ พิบูลสงคราม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากนายอัษฎาไม่ได้ปฏิบัติตามวินัยอันควรของเอกอัครราชทูต เพราะไม่ได้ไปรับเสด็จเจ้านายระดับสูง ถึงแม้ว่าจะอ้างว่าป่วยก็ไม่ได้มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน

ซึ่งกรรมการฯ ก็ได้มีมติให้ภาคทัณฑ์เป็นบทลงโทษทางวินัยไปและแจ้งให้ตนรับทราบเท่านั้น การมองว่าตนพยายามกลั่นแกล้งนั้นจึงไม่เป็นความจริงเลย แต่เป็นสิ่งที่นายอัษฎาทำตัวเองทั้งนั้น ถ้าจะมีการกลั่นแกล้งจริงก็มีหลายเรื่องที่ทำอยู่ช่วงนั้น แต่ก็ไม่มีการดำเนินการอย่างเคร่งครัดจริงจัง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่นายอัษฎาระบุว่าเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชานั้น รัฐบาลกัมพูชาไม่เคยชดใช้ค่าเสียให้กับไทยเลย แต่เป็นประเทศไทยที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กัมพูชาถึง 100 ล้านบาท เรื่องนี้เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะรัฐบาลกัมพูชาได้แสดงความเสียใจและขอโทษพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนประมาณ 251 ล้านบาทให้แก่ไทย จึงนำไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาเป็นระดับปกติ สิ่งที่นายอัษฎานำมาพูดเป็นความเท็จที่สร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อดีตเอกอัครราชทูตไม่สมควรทำ

นอกจากนี้ยังพยายามนำกรณี 131 คนไทยหนีไปมาเลเซียมาโยงว่าตนเป็นปัญหา ทั้งที่ทราบว่าช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ตนไม่ได้เป็น รมว.ต่างประเทศ และดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังมีความพยายามบิดเบือนข้อมูลว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตนเป็น รมว.ต่างประเทศ

นายสุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ตนเป็นตัวแทนผู้สมัครของอาเซียนในการลงชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยระบุว่าตนไปบีบบังคับประเทศในอาเซียน ซึ่งตนขอเรียนว่าคนที่เคยเป็นทูตจะไปดูแคลนประเทศต่างๆ ว่าเราบีบบังคับเขาได้นั้นไม่ถูกต้อง ประเทศอาเซียนทั้ง 9 ชาติ ใช้เวลาพิจารณาส่งตัวแทนเป็นปีกว่าจะเห็นชอบให้ตนเป็นผู้สมัคร

ส่วนเรื่องขอให้ใครสนับสนุนคนของแต่ละชาติในเวทีโลกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทำกันมา 60 ปีเท่าอายุของยูเอ็นโดยไม่มีใครบังคับใครได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ ในส่วนที่นายอัษฎาพูดว่าตนฟุ้งซ่านอยากเป็นเลขาธิการยูเอ็นมากจนต้องนั่งรถแอบไปดูบ้านพักเลขาธิการยูเอ็นที่นิวยอร์ก จนยามต้องออกมาไล่นั้นเป็นความเท็จทั้งสิ้น การผ่านบ้านเลขาธิการยูเอ็นซึ่งเป็นมีลักษณะเป็นตึกอยู่ริมถนนใหญ่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่ตนทำมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะถือเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำกัน และตนรู้จักบ้านหลังนี้ตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษา

“ผมเองคิดว่าคุณอัษฎาเวลาจะไปพูดที่ใด ในฐานะที่เคยเป็นทูตก็ควรจะมีความสำนึกในความเป็นผู้แทนของพระประมุข เคยเป็นผู้แทนพวกเราทุกคน ต้องพูดในสิ่งที่เป็นความจริง และไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถึงแม้จะเกษียณมาแล้วก็ตาม และต้องไม่อาศัยความเป็นทูตไปสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ และที่สำคัญคือการที่เคยเป็นผู้แทนของพระประมุขมาก่อน ควรจะใช้วาจาในที่สาธารณะอย่างสุภาพไม่ใช่วาจาสามหาวไม่เหมาะสม ควรจะใช้กิริยาวาจาให้สมกับที่เคยเป็นทูตของประเทศ” นายสุรเกียรติ์ กล่าว

สืบเนื่อง มาจากในคืนวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา 3 อดีตเอกอัครราชทูตไทย ได้แก่ นายอัษฎา ชัยนาม, นายกษิต ภิรมย์ และนายสุรพงษ์ ชัยนาม ได้ขึ้นเวที่กู้ชาติในรายการพิเศษ “ไทยในสายตาชาวโลก” ณ บริเวณแยกมิสกวัน โดยเปิดโปงถึงเบื้องหลัง ในกรณีที่สถานทูตไทยในเขมรถูกเผาว่าเป็นเพราะความเลวของรัฐบาล รวมทั้งเปิดพฤติกรรมของนายสุรเกียรติ์ เป็นคนกะล่อน-โกหก-ชอบสร้างภาพสร้างภาพ และรังแกข้าราชการชั้นผู้น้อยอีกด้วย

9. ข่าว 28 Mar 2006 - 01:24     [203.121.172.31]     28 Mar 2006 - 09:59

สิทธิบัตรพืชกับ FTA ไทย-สหรัฐ
--------------------------------------------------------------------------------

ขณะนี้การเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ รวมทั้งกับประเทศต่างๆ ต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากการยุบสภา จะมีการเจรจากันอย่างไรต่อไปขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่


จากครั้งก่อนที่ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐต่อไทยในเรื่องการยกระดับกา รคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นต้นทุนอย่างมากต่อประเทศไทยเพื่อแลกกับการลดภาษีและเปิดตลาดสินค้ าให้กับไทย ในครั้งนี้จะลงไปในรายละเอียดของผลกระทบด้านสิทธิบัตรพืช ซึ่งสหรัฐมีข้อเรียกร้องให้ไทยคุ้มครองสิทธิบัตรพืช (และสัตว์) และให้ไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (หรืออนุสัญญายูพอฟ ฉบับปี 1991)


ตามเงื่อนไขในความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก หรือความตกลงทริปส์ (TRIPs) นั้น ไม่ได้บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องคุ้มครองสิทธิบัตร "พืช" แต่บังคับให้คุ้มครองเฉพาะสิทธิบัตรจุลินทรีย์ และในกรณี "พันธุ์พืช" ให้ประเทศสมาชิกเลือกได้ว่าจะใช้ระบบกฎหมายสิทธิบัตร หรือระบบกฎหมายเฉพาะ (sui generic system) ที่ออกแบบจัดทำให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาทางเทคโนโลยี และความต้องการของแต่ละประเทศ


สำหรับอนุสัญญายูพอฟนั้น เดิมเป็นการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชที่แตกต่างไปจากระบบสิทธิบัตร แต่มีการปรับแก้ไขหลายครั้งจนกระทั่งฉบับล่าสุดปี ค.ศ. 1991 มีลักษณะการคุ้มครองใกล้เคียงกับระบบสิทธิบัตรมาก

ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีในความตกลงทริปส์อย่างเคร่งครัด โดยเลือกที่จะไม่ให้การคุ้มครองสิทธิบัตรพืชภายใต้กฎหมายสิทธิบัตรของไทย สำหรับกรณีพันธุ์พืช ได้มีการออก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชป่า พันธุ์พืชพื้นเมือง มีข้อกำหนดเรื่องการขออนุญาตการเข้าถึง การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมเพื่อป้องกันปัญหาโจรสลัดชีวภาพ มีข้อกำหนดเพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกร อนุญาตให้เกษตรกรใช้ส่วนขยายพันธุ์พืชที่ตนเองผลิตไว้เพาะปลูกได้แม้เป็นพัน ธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการคุ้มครอง มีมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาด ผลกระทบในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ฯลฯ


สหรัฐพยายามผลักดันมาโดยตลอดในองค์การการค้าโลกให้แก้ไขความตกลงทริปส์ เพื่อจะบังคับให้ทุกประเทศต้องคุ้มครองสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตทุกชนิดโดยไม่มี ข้อยกเว้น แต่ก็ทำไม่สำเร็จเนื่องจากถูกประเทศกำลังพัฒนารวมกลุ่มกันต่อต้านอย่างหนัก เพราะตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา สหรัฐจึงเปลี่ยนมาใช้การเจรจาทำ FTA แบบทวิภาคี เป็นเครื่องมือที่จะแยกสลายการรวมกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนา
ดังนั้น หากไทยต้องยอมรับข้อเรียกร้องของสหรัฐดังกล่าวจะมีผลทำให้ประเทศไทยต้องแก้ก ฎหมายสิทธิบัตร แก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เพิ่มโอกาสในการสร้างปัญหาโจรสลัดชีวภาพมากขึ้นจากการเอาพันธุ์พืชของไทยไปใ ช้ประโยชน์โดยมิชอบ เนื่องจากในระบบสิทธิบัตรและอนุสัญญายูพอฟไม่มีมาตรการป้องกันปัญหาในเรื่อง นี้ ผลกระทบต่อปัญหาราคาพันธุ์พืชที่สูงขึ้นจากการผูกขาดตลาด สร้างปัญหาความไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทยที่มีความหลากหลายของพันธุกรรมพืชสูง เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตรและอนุสัญญายูพอฟให้การคุ้มครองเฉพาะพืช/พันธุ์พืช ใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อจารีตวิถีปฏิบัติของเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่นที่เคยเก็บและแลกเปลี่ยนพันธุ์พืชกับเพื่อนบ้าน เพื่อการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดสิทธิของผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัต ร


ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่เพื่อการพัฒนาภาคเกษตรก รรม ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ระบบการคุ้มครองและส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นแบบใด ที่จะเหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจสังคม สอดคล้องกับขีดความสามารถทางการวิจัยและพัฒนา และไม่สร้างปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย
ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ? อย่างไร?


10. ดีครับ     [61.47.117.124]     28 Mar 2006 - 10:53

ชอบครับ เอาข่าวมาเผยแพร่โดยไม่ต้องแสงความคิดเห็นลงไปอีก ใครมาเสนอความคิดเห็นก็ลบออกไป อย่างเช่นความเห็นของผมที่จะเสนอนี้ พอได้รับการตอบสนองก็ลบทิ้งไป จะได้ไม่เป็นขยะครับ

รบกวนเอาข่าวเรื่องรัฐบาลแห่งชาติในมุมมองของฝ่ายต่างๆ มาลงบ้างสิครับ

11. คนเคยชอบ     [203.113.32.9]     28 Mar 2006 - 13:00

เมื่อก่อนชอบการทำงานของทักษิณ เพราะมีตัดสินแก้ไขปัญหาได้ทันใจดี ชอบเพราะชื่นชมว่าคนรวย สละตัวเองเพื่อชาติ

ตอนนี้ไม่ชอบ เพราะเห็นการไม่แสดงความเคารพต่อพระราชดำรัสของในหลวง การพยายามตีตัวเสมอท่านในหลายๆเรื่อง และเริ่มสงสัยในหลายๆเรื่อง เริ่มจากข่าวทุจริตของคนในคณะรัฐมนตรี ก็เคยบอกว่าไม่มีใบเสร็จก็จะจัดการ นี่ขนาดมีคดีในต่างประเทศอื้อฉาวไปหมดก็ไม่เห็นมีอะไร เริ่มสงสัยว่าทำไมบริษัทญาติพี่น้องทักษิณเก่งจังกำไรกันมากมายมากกว่า 100% และอีกหลายๆ เรื่อง ความสงสัย ข้องใจ กลายเป็นไม่ชอบเมื่อมาขายหุ้นให้สิงคโปร์ ก็ถูกที่ว่าของของเค้าจะซื้อจะขายไม่เกี่ยวกับเรา ทั้งเค้าจะเลี่ยงภาษีแบบถูกกฏหมาย เค้าก็ทำได้ แต่เค้าไม่ควรทำตอนที่เค้าเป็นนายกรัฐมนตรี หลายๆ อย่างดูเหมือนจะใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องมากมาย เรารอการชี้แจงของนายกในหลายๆเรื่องแต่คำตอบที่ได้ไม่ตรงประเด็นที่เราและหลายๆคนสงสัย และไม่ชอบที่สุดก็เมื่อยุบสภา ปัญหาอยู่ที่นายกคนเดียวแต่มาแก้ปัญหาที่การยุบสภาฯ เราว่าไม่ยุติธรรม นายกฯไม่ใช่สภาฯนะ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ก็จริงที่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนไม่กินไม่โกง แต่ชุดนี้ดูแล้วกินเป็นแบบบูรณาการจริงๆ ข้าราชการตอนนี้เบิกเงินก็ยากเพราะเงินคลังเหลือน้อยมาก ต้องรอเงินภาษีจากประชาชนที่มีใจรักชาติยอมเสียภาษีแบบไม่ต้องเลี่ยง เงินเหลือน้อยมากพราะรัฐบาลใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าเค้าไม่ได้ทำเพื่อชาติเลยทุกอย่างเพื่อตัวเองและพวกพ้อง เรากลัวประเทศจะกลายเป็นแบบอาเจนติน่า

เราขอภาวนาให้สิ่งศักสิทธิ์ช่วยคุ้มครองให้เค้าคิดได้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร เราอยากให้นายกฯกราบบังคลทูลลาออก และขอนายกฯพระราชทาน และตั้งคณะกรรมการที่น่าเชื่อถือมาจัดการเรื่องเลือกตั้ง ที่เราก็สงสัยว่าครั้งนี้และที่ผ่านมาคงไม่สะอาดแน่ๆ ให้โอกาสทักษิณชี้แจงมลทินที่คนสงสัยให้แจ่มแจ้ง ปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เหมาะกับประชาธิปไตย ให้มีระบบการตรวจสอบที่ดี

ที่เราขอจะเป็นไปได้มั๊ยหนอ....ใครช่วยทำนายที?


12. นิ่ม     [203.107.194.51]     28 Mar 2006 - 14:34

เห็นด้วยเลยค่ะ ที่แยกเรื่องบ้านเมืองออกมา.... จะได้ไม่มีหลายกระทู้ อ่านทีเดียวเลย ชอบ ชอบ

13. วีซีดีเพลง     [203.114.113.154]     28 Mar 2006 - 20:48

บรรยากาศการชุมนุมที่สะพานมัฆวานในวันนี้ ทางทีมงานเมืองไทยรายสัปดาห์ได้นำวีซีดีมิวสิกวีดีโอเพลง "คนหน้าเหลี่ยม" มาวางขายตามคพเรียกร้องของผู้เชุมนุมในราคาแผ่นละ 50 บาทปรากฏว่าได้รับความสนใจ มีประชาชาชนมาเข้าแถวสั่งจองมิวสิกวีดีโอนี้เป็นแถวยาว ซึ่งทางทีมงานแจ้งว่า จำนวนวีซีดีที่มาวางขายในวันนี้อาจจะไม่เพียงพอตอความต้องการของประชาชน แต่จะมีการผลิตชุดต่อไปให้ตามความต้องการของประชาชนและจะมาขายอีกในวันต่อไป

โดยในขณะนี้ทางทีมงานได้เปิดมิวสิกดังกล่าวให้ประชาชนได้ฟังอีกครั้ง เพราะประชาชนที่มาร่วมชุมนุมชื่นชอบในเนื้อหาของเพลงที่มีการนำพฤติกรรมในด้ านที่ไม่ไดีของรัฐบาล มาเรียงร้อยเป็นเพลงได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาพท่อนสร้อยของเพลงเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมาก ทั้งนี้มิวสิกวีดีโอเพลงดังกล่าวมีความยาวกว่า 10 นาที จากการสร้างสรรค์ของทีมงานผู้จัดกวน

14. ข่าว :"ฐัติมา"     [203.114.113.154]     28 Mar 2006 - 20:52

"ฐัติมา" พยานของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"กลับคำให้การ พร้อมแจ้งความกลับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กักขังหน่วงเหนี่ยว


ที่กองปราบปราม (25มีนาคม) เวลา 14.00 น.นางฐัติมา ภาวะลี อายุ 39 ปี ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคแผ่นดินไทย พร้อม นายประพันธ์ พรหมรัตน์ รองหัวหน้าพรรคแผ่นดินไทย และทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ ผกก.1 บก.ป.พ.ต.ท.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผกก.1 บก.ป.เพื่อขอแจ้งความให้ดำเนินคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ข้อหา “กักขังหน่วงเหนี่ยว” ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ซึ่งได้รับแจ้งความจากน้องสาวของตนเพื่อให้ไปขอรับตัวกลับมาจากบ้านพักของนา ยสุเทพที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยนางฐัติมา เผยว่า ก่อนหน้าที่ตนจะเข้าไปเป็นพยานให้นายสุเทพในเรื่องที่กล่าวหาพรรคไทยรักไทยว ่าทุจริตการเลือกตั้งโดยการว่าจ้างให้พรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครแข่งขันกา รเลือกตั้งในครั้งนี้นั้น เรื่องเริ้มจากในวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สุวิชา ได้ขับรถยต์บีเอ็มดับบิว สีน้ำเงิน ทะเบียน 666 มาหาตนที่ทำการพรรคแผ่นดินไทยซึ่งตั้งอยบู่ที่ย่านดินแดง จากนั้นมาเชิญตนให้ไปพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ไปพบกับนายบุญอิทธิพล ชิณราช หัวหน้าพรรคของตนที่รออยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อไปถึงตนไม่พบตัวหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด เหมือนตนถูกหลอกให้ไป โดยตนได้พบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายสุวโรช พลัง และนายไทยกร อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง
โดยในการพูคุยกันครั้งนี้นายสุเทพได้พูดถึงเรื่องเอกสารที่ที่ผู้สมัครพรรคต นใช้ในการลงเลือกตั้งว่ามีการปลอมแปลงเอกสารและถามตนด้วยว่ารู้หรือไม่ว่าคว ามผิดทั้งหมดนี้มีทั้งหมดกี่กระทง พร้อมกับได้นำเอาเอกสารตามที่อ้างมาให้ดู ซึ่งตนก็ได้โต้เถียงไปว่าเอกสาเหล่านี้ทางพรรคเป็นผู้ทำให้ทั้งหมดตนไม่ทราบ รายละเอียด แต่เชื่อว่าทางพรรคทำอย่างถุกต้องตามกฎหมาย แต่นายสุเทพบอกว่าทุกอย่างได้ตรวจสอบหมดแล้วจึงพบว่ามีการใช้เอกสารปลอมซึ่ง ตนก็ได้พยายามโต้เถียงไปพักใหญ่ จนนายสุเทพได้พูขึ้นมาว่าถ้าอย่างนั้นไหนๆคุณก็มาแล้วผมก็อยากจะให้ทำงานให้ กับพรรคประชาธิปัตย์ 1 ชิ้นคือขอให้ช่วยแฉว่าพรรคไทยรักไทยมีการว่าจ้างพรรคเล็กๆเพื่อให้ลงสมัครรั บการเลือกตั้งในครั้งนี้เพราะผมจะโค่นพรรคไทยรักไทย ตนจึงถามไปว่าจะให้ทำอย่างไรนายสุเทพจึงขอให้ตนช่วยอ่านเนื้อหาตามสคริปที่ม ีอยู่ประมาณ 4-5 แผ่น ที่มีการเตรียมไว้แล้วเมื่อตนได้อ่านเนื้อหาในสคริปก็พบว่ามีการพาดพิงถึงคุ ณหญิงสุดารัตน์ , พล.อ.ธรรมรักษ์ ,ท่านศิธา ,ท่านผดุงศักดิ์ แต่พออ่านไปซักพักนายสุเทพก็ถามกับตนว่าจะหรือไม่ทำ หลังจากนั้นก็ได้มีการเสนอผลประโยชน์ให้กับตนโดยจะมีค่าจ้างเป็นเงิน 1 ล้านบาทพร้อมกับตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายสุเทพได้จ่ายเงินให้กับตนมาล่วงหน้าเป็นเงินสด 3 แสนบาทภายในห้องทำงานของนายสุเทพซึ่งตนมีหลักฐานกานโอนเงินเป็นสลิปของธนาคา รกรุงเทพ สาขาสะพานควาย ที่ตนได้โอนเงินไปเข้าบัญชีของน้องสาวตนที่บัญชีธาคารกรุงเทพ สาขาจังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนที่เหลือนายสุเทพบอกว่าจะให้ต่อเมื่อตนขึ้นให้การต่อหน้าศาลเสร็จแล้ว ช่วงนั้นตนถูกหว่านล้อมต่างๆนาๆอยู่เกือบสามสิบนาที ประกอบกับตนเองในส่วนแล้วก็มีหนี้สินติดตัวอยู่ด้วยจึงตัดสินรับข้อเสนอดังก ล่าว

ต่อมานายสุเทพได้บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ตนอ่านไปตามสคริปโดยจะขอบันทึกวี ดีโอไว้ โดยตนได้ถามแต่แรกแล้วว่าวีดีโอชิ้นนี้จะมีการนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะชนหรือไ ม่ น่ายสุเทพบอกว่าจะไม่มีการนำไปเผยแพร่เพียงแต่จะนำเอาไปให้ กกต.ดูเป็นหลักฐานเท่านั้น แต่เมื่อมีการบันทึกคำพูดเสร็จแล้วนายสุเทพก็บอกว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ เกรงว่างถ้าปล่อยให้ตนกลับบ้านก็จะเป็นตรายต่อชีวิตในเมื่อรับเงินไปแล้วก็ข อให้ไปเก็บตัวที่บ้านพักของนายสุเทพในจังหวัดสุราษฎรธานี หลังจากนั้น ลูกน้องของ พ.ต.ท.สุวิชา จึงพาตันไปขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ เมื่อไปถึงที่เซฟเฮาส์ก็พบตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเป็นจำนวนมากแล้วก็พา ตนเข้าไปพักที่บ้านหลังในจำนวนหลายหลัง โดยตนจะถูกให้อยู่แต่ในบ้านไม่ให้ออกไปไหนแต่จะมีคนส่งข้าวของเครื่องใช้ให้ ตลอด ซึ่งที่บ้านหลังดังกล่าวนอกจากตนแล้วก็ยังมีผู้สมัครจากพรรคพัฒนาชาติไทยอีก 3 คนที่ถูกเก็บตัวไว้เหมือนตนด้วยแต่อาศัยอยู่คนละบ้าน หลังจากนั้นตนก้ถูกพาไปที่ สภ.อ.พุนพิน เพื่อให้ไปลงประจำวันว่าตนเดินทางมาด้วยความสมัครใจและก็ถูกนำตัวกลับมาไว้ท ี่เซฟเฮาส์อีก ด้วยทุกอย่างที่ตนทำลงไปก็เหมือนกับการตกกระไดพลอยโจนที่หลงเข้าไปอยู่ในถิ่ นของเขาแล้ว ซึ่งระหว่างที่พักอยู่ตนยังถูกข่มขู่ต่างๆนาๆว่าอย่าออกจากบ้านไปไหนเพราะ พล.อ.ธรรมรักษ์ ได้ส่งทหารมาตามล่าหาตนแล้ว จนรเกรงกลัวและอึดอัดนอกจากนี้โทรศัพท์ของตนก็ยังถูกหยึดเอาไว้ ร่วมทั้งยังมีการเปลี่ยนซิมการ์ดอีกด้วย

นางฐัติมา กล่าวว่าต่อมาในวันที่ 23 มี.ค.นายสุเทพ ก็ได้พาตนและพยานอีกสามคน เดินทางไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ของ กกต.ที่เดินทางมาสอบปากคำตนกับพยานทั้งหมด โดยนายสุเทพได้เตรียมเอกสารคำให้การทั้งหมดแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ของ กกต.ดู จากนั้นพวกตนทั้งหมดจึงได้เซ็นชื่อในคำให้การโดยไม่มีการสอบถามรายละเอียดใด ๆ จากนั้นจึงมีการแถลงข่าวเมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วตนจึงจะขอเดินทาง กลับ กทม.พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของ กกต.แต่ก็ถูกถูกนายสุเทพทัดทานและขอให้อยู่ต่ออีก 4-5 วันตนเห็นว่าคงไม่สามารถขัดขืนได้เพราะว่าอยู่ในพื้นที่อิทธิพลของเขาก็เลยต ้องจำยอม เมื่อกลับมาถึงที่พักจึงได้ขอใช้โทรศัพท์จากนั้นจึงได้รีบโทรศัพท์มาหาน้องส าวที่ กทม.เพื่อให้เข้ามาแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามเพื่อขอให้ส่งกำลังไปรับตัวอ อกมา

“ตามเนื้อหาในวีดีโอที่มีการพาดพิงถึงผู้ใหญ่ในพรรคไทยรักไทยหลายคนนั้นดิฉั นยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ยังรู้สึกกลัวแต่ยังดีใจที่รอดชีวิตมาได้ ถึงตอนนี้แล้วดิฉันเองก็ไม่หนักใจอะไรแล้วและขอให้ประชาธิปไตยดินหน้าต่อไป ศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิงก็ไม่กลัวที่จะเสียภาพพจน์ในเมื่อเรากล้าทำก็ต้ องกล้ารับ อย่างไรก็ตามก็อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าขอให้ความคุ้มครองร่วมทั้งเข้า ไปช่วยเหลือพยานอีกสามคนที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากด้วยเพราะเริ่มรู้สึกแล้วว่ าจะเป็นอันตรายเหมือนกัน “

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในระหว่างการแถลงข่าวนางฐัติมาได้พยายามโทรติดต่อก ลับไปหานายสุเทพเพื่อขอนำเงินสามแสนไปคืน โดยพยายามโทรศัพท์อยู่สองครั้งแต่ไม่มีการรับสาย ส่วนทางด้านตำรวจนั้นเบื้องต้น พ.ต.อ.ฉัตรไชยฯ ผกก.1 บก.ป.ได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ต่อตระกูล พงส.(สบ.1) ทำการสอบปากคำผู้เสียหายไว้ก่อนจากนั้นจะได้มีการเรียกตัวผู้ที่เกี่นยข้องม าสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป
ดูรายละเอียดได้ที่

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000040829



15. ดีครับ     [61.47.117.124]     28 Mar 2006 - 20:56

ลองอ่านความคิดเห็นของลูกสาวอดีตสมุหราชองครักษ์ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬดูครับ จะได้รู้ว่าในหลวงท่านเป็นห่วงประชาชนแค่ไหน

http://pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4234313/P4234313.html

อยู่ใน คห.9 ครับ

16. ข่าว     [203.114.113.154]     28 Mar 2006 - 20:57

นายเรืองวิทย์กล่าว "การทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการบันดาลโทสะของชนชั้นกลาง หรือของสื่อมวลชน แต่เป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ตนเอง เรียกว่าการคอร์รัปชั่นทางการเมือง ดังนั้นกลไกการปฏิรูปการเมืองปัจจุบันยืนอยู่บนทางสองแพร่ง คือการปฏิรูปจริง และการปฏิรูปปลอม ซึ่งหากรัฐบาลยังอยู่ในอำนาจและยังแทรกแซงนายกฯ ก็จะเสื่อมความชอบธรรม ที่ผ่านมานโยบายประชานิยมเป็นการเลียนแบบมาจากประเทศแถบละตินอเมริกา ที่ทำทีช่วยคนจนแต่หาประโยชน์เข้าตัว เป็นการตัดขาดชนชั้นกลางโดยเอาคนจนมาเป็นเครื่องมือในการปกครอง แต่ความจริงแล้วการเมืองจะขาดชนชั้นกลางไม่ได้ เพราะเป็นชนชั้นที่มีการศึกษา มีเงิน และมีส่วนร่วมทางการเมือง ขณะนี้การปฏิรูปการเมืองมี 2 ทาง คือ ปฏิรูปจากบนลงล่าง มีการบีบบังคับเพื่อหาความชอบธรรมจากภาครัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องการปฏิรูปจากส่วนล่าง ซึ่งเชื่อว่าภายใน 1-2 วันนี้ เราคงมีคำตอบว่าทิศทางการเมืองจะเป็นไปในทางใด และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมหรือประชาธิปไตยแบบชี้นำ"

เครือข่ายวิชาการเพื่อประชาธิปไตย (ควป.) ได้ร่วมแถลงการณ์ ควป.ฉบับที่ 9 โดยนายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มสธ. แถลงตอนหนึ่งว่า ขอสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และขอเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณลาออกทันที

ที่ห้องประชุม 215 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) นายบุญเรือง มานะสุรการ ประธานสภาอาจารย์มอ. เป็นประธานแถลงข่าวคณบดี 13 คณะร่วมกับสภาอาจารย์ มอ. ประกาศจุดยืนว่า ขอให้พ.ต.ท.ทักษิณลาออกและให้มีการปฏิรูปอย่างรอบด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการศึกษา เพราะขณะนี้คุณธรรมและจริยธรรมของสังคมเสื่อมทรามลงมาก เนื่องจากการแก้ปัญหาเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่เมื่อนายกฯไม่ลาออก ทางสภาอาจารย์และคณบดีมอบให้คณะนิติศาสตร์เคลื่อนไหวเป็นคณะแรก ด้วยการให้ความรู้กับผู้ที่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร
บรรยากาศบนเวทีปราศรัย เมื่อช่วงค่ำมีการแสดงดนตรีของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ สร้างความคึกคักให้กับผู้ชุมนุม จากนั้นเวลา 19.30 น. มีชมรมชาวอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ใฝ่หาจริยธรรมทางการเมือง ขึ้นอ่านแถลงการณ์สนับสนุนฝ่ายพันธมิตรฯ และเสนอข้อเรียกร้องต่อนายกฯ โดยน.ส.ตรีดาว อภัยวงศ์ อ่านแถลงการณ์ว่า
1.ให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่งอย่างไม่มีเงื่อนไข
2.ให้คณะบุคคลและองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบกรณีต่างๆ ที่นายกฯ ถูกกล่าวหา รวมถึงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ด้วย
3.ให้นายกฯ และคณะหยุดบิดเบือนความเป็นประชาธิปไตยและคำว่ากติกา และให้ออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงความหมายที่แท้จริงของคำทั้งสอง
4.ชมรมสนับสนุนการชุมนุมโดยสันติ ซึ่งผู้ร่วมชุมนุมต้องมาด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มาด้วยอามิสสินจ้าง
5.หากมีการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.เกิดขึ้น ให้กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อแส ดงความเป็นประชาธิปไตย





17. ข่าว     [203.114.113.154]     28 Mar 2006 - 21:01

ศาลปกครองสั่งเพิกถอนพรฎ.แปรรูปกฟผ.

23 มีนาคม 2549 15:59 น.
ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ระบุไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งยกเลิกพระราชกฤษฎีกาแปรรูป 2 ฉบับ

ศาลปกครอง/ 23 มี.ค.---เมื่อเวลา 14.00 น. ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาสั่งเพิกถอน พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กิจการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พศ. 2548 และ พระราชกฤษฎีกา กำหนดเงื่อนไข เวลา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย พศ. 2548 ตามที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กับองค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ร่วมกัน ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการ นายกฯรัฐมนตรี นายวิเศษ จูภิบาล รักษาการ รมว.พลังงาน กับพวกรวม 5 คน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ในการ รับผิดชอบดำเนินการ เปลี่ยนสถานะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้เป็นบริษัทการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ใช้อำนาจและดุลยพินิจในการตราพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ได้มีการเปิดให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างถูกต้องครบถ้วน การที่พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 บัญญัติไว้


โดยศาลปกครองสูงสุด ได้พิเคราะห์ข้อกฎหมาย พยานเอกสาร หลักฐานในสำนวนทั้งหมดแล้วเห็นว่า ก่อนการตราพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับผุ้ถูกฟ้อง ไม่ได้ดำเนินการ ในขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ตามกฎหมาย ให้ถูกต้องครบถ้วน ประกอบด้วย ขั้นตอน การแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการ จัดเตรียมการตั้งบริษัท ซึ่งปรากฎข้อเท็จจริงว่า นายโอฬาร ไชยประวัติ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดังกล่าวคุณสมบัติไ ม่ครบถ้วน ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีลักษณะต้องห้ามคือ นายโอาฬาร ยังคงมีตำแหน่ง เป็นกรรมการ ในธุรกิจเอกชน ซึ่ง จะมีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพกฟผ.ไปเป็น บมจ.กฟผ. ซึ่งนายโอฬาร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสภา มหาวิทยาลัยชินวัตร เป็นรองกรรมการ บริษัทชินคอปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) และ เป็นประธานกรรมการ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน )


นอกจากนี้ ยังปรากฎด้วยว่าในขั้นตอน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่กฎหมาย บัญญัติไว้ต้องทำ ก็ได้มีการแต่งตั้งนายปริญญา นุวาลัย ผู้ช่วย รัฐมนตรีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานคณะกรรมการจัดดำเนินการรับฟังความ คิดเห็นของประชาชน ซึ่ง ตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีดังกล่าวถือเป็นการดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันเป็นลักษณะต้องห้าม ตามกฎหมาย ที่จะดำเนินการเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นกลาง ในการดำเนินการตามกฎหมาย ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังปรากฎข้อเท็จจริงด้วยว่าระหว่างการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้ว่าผู้ถูกฟ้อง จะให้มีการทำประชาพิจารณ์ ถึง 5 ครั้งในวันที่ 16 ม.ค. 47,21 ม.ค.47,28 ม.ค.47,25 ม.ค.48 และ 5 ก.พ.48 แล้ว แต่ ขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูล ของผู้ถูกฟ้อง เพื่อให้ ประชาชน เข้ามาลงทะเบียนแสดงความคิดเห็นนั้น ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดคือ ไม่มีการเผยแพร่ ข้อมูล ผ่านทางหนังสือพิมพ์รายวัน ที่เป็นที่นิยม ติดต่อกัน เป็นเวลา 3 วัน และไม่มีการเผยแพร่ผ่านทางสถานีวิทยุ และโทรทัศน์อย่างแพร่หลาย โดยการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องก็ได้ปรากฎจำนวนประชาชนมาร่วม แสดงความคิดเห็น ในส่วนของลูกจ้างและพนักงานรัฐวิสาหกิจเพียง 1057 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 27,305 คน ซึ่ง ผุ้ที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น จึงคิดได้เพียงร้อยละ ร้อยละ 3.87 เท่านั้น


โดยเมื่อขั้นตอน ก่อนการตราพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมส่งผลทำให้ พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับมี่สภาพที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยศาลจึงพิพากษาเพิกถ อนกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว


ผุ้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับบรรยากาศมีการพิพากษาคดีวันนี้ได้ปรากฎว่า นายจำลอง ศรีเมือง หนึ่งในห้าแกนนำเครือข่ายพันธมิตรฯได้ร่วมเดินทางมาให้กำลังใจ และร่วมฟังคำตัดสินกับ นางสาวสาลี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานเครือข่าย30 องค์กรพัฒนาเอกชน ต่อต้านคอรัปชั่น , นางสาว สายรุ้ง ทองปลอนด์ ผู้จัดการสหพันธ์ องค์กร เพื่อผู้บริโภค (สบ.) ผู้ฟ้องคดีและ กลุ่มพนักงาน กฟผ. กับประชาชน ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ซึ่งมีจำนวน ประมาณ 200 คน
24 มีนาคม 2549 13:17 น.
'ทักษิณ'หอบคณะไปปราศรัยที่อุดรธานี ไม่สนพันธมิตรฯชูมาตรา7ถือเป็นเครื่องมือต่อสู้ พร้อมบอกปัดกรณีกฟผ. ไม่เกี่ยวต้องรับผิดชอบตามมาตรา212 แต่เคารพการตัดสินของศาลปกครอง

สนามบินดอนเมือง - เมื่อเวลา 11.20 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางจากทำเนียบฯ พร้อมด้วย นายพานทองแท้ เพื่อไปขึ้นเครื่องบินไปปราศรัยหาเสียงที่จ.อุดรธานีในเย็นวันนี้

แต่ก่อนจะไปขึ้นเครื่องนายกฯ ได้แวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ"นายใช้ดอนเมือง" โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ตามมาสมทบด้วย โดยสั่งเส้นเล็กน้ำลูกชิ้นเนื่อสด เนื้อเปื่อย หมูสะเต๊ะ ทอดมัน

ต่อมาเวลา 12.20 น. พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมคณะมาถึงสนามบินดอนเมือง โดยมีกลุ่มพลังสีขาวได้มามอบดอกกุหลาบและชูป้ายหนุนให้เป็นนายกฯ ต่อไป

จากนั้น ได้ขึ้นเครื่องบินของ บ.การบินไทย เที่ยวบินทีจี 010 โดยมี รักษาการรัฐมนตรีของพรรคเดินทางไปด้วยหลายคน เช่น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายวัฒนา เมืองสุข

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตอบคำถาม ถึงทางออกที่ดีว่าก็ไปร่วมกันเลือกตั้ง วันนี้ทุกคนต้องเตรียมตัวไปเลือกตึ้ง เพื่อฟังเสียงประชาชน คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ก็ไปฟ้องประชาชน คนที่หนุนรัฐบาลก็บอกประชาชน ให้ตัดสินใจอย่างไร รัฐบาลก็จะฟังเสียงประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึง การเรียกร้องใช้มาตรา7 ขอนายกฯพระราชทาน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็เข้าใจเขา เป็นวิธีการต่อสู้ของเขา ต้องปล่อยเขาไป

ส่วนกรณีที่มีเสียงเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รับผิดชอบกรณีศาลปกครองมีคำพิพากษา พ.ร.ฎ.การแปรรูป กฟผ. 2 ฉบับว่า มันเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ซี่งตนไม่ทราบ ต้องถามเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย และขณะนี้ ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาล และเมื่อคืนนี้ นายวิเศษ จูภิบาล รักษาการรมว.พลังงาน ก็ได้โทรมาคุยกับตนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า รธน. มาตรา212 ระบุว่า ต้องให้ครม.รับผิดชอบกรณีกฎหมายไม่ผ่าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจะเป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างองค์กร มันต้องอะไรกันอีกมา อันนี้ เราถือว่าเราเคารพต่อการตัดสินของศาลปกครอง เอาแค่นี้ก่อน

ถามว่า คำพิพากษามีว่าการแต่งตั้งนายโอฬาร เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ความจริงเนื้อหาซับซ้อนมากพอสมควรทีเดียว ตนไม่ยอกาวิจารณ์

ถามอีกว่า ส่งผลให้การแปรรูปกฟผ.สะดุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวไม่มีมีอะไรสะดุด ก็ว่ากันไป ส่วนการดำเนินการต่อไปต้องมาศึกษาแนวทางว่าอะไรควรทำ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่ควรทำ

ถามว่า จะต้องชี้จงกับ ตปท.เพื่อให้เข้าใจหรือม "แน่นอน เรื่องต่างประเทศก็ต้องอธิบาย ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่เข้าใจ" พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบ

ถามอีกว่า กฟผ. ต้องเข้าตลาดหุ้นต่อไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงต้องมาศึกษาลึกๆ อีกที เพราะตนยังไม่รู้เลยว่าวันที่ 2 เม.ย. จะได้รับเลือกกลับมาอีกหรือเปล่า ในระหว่างนี้ก็ต้องหยุดก่อน รอการตัดสินใจของปชช. อีกที ถ้าตนได้รับเลือกก็ค่อยมาพิจารณากันอีกทีว่าควรจะทำต่อหรือไม่ทำ


18. ข่าว     [203.114.113.154]     28 Mar 2006 - 21:03

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - "ทักษิณ"ขึ้นเวทีปราศรัยทุ่งศรีเมืองอุดรธานี ด่ากราดม็อบข้างทำเนียบ เป็นม็อบโกหกรายคืน อ้างตัวเป็นนายกพระราชทานอยู่แล้ว หลังเลือกตั้ง 2 เม.ย. ถ้าได้รับเลือก ในหลวงจะทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นอีก เรียกร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากเข้าสภาจะแก้รัฐธรรมนูญทุกประเด็นที่มีปัญหา และแก้กฎหมายที่กดขี่คนจน

วันนี้ (24มี.ค.)เมื่อเวลประมาณ 18.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมีแกนนำพรรคไทยรักไทย พร้อมด้วยส.ส.ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีทั้ง 10 เขต ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ณ บริเวณทุ่งศรีเมือง โดยมีประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู เลย หนองคาย มารับฟังแน่นขนัดพื้นที่ทุ่งศรีเมือง จำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เริ่มปราศรัยาถึง การชุมนุมของประชาชนหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า "เขา ไม่ให้ผมเข้าไป พี่น้องจะไปส่งผมหรือไม่" นายสนธิ แกนนำผู้ชุมนุมเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ ไปตั้งก๊วนนอกสภา มีส.ว.มาร่วมสนับสนุน ทำการล้มรัฐบาลนอกสภา เป็นการกระทำที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย และจำเป็นต้องขอโทษประชาชน ที่ต้องยุบสภา ซึ่งการยุบสภาเป็นสิ่งจำเป็นต้องยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้หรือไม่อยู่ที่ประชาชน

"หากประชาชนไม่ยอมให้ผมออก ผมก็จะไม่ออก ผมรักษากติกา โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ร่างขึ้นมา แต่พอถึงเวลาแข่งขันกลับแพ้พรรคไทยรักไทยถึง 2 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้กลัวแพ้ ก็เลยไม่ลงสมัครเลือกตั้ง ทั้งยังมาตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ ที่สนามหลวงตั้งหัวข้อว่า หยุดระบอบทักษิณ ระบอบนี้ช่วยคนจน ปราบยาบ้า ทำงานเร็ว แล้วจะเอาระบอบอภิสิทธิ์ สุเทพ หรืออย่างไร"

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ มีไม่กี่ข้อ ถ้าสู้ในสภาไม่ไหว ก็วอล์กเอาท์ ถ้าเลือกตั้งสู้ไม่ไหวก็บอยคอต ทั้งยังมาสนับสนุนม็อบนอกสภา

ทั้งได้กล่าวถึงม็อบข้างทำเนียบว่า เป็นม็อบโกหกรายคืน หรือศาลาโกหก เป็นเวทีโกหก จนต้องฟ้องร้องเป็นคดีความทุกคืน

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวถึงข่าวทำลายพระพรหม ว่าถูกนายสนธิ ใส่ร้ายว่าต้องการเล่นไสยศาสตร์ เขมร และถามกลับนายสนธิว่า เป็นบ้าหรือปล่าว เป็นการโกหกประชาชน โกหกมาตั้งแต่จัดเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์ที่สวนลุม จึงไม่อยากยุ่ง พอปล่อย ก็มีคนเชื่อนายสนธิ มีเพียงประชาชนอีสานเท่านั้น ที่ไม่เชื่อนายสนธิ

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ มาขีดเส้นให้เวลา 48 ชั่วโมง ต้องลาออกไปนั้น นายสนธิเป็นใคร อยู่ในกระบวนการอะไร จึงมาขีดเส้นให้ออกได้ พอครบกำหนดเวลา 48 ชั่วโมง ก็มาประกาศใหม่ ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นนายกพระราชทานอยู่แล้ว อยากให้รอผลการเลือกตั้งเสร็จในวันที่ 2 เม.ย. ถ้าผมได้รับเลือกตั้ง พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงโปรดเกล้าให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ในช่วงท้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ได้หยิบยกถึงผลงานการบริหารประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ชีวิตคนจนดีขึ้น มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีกองทุนหมู่บ้าน ปราบยาเสพติด มีโครงการ SML ทั้งโครงการบ้านมั่นคง และจะดำเนินการอีกหลายเรื่อง ทั้งให้ทุนเรียนฟรี แจกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ให้นักเรียนไปใช้เรียนหนังสือ โครงการประปาหมู่บ้านต้องเสร็จหมดภายในปี 2552

พ.ต.ท.ทักษิณได้เชิญชวนประชาชนที่มารับฟังให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งหากพรรคไทยรักไทยได้เข้าสภา จะเปิดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที ข้อไหนที่เป็นปัญหาจะแก้ไขให้หมด ประการต่อมา จะเร่งแก้กฎหมายที่กดขี่คนจน โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เวลาปราศรัยประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้นการปราศรัย

19. ข่าว     [203.114.113.154]     28 Mar 2006 - 21:53

หมอจุฬาฯ-รามาฯ-มศว ผนึกกำลัง ประกาศรวมพลไล่ “ทักษิณ
หมอ 3 สถาบันดัง จุฬา-รามา-มศว ร่วมเคลื่อนพลขับทักษิณที่สยามพารากอนพรุ่งนี้อย่างสันติ ชี้ผู้บริหารไฟเขียวให้เข้าร่วมได้ ย้ำนายกฯ ต้องลาออก เพื่อเปิดทางนายกพระราชทาน ยันต้องเลื่อนวันเลือกตั้ง และปฏิรูปการเมือง

แหล่งข่าวจากรพ.รามากล่าวว่าพรุ่งนี้ (29 มี.ค.) เวลา 16.30 น. จะมีการรวมตัวของแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ รามา จุฬาฯ และมศว เพื่อแสดงจุดยืนขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรักษาการ ที่ตึกอานันทมหิดล ภายในรพ.จุฬา โดยกลุ่มแพทย์จุฬาฯ จะอ่านแถลงการณ์ถึงสาเหตุที่ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย หลังจากนั้นจะรวมพลใหญ่ไปห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เวลาประมาณ 17.00น. เพื่อสมทบกับประชาชนและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“การเคลื่อนไหวของทางจุฬาฯ พรุ่งนี้จะมี 5 คณะ อักษรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ บัญชี โดยแกนนำจุฬาฯ ได้ประสานมายังกลุ่มแพทย์รามา และมศว เพื่อรวมตัวกันแสดงพลังเคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ รักษาการ โดยเบื้องต้นจะมีแพทย์รามาไปรวมตัวกับกลุ่มแพทย์ทั้งของจุฬาฯ และมศวในเวลา 16.30น. อีกส่วนหนึ่งจะตามไปสมทบที่จุฬาฯ และสยามพารากอนทีหลัง เนื่องจากติดภารกิจรักษาคนไข้”

แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะยึดหลักสันติ อหิงสา และไม่ทำให้คนไข้เดือดร้อนโดยขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีแพทย์ไปร่วมมากน้อยขนาดไหน เพราะไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวในนามของสถาบัน

ด้านผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อ.ภาควิชาสูตินรี จากโรงพยาบาลจุฬา กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะมีทั้งแพทย์ พยาบาล และนิสิตแพทย์จากรพ.จุฬา รวมตัวกันเคลื่อนไหวครั้งนี้กว่า 100 คน โดยก่อนเคลื่อนขบวนไปยังสยามพารากอนในเวลาประมาณ 17.00น. จะมีการประสานไปยังกลุ่มอาจารย์จาก 5 คณะในจุฬา เพื่อรวมตัวกันบริเวณประตูทางออกคณะอักษร

“โดยส่วนตัวคิดว่าคงจะมีรัฐบาลพระราชทานแน่นอน แต่ก่อนอื่นต้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรักษาการออกไปก่อน กระบวนการถึงจะดำเนินไปได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ โดยพรุ่งนี้จะมีการแจกใบปลิวเชิญชวนให้แพทย์ พยาบาลออกมาร่วมแสดงพลังอีกครั้ง”

ผศ.นพ.ตุลย์ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ขออนุญาตจากผู้บริหารโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งก็ได้รับอนุญาต ตราบใดที่ไม่กระทบต่อภารกิจหน้าที่การงาน และในการทำงานจะไม่มีการแบ่งแยกว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตรหรือเชียร์นายกฯ

ด้าน นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล อ.ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม มศว วิทยาเขตองครักษ์ แกนนำแพทย์ มศว กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะเป็นการรวมตัวของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณ โดยการรณรงค์จะมีทั้งการล่ารายชื่อ และแจกวีซีดีอาร์เจนตินาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากระบอบทักษิณยังอยู่ต่อไป

“การเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะมีนิสิตแพทย์กว่า 90 คนเข้าร่วม ซึ่งพวกเขารู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสแสดงพลังประชาชน ส่วนแพทย์ก็น่าจะมีพอสมควร เพราะค่อนข้างจะนัดกระชั้นชิด”

นพ.สุธีร์กล่าวด้วยว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดยืนที่ชัดเจน 4 อย่างคือ 1.นายกฯ ต้องลาออก 2 ขอนายกฯ พระราชทาน 3. ให้มีการปฏิรูปการเมือง 4. ต้องมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปก่อน



ข้าพเจ้า(ข่าว)เป็นคนในวงการสาธารณสุข คนหนึ่งที่ได้เห็นการเดินขบวนของเหล่าพันธมิตร ทำให้ได้แรงบันดาลใจในการนำเสนอข่าว แต่ขณะนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าควรนำเสนอต่อไปอีกดีไหม เนื่องจากเหนื่อ ขอหยุดพักการนำเสนอข่าวก่อนนะคะ ไว้มีแรงค่อยมาใหม่

20. แกนนำพันธมิตรฯปลุกคนไทยงด     [58.8.187.32]     29 Mar 2006 - 10:54

แกนนำพันธมิตรฯ เสนอขัดขืนแบบอารยะแบบใหม่ ชวนคนไทยงดจ่ายภาษีจนกว่า"ทักษิณ"จะลาออก เรียกร้องพลังเงียบออกมาร่วมกู้ชาติ เผยรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้มีการชุมนุมได้อย่างสันติ เจ้าหน้าตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกันผู้ชุมนุมได้ เย้ยรัฐบาลเสียสติทั้งคณะ ชี้โพลล่าสุดหลายสิบเขตทั่วประเทศไทยรักไทยได้คะแนนไม่ถึง 20% แถมท้ายตั้งฉายาให้ใหม่ “รัฐบาลวิกลจริตจิตฟั่นเฟือนแห่งชาติ


http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000042086

21. คนรักทักษิณ ก็จะหนีภาษีเห     [58.9.65.126]     29 Mar 2006 - 12:29

คนรักทักษิณ ก็จะหนีภาษีเหมือนกัน ทักษิณยังหนีเลย ประชาชนก็ต้องทำตามผู้นำ
เก็บตังค์ไว้ใช้เองดีกว่า


22. ข่าว คราส กับ ทักษิณ     [203.156.68.145]     29 Mar 2006 - 15:41

คราสเดือนมีนาคม 2549

โดย พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ 28 มีนาคม 2549 15:17 น.


สืบเนื่องจากบทความกรณีศึกษาด้านโหราศาสตร์ดวงดาวเรื่อง “เมื่อดาวใหญ่สองดวงเข้ามาใกล้โลก” ซึ่งผมได้กล่าวสรุปไว้ว่า การโคจรวิกลคติของดาวใหญ่ทั้งสอง คือ ดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดี จะส่งผลกระทบเป็นทุกข์โทษแก่ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งผมได้แนะนำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำเอาหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักทศพิธราชธรรมมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างจริงจัง แทนการวิ่งเต้นทำการสะเดาะเคราะห์ หรือใช้คุณไสยมาช่วยแก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่า ท่านจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาความทุกข์ต่างๆ ที่ท่านกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากอิทธิพลของการโคจรวิกลคติของดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดีตามหลักวิชาโหราศาสตร์ หรือ จากอกุศลคติที่ท่านได้สะสมไว้ด้วยตนเองได้อย่างแน่นอน

ในเดือนมีนาคม 2549 ได้มีปรากฏการณ์ธรรมชาติทางดาราศาสตร์ คือ ได้เกิดจันทรุปราคา (จันทรคราส) ขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 เวลา 6 นาฬิกา 35 วินาที ในราศีตุลย์ 00 องศา 18 ลิปดา และจะเกิดสุริยุปราคา (สุริยคราส) ในวันพุธที่ 29 เวลา 17 นาฬิกา 15 นาที ในราศีมีน 14 องศา 38 ลิปดา

เมื่อได้พิจารณานำเอาจุดที่เกิดคราสมาเปรียบเทียบกับดวงชะตาของบุคคลที่คล้ายคลึงกับดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ได้พบว่า

1. จุดที่เกิดจันทรคราสเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 สถิตอยู่ในเรือนที่ 12 หรือ ภพวินาสของลัคนา ซึ่งแสดงว่า เจ้าชะตาจะถูกกักกันอยู่ในสถานที่บางแห่ง เช่น โรงพยาบาลเนื่องจากโรคาพยาธิที่กำลังเบียดเบียนทั้งทางกายและทางใจ ทัณฑสถาน หรือ การออกปลีกวิเวกเพื่อเจริญวิปัสสนาสมาธิให้เกิดปัญญาช่วยเผาผลาญกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ และความทะเยอทะยานอยากในกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ลงได้ส่วนหนึ่ง ช่วยให้ไม่ยึดติดในอุปทานต่างๆ คือ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญสมบัติ ไม่ยึดติดในความเห็นของตน ไม่ยึดติดในตัวตนของตนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ไม่จีรังยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้จิตบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นตามลำดับ เป็นพลังทำให้เกิดปัญญารู้เข้าใจในปัญหาในความทุกข์ที่ตนกำลังประสบอยู่ว่ามีสาเหตุมาจากเรื่องใด ประเด็นใด ควรจะแก้ไขปัญหาดับความทุกข์นั้นอย่างไรวิธีใด

2. จุดที่เกิดสุริยคราสในวันที่ 29 มีนาคม 2549 สถิตอยู่ในเรือนที่ 6 หรือ ภพอริ ของลัคนา ภพนี้มีความหมายถึง ข้าทาสบริวาร ศัตรูลับ พลังของมวลชน หรือ ม็อบ เป็นสัญญาณบอกเหตุเตือนให้เจ้าชะตาเพิ่มความระมัดระวังในบุคคลเหล่านี้ โดยเฉพาะข้าทาสบริวารซึ่งขณะนี้ก็ได้สร้างปัญหา สร้างความอัปมงคล และคอยกระตุ้นเจ้าชะตาให้เกิดอุปกิเลสต่างๆ อาทิ ความพยาบาท ความโกรธ โทสะ พยาบาท การลบหลู่คุณท่าน ความริษยา ความโอ้อวดหลอกลวงผู้อื่น ความหัวดื้อ ความถือตัว ทะนงตนไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนความเห็นของผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งส่งผลทำให้จิตใจรุ่มร้อน เกิดความเครียด กินไม่ได้นอนไม่หลับ เกิดความทุกข์ที่พระท่านเรียกว่า “สันตาปทุกข์ (คำว่า สันตาป แปลว่า การเผาผลาญลุกไหม้)” นอกจากนี้ยังศัตรูลับที่แอบแฝงอยู่ในบุคคลเหล่านี้ ยังเป็นตัวการที่ทำให้เกิดความแตกสามัคคีในพรรค เข้าตำราไส้เป็นหนอง และที่สำคัญยิ่ง พลังมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนบีบบังคับให้เจ้าชะตาเข้าสู่จุดอับได้

กล่าวโดยสรุป คราสที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2549 จะส่งผลเบียนเป็นทุกข์โทษแก่เจ้าชะตา เป็นการซ้ำเติมบาดแผลเดิมที่เกิดขึ้นเนื่องจากดาวใหญ่สองดวงโคจรวิกลคติซี่งยังมิได้มีการบำบัดรักษาอย่างถูกวิธี เกิดความเจ็บปวดระบมมีอาการสาหัสทุกข์ทรมานเพิ่มมากขึ้น สุดวิสัยที่จะบำบัดรักษาเยียวยาได้

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอนำคำกล่าวของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2517 มาเตือนสตินักการเมืองทั้งหลายไว้ดังนี้

“.....โลกสมัยนี้กำลังขาดธรรม โดยเฉพาะในขั้นศีลธรรม ด้วยเหตุต่างๆ กัน จึงเกิดความระส่ำระสาย แล้วก็แก้ไขวิกฤติการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่องทั้งภายในชาติและระหว่างชาติ รัฐบาลต่างๆ ในโลกที่ตั้งขึ้นมา แก้ไขปัญหาแห่งประเทศนั้นๆ ไม่ได้ และทุกรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลที่ถือว่าดี ก็ยังมีอาการ เหมือนกับมีการเปลี่ยนหน้ากันขึ้นมาจับปูใส่กระด้งเท่านั้นเอง ไปคราวๆ หนึ่ง เราจะต้องรอกันไปอีกนานเท่าไรจึงจะถึงสมัยที่ทุกคนเข้าใจกันขึ้นมา........”

หมายเหตุ คำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุได้คัดมาจากหนังสือ “อานาปนสติภาวนา” จัดพิมพ์ครั้งที่ 4 โดยธรรมทานมูลนิธิเมื่อปี พ.ศ. 2533


23. ข่าว     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:06

ทรรศนะคนย่าน‘สยาม’‘ชัยภูมิใหม่’ชอบ-ไม่ชอบ..มีม็อบ?

ทรรศนะคนย่าน‘สยาม’‘ชัยภูมิใหม่’ชอบ-ไม่ชอบ..มีม็อบ?

หลังม็อบพันธมิตรฯขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นัดชุมนุม-เดินขบวนกลางกรุงเทพฯเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็ต่อเนื่องด้วยการประกาศ “ชัยภูมิใหม่” ในการ “ชุมนุมค้างคืนยืดเยื้อ” โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. โดยครั้งนี้แกนนำม็อบกำหนดจุดที่ย่าน “สยาม” โฟกัสที่ห้างหรูแห่งใหม่ของย่านนี้คือ “สยามพารากอน” โดยแกนนำม็อบบางคนระบุไว้ว่า... “จะชุมนุมกันต่อถึงวันที่ 31 มี.ค. จะมานั่งนอนกินกันที่หน้าห้าง !!”

กับดีเดย์ของม็อบไล่ครั้งใหม่นี้ คนที่ทำมาหากินอยู่ย่านสยาม คิดอย่างไร????

“ไม่เห็นด้วยที่มีการประท้วงแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกถ้าจะมาชุมนุม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสิทธิที่ทำกันได้” ...เป็นเสียงจากหนึ่งในสองหนุ่มหน้าใส คมกฤษณ์-นิรุตต์ ที่ขายเสื้อผ้าวัยรุ่นอยู่ย่านสยาม

สองหนุ่มนี้ยังบอกอีกว่า... “อยากจะให้ประเทศสงบ เพื่อจะได้ค้าขายได้อย่างราบรื่น ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายเลย”

ถัดมาเป็นความเห็นของ จิ๋ม หญิงวัยกลางคน เธอละจากการก้มหน้าก้มตาร้อยลูกปัดเล็กๆเป็นสายสร้อย เพื่อขายบนสะพานลอยเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสยาม แล้วบอกว่า...รู้สึกเฉยๆกับการมาเดินขบวนกัน เพราะเป็นแนวทางทางประชาธิปไตยที่ทุกคนสามารถแสดงออกได้

“แต่ไม่อยากให้เกินเลยกันไปจนเกินความพอดี เราค้าขายอยู่ด้านบน เมื่อวันอาทิตย์ (26 มี.ค.) เราก็จะเห็นเหตุการณ์ทั้งด้านบน และด้านล่าง เห็นการใช้สัญลักษณ์ที่ไม่สุภาพ ซึ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี”

แม่ค้าขายสร้อยลูกปัดยังกล่าวด้วยว่า... รู้สึกเอียน และเครียดมากกับข่าวการเมืองในช่วงนี้

“ต้องการให้บ้านเมืองร่มรื่น เพื่อเราจะได้ทำมาหากินด้วยความสงบ ยิ่งปีนี้เป็นปีที่ดี เป็นปีที่ในหลวงทรงครองราชย์ครบ 60 ปีด้วย ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีเลย”

ต่อด้วยเสียงจากพ่อค้าวัยรุ่นวัย 21 ที่ขายกางเกงขาสั้นวัยรุ่นอยู่ย่านสยาม รายนี้พักจากการเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือฆ่าเวลารอลูกค้า แล้วบอกถึงการมีม็อบแถวสยามว่า...

“ชอบนะกับการที่มีม็อบ เพราะสนุกดี มีอะไรที่เป็นสีสันให้ดูแปลกตาแปลกใจมากขึ้น เพื่อนเขาก็ร่วมชุมนุมด้วยเหมือนกัน เขาก็บอกว่าสนุกดี แล้วก็ชวนผมด้วย แต่ผมไปร่วมไม่ได้ เพราะว่าติดขายของอยู่ ได้แต่รอฟังว่าเพื่อนๆเขาไปเจออะไรกันมาบ้าง” ...พ่อค้าวัยรุ่นกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ลองไปถาม วิไล พนักงานเก็บเงินค่าจอดรถในสยามสแควร์ เจ้าตัวยิ้มเก้อๆที่ถูกสัมภาษณ์ แต่ก็บอกว่า...

“ไม่ชอบม็อบเลย เพราะรู้สึกว่าวุ่นวาย และทำให้จราจรติดขัดมาก ทำให้คนไม่อยากขับรถมาที่นี่ เพราะรู้ว่ามีม็อบแล้วรถต้องติดแน่นอน ปกติวันอาทิตย์รถจะเยอะจนไม่มีที่จอด แต่วันนี้ (26 มี.ค.) รถน้อยมากจนที่จอดรถโล่งพอสมควร รายได้จากการเก็บค่าจอดรถก็พลอยลดลงไปด้วย”

...วิไลกล่าว แล้วยังบอกอีกว่า... “แฟนที่ขับรถแท็กซี่ก็บ่นว่าหาเงินไม่ค่อยได้เพราะไม่ค่อยมีผู้โดยสาร ไม่ดีเลยที่มีม็อบ อยากจะให้เหตุการณ์สงบๆกันเสียที”

หนุ่ย-วรรณา ลูกจ้างร้านขายผลไม้และขนมปังอบย่านสยาม บอกว่า... ตนเองก็เคยขายของในการชุมนุมประท้วงช่วงพฤษภาทมิฬ ตอนนั้นก็ราบรื่นปลอดภัยดีไม่มีอะไร คนเขามาซื้อกินก็เท่านั้น เราก็มีหน้าที่ขายไป ทุกอย่างก็ปกติ เพราะเราไม่ได้ต้องการไปมีเรื่องกับใคร

“เฉยๆที่มีการมาเดินขบวนชุมนุมกันที่สยาม เพราะไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกัน เราอยู่ด้านในร้าน เราก็ค้าขายกันไปตามปกติ ซึ่งลูกค้าจะเป็นเด็กที่มาติวหนังสือแถวสยาม หรือคนทำงานที่มาซื้อของ ต่างคนต่างทำธุระเสร็จก็กลับกันไป ไม่มีอะไรมาก”

ขยับเข้าไปถาม วรวิทย์ เจ้าของร้านขายนาฬิกาใกล้จุดเซ็นเตอร์ พอยท์ของสยาม รายนี้บอกด้วยสีหน้าจริงจังว่า... ไม่ชอบเลยที่ม็อบมาที่นี่ แต่ก็ไม่คัดค้านที่จะมีการชุมนุมกันอย่างสงบตามแนวทางประชาธิปไตย

“ก็ขอให้ชุมนุมอย่างเป็นที่เป็นทาง ไม่มาวุ่นวายอะไร เพราะจะกระทบกับการค้าขายโดยตรง แค่ตอนนี้ก็รู้สึกว่ายอดขายมีปัญหาแล้ว เพราะคนไม่อยากออกจากบ้าน กลัวรถติด เพราะคนชักไม่กล้าใช้เงิน เพราะยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปก็อยากจะให้จบๆกันเสียที” ...เจ้าของธุรกิจการค้ากล่าว

ขณะที่ บรรพชิต พนักงานขายน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ย่านสยามบอกว่า... “ไม่ชอบให้มีการชุมนุมที่สยามเลย เพราะทำให้รถติดมาก ทำให้ขายของไม่ค่อยดีด้วย”

และปิดท้ายที่ นันทพร พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในย่านสยาม ที่ก็ระบุว่า... ไม่ชอบให้มีการชุมนุมเกิดขึ้นที่สยาม เพราะทำให้รถติด เดินทางสัญจรกลับบ้านก็ลำบาก

“แต่ถ้ามาชุมนุมค้างคืนกันที่นี่จริงก็คงจะชวนเพื่อนร่วมงานไปดู เพราะอยู่ใกล้ที่ทำงานมากๆใจจริงอยากไปดูนานแล้ว แต่ติดตรงที่ว่าการชุมนุมที่ราชดำเนินอยู่ไกล เดินทางไปลำบาก” ...นันทพรกล่าว

ก็เป็นความรู้สึก-เป็นเสียงส่วนหนึ่งของคนย่าน “สยาม”

ย่านที่ถูกหมายมั่นเป็น “ชัยภูมิใหม่” ม็อบไล่ ?!?!?.

24. ข่าวอจ.อักษรฯ แนะ 10 วรรณ     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:16

อจ.อักษรศาสตร์ แนะ 10 วรรณกรรมที่ "ทักษิณ" ควรอ่าน พร้อมจัดหาให้หากพ้นตำแหน่ง ระบุหนังสือกลยุทธการตลาดสอนซีอีโอไม่ให้ประโยชน์อะไรอีกแล้ว แฉภาษาเล่นลิ้นทางการเมือง "แม้ว" 7 อย่าง พร้อมประกาศเรียกร้องให้จุฬาฯ กล้าหาญลุกขึ้นมาเป็นผู้นำต่อต้านระบอบทักษิณ นัดรวมพลไปร่วมมอบพันธมิตรฯ หน้าสยามพารากอน


วันนี้ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดโครงการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "อักษรศาสตร์กับระบอบทักษิณ" โดยมีคณาจารย์และนิสิตเข้าร่วมประมาณ 200 คน โดยมีนางคารินา โชติรวี อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ บรรยายในหัวข้อ "วรรณกรรม ๑๐ เรื่องทักษิณควรอ่าน" ว่า นับตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 5 ปีก่อน ตนไม่ได้รู้สึกเหมือนคนไทยทั่วไปที่ชื่นชอบ ตนไม่ได้เลือกพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเลือกพรรคไทยรักไทยสักครั้งเดียว แต่ยอมรับในความเป็นคนเสียงส่วนน้อย ช่วงที่สอนวรรณคดี มักให้นิสิตหยิบยกสถานการณ์ทางการเมืองมาเชื่อมโยงกับวรรณคดี กระทั่งมีนิสิตคนหนึ่งถามขึ้นว่า "อาจารย์คิดว่านายกฯ ทักษิณ น่าจะได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้หรือไม่" จึงเป็นโครงการในใจว่า จะต้องรวบรวมวรรณกรรมที่นายกฯ ทักษิณ ควรอ่านให้ได้ จนกระทั่งได้รับการประสานงานจากผู้จัดงานเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ให้มาพูดเรื่องนี้

นางคารินา กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่มีผู้นำประเทศที่เป็นนักอ่านและอยากเป็นครูเหมือนอย่างพ. ต.ท.ทักษิณ ที่สอนวิชาการสอนคณิตศาสตร์แล้วบันทึกลงซีดีแจกจ่ายครู และยังแนะนำให้อ่านหนังสือหลายเล่มที่แต่งโดยศาสตราจารย์ชื่อดังที่มากล่าวใ นงานประชุมปฏิบัติการในประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ แนะนำหนังสือที่รัฐมนตรีหรือคนทั่วไปควรอ่านหลายเล่ม จนสำนักงานพิมพ์ต้องซื้อลิขสิทธิ์มาแปล และเกิดหนังสือ 109 หนังสือควรอ่านจากนายกฯ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือที่นายกฯ แนะนำเหล่านั้น เป็นหนังสือต่างประเทศที่สอนด้านธุรกิจทั้งหมด ไม่เคยเป็นเรื่องแต่งหรือความคิดสร้างสรรค์ ยกเว้นเรื่อง แฮรรี่พอตเตอร์ แต่ก็เป็นการแนะนำห้เด็กอ่านเพื่อจะได้เข้าสู่โลกาภิวัตรได้ ไม่ใช่แนะนำให้ผู้ใหญ่อ่าน บางทีถ้านายกฯ ได้อ่านงานวรรณกรรมบ้าง ก็อาจจะทำให้ค้นพบสัจธรรมการและหยุดหลงเชื่อมายาอย่างที่เป็นอยู่

นางคารินา กล่าวด้วยว่า ตนได้ทำโพลส่วนตัวสอบถามเพื่อนอาจารย์ที่สอนวรรณกรรมทั้งชาวต่างชาติ คนไทย รวมถึงอาจาย์เกษียณว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะอ่านวรรณกรรมเรื่องใดบ้าง ก็ค้นพบวรรณกรรม 10 เรื่องที่นายกฯ ควรอ่าน โดยทั้งหมดเป็นวรรณกรรมต่างประเทศ สำหรับวรรณกรรม 10 เรื่องดังกล่าว มีดังนี้

1. 1984 เป็นหนังสือนวนิยายอังกฤษศตวรรษที่ 20 โดยจอร์จ ออร์เวล เขียนในปี 1948 แต่คาดการณ์ว่าในปี 1984 จะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ซึ่งนวนิยายได้เล่าถึงความน่าสะพรึงกลัวของประเทศที่รัฐบาลเผด็จการควบคุมวิ ถีชีวิตความคิดของประชาชนด้วยสื่อที่ถูกบิดเบือนหลากรูปแบบ

2. Brave New World นวนิยายอังกฤษศตวรรษที่ 20 โดยอัลดัส ฮักซ์ลีย์ เล่าถึงโลกที่ถูกครอบงำโดยรัฐบาลเผด็จการเช่นเดียวกับเรื่อง 1984 มิใช่ด้วยการกดขี่ แต่ด้วยการขายฝันงมงาย ระงับความทุกข์ด้วยความสุขแบบผิดๆ

3. Dr Faustus บทละครยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของอังกฤษ โดยคริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ เล่าถึงนักปราชญ์คนฉลาดที่ยอมขายวิญญาณให้กับปีศาจเพื่อแลกกับอำนาจ และต่อมาก็ใช้พลังอำนาจแบบผิดๆ หมกมุ่นอยู่กับเล่ห์เพทุบาย จนในที่สุดจุดจบและโทษทัณฑ์ก็คือ นรกโลกันต์

4. The Emperor ’s New Clothes หรือฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา นิทานสอนใจโดยราชาเทพนิยายชาวเดนมาร์ก ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน เรื่องเล่าว่าพระราชาสั่งให้ช่างตัดเสื้อตัดเสื้อทองคำ ซึ่งช่างตัดเสื้อบอกพระราชบอกว่า ชุดที่ตัดนี้คนที่มีบุญเท่านั้นจึงจะมองเห็น คนธรรมดาทั่วไปจะมองไม่เห็น ปรากฏว่า เมื่อพระราชาเดินออกจากร้าน คนรอบข้างสรรเสริฐเยินยอ กระทั่งเดินผ่านเด็กซึ่งเปรียบเหมือนผ้าขาวที่ยังไม่โดนแต้มด้วยสังคมมายาจอ มปลอมร้องทักขึ้นว่า พระราชาเปลือยล้อนจ้อน ไม่สวมเสื้อผ้าอะไร จึงทำให้พระราชค้นพบถึงสัจธรรม เปรียบเหมือนการขับไล่นายกฯ ที่มีผู้ออกมาขับไล่มากมายแต่คนก็ไม่ฟัง กระทั่งเด็กมัธยมปลายมาขับไล่ คนจึงเริ่มหยุดฟัง

5. All My Sons บทละคร โดยอาเธอร์ มิลเลอร์ นักเขียนชาวอเมริกัน เล่าถึงเศรษฐีนายทุนที่ห่วงแต่หาเงินเข้ากระเป๋า แต่ไม่คิดถึงศีลธรรมจรรยา และผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ แต่ในที่สุดก็ไม่อาจหนีความจริง

6. Macbeth โศกนาฎกรรมอังกฤษ โดยวิลเลียม เชคสเปียร์ เล่าถึงแม่ทัพผู้เก่งกาจอาจหาญแต่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน กำจัดผู้ที่ขวางเส้นทางสู่อำนาจเพื่อตั้งตนเป็นใหญ่ ในที่สุดกรรมก็ตามทัน แต่สิ่งที่น่าสนใจเห็นจะเป็นภรรยาของแม่ทัพ ที่ร้ายกาจขาดศีลธรรมยิ่งกว่าสามีเสียอีก บางทีเป็นคนวางแผน ลงมือเองและมือเปื้อนเลือด

7๗.Ozymandias บทร้อยกรองอังกฤษยุคโรแมนติก โดยเพอร์ซี เชลลี่ย์ เล่าถึงอนิจจังของอำนาจผู้นำเผด็จการ ที่แม้จะยิ่งใหญ่คับฟ้า แต่ที่สุดก็ต้องสูญสิ้นอำนาจ พังครืนลงมาให้คนรุ่นหลังเย้ยหยัน

8. A Bend in the River นวนิยายสมัยใหม่ยุคหลังอาณานิคม โดย วี เอส ไนพอล เล่าถึงทรราชย์โลกที่ 3 แสนฉลาด ชอบเล่นลิ้น สร้างภาพพจน์ว่าตัวเป็นวีรบุรุษกู้ชาติ มอมเมาประชาชนด้วยเทคโนโลยีกับฝันลมๆ แล้งๆ

9.A Christmas Carol นิยายอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 19 โดย ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ เล่าถึง “สครูจ” ชายแก่ที่หมกมุ่นอยู่กับประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดถึงความทุกข์ยากของผู้อื่น ในที่สุดมีผีสี่ตนมาเตือน จึงยอมกลับตัวเป็นคนดี

10. Don Quixote วรรณกรรมเอกของโลก โดยเซร์บานเตส นักเรียนชาวสเปน เล่าถึง การต่อสู้เพื่อความฝันและอุดมการณ์แม้จะถูกเย้ยหยันจากคนที่ไม่เห็นคุณค่า แต่ก็จะดำเนินต่อไป อย่างไม่หยุดยั้งตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีลมหายใจ

"อยากเรียนถึงผู้นำประเทศว่า หนังสือกลยุทธทางการตลาดที่สอนเถ้าแก่เป็นซีอีโอทั้งหลาย ถึงตอนนี้หนังสือเหล่านั้นก็คงไม่ช่วยหรือเป็นประโยชน์อะไรกับท่านแล้ว หนังสือวรรณกรรมที่แนะนำจะเป็นประโยชน์กับท่านมากว่า ดังนั้น หากต้องพ้นจากตำแหน่งหรือออกนอกประเทศ ถ้าต้องการหนังสือเหล่านี้ ดิฉันยินดีจะจัดหาให้หนึ่งชุดส่งไปรอให้ล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไหน" นางคารินา กล่าว
ด้านนายอนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ บรรยายในหัวข้อ "ทักษิณกับภาษาเล่นลิ้นทางการเมือง" ว่า ตลอด 5 ปีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ มีหลักฐานชัดเจนว่า ไม่ได้แต่เพียงเจตนาโกหกซ้ำซาก แต่ยังได้อาศัยลิ้นลมคารมทางภาษาต่างๆ ในการบริหารประเทศเพื่อเอาตัวรอดทางการเมืองเสมอมา กลวิธีที่ใช้บ่อยมี 7 วิธี คือ 1.โกหกหน้าตาย 2.กล่าวท้าทายยั่วยุ 3.โพล่งประทุอารมณ์ 4.คำคมเจ้าเล่ห์ 5.คำเท่ห์หลอกลวง 6.จ้วงจาบสถาบัน และ 7.พูดเอามันชาติบรรลัย

"พิจารณาแต่เพียงคุณธรรมด้านรักษาสัตยวาจา ก็เห็นแล้วว่านายกฯ หมดความชอบที่จะเป็นผู้นำต่อไป ดังนั้น จึงขอใช้คาถาต่อไปนี้เพื่อไล่นายกฯ ผู้ขาดความดีโดยสิ้นเชิงซึ่งไม่แตกต่างจากผีเปรตแต่อย่างใด ดังนี้ ทกษิโณ สปริวาโร ทุสีโล อาสจโจ โมฆปุริโส ทกษิโณ น ลชโช โข ปน. ตโต ทกษิณ อเปหิ ซึ่งแปลว่า ทักษิณรวมทั้งบริวารไร้ศีลสัตย์และเสียชาติเกิด ทักษิณไร้ยางอายอย่างที่สุด ดังนั้น ทักษิณ ออกไป" นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ที่จริงตนรับมาพูดในวันนี้เพราะมีวาระซ่อนเร้น สิ่งที่อยากพูดไม่ใช่เรื่องทักษิณกับภาษาเล่นลิ้นทางการเมือง แต่อยากจะบอกว่าเมื่อวันที่ 27 มีนาคม มีคนบอกกับตนว่า จุฬาฯ ทำถูกแล้วที่วางตัวเป็นกลาง จะทำเหมือนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้ เพราะจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยของพระมหากษัตริย์และเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับพระราชทานนาม ซึ่งในใจตนเกิดความขัดแย้งรุนแรง แต่ตนไม่ได้พูดออกไปเพราะตนคิดว่า พระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องทรงเป็นกลางทางการเมือง เหตุนี้แม้จะมีการเรียกร้องหรือถวายฎีกาขอรัฐบาลและนายกฯ พระราชทาน ก็คงจะไม่เกิดอะไรขึ้น ดังนั้นสิ่งที่มีผู้วิตกกังวลจากการขอพระราชทานรัฐบาลรักษาการตามมาตรา 7 ตนจึงไม่วิตกเพราะคงไม่เกิดขึ้นแน่

ทั้งนี้ อดีตเราสู้กับเผด็จการทางการทหาร แต่ปัจจุบันเป็นเผด็จการที่ครอบงำแผ่ลึกในทุกด้านเกินกว่าที่คิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมต้องแก้ไข แต่ถ้าตราบใดที่รัฐบาลอยู่ จะไม่อาจขจัดปัญหาได้แน่ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้จุฬาฯ มีความกล้าหาญ กล้าลุกขึ้นมาขัดขืนกับรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ไร้ซึ่งความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ถ้าจุฬาฯ ลุกขึ้นมาทำ ก็จะเกิดปรากฏการณ์ลูกโซ่ลามไปยังมหาวิทยาลัยและภาครัฐต่างๆ ให้กล้าลุกขึ้นมาสู้ด้วย

"เราต้องกล้าแข็งขืน กล้าต่อต้านรัฐบาล ขออย่ากังวลว่าทำแล้วจุฬาฯ จะเสียหาย เพราะถ้าประเทศอยู่ไม่ได้แล้วจุฬาฯ จะอยู่ได้อย่างไร ขณะนี้ประเทศชาติกำลังประสบภาวะวิกฤติ จุฬฯ จะต้องเข้าไปช่วย จะใช้แต่ขุมทรัพย์ทางปัญญาไม่ได้ แต่ต้องใช้ความกล้าหาญด้วย พรุ่งนี้โฉมหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่จะเปลี่ยนไป แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความเปลี่ยนแปลงที่ว่า จุฬาฯ ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย และยิ่งน่าวิตกหากจุฬาฯ ยังวางตัวเป็นกลาง เพราะเท่ากับจุฬาฯ สนับสนุนให้ระบอบทักษิณ ยังคงอยู่ในสังคมต่อไป" นายอนันต์ กล่าว และว่า

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น ขอเรียกร้องให้จุฬาฯ กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่ากลัวว่าจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน สิ่งที่ตนเรียกร้องอาจจะเสี่ยงต่อหน้าที่การงานของตน แต่เวลานี้ป่วยการที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องเห็นแก่ประเทศชาติมากกว่า ฉะนั้น ในวันที่ 29 มีนาคม เวลา 17.00๐ น. ขอเรียกร้องให้คณาจารย์ นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ร่วมกันที่จุฬาฯ ก่อนจะเคลื่อนตัวไปสมทบกับเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่พารากอน สังคมคงจะขบขันถ้าจุฬาฯ ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเลย ทั้งที่ประชาชนชุมนุมกันอยู่ติดกับจุฬาฯ ย้ำว่าขอเรียกร้องให้เราสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ประเทศและขอให้ผู้บริหารจ ุฬาฯ กล้าหาญทำตามข้อเรียกร้องของตนด้วย






25. ขอเชิญเภสัชกรทุกสาขาร่วมแ     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:20

วันนี้ 29 มีนาคม 2549 ขอเชิญเพื่อนเภสัชกรที่จบจากทุกสถาบัน รวมทั้งนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทุกสถาบัน ร่วมแสดงเจตนารักชาติ รักบ้านเมือง ร่วมผนึกกำลังกับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สยามพารากอน ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์

แกนนำในการชุมนุมครั้งนี้ประกอบด้วยคณาจารย์เภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหลายส ถาบัน
ซึ่งมีการประสานงานไปยังสมาคมและองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องทางวิชาชีพโดยนัดร วมตัวกันที่
โอสถศาลา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เวลา 16.00 น.
แล้วจะทำการเคลื่อนขบวนไปสบทบร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯที่บริเวณสยามพารากอน

ในการรวมตัวกันครั้งนี้ทางกลุ่มแกนนำวิชาชีพเภสัชกรตกลงเรียกกลุ่มนี้ว่า "เครือข่ายเภสัชกรเพื่อประชาธิปไตย"

ขณะนี้มีคณะเภสัชศาสตร์และองค์กรต่างๆตอบรับมาร่วมชุมนุมแล้ว

จึงขอประกาศมาให้ทราบ และขอความกรุณาแจ้งข่าวนี้ไปยังเพื่อนๆเภสัชกรต่อๆกันด้วย





ส่งโดย: เครือข่ายเภสัชกรฯ


26. เหตุผลของคนไม่ใช้ AIS (แค     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:43

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143611184

27. คำถามจากโอเปอเรเตอร์ร้านพ     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:47

อยากถามว่า ท่านทีรักทักษินทุกท่าน อบรมบ่มเพาะนิสัยลูกหลานของท่าน แบบนี้หรือไม่?

1. โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง สอนให้เด็กมีความซื่อสัตย์ โดย
ให้เด็กตักไอศครีมเองแล้ว หยอดเหรียญจ่ายเงินกันเอง ลูกของท่าน
กลับบ้าน บอกท่าน ว่าวันนี้ ตักไอศครีม 1 ถ้วย กินฟรี ไม่จ่ายเงิน
ท่านชมลูกว่า ฉลาดมาก ..วันต่อไปให้กินหลายๆถ้วยจะได้ประหยัดเงินพ่อแม่
...ถ้าท่านสอนแบบนี้ ท่านสมควรรักทักษินต่อไป

2. ลูกของท่านกลับจากโรงเรียน จะมี ดินสอ ไม้บรรทัดใหม่เกือบทุกว้น
ท่านสอบถาม ..เด็กบอกว่าเป็นของเพื่อน..พอถามว่าเอามาทำไมตั้งมากมาย...
เด็กตอบว่า เห็นว่าสวยดี อยากได้ เลยหยิบเอามาเฉยๆ ท่านชมลูกของท่านว่า เก่งมาก
ตัวนิดเดียว รู้จักช่วยตัวเองแล้ว จึงแนะนำว่าถ้าได้มามาก ก็ให้เอาไปขายเพื่อนข้างบ้าน ถูกๆ
ถ้าชอบเพื่อนคนไหน ก็แจกให้เลย จะได้เป็นที่รักของเพื่อนๆ และยังมีเงินเป็นค่าขนมอีกต่างหาก
..... ถ้าท่านสอนแบบนี้ ท่านสมควรรักทักษินต่อไป

3. ลูกท่านจะสอบ อ่านหนังสือไม่ทัน จึงทำการฝิ่นเข้าไปในห้องสอบ...ท่านทราบดี
จึงสอนวิธีทำให้แนบเนียน เพราะมีประสบการณ์มาก่อน พอครูจับได้ ท่านจัดการติดสินบน
ครูทั้งทางตรงและทางออม โดยถือโอกาสบริจาคเงินจำนวนมาก ในฐานะผู้มีอุปการคุณ
แก่สถานศึกษา อีกต่างหาก เพื่อให้ลูกเดินยืดอกชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของท่าน พร้อมกับชมว่า
ลูกรักเก่งมาก..... รู้จักเอาตัวรอด..ค่อยๆเรียนรู้วิธีของพ่อนะ
.......... ถ้าท่านสอนแบบนี้ ท่านสมควรรักทักษินต่อไป

เมื่อลูกท่านโตขึ้น เขาทำธุรกิจโดยการติดสินบน ข้าราชการเพื่อให้ได้งาน เขากำจัดคู่แข่ง
โดยใช้วิธีผูกขาด สัมปทาน และสินบนนักการเมืองให้ผ่านเงื่อนไขกฏหมายที่เอื้อประโยชน์
เขาจ้างนักกฏหมาย และนักบัญชีที่เก่งที่สุด เพื่อเลี่ยงภาษี และ โดยใช้ช่องโหว่ของกฏหมาย

วันหนี่งเขามีเงินมาก เขาเปลี่ยนจากการอยู่เบื้องหลัง เป็นตั้งพรรคการเมืองเสียเอง
เขาใช้นโยบาย win-win แบ่งกันแดก สามัคคีกันโกงกิน อย่างเป็นเครื่อข่าย ครบวงจร
เป็นวงจรอุบาท เพื่อเสวยอำนาจอย่างไร้เทียมทาน ไร้คู่แข่ง เพื่อให้อยู่ในอำนาจอย่างยั่งยืน
ครอบงำตั้งแต่การออกกฏหมาย ขบวนการศาล ขบวนการสอบทาน สื่อต่างๆ
โดยการใช้เงินซื้อนักการเมืองทั้งหมด เพื่อให้ได้เสียงมากที่สุดในการเป็นรัฐบาล
เรียกบรรดา มาเฟียท้องถิ่นทั้งหมด ให้เป็นที่ปรึกษา หากไม่ยอมจะถูกดำเนินคดี
แต่ถ้าเป็นพวกเดียวกัน จะทำให้อยู่ได้อย่างมีระบบ โดยจะเป็นผู้จัดสรรประโยชน์
เขาสร้างภาพ เพื่อสร้างความนิยม ในกลุ่มคนชั้นล่าง ด้วยนโยบาย ประชาสินบน(เอื้ออาทร)
การสร้างภาพ ต้องใช้เงินหว่าน เขาจึงออกพันธบัตร ซึ่งก็คือยืมเงินของอนาคตมาใช้
ทำโครงการต่างๆ มากมาย จนชาวบ้านระดับล่างปลาบปลื้ม พอครบกำหนดคืนเงินพันธบัตร
เขา ก็ออกพันธบัตรชุดใหม่ที่มากกว่าเดิม เพื่อเคียร์พันธบัตรยอดเก่าพร้อมดอกเบี้ย ...
...เขารู้ดีว่าทำได้ไม่นาน เพราะเป็นการกู้หนี มาจ่ายหนี้ แบบงูกินหาง ...เขาจึงวางแผน
ที่จะเอากิจการและผลประโยชน์จากการสร้างภาพ สร้างราคาขณะบริหารประเทศ
ที่ได้ผ่องถ่ายมา เป็นชื่อตัวเอง และชื่ออำพรางเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ทั้งหมด ขายให้ต่างชาติ
เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋าเสียก่อน
ความฉ้อฉลเปิดเผย สังคมจึงเกิดความแตกแยก แต่เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เขาพร้อมที่จะทำให้คน
ทั้งชาติเดือดร้อน จึงใช้งบประมาณของชาติจำนวนมาก ทำวาระส่วนตัว ให้เป็นวาระแห่งชาติ
จัดการเลือกตั้งทั่วไป....ให้ตัวเองอยู่รอด...การสร้างภาพยังคงดำเนินต่อไป. ..โดยใช้เครือข่ายที่เขาสร้างขึ้น
สนับสนุนเขาให้..เอาตัวรอดได้ไปก่อน...ส่วนประเทศชาติ..จะเป็น อย่างไร....เขาไม่สนใจ

นี่แหละแบบอย่างของ ระบบทักษิน ทักษินไม่รู้ว่าถูกผิดเป็นอย่างไร เพราะโตมาแบบนั้น
หากท่าน ที่ยังบอกว่ารักทักษิน....ท่านก็จงสอนลูกหลานของท่านแบบนี้ต่อไป....แต่บางท ีอาจจะมีโอกาส
แค่รุ่นของท่าน เพราะในรุ่นลูกหลาน อาจจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ..ถึงวันนั้น คนไทยอาจจะเป็นแค่คนชั้นสอง
เพราะเจ้าของเงิน เจ้าของประเทศกลายเป็นสิงคโปร์ หรือชาติอื่นๆ ที่เข้าซื้อกิจการที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของชาติไปทั้งหมด

ถ้าไม่ต้องการวิธีการแบบทักษิน เริ่มต้นจากท่าน อย่าทำเป็นแบบอย่าง ให้เขาเห็น

อย่าสอนให้เขาหาความสุข โดยไม่มีหลักคุณธรรม
อย่าสอนให้เขาแสวงหาความร่ำรวย โดยไม่ลงมือทำงาน หรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
อย่าสอนให้เขาหาความรู้ โดยไม่มีหลักยึดว่าดีหรือชั่ว ควรหรือไม่ควร
อย่าสอนให้เขาหาเลี้ยงชีพ โดยขาดจรรยาบรรในวิชาชีพที่ทำอยู่
อย่าสอนให้เขาเป็นคนมีเหตุผล แต่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางไร้มนุษยธรรม (สร้างกติกู ยึดกติกู อ้างกติกู)
อย่าสอนให้เขาพูดว่า จงรักภักดีในหลวง แต่ไม่อาจสละเพื่อชาติได้

ช่วยกันสร้าง สำนึกของคนรุ่นต่อไป อย่างน้อยอย่าให้คนแบบทักษินขึ้นมามีอำนาจได้อีก


28. ข่าว:ความเห็นของ CNN     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:49

http://www.cnn.com/2006/WORLD/asiapcf/03/25/thailand.thaksin.ap/index.ht ml


29. ข่าว : แปลโดยย่อ     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:54

*ผู้ยืนดูบางคนตะโกนสนับสนุนผู้ประท้วงที่โบกธงชาติและตะโกน "ทักษิณ ออกไป"
ผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของหลายคนต่างมองด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานไปด้วยความร ู้สึกอยากรู้อยากเห็น ความชื่นชม และไม่พอใจ


นางเกียรติสุดา ไพทยาพร แม่บ้านวัย 46 ปีที่มาซื้อของที่สยามพารากอนกล่าวว่า
"คนเหล่านี้กำลังทำให้เกิดความวุ่นวายในที่สาธารณะและทำให้ภาพพจน์ของประเทศ มัวหมอง ชาวต่างชาติอาจจะคิดว่า ประเทศอยู่ในความยุ่งเหยิงจึงคิดไปที่อื่น

ราตรี นกน้อย ผู้มาชอปปิ้งวัย 16 ปี ผู้ไม่ประทับใจกับบทเรียนกิจกรรมภาคประชาชน กล่าวว่า
"สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ประท้วง เรามาที่นี่เพื่อพักผ่อนและพบเพื่อน"

----------------------------------------------
ความเห็นของ physicial คนหนึ่ง
1. การแสดงความเห็นของคนเพียงสองคน กับคนที่อยู่ที่นั่นนับหมื่นนับแสนคน
ความเห็นนั้นไม่ใช่ตัวแทนประชาชนที่แท้จจริง เอามาเป็นมาตรฐานไม่ได้
2. ผู้ที่มาชุมนุมเดินรณรงค์เป็นกลุ่มคนที่สนใจการเมือง การมารณรงค์เป็นการแสดงออก
ถึงกิจกรรมในวิถีทางระบอบประชาธิปไตย มาปลุกกระแสให้เกิดความรักชาติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ นั่นคือพวกเขาทำเพื่อชาติ ในขณะดียวกันนักช้อปปิ้งทั้งสองนั้นทำเพื่อตนเอง โดยไม่ได้มีจิตสำนึกสักนิดว่าว่าพวกเขามาเดินชุมนุมเขาทำเพื่อชาติเซึ่งเขาเ หล่านั้นได้เสียสละกายใจทนแดดทนฝนมาแรมเดือน นักช้อปปิ้งดลับนึกเอาความสบายของตนเป็นที่ตั้ง
3. นักชอปปิ้ง 2 รายดังกล่าว ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองแม้แต่น้อย ถ้ามีความใส่ใจ จะต้องแสดงออกความเห็นในมุมมองทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาการเมือง มิใช่ความเห็นอย่างที่แสดงไว้
4. ข้อมูลจำเพาะของนักช้อปปิ้งทั้ง 2 คน นั้น
---ก. นางเกียรติสุดา เป็นเพียงงแม่บ้าน แต่ผู้มาเดินรณรงค์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีวุฒิวะ เป็นนักคิด นักวิเคราะห์และสนใจเหตูการณ์บ้านเมือง และมีแรงใจในการแสดงออกในการเรียกร้องความเป็นธรรม อยู่ในวัยทำงานและมีศักยภาพเป็นกลุ่มคนที่มีคุณภาพของประเทศ
--ข. นางสาวราตรี นกน้อย ยังเป็นเด็กวัยรุ่น คงไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองแน่นอนอายุขนาดนี้
และยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในขณะที่ผู้มาร่วมชุมนุมนั้นอายุระหว่า 25-60 ปี ดังนั้นเอาจิตสำนึกของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกับคนที่เป็นกำลังหลักของป ระเทศไม่ได้


30. ข่าว : (แต่ไม่ได้กรองนะ ห     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 16:58

ทุนยักษ์-นักการเมือง" ทึ้งหวยตู้ออนไลน์
http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143556930

31. คำถามน่าคิดกับพี่สาวคนนี้     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 17:08

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143572843

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143573055

32. เพื่อความเสมอภาคมาดูคำถาม     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 17:12

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143560828

33. ข่าว : สำหรับคนที่รักหุ้น     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 17:23

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143396131

ไปดูแต่ความเห็นที่แตกต่างกัน

34. ข่าว: ขอนักอ่านเจ้าประจำ     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 17:30

ช่วยบอกว่าอยากอ่านเรื่องไหนด้วยคะ

35. ข่าว: ไปผ่อนคลายบรรยกาศกั     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 17:51

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1143568545

36. ข่าว......มีนัดกับดวงดาว     [125.25.4.238]     29 Mar 2006 - 17:54

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1143611105

37. อิฐ     [210.203.180.20]     29 Mar 2006 - 21:54

ขอถามหน่อยว่า การที่ไอ้กระทิกับไอ้หัวเกรียนมันออกมาปิดถนน ชุมนุมเดินขบวน ทำให้ผู้คนเดือดร้อนทั้งเมืองนี่ มันชอบธรรมแล้วหรือ ดูข่าวแล้วทุเรศสายตาจริงๆ และระอาใจกับพฤติกรรมของไอ้หมาสองตัวนี่จริงๆ ขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศอย่าง พลเอกเปรม ออกมาเตือนแล้ว มันก็ยังดันทุรังทู่ซี้ประท้วงต่อไป บ้านเมืองจะวิบัติชิปหายอย่างไร มันก็ไม่สนใจ นี่เหรอม๊อบกู้ชาติ ถุ๊ย ไอ้พวกม๊อบทำลายชาติมากกว่า วันที่สองนี้ยังไงผมก็โหวตให้ทักษิณแน่นอนอยู่แล้ว No doubt about it.

38. ไปดูมา     [203.113.35.9]     29 Mar 2006 - 22:28

คนเยอะมากจริง จนไม่มีทางเดิน พอๆ กับเวลาปิดถนนเยาวราชขายของเลย
ไม่น่าเชื่อเลยว่า ม็อบครั้งนี้ที่มีจุดเริ่มต้นจากนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง จะสามารถปลุกระดมมวลชนได้มากขนาดนี้
เห็นบรรดาคณาจารย์ บุคลกร และนิสิตจากจุฬา ตั้งแถวตั้งแต่ทางออกประตูคณะอักษรศาสตร์นับพันคน
ม็อบครั้งนี้อาจจะนำความเดือดร้อนให้ผู้คนบางส่วนบ้าง แต่เราควรเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
ถ้าสังคมล่มสลาย คงไม่มีโอกาสได้หาประโยชน์ส่วนน้อยได้อีก

ม็อบสู้ๆ อย่าถอย!

39. -     [203.188.35.15]     29 Mar 2006 - 22:51

ที่พวกเราไปไม่ใช่เพราะ ชอบจำลอง หรือ สนธิ แต่เราไปเพราะ ทนพฤติกรรมจนถึงที่..............................................สุดแล้ว ยังไม่เห็นความผิดของตนเอง และยังคงทำต่อไป

40. แพทยสภาและสภาวิชาชีพอื่น     [203.188.36.161]     29 Mar 2006 - 23:16

นายสมศักดิ์ โล่เลขา นายกแพทยสภา กล่าวบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พวกเราในฐานะแพทย์ พยายาม เภสัชกร มีความห่วงใยบ้านเมือง ที่ทุกวันนี้ คนไทยแบ่งเป็นฝ่าย โดยต้นเหตุมาจากเรื่องจริยธรรมของผู้นำ ซึ่งในฐานะแพทย์ คำนึงถึงเรื่องจริยธรรมอย่างมาก

นอกจากนั้น ในฐานะที่นายกรัฐมนตรี ยังมีอีกตำแหน่งเป็นประธานของตำรวจ ในการตรวจสอบความโปร่งใส เมื่อนายกฯ ไม่ยอมออกจากตำแหน่ง ทำให้ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบได้ ทั้งนี้ รู้กันดีว่า ถ้าข้าราชการคนใดทำผิด ก็ต้องให้ออกจากตำแหน่งไว้ก่อน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเกิดขึ้น จึงอยากเรียกร้อง ให้นายกฯ เปิดทางด้วยการลาออก และเกิดให้เกิดตรวจสอบ เพื่อให้ความกระจ่างเกิดขึ้น


41. พลังของชาวจุฬาฯ     [203.188.36.161]     29 Mar 2006 - 23:18

วันนี้, บริเวณสี่เสาเทวาลัย หน้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีคณาจารย์ นิสิตและศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะต่างๆ อาทิ อักษรศาสตร์ ครุศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี รวมทั้งศิษย์เก่าจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินทางมารวมตัวกันตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น.

นอกจากนี้ ยังมีศิษย์เก่าบางคนได้จัดพิมพ์เพลงประจำมหาวิทยาลัย และเพลงที่ใช้ในกิจกรรมนักศึกษาในสมัย 14 ตุลา และ 6 ตุลา มาแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมชุมนุมและร่วมร้องเพลงกัน ทั้งนี้ มีบางคนซึ่งเป็นเจ้าของกิจการก็ได้ปิดบริษัท และพาพนักงานมาร่วมชุมนุมด้วย


คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นปราศรัยทักทายชาวจุฬาฯ ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดจุฬาฯ ได้เป็นผู้พระราชทานรัฐวิสาหกิจ ระบบน้ำไฟให้กับประชาชนคนไทย แต่นายกรัฐมนตรีกลับนำไปขายให้กับต่างชาติ

อาจารย์ตรีดาว อภัยวงศ์ หนึ่งในชาวอักษรผู้ใฝ่หาจริยธรรมทางการเมืองได้ขึ้นกล่าวทักทายศิษย์เก่าและ ศิษย์ปัจจุบันพร้อมกับตรวจสอบว่ามีคณะใดมาร่วมในการชุมนุมบ้าง ปรากฏว่า เมื่อขานชื่อคณะใดก็ได้รับเสียงขานรับจากผู้ชุมนุมอย่างคึกคัก

นางสาวกชวรรณ ชัยบุตร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ขึ้นปราศรัยทักทายในฐานะศิษย์ปัจจุบันและวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณ โดยบริเวณตึกอักษรศาสตร์ยังมีศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันทยอยกันเข้ามารวมตัว อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ หรือ อาจารย์ย่า จากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาก็ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย
ในเวลาประมาณ 17.30 น. กลุ่มแพทย์ พยาบาลจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย บุคลากรจุฬาลงกรณ์ แพทย์พยาบาลเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี ประมาณ 1,000 คน ได้เคลื่อนขบวนเข้ามาสมทบกับกลุ่มที่รวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าตึกอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยได้รับการปรบมือต้อนรับจากศิษย์เก่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศการชุมนุมเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งบริเวณจึงเต็มไปด้วยสีชมพู ได้ร่วมกันส่งเสียงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ สลับกันการร้องเพลงเชียร์ของสถาบัน และบูม บาก้า ซึ่งเป็นเพลงบูมของจุฬาฯ ตลอดเวลา

จนกระทั่งเมื่อเวลา 17.45 น.ได้ตั้งแถวร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ประจำสถาบัน มหาจุฬาลงกรณ์ และร่วมกันบูมบาก้าจากนั้นเคลื่อนขบวนออกจากจุฬาฯ เข้าสู่ถนนอังรีดูนังต์ เพื่อเดินทางเข้าสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ หน้าสยามพารากอน

โดยตลอดทางกลุ่มผู้ชุมนุมร้องเพลงประจำสถาบันสลับตะโกนขับไล่ ซึ่งมีกลุ่มบุคลากรจากจุฬาฯ เข้าสมทบกับผู้ชุมนุมตลอดเส้นทาง ทำให้ขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมมีมากถึง 5,000 คน

ทั้งนี้ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนมาถึงจุดที่ Siam Paragon รวมตัวอยู่ก็ได้ร้องเพลงเดินจุฬาฯ และเข้าสมทบกับกลุ่มพันธมิตรซึ่งได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง



42. เด็กที่ตีกัน กลับ จับมือก     [203.188.36.161]     29 Mar 2006 - 23:35

อุเทนถวาย-ช่างกลปทุมวัน "หย่าศึก" กอดคอ ร่วมกู้ชาติ
19:03 น. วันนี้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตปทุมวัน กว่า 30 คน ได้เดินขบวนเข้ามาร่วมสมทบ โดยแกนนำรายหนึ่งกล่าวว่า ตั้งใจจะมาต่อสู้เพื่อกู้ชาติเคียงข้างกับประชาชน ซึ่งได้ร่วมชุมนุมมาตั้งแต่ที่ท้องสนามหลวง และหลายครั้งได้เจอกับคู่อริ คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยพวกเราทั้ง 2 สถาบันที่เคยมีปัญหาทะเลาะกันมาตลอด ได้ตกลงกันว่า จะเก็บเรื่องความขัดแย้งไว้ก่อน เพื่อร่วมพลังกันขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สำเร็จ

เนชั่นทันข่าว


43. ปตท.ทำรัฐเจ๊งแสนล้าน     [58.9.67.252]     30 Mar 2006 - 13:25

จ่อฟ้องปตท.ทำรัฐเจ๊งแสนล้าน บี้"แยกท่อก๊าซ-ตั้งองค์กรกำกับ"

กลุ่มเคลื่อนไหวเตรียมยื่นคำฟ้องบริษัท ปตท.แปรรูปไปแล้ว 4 ปี กลับไม่ยอมแยกกิจการก๊าซธรรมชาติ/ท่อก๊าซออกจาก กิจการจัดหา/จำหน่ายก๊าซ ส่งผลประเทศเสียหายโดยรวม 160,100 ล้านบาท ผู้บริโภคถูก กฟผ.ผลักภาระค่าก๊าซ ปตท.แบกค่าไฟหลังแอ่น ตั้งคำถามแปรรูปแล้ว "ผู้มีอุปการคุณ" กลับรวยเอาๆ เปิดทางการเมืองเข้าแทรก ส่งเครือญาตินั่งกรรมการบริหาร สร้างกำไรสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นโดยไม่คำนึงถึงประชาชน

คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ "เพิกถอน" พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2548 กับ พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2548 ที่ส่งผลให้ บมจ.กฟผ. ต้องกลับไปเป็นรัฐ วิสาหกิจเหมือนเดิมนั้น ได้สร้างความหวังให้กับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำเรื่องการแปรรูป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้าสู่การพิจารณาของศาล เพื่อดำเนินการให้ บมจ.ปตท.กลับกลายเป็น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) อีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการเตรียมประเด็นคำฟ้องของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อนำ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย (ปตท.) ว่า กลุ่มเคลื่อนไหวจะมุ่งไปที่กรณีบริษัท ปตท.ไม่ยอมปฏิบัติตามมติ ครม. ภายหลังการแปรรูปใน 3 ประเด็นคือ

1) การแยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหา/จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ในลักษณะของการแบ่งแยกตามกฎหมาย (legal separation) ภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจากที่นำ บมจ.ปตท.เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยการตั้งบริษัท ปตท.ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ แต่จนกระทั่งปัจุจบันนี้ บมจ.ปตท.ก็ยังไม่มีการดำเนินการเพื่อแยกกิจการท่อส่งก๊าซออกมาแต่อย่างใด

2) การเปิดให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อแก่บุคคลที่สาม (third party access หรือ TPA) ในระบบท่อส่งก๊าซในอนาคตและในระบบท่อเดิมของ ปตท. เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสามารถซื้อก๊าซจากผู้ขายได้โดยตรง แต่ ปตท.ยังมีสิทธิในการซื้อ/ขาย ก๊าซภายใต้สัญญาที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใช้ก๊าซซึ่งเป็นบุคคลที่สาม รายใดสามารถซื้อก๊าซจากผู้ผลิต (เจ้าของสัมปทาน) ได้โดยตรง โดยที่ไม่ผ่านระบบท่อส่งก๊าซของ ปตท.

และ 3) การไม่มีองค์กรกำกับดูแลอิสระที่จะต้องจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะได้รับความเห็นชอบในหลักการจาก ครม.ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2543 โดยองค์กรกำกับดูแลอิสระจะเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการก๊าซธรรมชาติทั้งในเรื่องของการแข่งขัน อัตราค่าผ่านท่อ และค่าตอบแทนในการจัดหา/ จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ

การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ได้ผ่านการแปรรูปมาเป็น บมจ.ปตท.ด้วยการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯมาไม่ต่ำกว่า 4 ปีแล้ว แต่ ปตท.ยังไม่เคยปฏิบัติตามมติ ครม.ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 ที่อนุมัติตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. (2 กรกฎาคม 2544) ให้ความเห็นชอบในเรื่องของ "แนวทางการแปรรูปการปิโตรเลียม" ที่ระบุให้มีการกำกับดูแลอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. ผูกขาดในระยะสั้น มีกำหนดให้ ปตท.ดำเนินการทั้ง 3 ประเด็นข้างต้นให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ไม่ยอมแยกธุรกิจก๊าซ

พร้อมกันนี้ทางกลุ่มผู้เคลื่อนไหวได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติโดยตรง จากการที่ บมจ.ปตท.ไม่ยอมปฏิบัติตาม มติ ครม./กพช. ด้วยการประมาณการมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ได้แก่

กรณีการไม่ยอมแยกธุรกิจท่อก๊าซและไม่ยอมเปิดให้บริการขนส่งก๊าซทางท่อแก่บุคคลที่สาม ก่อให้เกิดความเสียหาย 3 ประการคือ 1) ค่าตอบแทนในการจัดหา/จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ หรือ margin ในปัจจุบัน บมจ.ปตท.คิดค่า margin หรือ "ค่าหัวคิว" ในฐานะคนกลางผู้ผูกขาดการรับซื้อก๊าซจากผู้รับสัมปทานขุดเจาะก๊าซและผูกขาดการจำหน่าย โดยคิดค่าหัวคิวในอัตราร้อยละ 1.75-9.33 ของราคาเนื้อก๊าซเฉลี่ย

แต่หากยอมให้ผู้ใช้ก๊าซซื้อ/ขายก๊าซธรรมชาติกับผู้ขุดเจาะ หรือผู้รับสัมปทานโดยตรง ปตท.จะไม่ได้รับค่าหัวคิวในฐานะคนกลางอีกต่อไป ในส่วนนี้จะทำให้ผู้ใช้ก๊าซคือ กฟผ.สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงค่าไฟฟ้าลงได้ปีละประมาณ 8,700 ล้านบาท

2) ค่าบริการส่งก๊าซ หรือค่าผ่านท่อ จากการที่ ปตท.กำหนดค่าบริการส่งก๊าซผ่านท่อโดยใช้เกณฑ์ผลตอบแทนการลงทุน หรือ IRROE ด้วยการอ้างอิงจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของระบบท่อก๊าซ/เงินลงทุน โดยไม่มีการตรวจสอบว่าวิธีคำนวณของ ปตท.สูงเกินจริงไปหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าผ่านท่อสูงเกินจริงตามไปด้วย จากการประเมินของนักวิเคราะห์เชื่อว่า ปตท.มีผลตอบแทนการลงทุนระบบท่อส่งก๊าซสูงกว่า 30% (เกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติกำหนดอัตราผลตอบ แทนการลงทุนในระดับ 16-18%)

นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าผ่านท่อของ ปตท.สูงเกินจริงไปประมาณปีละ 1,400 ล้านบาท จากการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีของ บมจ. ปตท.ในส่วนของธุรกิจท่อส่งก๊าซ

3) ราคาเนื้อก๊าซ (well-head price) หมายถึง ราคาที่ผู้ผลิตก๊าซ (ผู้รับสัมปทานขุดเจาะ) ขายให้ผู้จัดหาก๊าซ (บมจ.ปตท.) ซึ่งเป็นผู้จัดหาเพียงรายเดียว แต่โครงสร้างราคาเนื้อก๊าซ (ผันแปรตามราคาน้ำมันตลาดโลก-อัตราแลกเปลี่ยนเหรียญสหรัฐ-อัตราเงินเฟ้อของไทย/สหรัฐ) กลับเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจก๊าซธรรมชาติมาก ทั้งๆ ที่ก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรของคนไทย ดังนั้นหากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ราคาก๊าซก็จะสูงตามไปด้วย กลายเป็น "กำไร" ส่วนเกินให้แก่ธุรกิจก๊าซที่ ปตท.ผูกขาดการจัดหาอยู่เพียงผู้เดียว โดยไม่ยอมต่อรองราคาก๊าซกับผู้ได้รับสัมปทานแต่อย่างใด

จากการประเมินผลกระทบด้านราคาเฉพาะส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบว่าราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นจาก 150 บาท/ล้าน BTU ในต้นปี 2547 มาเป็น 200 บาท/ล้าน BTU ในปัจจุบัน คิดเป็นภาระค่าเนื้อก๊าซที่สูงเกินควรเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยที่ไม่มีการต่อรองถึง 150,000 ล้านบาท/ปี

เปิดช่องการเมืองเข้าแทรก

กรณีความเสียหายจากการขาดองค์กรกำกับดูแลอิสระและขาดการกำกับดูแลกิจการก๊าซ แต่กลับปล่อยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลแทน โดยปราศจากอิสระจากการครอบงำของการเมือง ไม่มีการถ่วงดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค มีสัญญาณบ่งบอกว่า บมจ.ปตท.ถูกกลุ่มธุรกิจการเมืองเข้าแทรกซึม อาทิ

การปรากฏชื่อของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (น้องเขยนายกรัฐมนตรี), นายโอฬาร ไชยประวัติ กรรมการบริษัทชินคอร์ป เป็นคณะกรรมการ บมจ. ปตท. และยังมีชื่อของนายทรงวุฒิ ชินวัตร เป็นผู้บริหารระดับสูงของ บมจ.ปตท.ในช่วงปี 2547 อยู่ด้วยจนถึงปัจจุบันนี้ ประกอบกับ "หุ้น" จำนวนมากของ ปตท.กลับตกอยู่ในมือของ "กลุ่มผู้มีอุปการคุณ" ที่มีความใกล้ชิดกับ พรรคไทยรักไทย เท่ากับว่ามีการปล่อยให้ธุรกิจก๊าซมูลค่านับ 100,000 ล้านบาท ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนักการเมืองผลประโยชน์ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์ในทางที่จะเอื้อประโยชน์สูงสุด หรือกำไรสูงสุดของ บมจ.ปตท. โดยไม่คำนึงถึงประชาชน

โดยในปี 2548 บมจ.ปตท.มีกำไรสุทธิถึง 80,104 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 คิดเป็น 8.6% ของรายได้รวม หรือ เท่ากับ 28.63 บาท/หุ้น แต่เมื่อรวมกำไรจากการปรับโครงสร้างของบริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,417 ล้านบาท เข้าไปแล้ว จะส่งผลให้กำไรสุทธิของ บมจ. ปตท. เท่ากับ 85,521 ล้านบาท หรือ 30.57 บาท/หุ้น

44. รักขาติ     [58.9.172.200]     30 Mar 2006 - 15:26

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยตรัสว่า ใครโกงกินขอให้มีอันเป็นไป
บัดนี้ ความมีอันเป็นไปกำลังเกิดขึ้นกับคนโกงกินแล้ว

ขอกราบพระบาทด้วยเศียรเกล้า

45. ในใจเบื้องลึกของสนธิ     [124.120.232.136]     30 Mar 2006 - 15:30

http://www.sondhi-mgr.com/videoclip/../clip/max3.wmv

*** สนธิพูด "เอ็งส่งกฎหมายให้ในหลวงลงพระปรมาภิไธย พอพระองค์ท่านลงมาแล้วเกิดความผิดพลาด นายกฯต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบ ถ้าไม่ยอมลาออกต้องบอกประชาชนทั้งประเทศว่าให้ในหลวงลาออก" ***

46. Babydoll     [61.47.101.90]     30 Mar 2006 - 18:39

เราไม่ได้ชอบ คุณจำลอง และคุณสนธิ แต่เราเห็นด้วยที่อยากให้คุณทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายก .... ขอให้เราทุกคนไตร่ตรองด้วยเหตุผลถึงความไม่ชอบธรรม ที่เกิดขึ้นเพราะระบบทักษิณ .... ดังนั้นขอเป็นกำลังใจให้ พันธมิตร + แพทย์ + เภสัช + คุณครูอาจารย์ + อุเทนถวาย + ปทุมวัน และ อีกหลาย ๆ องค์กร ที่ร่วมมือผลึกกำลังกัน เรียกร้องความยุติธรรม (ที่ดีที่สุด) ให้บ้านเมือง

47. กระรอก     [58.9.59.169]     30 Mar 2006 - 18:54

สนธิหมิ่นเบื้องสูง มี clip วิดีโอออกมาแล้ว คุกแน่ๆครับ สมน้ำหน้า

48. นักวิชาการ-นักการเงิน     [203.188.36.215]     30 Mar 2006 - 20:34

นักวิชาการ-นักการเงินชำแหละ อนาคตประเทศไทยน่าห่วง
ในห้วงเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา การบริหารประเทศถูกเว้นวรรคไปโดยปริยาย จนหลายคนเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร เมื่อเร็วๆ นี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งมีนายโคทม อารียา เป็นประธาน ได้จัดสัมมนาใหญ่ระดมสมองนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ วิเคราะห์ถึงนโยบายสาธารณะที่ควรยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ในการแก้ไขปัญหาและเตรียมรองรับอนาคตประเทศไทย

หลายความคิดเห็นได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประเทศในยุครัฐบาลทักษิณและฉายภ าพอนาคตประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ที่ปรึกษาอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ระบบทุนนิยมจะไม่อาจเติบโตและทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้ หากปล่อยให้มีการค้าขายตามใจชอบแบบปราศจากกติกาและการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งภายใต้ระบอบทักษิณ นอกจากสถาบันอิสระต่างๆ แล้ว สถาบันสำคัญอื่นๆ ที่รองรับระบบตลาดก็พลอยถูกทำลายไปด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลกับข้าราชการระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนักธุรกิ จและกับประชาชนในระดับรากหญ้า ถูกเปลี่ยนจากระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยที่รัฐบาลจะต้องใช้อำนาจปกครองอย่าง ชอบธรรม ภายใต้หลักนิติธรรมมาเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวเชิงอุปถัมภ์

ฉะนั้นภายหลังระบอบทักษิณ วาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กับการปฏิรูปการเมือง คือ การปฏิรูปสถาบันทางเศรษฐกิจ หากไม่มีการปฏิรูปอย่างฉับพลัน ระบบเศรษฐกิจจะจมปลักอยู่ในสภาวะด้อยพัฒนาหลายชั่วรุ่น เฉกเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอินโดนีเซียและอาร์เจนตินา

ดร.นิพนธ์บอกว่า วิธี "อัดฉีดเงิน" เหมือนที่ "อาจสามารถ" จะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนแบบ "ดักดาน" ได้ เนื่องจากปัญหาความยากจนมีมิติที่ซับซ้อนมาก ภาพสะท้อนอีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมาก คือ หลังจากมีการยุบสภา รัฐบาลได้มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาความยากจนที่มุ่งแต่การหาเส ียงทางการเมือง วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยากต่อไปในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มวงเงินประกันราคาพืชผลจะส่งผลให้ปัญหาการทุจริตรุนแรงข ึ้น การขึ้นราคาน้ำตาลโดยไม่คำนึงถึงสัญญาประชาคมที่มีต่อผู้บริโภค การปรับเงินเดือนกำนันผู้ใหญ่บ้าน รัฐวิสาหกิจและค่าจ้างขั้นต่ำ ล้วนแต่เป็นภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

การดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนในช่วงหลังหมู่บ้านที่ลงคะแนนให้รัฐบาลก ลับได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ และยิ่งหลังเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 จังหวัดไหนที่เทคะแนนให้รัฐบาลจะยิ่งได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากขึ้น

โดยสรุปการแก้ปัญหาความยากจนจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และสร้างกลไกด้านสถาบันที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละกลุ่ม เช่น ครัวเรือนในชนบทที่เปราะบางต่อเนื่องและจนซ้ำซาก รัฐบาลต้องใช้มาตรการสร้างศักยภาพให้คนรุ่นลูกหลาน หางานให้ทำ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

ด้าน "ดร.อัจนา ไวความดี" ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาที่คาดว่าจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 4-5 ปีข้างหน้าว่า มีอยู่หลายประเด็นที่น่าห่วง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเราหลงใหลได้ปลื้มกับการมีบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาตล อด ซึ่งแบงก์ชาติก็มีส่วนตรงนี้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเข้าไว้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จˆาย กระตุ้นการบริโภค เนื่องจากช่วงแรกมีความจำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว คนมีงานทำ มีรายได้ แต่เมื่อทำไประยะหนึ่งต้องถอนคันเร่ง ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อดึงให้มีการออมในระยะยาวสูงขึ้น มิเช่นนั้นการออมในประเทศจะเลวลง บัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล หากมีโครงการลงทุนภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างการออมและการลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นตาม

ไม่เพียงเท่านั้น ที่ผ่านมาเราพึ่งพาน้ำมันมากเกินไป ใน 1 บาทที่สร้างจีดีพีของประเทศมีการใช้น้ำมันเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีการยกระดับฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิต

เหรียญอีกด้านหนึ่งที่เป็นผลพวงจากการบริหารประเทศ คือ การทำลายสภาวะแวดล้อมทำให้ทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างขาดแคลน ที่เห็นได้ชัดขณะนี้คือเรื่องน้ำ

สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่ยังไม่มีการพูดถึงแนวทางในการแก้ไขเลย ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยหวังพึ่งเพียงนโยบายการเงิน การคลัง เพียงอย่างเดียว อาจจะสามารถสร้างเสถียรภาพและยกระดับเศรษฐกิจให้ขึ้นๆ ลงๆ ในระยะสั้นได้ แต่ที่สุดแล้วเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ไม่นาน เพราะการทำงบประมาณที่มีการใช้จ่ายเงินมากๆ ปีแล้วปีเล่า จะสร้างหนี้สาธารณะและหนี้ของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และจะไปจำกัดการเติบโตหรือการใช้จ่ายเงินของภาครัฐในระยะยาว เพราะฉะนั้น นโยบายด้านการเงินการคลังที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจึงไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ที่จะช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปแบบยั่งยืน

หากรัฐบาลต้องการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวแบบยั่งยืนจริงๆ จะต้องทำให้คนมีโอกาสทั้งในเรื่องการทำงาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน สร้างโอกาสทางการศึกษา ทำอย่างไรจะสร้างแหล่งพลังงานขึ้นมาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือซัพพลายไซด์ที่จะทำให้ความเจริญทางเศรษฐกิจเติบโต

49. ชมบทความดีน่ายกย่อง     [203.188.36.215]     30 Mar 2006 - 20:57

ชมบทความดีน่ายกย่อง นำปัญญามาวิเคราะห์ปัญหา


เสียงข้างมากมิอาจฟอกจริยธรรม

ถ้าเรายอมรับว่า ศาสนาเป็นบรรทัดฐานหลักของวัฒนธรรมในสังคม ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมส่วนใหญ่ก็น่าจะมีพื้นฐานมาจากศาสนาๆ จึงมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนในสังคมอย่างมาก จนได้ชื่อว่า เป็นรากแก้วของสังคมทุกสังคมในโลก เมื่อเป็นเช่นนี้อะไรที่มาขัดกับหลักเกณฑ์ทางศาสนาจึงมักถูกต่อต้าน คัดค้าน ตามระดับความเชื่อและศรัทธาในศาสนานั้นๆว่ามากน้อยเพียงใด

ในบางยุคสมัยคนส่วนใหญ่อาจจะสนใจเรื่องอื่นๆ มากกว่าศีลธรรม จริยธรรม ที่เรารู้กันว่าเป็นยุคที่ศีลธรรมเสื่อมทราม แต่กฎศีลธรรมก็ยังฝังอยู่ในก้นบึ้งของสังคมไม่ได้หายไปไหน แม้ผู้คนเป็นอันมากจะทอดทิ้ง เหินห่างศาสนาออกไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎศีลธรรมเหล่านี้ให้หมดไปจากสังคมได้

พระพุทธศาสนาไม่เคยรองรับเพียงแค่ปริมาณ

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่พูดถึงความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ) และความจริงสูงสุด (อันติมสัจจะ) ได้อย่างชัดเจน ที่โลกยอมรับ มีหลักการอันหนึ่งในพระพุทธศาสนาคือไม่เคยเน้นที่ปริมาณมากไปกว่าคุณภาพ เน้นที่สัจจะ เน้นที่แก่นสาระมากกว่าจำนวนของสาวกที่นับถือ พระพุทธเจ้าไม่เคยหวังว่า ทุกคนจะต้องเข้าใจและมาเป็นสาวกในพระศาสนา เคยตรัสไว้ว่า มีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับรับฟังหลักธรรมของพระพุทธอ งค์ ดังที่ปรากฏในพระธรรมคุณ 6 ว่า “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ = พระธรรมอันวิญญูชน (ผู้รู้) เท่านั้นพึงรู้ได้ด้วยตนเอง” บัณฑิตเท่านั้นที่จะบรรลุธรรมได้ คนบางคนจึงไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้ นอกจากนี้ยังมีพระคาถา เช่น “อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน = ในหมู่มนุษย์ทั้งหลายผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน มีจำนวนน้อย” ทรงไม่ได้เน้นจำนวนคนไปมากกว่าคุณภาพ
ในหลักธรรมของอธิปไตย (ความเป็นใหญ่) 3 ประการ คือ

1. อัตตาธิปไตย = ยึดถือตนเองเป็นใหญ่

2. โลกาธิปไตย = ยึดถือคนส่วนมากเป็นใหญ่

3. ธัมมาธิปไตย = ยึดถือธรรมเป็นใหญ่

พระพุทธองค์ทรงสนับสนุนธัมมาธิปไตยเท่านั้น เน้นที่ธรรม ไม่เน้นที่ตัวคน หรือที่จำนวน ถ้าผิดธรรมแล้ว แม้จะมีคนส่วนมากหนุน ก็ถือว่าไม่ชอบธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
อีกประการหนึ่ง หลักกฎแห่งกรรม คือ ผลแห่งการกระทำ ผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เราไม่สามารถจะฟอกความผิดของเราจากผู้อื่นได้ แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากเท่าใดสนับสนุน ก็แก้ไม่ได้

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย

ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน
ไม่มีใครทำให้ใครบริสุทธิ์ได้เป็นพุทธพจน์ที่รองรับเรื่องกฎแห่งกรรมได้ดีที ่สุด ฉะนั้นผู้ใดแม้จะมีผู้สนับสนุนมากเพียงใด ก็หลีกหนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้น หลักศีลธรรมจึงเป็นเรื่องเฉพาะตน เราไม่สามารถจะนำคนเป็นจำนวนมากรับรองว่าตนเองดีและบริสุทธิ์เท่าตัวของตัวเ องได้

กฎศีลธรรม : กฎที่ไม่มีใครสร้าง
จากปรากฎการณ์ทางสังคมในปัจจุบัน มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับกติกาว่า ใครเป็นผู้ร่างขึ้นมา คนนั้นจะได้รับประโยชน์ เป็นปัญหาที่เถียงกันไม่รู้จบ แต่ในทางศาสนาจะไม่มีปัญหาเช่นนี้ เพราะกฎศีลธรรมไม่มีใครบัญญัติขึ้นมา เป็นกฎแห่งสวรรค์ ในศาสนาเทวนิยมบอกว่า เป็นกฎของพระเจ้า ส่วนศาสนาอเทวนิยมบอกว่า เป็นกฎธรรมชาติ พระศาสดาเป็นเพียงผู้ค้นพบ

โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงค้นพบกฎธรรมชาติที่อยู่เหนือทุกกฎในโลก ทรงแบ่งกฎที่เรียกว่า “สัจจะ” ไว้ 2 ประการ คือ

1. สมมุติสัจจะ (Conventional Truth) : ความจริงแบบสมมุติที่ชาวโลกตั้งขึ้นมา เช่น ระเบียบ กฎเกณฑ์ ประเพณี กฎหมาย กติกา ฯลฯ
2. ปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth) : ความจริงขั้นสูงสุด เป็นกฎธรรมชาติ เช่น สามัญลักษณะ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา), ธรรมนิยาม ฯลฯ

แน่นอนกฎแห่งศีลธรรมต้องมาจากปรมัตถสัจจะ ต้องเป็นจริงทุกเมื่อ ไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์และความรู้สึกของผู้คน ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบ กฎแห่งศีลธรรมก็คงเป็นอย่างนั้น เช่น หลักแห่งศีล 5 เป็นต้น เป็นสากลและถาวรตลอดกาล

เอาแต่ประชานิยม อาจได้แต่ผู้นำไร้ราก

การที่ผู้นำรัฐบาล หวังเพียงแค่คะแนนเสียงจากประชาชนอย่างเดียว จะทำให้ระบบของประเทศเสียหาย เช่น ระบบการเงิน การคลังที่ไร้วินัย นำเงินท้องพระคลังมาใช้ล่อหลอกประชาชน ในการโปรโมชันต่างๆ แม้ประชาชนระดับล่างจะชอบ แต่อาจจะทำให้ประเทศชาติในอนาคตมีปัญหา ปัญหาที่ถกเถียงกันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นปัญหาด้านสังคมด้วย ได้แก่ การที่ชาวบ้านระดับรากหญ้าต้องรอคอยแต่การพึ่งพิงรัฐอย่างเดียว คุณภาพประชากรจะเป็นอย่างไร การตามใจชาวบ้าน จนกลายเป็นประชานิยม จึงเป็นเสมือนผู้นำที่ไร้ราก

ผู้นำที่ดีต้องกล้าขัดใจชาวบ้าน ในสิ่งไม่ถูกไม่ควร ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ชาวบ้าน ไม่ใช้วิธีหลอกล่อชาวบ้านไปวันๆ เหมือนเลี้ยงลูกต้องไม่ตามใจให้เคยตัว มิฉะนั้นลูกจะเสียคน คะแนนเสียงจึงไม่ใช่คำตอบของมหาบุรุษ

คนดีและมีความรู้ คือ มิตรแท้ยามวิกฤต
ในภาวะวิกฤตทางการเมืองขณะนี้ ประชาชนควรตั้งหลักให้ดี อย่าเชื่อง่ายและตกเป็นเหยื่อของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยปราศจากการไตร่ตรองที่รอบครอบ การเชื่อยากจะเป็นประโยชน์อย่างมากในขณะนี้ ถ้าเรามีความรู้เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคมน้อย ยิ่งไม่ควรตัดสินใจเชื่อใครง่ายๆ มีทางลัดสำหรับเรื่องนี้เช่นกัน เช่น เราต้องพึ่งท่านผู้รู้ทั้งหลาย มาเป็นตัวช่วย และเราจะต้องรู้ว่า ท่านมีความประพฤติเช่นใด ผู้รู้และผู้ประพฤติดี โดยเฉพาะผู้ไม่เคยด่างพร้อยทางจริยธรรม ไม่เคยมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาก่อน เป็นปูชนียบุคคลของสังคมมายาวนาน เช่น รัฐบุรุษ ราษฏรอาวุโส ปัญญาชน ฯลฯ ประชาชนที่มีความรู้น้อยควรจะใช้ท่านเหล่านี้มาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ ในทางการเมืองด้วย จะทำให้สังคมมีทิศทางที่ถูกต้องไปในแนวทางเดียวกัน

ดังนั้น แม้จะมีเสียงข้างมาก มีอำนาจมาก มีเงินมาก มีทุกอย่างในมือ ใครจะเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้จะได้คะแนนเสียงถึง 375 เสียง จะยุบสภาภายในระยะเวลาปีกว่าๆ แสดงว่าในสังคมยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะปัจจัยทางสังคม (Social Force) มีพลังมากกว่าปัจจัยทางการเมือง ที่แม้ว่าจะมีคนสนับสนุนเพียงใดก็เอาไม่อยู่ การอ้างกติกา การอ้างเสียงข้างมาก จึงไม่อาจจะฟอกพฤติกรรมของใครได้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีจริยธรรมรองรับแล้ว ยิ่งก่อปัญหาแบบไม่มีที่สิ้นสุดต่อบุคคลผู้นั้น ยิ่งผู้นำพยายามโอนปัญหาไปสู่ส่วนอื่นๆ ของสังคม ยิ่งจะเป็นปัญหาหนัก
หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้เป็นอมตะวาจาว่า
“ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ” จึงเป็นจริงเสมอ


...ที่สุดแล้ว
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
...ที่ใครๆเคยบอกๆไม่เชื่อ
วันนี้ เวลากำลังเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว
คงไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ...เหมือนที่ใครเคยพูด
...บุคคลย่อมเป็นไปตามกรรม...ด้วยสัจธรรมนี้



คัดลอกมาจาก http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=hotzone;action=display;num=1143692208




50. รากหญ้า     [58.8.86.154]     30 Mar 2006 - 21:30

ก็ต้องเปลี่ยนระบบการปกครองประเทศเป็น

"ระบอบธรรมาธิปไตย"

ปกครองระบอบประชาธิปไตยมันก็ต้องใช้เสียงข้างมากแบบนี้แหละ


ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"
 
ชื่อ(อีเมล์)
รายละเอียด





เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น แสดงวิสัชนา

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จกดปุ่ม Submit เพียงครั้งเดียวพอแล้ว

©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.