Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (147) Vote Down (138) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
15226 : จากคุณ เอ๋     [58.9.109.246]     19 Jun 2006 - 08:32     [57 คำตอบ]

ถามผู้รู้คาถาชินบัญชรกับยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
อยากทราบความแตกต่างของคาถาชินบัญชร กับยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
ได้ยินมาว่าคาถาชินบัญชรเป็นคาถาร้อน ถ้าสวดไล่ผีจะทำให้ผีโกรธจริงหรือเปล่าค่ะ
และกับยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกเป็นคาถาเย็น สวดแล้วจะมีอานิสงฆ์เยอะ อ่านจากในหนังสือแล้วดูมันเว่อร์ ยังไงชอบกล และถ้าทำเป็นเล่นจะเข้าตัวจริงไหม จึงอยากถามผู้รู้ช่วยบอกหน่อยค่ะ และคำอ่าน ธาตุ ให้อ่านว่าอย่างไรค่ะ ทาด หรือ ทาตุ

ขอบคุณค่ะ

แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 57 คำตอบ ( 2 หน้า )
| 1 | 2 |

28. อริญชัย (wirote.ha@hotmai     [10.3.111.237]     13 May 2010 - 15:55

กระผมสวดพระคาถาชินบัญชรมาเป็นเวลา 8 ปี แล้วและมีพุทธคุณมาก ต่อมาได้มาเพิ่มการสวดคาถาอื่นๆเพิ่มและที่สำคัญที่สุดในความคิดคือการสวดพระคาถายอดพระกัญไตรปิฎกด้วยทุกวัน แลทำให้มีความมั่นใจอย่างมากเมื่อได้สวดพระคาถาทั้ง 2 ควบคู่กัน ปัจจุบันชีวิตหน้าที่การงานชีวิตครอบครัวและชีวิตด้านสังคมดีขึ้นมาก และผมยืนยันว่าพระคาถาทั้ง2 ดีมากๆเมื่อได้สวดคู่กันครับ โดยไม่ต้องสงสัย สาธุบุญ

29. นี่ก็ดี     [113.53.206.127]     13 May 2010 - 17:27

***คาถาเงินล้าน**

ตั้งนโม 3 จบ

สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ(คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม(คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม(คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ(คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม(คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ(คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ......

(บูชา 9 จบ ตัวคาถาต้อว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)
(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)
(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)

พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

คำอธิบาย-

หลวงพ่อได้คาถาบทเหล่านี้โดยตรงจากองค์สมเด็จฯ(องค์ปฐม)ตั้งแต่ปี 2517 เป็นเวลา 4 ปี จึงจะได้ครบถ้วน ท่านบอกว่า คาถาที่ได้จากกรรมฐาน เขาจะไม่บอกใคร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2527 เวลา 23.59 น. องค์สมเด็จฯ ได้อนุญาตให้ลูกหลาน และพุทธบริษัทใช้ได้เป็นสาธารณะ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ อีกทั้งการก่อสร้างของวัดท่าซุง จะต้องเร่งรัดให้เสร็จทันฉลองวัดในปี 2532 จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คาถาเหล่านี้ช่วย เพื่อพุทธบริษัท และลูกหลานของหลวงพ่อ มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น
คาถา"นาสังสิโม" หลวงพ่อให้ท่องเพิ่มเติมเมื่อปี 2532
คาถา"เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ" พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบอกหลวงพ่อ เมื่อ พฤศจิกายน 2533 เป็นภาษาโบราณ แต่เทียบกับภาษาไทยอ่านได้อย่างนี้ เป็น"คาถามหาลาภ" มีผลยิ่งใหญ่มาก......

30. คนเหนือ     [213.162.66.137]     13 May 2010 - 21:49

ดิฉันก็สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และตามด้วยพาหุง และพุทธคุณเท่าอายุ+1จบแล้วก็ตามด้วย คาถาชินบัญชร ไม่ได้อธิษฐานขออะไรเป็นพิเศษ ชีวิตก็ราบรื่นดีนะคะ แม้ว่าจะมีปัญหาก็ผ่านพ้นไปด้วยดีคะ

แต่ก็มีข้อสงสัยคะ ว่าช่วงที่สวดพุทธคุณจะเกิดอาการหาวตลอดการ
สวด แต่ไม่ได้ง่วงนอนนะคะ พอจบบทพุทธคุณก็หยุดหาว ใครพอจะรู้ไหมคะว่าทำไมถึงเกิดอาการหาวมากๆอย่างนั้น

31. nuntiya@hotmail.com     [125.26.1.225]     12 Jul 2010 - 16:26

อยากได้บทสวดมนต์ยอดพระกัญไตรปิฏกฉบับแปลความหมายของบทสวดยอดพระกัญไตรปิฏกว่ามีหวามหมายอย่างไร รบกวนช่วยส่งคำตอบให้ที่นะ

32. ๒     [140.109.55.233]     12 Jul 2010 - 17:10

คุณ คห 31 ลองดูที่นี่ซิ

http://board.palungjit.com/f17/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%81-%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-56110.html


33. Neung     [10.0.0.29]     12 Jul 2010 - 18:25

ผมสวด3บทมาเกือบ 12 ปีแล้วครับสวดตั้งแต่8,9ขวบครับ แต่ส่วนมากสวดชินบัญชรกับพาหุงครับ จากที่เจอกับตัวเองนะครับการงานการเรียนไม่เคยมีปัณหาเลยครับ มีเรื่องก็มีคนช่วยตลอดครับ เป็นพระคาถาที่ดีมากๆ สวดบ่อบๆก็เข้าถึงธรรมมากขึ้นครับ ใจเย็นมากขึ้น มีเมตตามากขึ้นครับ ส่วนยอดพระกันนั้นเคยสวดแล้วเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าครับ แต่ก็ไม่ทุกครั้งนะครับ บางทีครูบาอาจารย์ในอดีตก็มาช่วยแนะนำเรา เป็นอะไรที่ดีมากๆครับ และยิ่งชินบัญชรสวดบ่อยจนเสียงก้องในหัวเลยครับ บทที่คุณกล่าวมาดีทั้งนั้นครับสวดเถะครับ

34. ดารา     [180.183.152.183]     12 Jul 2010 - 19:49

33. Neung [10.0.0.29] 12 Jul 2010 - 18:25

--------------------------------------------------------------------------------

ผมสวด3บทมาเกือบ 12 ปีแล้วครับสวดตั้งแต่8,9ขวบครับ แต่ส่วนมากสวดชินบัญชรกับพาหุงครับ จากที่เจอกับตัวเองนะครับการงานการเรียนไม่เคยมีปัณหาเลยครับ มีเรื่องก็มีคนช่วยตลอดครับ เป็นพระคาถาที่ดีมากๆ สวดบ่อบๆก็เข้าถึงธรรมมากขึ้นครับ ใจเย็นมากขึ้น มีเมตตามากขึ้นครับ ส่วนยอดพระกันนั้นเคยสวดแล้วเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าครับ แต่ก็ไม่ทุกครั้งนะครับ บางทีครูบาอาจารย์ในอดีตก็มาช่วยแนะนำเรา เป็นอะไรที่ดีมากๆครับ และยิ่งชินบัญชรสวดบ่อยจนเสียงก้องในหัวเลยครับ บทที่คุณกล่าวมาดีทั้งนั้นครับสวดเถะครับ

ผู้ใดก็ตามสวดมนต์ทั้ง 2 บทนี้โดยเฉพาะบทสวดพระชินบัญชรของสมเด็จโตพรหมรังษีพระพุทธคุ้มครองเปรียบดั่งตาข่ายฟ้าปกคลุมร่างกายของเราให้ปราศจากอันตรายเข้ามาแผ้วพาน

ส่วบทสวดยอดกัณฑ์พระไตรปิฏกนั้น เมื่อสวดนานวันเข้าเวลานั่งสมาธิครูบาอาจารย์ท่านเมตตาเข้ามานำทางในสมาธิ ทำให้ไม่หลงทางในการปฏิบัติสมาธิจิต ข้อสำคัญคือระหว่างนั่งนั้นครูบาอาจารย์ที่ไม่มีร่างกายจะนำทางเราผ่านด่านต่างๆในบทสวดยอดกัณฑ์พระไตรปิฏก ใครมีวาสนาก็จะถึงชั้นอรูปพรหมโดยไม่ยากนักค่ะ....

เวลาสวดมนต์ควรนั่งสมาธิต่อวันละ 5 นาที 10 นาที ทำโดยสม่ำเสมอแล้วจะเห็นว่าน่าอัศจรรย์ใจเพียงใด


35. Neung to ดารา     [10.0.0.29]     12 Jul 2010 - 21:14

ผมมักจะหลับฝันตอนสวดเสร็จครับพี่ดารา เคยมีคนมาสอนผมเรื่องวัยเขาบอกว่าเขาชื่อ นภาครับ ตอนนั้นไม่ค่อยมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์เลยครับ เห็นหมอกริดทายแม่นยำ ก็เลยอยากรู้ อีกครั้งนึงก็สืบมาจาดเหตุการที่แล้วครับ สั่งซื้อหนังสือของ อ. เสกดุศิต ตอนกลางคืนฝันว่าเปิดหนังสือแล้วเห็นกากบาทแล้วมีตัวเลขกำกับอยู่ครับ พอหนังสือมาถึงก็ร้องอ๋อทันทีครับ คือกาลโยคนี่เอง แต่บางเรื่องก็ไร้สาระก็มีครับ เหตุการเหล่านี้เกิดมาจากการสวดยอดพระกันครับ
พระคุณมากนะครับพี่ดาราสำหรับคำแนะนำ

36. va_len14@hotmail.com     [182.53.31.32]     03 Aug 2011 - 14:17

เรื่องของการสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกและพระคาถาชินบัญชรนั้น ถ้าบุคคลใดสามารถท่องได้ทุกวันและรวมถึงการกินเจด้วยแล้ว โดยส่วนตัวคิดว่ามันจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเยอะมากๆๆๆ แบบชนิดที่ว่า "หน้ามือเป็นหลังมือ" เลยทีเดียวแหละ เพราะว่ามันเกิดขึ้นกับตัวของเราเองเลย มีอยู่ช่วงหนึ่งน่ะเรามีสถานะแบบที่เรียกว่า แย่ถึงกับแย่มากๆเลยเราทำงานอยู่แผนกบุคคลของบริษัทหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งเรามีความเป็นอยู่ที่แย่มากๆ ถึงกับที่เรียกได้ว่าเลวร้ายมากๆ ถึงแบบขนาดว่าคนงานบางคนพูดดูถูกเราเลยหล่ะ เราแทบจะไม่มีเงินใช้จ่ายภายในครอบครัวเลยน่ะจะหยิบยืมใครเขาก้อคงไม่กล้าให้ ได้แต่บอกว่าไม่มีเหมือนกันคงกลัวเราไม่มีเงินคืนมั๊ง จนเราไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตเลย และ ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครมีกันอยู่แค่สองคนผัวเมีย แต่เรารู้สึกภูมิใจนะที่เราชิวิตเราก็ยังมีดีอยู่บ้างตรงที่เราได้สามีที่ดีไม่เคยทิ้งและเฉยเมยกับเราเมื่อเราแย่ นับแต่วันนั้นเราก็เริ่มที่จะหยิบหนังสือพระมาอ่านและท่องบทสองคาถานี้ ตลอดมาและเริ่มกินเจ เชื่อมั๊ยสิ่งที่มหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นโดยที่เราไม่อยากเชื่อ เวลาผ่านมาประมาณสี่เดือนกว่าๆมีพี่ที่ชื่อ พี่หมู มีชื่อจริงว่า คุณประมวล เดชบุญช่วย แกได้แนะนำสามีของเราให้ลองสมัครเครติดดูบางทีอาจจะผ่านน่ะ ทั้งๆที่สามีเราเคยสมัครไม่รู้กี่รอบไม่เคยผ่านเลยจนเราไม่ให้สามีเราทำอีก แต่พอพี่เขาคะยั้นคะยอให้ทำเราก็บอกให้สามีเราลองทำดูอีกซักครั้งสิ เชื่อมั๊ยมันแปลกตรงที่ว่า ครั้งนี้มันผ่านอย่างไม่หน้าเชื่อแถมยังมีธนาคารอื่นๆอีกที่เขาไม่รู้เอาเบอร์มาจากไหนโทรมาติดต่อกับสามีเราแนะให้สามีเราทำเครติดอีกและเชื่อมั๊ยมันผ่านง่ายมากจนไม่อยากเชื่อเลย แล้วตอนนี้สามีเราน่ะทำเครดิตผ่านทั้งหมด 5 ธนาคารแล้วแถมเรายังมีเงินช่วยเหลือพ่อและแม่รวมถึงพี่น้องทั้งของเราและของแฟนได้โดยที่เราไม่ลำบากเลย จนถึงณ.ตอนนี้บางทีอาจจะขรุขระบ้างแต่ก้อไม่อดและลำบากเหมือนเมื่อครั้งก่อนที่เราเคยเจอ และสิ่งสำคัญน่ะมีแต่คนนับหน้าถือตาเราทั้งนั้น และให้ความเคารพเราและสามีมาก นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่เราท่องบทสวดยอดพระกัณไตรปิฎกและพระคาถาชินบัญชรพร้อมกับการกินเจตลอดเข้าพรรษาทุกๆปี และ ในปลายปีนี้เราก้อว่าจะไปบวชชีพรามณ์สัก 7 วัน เออ!อีกอย่างน่ะ เราท่องบทสวดของหลวงปู่ทวด ด้วยน่ะ เราคิดว่าทั้งหมดที่เราเล่ามันเกิดขึ้นกับชิวิตของเราเองและประสบการณ์ของเราคงพอจะเป็นความรู้และบางคนอาจจะนำไปปฎิบัติบ้างก็ได้น่ะ เชื่อเถอะมันมีผลดีแน่นอนและมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกน่ะ เราเชื่อว่าการที่เราไม่ลืมบุญคุณของคนที่เขาดีกับเรานั้น จะทำให้เราไม่อดไม่จนอย่างแน่นอน เราจึงขอบอกว่าเราจะไม่ลืมบุญคุณของ พี่หมูเลยคนที่แนะนำสามีเราและมีส่วนทำให้ชิวิตครอบครัวของเราดีขึ้นมาก ถ้าพี่หมูหรือญาติของพี่เปิดอ่านเจอ ขอให้ช่วยบอกแกด้วยว่าถ้าวันไหนที่แกต้องการความช่วยเหลือก็ให้แกโทรมาหาครอบครัวของญิ๋งน่ะ

37. บอล     [223.205.54.24]     03 Aug 2011 - 14:25

จริงครับอย่างที่ท่านว่า ชินบัญชร ถ้าทำน้ำมนต์ ผีจะดื้อ มันไม่ยอมครับ เขาไม่ทำกันครับ เรื่องจริงครับ และยอดพระกันก็เหมือนกันครับ

แต่ถ้าจะให้ผีกลัวก็ อิติปิโสครับ น้ำมนต์จะเย็น และผีที่เป็นตัวโกงจะไม่ดื่อครับ และทำบุญไปให้เขา เขาก็ไปแล้วครับ

ผมถอนศาลพระภูมิเก่า อาจารย์ผม คนรู้จัก เขาไม่ทำน้ำมนต์ชินกันครับ เขาทำอิติปิโส

แต่ถ้าสวดอยู่บ้านตัวเองมันเป็นสิริมงคลทั้ง 2 คาถาครับ ลองไปอ่านของหลวงพ่อพุท ฐานุโย ท่านสวดคาถาอื่น ยังโดนผีตบกระบานเลยครับ แต่พอมาสวดอิติปิโส ผีมันยอมครับ เนื่องจากมีคนเขาเชิญท่านไปสวดไล่ผีในที่ดินเขาบอกว่าผีกวน ท่านก้สวดทุกบท เกี่ยวกับคาถาไล่ผี ท่านโดนตบกระบานเลยครับ แต่พอมาสวดอิติปิโส ผีมันไปครับ

38. ployprincess@gmail.com     [183.89.135.250]     10 Sep 2011 - 09:37

สวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกเหมือนกัน เคยอยากขอพรให้ำสเร็จดั่งปราถนาก็เลยสวดยอดพระกัณฑ์วันละ 3 จบ ติดต่อกัน 9 วัน หลังสวดก็กรวดน้ำลงดินเลยนะค่ะ ประกอบกับทำบุญใส่บาตรทุกๆวัน สิ่งที่ขอใว้ก็ได้แบบอัศจรรย์ ก็เลยรู้สึกศรัทธาในบทสวดเป็นอย่างมากที่บอกว่า สวดวันละ 3 จบจะไม่มีบาปกรรม คงจะจริงแบบไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ แล้วก็รู้สึกมีความสุขมากๆๆๆ อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นใจพระคาถายอดพระกัณพ?ไตรปิฏกว่ามีความสศักดิ์สิทธิ์มากจริงๆ และอานุภาพหลังการสวดนั้นยิ่งใหญ่มากจริงๆค่ะ ^^

39. ...     [118.172.186.186]     10 Sep 2011 - 10:07

อานิสงส์การสวดมนต์
โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

ดังปรากฏในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน
ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา
เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์
“ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ ”
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย
เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่านมีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร

การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกันคือ
• เมื่อฟังธรรม
• เมื่อแสดงธรรม
• เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
• เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
• เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม
การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ
• กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
• ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
• วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา ในการผิดพลาดหากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียว
อาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น

1.*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

2.*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม

ดูก่อน.. ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดีจะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล..

40. นานา     [124.120.253.42]     18 Nov 2011 - 03:35

เราสวดอยู่วันละ 3 จบค่ะ มีท่านผุ้รู้บอกว่าสวดแล้วดีมาก เป็นการสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า สวด3เดือนจะเห็นผล แต่ห้ามขอพรใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการสวดเพื่อหวังผล พอดีเรามีเหรียญดวงพระประสูติ นำมาพนมขณะสวดด้วย วันรุ่งขึ้นคำถามวนเวียนในหัว เราจะทำลายกิเลสจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร เหมือนกับว่าจิตมันเกิดปัญญา
อีกเรื่องนึงคือ พี่คนนึงเขาเป็นมะเร็งเต้านม ระยะที่2 เขาต้องทำคีโมและตัดเนื้อหน้าอกทิ้ง เราแนะนำให้เขาสวด วันละ3จบ อัศจรรย์มาก ตอนนี้เขาไม่ต้องทำคีโม และไม่ต้องตัดหน้าอกทิ้งแล้ว เราดีใจมากเลยที่ช่วยพี่เขาได้ ช่วยชีวิตคนอานิสงค์สูงกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะ

41. มิ้มเฒ่า siamwarm.com     [124.122.190.136]     18 Nov 2011 - 05:12

เนื่องจากบทสวดมนต์ล้วนรจนาขึ้นในภาษาสันสกฤต จึงควรเรียนรู้วิธีออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาเดิม เพราะแม้จะเขียนขึ้นใหม่ในภาษาไทยก็ไม่ได้ออกเสียงอย่างที่เขียนตามตัวอักษร

การออกเสียง
ค = g ใน go (ออกเสียงคล้าย ก )
ฆ = gh ใน Beg him(ออกเสียงคล้ายก+ห หรือ ค เสียงก้อง)
ช = j ใน jam (ออกเสียงคล้าย ย)
ฌ = g-e-h ใน charge him
ฏ,ฐ,ฑ,ฒ,ณ, = ต ถ ท ธ น แต่ม้วนลิ้นเข้าปากให้มากที่สุดเวลาพูด
ท = ด
ธ = ด(เสียงก้อง)
พ = บ
ภ = บ (เสียงก้อง)
ศ = คล้าย ฉ
ษ = sh ใน she(ม้วนลิ้นเข้าในปากเวลาออกเสียง)
ห = ฮ
ญ = ย แต่เสียงขึ้นจมูก(ขึ้นนาสิก)
นิคหิต ( . ) ถ้าอยู่ใต้อักษรตัวใดแสดงว่าตัวนั้นเป็นตัวสะกด หรือ ตัวนั้นออกเสียงครึ่งเดียว
( -ํ )พินธุ(คล้าย -ม หรือ ตามด้วยพยัญชนะนาสิกของตัวที่ตามมา)
(  ) = - ม


42. จมไปกับน้ำ     [66.87.4.238]     18 Nov 2011 - 07:24

ในส่วนตัว ผมเชื่อว่า พระคาถา ของพระพุทธเจ้า มีไว้เพื่อสร้างความดี สร้างบุญกุศล เลยขอเปรียบเทียบด้วยความเคารพว่า เหมือนกับ เครื่องมือ อะไรสักอย่าง เช่น ไขควง เขาสร้างขึ้นมาเพื่อไว้ แก้ปัญหา

เช่น ไขน๊อตให้แน่น หรือ คลายน๊อต หรือใช้เขี่ยอะไรสักอย่าง ที่มือเอื้อมไม่ถึง เพื่อเพิ่มความสะดวกสะบาย ของชีวิต

แต่ถ้าคุณ เอาไขควง ไปทำร้ายผู้อื่น นี่ไม่ใช่จุดหมายหลัก ของคนที่่คิดค้นเครื่องมือชิ้นนี้

ใช่ครับ ..... ของทุกอย่างในโลกนี้ มันเปรียบได้กับดาบสองคม หรือ เหรียญมีสองด้าน

ถ้าคุณใช้พระคาถานี้ ในทางที่ถูกต้องตามศีลธรรม ตามกฎของกรรม ผมว่า ทั้งสองคาถานี้ มีประโยชน์มากมาย และ ไม่ร้อน ของดีครับ

43. ขอบคุณค่ะ     [110.169.213.117]     07 Dec 2011 - 17:32

เราสวดแล้วรู้สึกว่าจิตใจมันสะอาดน่ะ จากเดิมที่ชอบคิดอะไรแง่ร้าย แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนแล้วนะจิตใจดีขึ้นเยอะ ถือศีล5และกรรมบท10ด้วย จิตมันมีเมตตามากขึ้นไม่ใช้แต่อารมณ์เหมือนเมื่อก่อน สวดเสร็จแล้วนั่งสมาธิจิตมันก็สงบขึ้น ชีวิตดีขึ้น สบายขึ้น มีเวลาไปบำเพ็ญสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำงานก็ง่ายขึ้น สมองปลอดโปร่ง จิตใจมันไม่ทุกข์ มันเบาสบายมีความสุขน่ะ สุขโดยไม่ต้องพึ่งเงินทองเลย "ยึดติดทางธรรม ไม่ยึดติดทางโลก"

44. ธรรมรัตน์     [110.169.213.117]     08 Dec 2011 - 02:17

เพิ่งสวดเสร็จเมื่อกี้นี้เอง... รู้สึกโล่งเบาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนตรงลิ้นปีที่จากเดิมมันร้อนๆ แต่ตอนนี้มันรู้สึกเย็น จริงๆนะเหมือนโดนน้ำเย็นราด แล้วมีความสุขใจ สบายใจ แต่เราสวดด้วยศรัทธาเต็ม100%เลยนะ

45. SW     [194.23.183.1]     23 Jan 2012 - 17:35

สวดยอดพระกัณฑ์ค่ะ ตอนที่เริ่มสวดนั้นเพราะรู้สึกชีวิตวุ่นวาย มีแต่เอาเรื่องต่างๆ มาคิดวนอยู่ในหัว พอสวดมาเกือบปี รู้สึกว่า ตัวเองใจเย็นขึ้น ปล่อยวางได้เยอะ กับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ไม่ได้สวดทุกวัน แต่รู้สึกว่า ทำให้มีสติ และปล่อยวางได้มากขึ้นค่ะ

46. ปรัชนันท์     [110.49.250.118]     28 Jan 2012 - 22:10

สวดยอดพระกัณฑืแล้วฝันแปลกๆทุกคืนเลย

47. เข้าสายธารนิพพาน     [118.172.178.0]     29 Jan 2012 - 19:46

การแก้กฎแห่งกรรม ด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน

๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )

๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต

๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน

๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน

ทั้งหมดนี้...เป็นอริยสมบัติของบุคคล ในการเข้าสู่กระแสพระนิพพานเป็นเบื้องต้น( โสดาบันและสกิทาคามี ) ซึ่งมาจากการที่ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

สำหรับ สักกายทิฏฐิ ในทางปฏิบัติต้องใช้อารมณ์ตามลำดับคือ ใช้อารมณ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด

อารมณ์ขั้นต้น ให้ใช้อารมณ์แบบเบาๆ คือมีความรู้สึกตามธรรมดาว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะมีชีวิตได้ตลอดกาลคู่ไปกับฟ้าดิน ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด แต่ท่านให้ใช้อารมณ์ที่สั้นเข้ามาอีกคือ ให้ทำความรู้สึกไว้เสมอว่า ความตายไม่ใช่จะมาถึงเราในวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่า เราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี

อารมณ์ขั้นกลาง ท่านให้ทำความรู้สึกเป็นปกติว่า ร่างกายของคนและสัตว์ตลอดจนวัตถุทุกชนิดเป็นของสกปรกทั้งหมด ร่างกายคนและสัตว์มีสิ่งที่น่ารังเกียจฝังอยู่ก็คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เป็นต้น เมื่อมีความรู้สึกตามนี้ ก็พยายามทำอารมณ์ให้ทรงตัว จนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด ไม่ยึดถือว่าร่างกายใดเป็นที่น่ารักน่าปรารถนา เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี

อารมณ์สูงสุด ทำให้มีความรู้สึกตามนี้ คือมีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา มีอาการวางเฉยในร่างกายทุกประเภท เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

คำว่าวิจิกิจฉา แปลว่า สงสัย คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง ถ้ามีจริงๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริงๆหรือเปล่า นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีจริงหรือไม่มีจริง หนักๆเข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัย พระพุทธเจ้าจริงๆก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมี โลกนี้มี ระลึกชาติไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่า พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริงๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่บิณฑบาต แล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาต แล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้าง จิปาถะ ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดเป็นประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะ ถึงขั้นไม่เชื่อถือเอาเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชน์ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ ขอยืนยันว่า ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน

สีลัพพตปรามาส คือปฏิบัติในศีลให้ครบถ้วนทุกประการ ด้วยความเต็มใจ การปฏิบัติศีลครบถ้วนสำหรับฆราวาส มีศีล ๕ ใช้ได้แน่นอน ถ้าจะทำให้คนดีจริงๆก็มีกรรมบถ ๑๐ ด้วย ถ้ามีทั้งศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้จะมีความสุขอย่างยิ่งทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อตายแล้วจากชาตินี้ก็ดี หรืออีกกี่ชาติก็ตาม จะไม่พบคำว่าอบายภูมิเลย การเกิดเป็น สัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ไม่มีสำหรับท่าน จะเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะ การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา หรือพรหมเท่านั้น

ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ

เมื่อกล่าวโดยสรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้

๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่

๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ

ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ

หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง

สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง

สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่ พระนิพพาน

48. พุทธทำนาย     [118.172.178.0]     29 Jan 2012 - 19:54

พุทธทำนาย 16 ประการ
โดยพลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์

พุทธทำนายในที่นี้ จะกล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น ในยุคสมัยที่ศาสนาได้เสื่อมลง ซึ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เนื้อความดังกล่าวปรากฏใน อรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย มีเนื้อความดังต่อไปนี้

สุบินนิมิตข้อที่ 1 : ภัยธรรมชาติ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโคล่ำสัน 4 ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง 4 มีลักษณะอาการเกรี้ยวกราด ประดุจจะชนกัน ด้วยความโกรธแค้นกันมานาน พอโคทั้ง 4 วิ่งเข้ามาใกล้กันแล้ว กลับถอยห่างออกจากกันไป ไม่ชนกันเลย

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะเกิดภัยธรรมชาติขึ้น คือ ฟ้าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ลอยมาจากทิศทั้ง 4 เหมือนกับฟ้าฝนจะตกลงมาในพื้นปฐพีอย่างหนัก เมื่อก้อนเมฆทั้ง 4 ลอยเข้ามาใกล้กันแล้ว ก็ลอยถอยห่างออกจากกันไป ไม่มีฝนตกลงมาในพื้นปฐพีเลย

สุบินนิมิตข้อที่ 2 : เยาวชนมั่วสุมเสพกาม
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นต้นไม้นานาชนิด ยังไม่ใหญ่โตพอที่จะมีดอกมีผล แต่ต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยดอกและผล จนกิ่งก้านสาขาจะรอรับดอกผลนั้นไม่ไหว

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กุมารีที่มีวัยยังไม่สมควรจะมีสามี แต่กุมารีนั้นอยากแต่งงานให้เป็นครอบครัว เพราะมีความกระสัน ใฝ่ฝันในราคะตัณหา ใจมีความกำเริบในกามคุณ มีความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอย่างมาก มีความอยากในกามารมณ์แห่งความรักความใคร่ จึงได้แต่งงานกันเมื่ออายุยังวัยเด็ก ถูกต้องตามประเพณีนิยม บางคนมั่วสุมกัน ไม่มีความละอาย เยี่ยงสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็หาวิธีฆ่าลูกในท้องของตัวเอง จึงเป็นบาปกรรมต่อไปในภายภาคหน้ายิ่งนัก เด็กบางคน ยังมีพ่อแม่เลี้ยงดูอยู่บ้าง เด็กบางคนพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ไหว จึงได้ปล่อยปละละเลยให้หาขอทานกินตามลำพัง เป็นเด็กเร่ร่อนจรจัด ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีตระกูล ไม่มีการศึกษา ไม่มีที่พึ่งพาอาศัยในบ้านเรือน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น อดบ้าง อิ่มบ้าง น่าเวทนายิ่งนัก เหตุการณ์อย่างนี้ จะมีในภายภาคหน้าโน้นใครได้ไปเกิดในยุคนั้น สมัยนั้น ก็จะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้แล

สุบินนิมิตข้อที่ 3 : พ่อแม่ต้องเอาใจลูก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิต เห็นฝูงพ่อแม่โคทั้งหลายพากันดูดกิน นมลูกของตัวเอง

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พ่อแม่ทั้งหลาย จะได้อาศัยกินหยาดเหงื่อแรงงานของลูก อาศัยข้าวปลาอาหารเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ลูกแสวงหามาเลี้ยงดู พร้อมทั้งเงินทอง ก็ต้องแบ่งปันให้พ่อแม่ได้จับจ่ายใช้สอย ในยุคนั้นสมัยนั้น พ่อแม่ก็ต้องเอาอกเอาใจลูกยิ่งนัก ต้องประจบประแจงปะเหลาะลูกอยู่เสมอ ถ้าพูดต่อลูกดีๆ ลูกก็แบ่งปันเงินทองให้ได้ใช้บ้าง ถ้าพ่อแม่พูดไม่ดี ก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรจากลูกนี้เลย เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 4 : ผู้อ่อนประสพการณ์บริหารประเทศ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงคนทั้งหลายพากันจับลูกโคตัวเล็กๆ เข้ามาเทียมแอกเพื่อลากล้อเกวียน เมื่อลากไปไม่ไหว ก็จะพากันเฆี่ยนตี

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนทั้งหลายจะพากันนิยมเอาเด็กที่จบปริญญามาใหม่ๆ ไปรับราชการแผ่นดิน บริหารการพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง อันเป็นงานที่หนัก ถึงจะมีความรู้อยู่ก็ตาม แต่เด็กนั้นยังขาดประสบการณ์ ขาดความสามารถ ขาดความรอบรู้ ขาดความรอบคอบ ในการบริหารเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม จึงเกิดความผิดพลาด ล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ขาดความรับผิดชอบ ขาดดุลการค้า ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ถ่วงความเจริญของประเทศชาติ ทำให้คนดุด่าว่ากล่าวนานาประการ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 5 : ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินความ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นม้าตัวเดียว หัวเดียว มีสองปาก กินหญ้าได้สองทาง กินเท่าไรก็ไม่มีความอิ่มพอ

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ จะใช้อุบายวิธีอันมีเล่ห์เหลี่ยม เพื่อเอาเงินจากคู่กรณีทั้งสอง เอาทั้งฝ่ายโจทก์ เอาทั้งฝ่ายจำเลย เพื่อเป็นค่าจ้างรางวัลในการวินิจฉัยคดีความบ้าง เอาค่านั้นบ้าง เอาค่านี้บ้าง ถ้าไม่ได้ตามความเรียกร้อง ก็จะไม่รับเรื่องที่มาร้องเรียน ต้องการเท่าไรก็เรียกร้องตามใจชอบ ถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เรียกร้องเอาน้อย ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็จะเรียกร้องเอาเงินอย่างเต็มที่ แล้วจึงจะมาวินิจฉัยคดี ตัดสินต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีภายภาคหน้าทั่วโลก

สุบินนิมิตข้อที่ 6: พระธรรมคำสอนถูกเหยียบย่ำ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นมีหมู่มนุษย์ ถือถาดทองคำอันมีค่ามหาศาล ไปวางไว้สุนัขจิ้งจอกถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะใส่

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น กลุ่มคนที่โง่เขลาปัญญาทราม จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปให้ลัทธิต่างๆ เหยียบย่ำทำลาย แล้วถ่ายทอดลัทธิของเขา เอาคำสอนของเขาที่สกปรกโสโครกด้วยกิเลสตัณหา มากลบเกลื่อนในคำสอนของเรา แล้วดัดแปลงแก้ไขคำสอนของเรา ให้เข้ากันกับลัทธิของเขา แล้วประกาศว่า คำสอนของเราตถาคต เป็นส่วนหนึ่งในลัทธิของเขา ให้คนทั้งหลายมีความเข้าใจผิดว่า คำสอนของเราเข้ากันได้กับของเขา ถือว่าเป็นอันเดียวกัน ลัทธิเหล่านั้นก็จะไม่รู้คุณค่าของคำสอนของเราตถาคตแต่อย่างใด มนุษย์อย่างนี้ก็จะมีในเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว และจะมีลัทธิต่างๆ มาอวดอ้างว่าเป็นศาสนาเป็นจำนวนมาก

สุบินนิมิตข้อที่ 7: ผู้มีใจต่ำแอบอ้างสถาบันกษัตริย์
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นชายคนหนึ่ง เอาหนังสือมานั่งฟั่นให้เป็นเชือก อยู่บนม้านั่ง แล้วมีสุนัขจิ้งจอกคอยกัดกินอยู่ เมื่อฟั่นเชือกเสร็จ สุนัขจิ้งจอกก็กินหมดทันที

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนผู้มีจิตใจต่ำ ปัญญาทราม จะได้รับสมมุติ ยกย่องขึ้นเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ นั่งทำงานอยู่ในพระราชสำนักระดับสูง อาศัยอำนาจ พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์อยู่เนืองนิตย์ โดยมีความโง่เขลาเบาปัญญา พูดจาขาดความสำรวม กล่าวเปิดเผยความลับต่างๆ ในพระราชสำนัก ให้หมู่ประชาชนได้รู้ คนลัทธิต่างๆ ที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ได้ยินเข้า จึงนำเอาไปตีแผ่ โฆษณาให้คนอื่นคลายศรัทธา หมดความเคารพในวงศ์พระมหากษัตริย์ และหมดความเชื่อถือในพระราชวงศ์ต่อไป เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้นคนที่ไม่มีความหวังดีต่อพระมหากษัตริย์ จะเป็นหนอนบ่อนไส้เสียเอง

สุบินนิมิตข้อที่ 8 : ทำบุญเลือกหน้า
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นโอ่งน้ำใหญ่และโอ่งน้ำเล็กตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกัน แล้วมีคนทั้งหลาย แย่งกันตักน้ำ เทใส่โอ่งน้ำใหญ่ จนล้นเหลือ ส่วนโอ่งน้ำเล็ก ไม่มีใครตักน้ำใส่เลย

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น จะมีคนทำบุญโดยเลือกหน้า พระองค์ที่มีอายุมาก พรรษามาก มียศถาบรรดาศักดิ์ในตำแหน่งต่างๆ จะมีคนให้ความสนใจจะพากันถวายเครื่องไทยทานเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่ของที่ดีๆ มีค่า มีราคา ข้าวปลาอาหาร ปิ่นโตเถาขนาดใหญ่ ตั้งต่อหน้า จนเหลือเฟือ ส่วนพระเล็กเณรน้อยนั่งอยู่รอบข้าง ไม่มีใครคิดถวายอะไรเลย มีแต่นั่งดูตาปริบๆ เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 9 : คอรัปชั่นในแผ่นดิน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำรอบนอกใส่สะอาดเยือกเย็น ส่วนน้ำในกลางสระขุ่นข้นเป็นโคลนตม แล้วมีสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย พากันแย่งชิงกินน้ำในสระที่ขุ่นข้นเป็นตมนั้น ส่วนน้ำรอบนอกที่ใสสะอาดเยือกเย็น ไม่มีสัตว์ตัวใดอยากจะกินเลย

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนจะมีความโลภ ความอยาก ไม่อิ่มพอในเงินทองมากขึ้น การงานที่สะอาด บริสุทธิ์ และสุจริต ไม่อยากทำ ถือว่า เงินเดือนน้อย ร่ำรวยช้า ไม่พอกับความโลภความอยากของตัวเอง จึงได้ลงสมัครตัวเข้ามาในสภาสันนิบาต เพื่อจะมีอำนาจในการบริหารงานและบริหารเงินของแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ ใช้อุบายวิธี อันมีเล่ห์เหลี่ยม ทุจริต คิดมิชอบ ในเงินของแผ่นดิน มือใครยาว สาวได้สาวเอา จะได้เงินมาด้วยวิธีสกปรกอย่างไร จะไม่มีความละอายแก่ใจตัวเองเลย ขอให้ได้เงินก้อนโตมา ก็เป็นที่พอใจ ลักษณะนี้จะมีกันทั่วโลก มีทั่วทุกประเทศเขตแดน และจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น จะเกิดความยุ่งเหยิงในสภาสันนิบาตของประเทศนั้นๆ เพราะการแบ่งสันตำแหน่งในการดูดกินเงินภายในประเทศนั้น ไม่ลงตัว ผู้นั้นจะได้กินน้อย ผู้นั้นจะได้กินมาก ผู้นั้นจะไม่ได้กินอะไรเลย สุดท้ายก็เกิดงัดข้อกันเอง เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 10 : สงสัยในมรรคผลนิพพาน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหม้อหุงข้าวหม้อเดียวมีความแตกต่างกัน ข้าวในหม้อซีกหนึ่งสุก ซีกหนึ่งดิบๆ สุกๆ อีกซีกหนึ่งข้าวไม่สุกเลย

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนในโลกนี้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป กลุ่มหนึ่งจะมีความเชื่อว่า เราตถาคตเป็นที่พึ่งที่เคารพจริง พระธรรมคำสอนของเราตถาคตเป็นสวากขาตธรรม เมื่อนำไปปฏิบัติให้ถึงที่สุดแล้วจะพ้นจากทุกข์ได้จริง เชื่อว่ามีมรรคผลนิพพานจริง นรกสวรรค์มีจริง กรรมดีกรรมชั่วให้ผลแก่บุคคลที่กระทำจริง ตายแล้วเมื่อยังมีกิเลสตัณหาอยู่เชื่อว่าได้มาเกิดใหม่ อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่แน่ใจว่า มรรคผลนิพพานในยุคนี้ สมัยนี้ มีจริงหรือไม่ เพราะพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยไปนาน พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีความสมบูรณ์อยู่หรือไม่ พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในยุคนี้มีจริงหรือไม่ มีแต่ความสงสัยลังเล ไม่แน่ใจ อีกกลุ่มหนึ่งปฏิเสธว่า มรรคผลนิพพานไม่มีนรกสวรรค์ไม่มี ทำดี ทำชั่วไม่ให้ผลในภายหน้าชาติหน้า ตายแล้วไม่ได้เกิดใหม่แต่อย่างใด ในช่วงปลายพุทธศาสนาโน้น คนจะเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดมากขึ้นๆ ดังนี้

สุบินนิมิตข้อที่ 11 : นำพระธรรมมาขายกิน
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นคนพวกหนึ่ง เอาแก่นจันทร์แดงที่มีค่าราคาแพง ไปแลกกับนมเปรี้ยวหม้อเดียว ซึ่งไม่สมค่าราคากันเลย

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพวกหนึ่ง จะเอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา จะเขียนเป็นตำราเพื่อออกจำหน่าย ขายกิน หารายได้เพื่อเลี้ยงชีวิต เอาพระธรรมคำสอนของเราตถาคต ทำเป็นการแสดง แต่งกลอน เพื่อผลประโยชน์ในกัณฑ์เทศน์ แสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ค่าจ้างรางวัล อันเป็นอามิส ไม่สมค่าราคากันเลย สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในช่วงปลายศาสนาของเราตถาคตโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 12 : คนดีถูกขัดขวางรังแก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นน้ำเต้าแห้งเปล่ากลวงใน ตามธรรมดาแล้วจะลอยอยู่บนน้ำ แต่น้ำเต้าเปล่านั้น กลับดิ่งจมลงในน้ำนั้นเสีย

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนดี มีความรู้ดี มีสติปัญญาดี มีความรอบรู้ มีความฉลาด มีความสามารถ มีทั้งพระและฆราวาส จะไม่ได้รับความยกย่องเชิดชูในสังคม จะถูกขัดขวางจากกลุ่มคนพาลสันดานชั่วอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นฆราวาส ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง คนมีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภาสันนิบาต หรือได้รับเลือกเข้ามาแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ จะมีกลุ่มทุจริตคิดมิชอบ เพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ เบียดสีให้ตกเก้าอี้ไป ในสายตาของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ จะมองเห็นคนดีๆ ว่าเป็นตัวกาลกิณีของเขา ไม่ยอมที่จะให้เข้าไปรู้เห็นในความทุจริตคิดมิชอบของตน คนดีๆ จึงไม่มีในสังคมนี้เลย ถ้าเป็นนักบวช ก็เป็นในลักษณะนี้เช่นกันท่านองค์ใดมีใจบริสุทธิ์ผุดผ่องในพระธรรมวินัย มีความรู้ดี ปฏิบัติชอบต่อมรรคผลนิพพาน ท่านเหล่านั้นจะไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากฟังธรรม จะมองเห็นว่าเป็นพระคร่ำครึล้าสมัยไม่เกิดศรัทธา ไม่อยู่ในสายตาของเขาแต่อย่างใด เพราะใจไม่มีความเคารพเชื่อถือในท่านเหล่านั้น แม้แต่จะแบ่งปันปัจจัยทั้งสี่ ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ ก็ไม่เต็มใจ ถึงจะถวายให้ ก็นิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น ท่านเหล่านี้จึงมีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก ใครก็ไม่อยากบวชเป็นพระในลักษณะนี้ ในที่สุด พระดีๆ มีคุณธรรม ก็จะค่อยหมดไปๆ ในศาสนาของเราตถาคต เรื่องเหล่านี้ จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 13 : คนชั่วเรืองอำนาจ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นก้อนศิลาแท่งทึบ ขนาดใหญ่เท่าเรือ ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนกับเรือสำเภาเปล่า ตามธรรมดาแล้ว ก้อนศิลาย่อมจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก้อนศิลานั้นกลับลอยอยู่บนผิวน้ำ

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น คนพาลสันดานชั่ว คนทุศีล คนทุธรรม คนขี้โกง คนหัวประจบสอพลอ คนทุจริตคิดมิชอบ คนไม่มีความละอาย จะได้เป็นที่ยกย่องเชิดชูในสังคม เป็นผู้มีบทบาท มีอำนาจ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีพวกพ้องบริวารมาก ถ้าเป็นฆราวาสก็จะมีแต่ผู้เชิดหน้าชูตา ไปไหนมาไหนมีแต่คนเคารพยำเกรง มีฝูงชนให้การต้อนรับเอาใจ เรียกว่าเป็นกระจกบานใหญ่ ให้แสงสะท้อนเงาของประเทศนั้นๆ สังคมของประเทศนั้นมีความเจริญหรือเสื่อมลง ก็ให้ดูกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสภา จะเป็นสื่อบอกประตู้หน้าต่างของสังคมได้เป็นอย่างดี ประเทศใดมีตัวแทนในลักษณะใด จะรู้ได้ว่าผู้ที่เลือกเขาเข้ามา ก็เป็นลักษณะอย่างนั้น เขาจะเลือกเอาเกรดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ถ้าเป็นนักบวช นักพรต ก็เป็นลักษณะนี้ศาสนาจะมีความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัททั้งสี่ ลำพังพระอย่างเดียว จะโดดเด่นขึ้นในท่ามกลางของสังคมนั้นไม่ได้ พระที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะญาติโยมนำไปออกข่าวโฆษณา ว่าองค์นั้นมีความขลังอย่างนั้น องค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ มีอภินิหาร ไปทางไหนก็นำไปออกข่าว องค์ไหนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ องค์ไหนเป็นพระอริยเจ้า ฆราวาสจะเป็นผู้คาดการณ์ให้เอง ในยุคสมัยนั้น พระอรหันต์จะเกิดจากลูกศิษย์ยกให้เอง ศิษย์แต่ละครู ศิษย์แต่ละสำนัก จะผลิตจะกำหนดรูปแบบอาจารย์ของตัวเอง ให้เป็นพระอรหันต์ขึ้น เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของอาจารย์ มีความเคร่งครัดอย่างไร ก็นำไปโฆษณาอย่างหยดย้อย นี่เองก้อนศิลาแท่งทึงจึงได้ลอยอยู่บนผิวน้ำมีความโดดเด่นเห็นได้อย่างชัดเจน จึงเป็นธุรกิจในคราบผ้ากาสาวพัสตร์บังหน้า เอาศาสนามาแอบอ้างหากิน เมื่อช่วงปลายศาสนาโน้น คนจะหมดความเลื่อมใสในศาสนาของเราตถาคต คนที่มีศรัทธาเบาบางก็จะค่อยจืดจางไป เพราะเห็นความชั่วร้ายในพระยุคนั้นๆ ผู้ที่มีปัญญาดี มีความมั่นคง มีเหตุมีผล เขาจะแสวงหาพระที่เป็นพระได้อย่างถูกต้อง เมื่อปลายศาสนาโน้น เรื่องอย่างนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

สุบินนิมิตข้อที่ 14 : นักบวชหลงลาภยศ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นนางเขียดน้อยไล่กินงูเห่าตัวมหึมา เมื่อไล่ทันก็กระโดดคาบกลืนกินทันที

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น นักบวชองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคำพูดเป็นวาทศิลป์ เคยแผ่พังพานในการแสดงธรรม มีบทบาทในสังคม มีประชาชนให้ความเคารพเชื่อถือเป็นอย่างมาก ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญจนลืมตัว ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา รักษาใจไม่มีความฉลาด จึงขาดในการสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ปล่อยให้ไปสัมผัสในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงทำให้ใจเกิดอัฏฐารมณ์ คือ อารมณ์แห่งความรักความใคร่ในกามคุณ มีความกำหนัดย้อมใจ นางเขียดน้อย (สตรี) ได้มองเห็นช่องโหว่ จึงได้วางแผนหว่านล้อมด้วยมารยานานาประการ มีคำหวานอันหยดย้อยเหมือนน้ำอ้อยน้ำตาล ชโลมหัวใจงูเห่าจนหน้ามืดตาลาย หายใจไม่เต็มปอดอีนางเขียดน้อยได้จังหวะก็กระโดดคาบกลืนกินทันทีเรียบร้อยไป

สุบินนิมิตข้อที่ 15 : แวดล้อมด้วยพระทุศีล
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นหงส์สีทองทั้งหลาย ไปห้อมล้อมอีกา อีกาไปไหน ฝูงหงส์สีทองทั้งหลาย ก็ห้อมล้อมเป็นบริวาร

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น พระเณรผู้บวชใหม่ ใจยังมีความบริสุทธิ์อยู่ในศีลในธรรม จะห้อมล้อมพระที่ทุศีลทุธรรม จะยกให้เป็นครูอาจารย์เพื่อเคารพกราบไหว้อย่างเหลือเฟือ อีกาฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาอาหารฉันใด พระทุศีลทุธรรมเหล่านี้ก็ฉลาด มีเล่ห์เหลี่ยมในการหาลาภสักการะได้ฉันนั้น และแบ่งลาภสักการะให้แก่หงส์เล็กหงส์ใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ฝูงหงส์ทั้งหลาย จึงให้ความสำคัญในอีกาเป็นอย่างมาก ในยุคต่อไปช่วงปลายศาสนาโน้น การเปลี่ยนไปในสังคมของสมณะก็จะเป็นอย่างนี้ พระที่ทุศีลทุธรรมจะเพิ่มมากขึ้น พระเณรที่ขาดการศึกษา จะไม่รู้ธรรมวินัย ไม่เข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรผิดศีล อะไรผิดธรรม จะไม่รู้หน้าที่ของตน เพียงบวชกันตามประเพณีเท่านั้น เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น

สุบินนิมิตข้อที่ 16 : โค่นล้มราชาธิปไตย
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสุบินนิมิตเห็นฝูงแพะทั้งหลายพากันไล่จับเสือมาเป็นอาหาร พากันเคี้ยวกินอยู่กรอบๆ

พระพุทธเจ้าให้คำทำนายว่า อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าโน้น ประชาชนทั้งหลาย ไม่พอใจการปกครองแบบราชาธิปไตย จึงพากันจับกลุ่มเพื่อเรียกร้องต่อต้านการปกครองของพระราชา ให้ได้มาซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้พระราชลดบทบาท ลดอำนาจลง อยู่ในการปกครองภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน เมื่อพระราชาไม่ยินยอม ก็พากันปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ถ้าพระราชชาองค์ใดขัดขืน ก็ลบล้างพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นๆ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ ให้หมดไปจากประเทศชาตินั้นเสีย มีบางประเทศที่พระราชยินยอมตามคำขอร้องของประชาชน ยอมลงจากอำนาจเดิมคือราชาธิปไตย ประชาราษฎรในบ้านนั้นเมืองนั้น ก็จะพากันให้ความเคารพเชื่อถือในองค์พระมหากษัตริย์ พากันยกย่องเชิดชูในพระราชวงศ์นั้นจนสุดชีวิต เพื่อให้เป็นร่มโพธิร่มไทร เป็นสมมุติเทพ กราบไหว้เทิดทูน ให้เป็นศูนย์รวมน้ำใจของประเทศนั้นๆ ตลอดไปสินกาลนาน เหตุการณ์อย่างนี้ ก็จะเกิดมีในภายภาคหน้าโน้น





49. เวบสวดมนต์     [118.172.178.0]     29 Jan 2012 - 20:01

สวดมนต์.com
http://www.suadmon.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=45

50. golf_windows@hotmail.com     [124.122.106.154]     01 Feb 2012 - 15:04

ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ท่องพระคาถายอดพระกัณท์พระไตรปิฏก
และพระคาถาชินบัญชร
เริ่มต้นครั้งแรกที่เดียวผมท่องพระคาถาชินบัญชรวันพฤหัสบดี
ใช้เวลา 7 วันท่องจำได้หมดครับ
และยอดพระกัณท์พระไตรปิฎก 21 วันผมสามารถท่องจำได้หมดแล้วครับ
ผมคิดว่าถ้าใครตั้งใจอธิษฐานจิตตั้งมั่นสามารถทำได้ครับ
ผมจะเป็นกำลังใจช่วยให้ทุกคนท่องจำให้ได้นะครับ
อานิสงค์ที่ได้นับว่าเป็นบุญกุศลต่อตัวเราและคนที่เรารักถ้าเราแผ่บุญกุศลไปให้ท่าน

51. คนพิษณุโลก     [182.53.147.154]     22 Feb 2012 - 15:33

อยากทราบว่าการสวดมนต์ถ้าจะสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกและคาถาพาหุงมหากาฬและคาถาชินบัญชรต้องสวดบทไหนก่อนหลังค่ะ

52. Astrology@GETOUTmyway     [124.122.135.118]     23 Feb 2012 - 03:31

ผมไม่สวด ผม เปิด ฟังทั้งวันทั้งคือเลย

53. sj_nay@hotmail.com     [223.204.87.128]     06 May 2012 - 10:25

ขออนุโมทนาด้วย

54. ห่างไกล     [66.87.0.60]     07 May 2012 - 14:37

ตอบคุณ คนพิษณุโลก

ถ้าเป็นผม ผมเริ่มสวด คาถาพาหุงมหากา ก่อน ตามด้วย ชินบัญชร และ จบลงด้วยยอดพระกัณฑ์

55. tawon-27/06/2555     [202.151.4.18]     27 Jun 2012 - 17:03

ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านด้วยความจริงใจ ที่ได้ให้ความรู้ซึ่งมีประโยชน์มากครับ

56. kombonk@hotmail.co.th     [110.49.250.198]     28 Jun 2012 - 10:12

เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ค่ะ ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้ ค่ะ

57. ch_bol@hotmail.com     [58.8.211.34]     28 Jun 2012 - 17:46

สาธุค่ะ สวดทุกวันค่ะ แรกๆ รู้สึกว่าเหมือนจะโดนทดสอบจิตน่ะค่ะ ปัญหาเข้ามาเยอะมาก แต่ทุกเรื่องก็ผ่านไปได้ด้วยดี มีคนช่วยตลอด ตอนแรกนึกว่าจะยุ่งยากมากมาย จนท้ออยากออกจากงาน น้ำตาก็ไหล แต่กลับกลายเป็นทุกเรื่องคลี่คลายหมด แบบนึกไม่ถึงค่ะ ยิ่งสวดมนต์มาก ทำบุญมาก มารก็จะมากตามมาด้วย น่ะค่ะ ถ้าเราผ่านมันไปได้ก็จะดีกับเราเอง ต้องเอาชนะมารให้ได้ค่ะ (สวดทั้งอิติปิโส ชินบัญชร พระไตรปิฎก และอื่นๆๆ)


แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 57 คำตอบ ( 2 หน้า )
| 1 | 2 |

Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.