Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (177) Vote Down (168) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน ปิดกระทู้นี้  
22332 : จากคุณ ใจแปลง     [203.113.20.234]     16 Apr 2008 - 14:23     [951 คำตอบ]

สังคมอบอุ่น ชาวบ้านล้วนจิตเจริญด้วยคุณธรรม หาดูยากในโลก ...แต่ก็มีแล้ว
สำนึกดีด้วยความเจริญในธรรม มายังท่านผู้อ่านกระทู้นี้ทุกท่านครับ

เนื่องในวาระโอกาสอันดีที่ได้ขึ้นปีนักษัตรใหม่ เป็นปีชวด หรือ ปีหนูทองของคนทำมาหากินอย่างเราๆ ท่านๆ จะได้กินๆ ใช้ๆ รีบๆ อย่างบุคลิกของหนูนั่นแหละ ใจแปลงก็มีของใหม่มาเสนอ ให้อ่านจนเห็นภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านอีกสังคมหนึ่งที่มีความสุข แตกต่างไปจากเราทั้งหลาย ที่เรายังต้องแย่งกันเอากำไร ได้เปรียบเขามามากเท่าไรๆ ก็ถือว่า ได้กำไรชีวิตมากขึ้น ... แต่กลับขาดความสุขของจิตวิญญาณไปมากๆ วิญญาณมีแต่ความแห้งแล้ง ไม่ชุ่มไปด้วยน้ำใจ ...

แต่สังคมชาวบ้านที่ใจแปลงจะนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเขียนให้อ่านต่อไปนี้
พวกเขากลับมีแต่ความสุข เพราะไม่ต้องการกักตุนความสุข มีความเป็นอยู่เหมือนจะขัดสน กินน้อย-ใช้น้อย ไม่เปลืองไม่ผลาญ แต่กลับมีเวลาเหลือเฟือที่จะอุทิศพลีแรงกาย แรงสมอง พลีความสามารถ ให้แก่ส่วนรวมทั้งหมู่บ้าน และเผื่อแผ่ออกไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ให้ได้รับผลประโยชน์ตามหลัก "ความพอเพียง" ที่พึ่งตนเองตามหลักวิถีพุทธ (ในแนวลึก) และพึ่งพลังสามัคคีแห่งธรรมไปในทางสร้างสรรค์ ฯลฯ พลังสร้างสรรค์เหล่านี้ มันออกมาจากส่วนไหน และอะไรเป็นสิ่งเจาะไชให้พลังเหล่านี้ออกมาใช้งานเป็นขบวนการกลุ่ม อย่างสังคมพุทธ ที่น่าจะเรียกได้ว่า พุทธที่แท้จริงเป็นสังคมชีวิตแบบนั้นได้ไหม ... ฯลฯ

ยังไงก็จะพยายามเขียนให้อ่านแบบเบาสบาย ด้วยมุมมองชีวิตที่น่ารักๆ อบอุ่น ให้สมกับหัวข้อกระทู้นะครับ

แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 951 คำตอบ ( 32 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 |

181. น้ำนวล     [58.9.8.34]     05 May 2008 - 22:34 ลบความเห็นนี้

อึ้ง และ ทึ่ง ค่ะ เป็นธรรมะที่แปลกแต่จริง จนเถียงไม่ออก

ขอบพระคุณมากๆนะคะ อจ.จป

จะติดตามตอนต่อไปค่ะ


182. ยิ้มไว้     [203.153.173.251]     06 May 2008 - 16:04 ลบความเห็นนี้

เข้ามาอ่านเช่นเคยค่ะ...

เคยได้ยินว่าผู้ปฏิบัติธรรมไปดูดวงแล้วหมอดูมักจะทายไม่แม่น...
อยากเรียนถามคุณใจแปลงว่าเหตุผลเป็นประการใดคะ

ส่วนตัวเข้าใจว่ามันเป็นคนละโลกกันค่ะ
เรื่องทางโลกก็เป็นไปตามเกมส์และวาระกรรมที่ปรากฎ
ก็คือเสวยกรรมทางกายไปตามบทบาทของโลกสมมุติ
แต่ในส่วนของทางใจก็พัฒนาไปตามลำดับ
เป็นต้นว่าในบางครั้ง...เรื่องนอกตัวอาจจะเผชิญทุกข์ภัยอยู่
แต่ว่าในใจของท่านอาจจะไม่ได้รู้สึกทุกข์เลยก็ได้

รบกวนคุณใจแปลงชี้แนะด้วยค่ะ...

183. ยิ้มไว้     [203.153.173.251]     06 May 2008 - 16:06 ลบความเห็นนี้

ลืมลงชื่อเมล์ไว้ค่ะ...ขอไฟล์ของท่านบัณฑิตค่ะ
boonraksa2000@yahoo.com

ขอบคุณค่ะ

184. ปัณทักทาย     [125.26.31.127]     06 May 2008 - 17:25 ลบความเห็นนี้

สวัสดีค่ะคุณใจแปลง คุณยิ้มไว้ คุณดวงพร น้องน้ำนวล คุณ ณกมล
สบายดีกันทุกคนนะคะ

185. ยิ้มไว้     [203.153.173.251]     06 May 2008 - 18:01 ลบความเห็นนี้

สบายดี...ตามอัตภาพค่ะพี่ปัณ
พี่ปัณหายดีแล้วหรือคะ...

186. บูลสกาย ถึง น้าแปลง     [125.26.122.253]     06 May 2008 - 18:25 ลบความเห็นนี้

ไม่ได้เข้ามาอ่าน 3 วันยาวเหยียดเลย พึงกลับมาจากคาราวาน กัมพูชา อ่ะครับน้าแป้ง ไปแค่ 3 วันแต่ผิวดำลง 3 ปีเลยครับ ที่นู้นข้าวยากหมากแพงกว่าบ้านเราเยอะครับ น้ำมันเบนซิน 95 ลิตรละ 51 / 91 ลิตรละ 50 / ดีเซล 48/ลิตร ไปเที่ยวชมเมืองเก่าปราสาทโบราณตลอด 3 วันครับ รูปอยู่ใน Hi5 ส่วนหนึ่งครับ น้าแป้งว่างก็ลองเฉียดไปดูล่ะกัน http://lun-nat.hi5.com

187. บูลสกาย ถึง น้าแปลง     [125.26.122.253]     06 May 2008 - 18:34 ลบความเห็นนี้

อีก 1 ปี จะมาตั้งสถานีที่อุบลเหรอครับ สถานีแบบไหนครับ ผ่านเน็ทไปยิงขึ้นต่างประเทศ หรือ ยิงโดยตรงจากอุบลขึ้นดาวเทียมเลย หรือเปล่าครับ (ยิงตรงตอนนี้ยังติดกฎหมายห้ามอยู่ แต่ก็ยังมีสถานีของคนรวยล้นฟ้าที่ไม่รู้จักพอ ยิงสัญญาณโดยตรงในประเทศขึ้นดาวเทียมอยู่)

188. ปัณ-ยิ้มไว้     [125.26.31.127]     06 May 2008 - 19:39 ลบความเห็นนี้

พี่ปัณหายดีแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ

189. จ.ป.ยิ้มไว้     [124.120.0.24]     06 May 2008 - 21:46 ลบความเห็นนี้

ผมก็ทายดวงให้เพื่อนๆ ที่เป็นนักปฏิบัติธรรมในหมู่กลุ่ม ทายอดีตความเป็นมานั้น ทายถูก แต่ทายปัจจุบันหลายเรื่องแล้วมักทายผิด เพราะอะไร ก็พอจะตอบได้ว่า

เพราะ.. พฤติกรรมปัจจุบัน ปรับปรุงกรรมขึ้นใหม่อีกนั้น มันสังเคราะห์ไปไกลกว่าเดิม และจิตใจที่เข้มแข็งจนกระทั่งมีธรรมะเป็นที่พึ่งอาศัยจริงๆ แล้วนั้น มักจะสามารถฝืนกิเลสความต้องการตามกระแสโลกีย์ได้ ดวงดาวต่างๆ ที่โคจรมานำเอา สถานการณ์มาแวดล้อมนั้น ก็ทายถูกได้เฉพาะคำว่า จะมีสถานการณ์อะไรมาเป็นอิทธิพลบ้าง แต่เราไม่บังอาจไปทายถึง การตัดสินใจที่เขาจะเผชิญฝ่าสถานการณ์นั้นไปอย่างไรเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น...

ทายดวงจรจะดูสถานการณ์ได้ว่า
จะมีรายได้เข้ามามาก แต่นักปฏิบัติธรรมสละแล้วซึ่งการสะสมเงินทอง ก็ผิดไป
จะมีเพื่อนมาทรยศโกงทรัพย์ ก็ไม่รู้ว่าจะทรยศเอาอะไรไปได้อีก เพราะสละทรัพย์แล้ว
จะมีเพศตรงข้ามมาพัวพัน ก็เคยมีจริงๆ แต่การวางตัวก็ขึ้นอยู่กับเจ้าชะตาเอง
จะเจ็บไข้ได้ป่วย อันนี้ ส่วนมากมักจะตรง เพราะผู้มีศีลก็ป่วยได้
จะได้รับบาดแผล บาดเจ็บ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ บางทีก็มีตรง บางทีก็ไม่ตรง
... ฯลฯ ...

เรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความวิบัติล่มจมนั้น ก็สามารถทายถูกได้อยู่ครับ
แต่ถ้าจะทายด้วยเรื่องเสียหายรุนแรง หักโค่น อะไรนั้น ไม่ค่อยจะตรงเลย
เพราะ การที่นักปฏิบัติได้อาศัยอยู่ใน ปฏิรูปเทสวาโส อันคือ สถานที่อันเหมาะควรแก่ความเจริญในธรรม นั้น มันก็มีกระแสกุศล เป็นสนามแม่เหล็กอย่างหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันไว้ หรือแผ่ธัมมัญญารังสีคุ้มครองเอาไว้อยู่ครับ

................

ยิ่งท่านที่เข้าข่ายเป็นโสดาบันบุคคลขึ้นไปแล้ว ชีวิตจิตใจก็จะเข้าสู่โลกใหม่ไปแล้ว ไม่เป็นโลกเก่าอีกแล้ว โหราศาสตร์อ่านดาวที่เป็นโลกเก่าได้ถูก คือ โลกแห่งโลกียสุข โลกียทุกข์ แต่คนโลกใหม่คือโลกุตระบุคคล ก็มีความศรัทธาอยู่อย่างหนึ่ง ที่เจริญกว่านั้นแล้วว่า ... ไม่เชื่อแบบลัทธิที่เชื่อว่า..กรรมเก่าเที่ยงแท้ (ปุพเพกตเหตุวาท) ที่ไม่เชื่อเพราะ กรรมมันไม่คงที่ มันพัฒนาไปสู่โลกใหม่ได้ เป็นโลกใบใหม่ที่ยังซ้อนอยู่กับโลกใบเก่านี่เอง คือ โลกโลกีย์ใบนี้มันก็ยังแวดล้อมเราอยู่ แต่เราก็ไม่เกี่ยวกับมัน มันจะยั่วยุยังไงๆ เราก็สามารถเดินฝ่ากองกิเลสออกไปได้ ยังกะเดินทะลุภูเขา ทะลุกำแพง ...

ใจแปลงเดินไปในห้างที่สพรั่งไปด้วยผู้คนสวยๆ งามๆ ยั่วยวนโลกียสุข แต่ใจแปลงก็ฝ่าไปได้เหมือนเดินทะลุภูเขา กิเลสมาขัดขวางไม่ได้ นี่แหละครับ คือ อิทธิปาฏิหาริย์แบบเดินฝ่าภูเขา ที่เป็นธัมมาทิฏฐาน ของจริงครับ ... หรือแม้แต่จะเอามือลูบคลำพระอาทิตย์ ใจแปลงก็ลูบคลำมาแล้ว มือก็ไม่ร้อน (ความจริงก็คือ..กิเลสสิ่งของเกินความจำเป็นในห้างนั่นแหละ คือของร้อนดั่งอาทิตย์ มันก็ไม่สามารถทำอันตรายจิตใจเราได้) นี่แหละคือ ธัมมาทิฏฐาน ที่เป็นอิทธิวิธีที่เป็นสัมมาทิฐิของพระพุทธเจ้าจริงๆ เราเคยเรียนกันมาแบบพาซื่อเกินไป ก็เลยนึกไปถึงอิทธิฤทธิ์นั้น มันต้องวิเศษเกินมนุษย์มนาไปมากๆ ... โห

ตั้งแต่มีพระพุทธศาสนามานี่ ยังจะมีใครที่มีอภิญญาเดินทะลุภูเขาจริงๆ ออกไปได้จริงๆ กันเชียวหรือ .. หากสมมุติว่าทำได้ แล้วจะมีประโยชน์อย่างไร จะใช้พลังวิเศษเช่นนั้นไปทำไม ... โอ ชักจะนอกเรื่องไปแล้วล่ะครับ

ขอขอบคุณนะครับ คุณยิ้มไว้
ที่สนใจไฟล์หนังสือสัจจะชีวิต ภาคสอง ของท่านบัณฑิต
เป็นอัตตชีวิตที่ลูกศิษย์ได้รวบรวมเอาไว้ ให้เป็นกรณีศึกษา

ผมก็พยายามส่งไปให้พี่ปัณหลายครั้งแล้วล่ะครับ แต่ไม่สำเร็จสักที
อาจเป็นเพราะเน็ทของผมมันความเร็วต่ำ และไฟล์มันใหญ่เกิน 60 MB
มันก็เลยปฏิเสธการส่ง เดี๋ยวผมจะลองพยายามอีกนะครับ

ถ้าไม่สำเร็จ ก็คงต้องลองไปใช้เครื่องคอมฯ ห้องอื่น ในวันหลังนะครับ

190. ปัณสวัสดี     [125.26.28.102]     07 May 2008 - 10:15 ลบความเห็นนี้

สวัสดีค่ะ คุณใจแปลง
คุณยิ้มไว้ คุณดวงพร น้ำนวล ณกมล และทุกท่านที่อยู่ในแดนธรรม

191. ใจแปลง     [124.120.0.24]     07 May 2008 - 11:09 ลบความเห็นนี้

สวัสดีเช่นกันครับ พี่ปัณ

เมื่อคืนนี้ผมก็พยายามส่งไฟล์หนังสือ สัจจะชีวิต ภาคที่สอง ส่งไปให้ทั้งพี่ปัณ และคุณยิ้มไว้ ก็ยังไม่สำเร็จอีกครับ คงเป็นเพราะเน็ทใจแปลงความเร็วต่ำ จึงส่งไฟล์ขนาดใหญ่ๆ ไปไม่ไหว ... แล้วจะลองย่อไฟล์ลงแบบ zip อีกที (ย่อแล้วก็ยังเหลือ 60 MB ถ้วนๆ อยากย่อให้เหลือน้อยกว่านี้ จะมีวิธีการไหนอีกไหมครับ

วันนี้ จิตใจผมก็ยังแจ่มใสดีอยู่ กำลังหมกมุ่นค้นคว้า หาความหมายของคำว่า "น มญฺญติ" ที่ไปขยายความกับคำว่า นิพพานก็ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าเป็นของของเรา (ท่านบัณฑิตต้องการใช้คำนี้มายืนยันว่า พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้อย่างไร หากท่านบัณฑิตจะอธิบายล้ำหน้าไปก่อน ด้วยความจำจากสภาวะแห่งตนที่มี ที่เป็นอยู่ คนที่มีความรู้เขาก็จะเชื่อยาก เขาจะเชื่อก็เพราะ จำนนด้วยหลักฐานเท่านั้นน่ะครับ) ... ใจแปลงค้นได้แต่คำว่า น มัญญติ ที่ไปขยายความคำอื่นที่ใกล้เคียงกับสภาวะนิพพานเท่านั้น เช่น นะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มัญญติ

หากผู้ใดที่สะดวกไปเยี่ยมใจแปลงถึงที่ทำงาน ก็กรุณานำเอา แฮนดี้ไดร๊ฟ ไปด้วยนะครับ จะได้ Coppy ไฟล์หนังสือดีๆ หลายๆ เล่ม ให้เป็นของฝาก ไปอ่านจนจุใจไปเลยนะครับ

ตอนนี้จะพยายามย่อซิปไฟล์ส่งไปให้ ให้สำเร็จก่อน
ถ้าส่งสำเร็จ ก็คงส่งไปให้ได้อีกหลายๆ คนนะครับ

192. ดวงพร     [118.174.154.164]     07 May 2008 - 11:41 ลบความเห็นนี้

สวัสดี ทุกๆท่านค่ะ

ไม่ได้เข้ามาอ่านเสียหลายวัน เนื่องจาก คอมฯ มีปัญหา หยุดไปเสียเฉยๆ คงต้องส่งซ่อมแล้ว
ขอชื่นชม ความมานะ อุตสาหะในการเขียนได้ยาวมากๆ ของคุณใจแปลง ข้อความหลั้งไหลออกมาดั่งสายน้ำ เป็นเขื่อนชั้นดี น้ำไหลรินได้ตลอดเวลา
ขนาดใช้ Notebook ยังเขียนได้แบบนี้ ถ้าใช้เครื่อง PC. ก็คงยิ่งเขียนมาให้อ่านได้มากกว่านี้อีกนะคะ ขอชมด้วยใจจริงค่ะ

193. Pannika     [125.26.28.102]     07 May 2008 - 13:29 ลบความเห็นนี้

สวัสดีค่ะ คุณใจแปลง พี่ปัณเคยอยากได้Notebook เพราะต้องใช้ในการอบรม แต่ใช้เดือนละครั้ง จึงไม่ซื้อ พอเราปลงได้ เราก็ไม่รุ่มร้อนตอนนี้เฉยๆ
ไม่อยากได้อะไรเลย อยากได้โสดาบัน เป็นอันดับแรก
ขอบคุณสำหรับหนังสือนะคะ ดีมากเลย ปริ๊นท์และเย็บเล่มเรียบร้อย พี่ปัณทำเป็นหนังสือ รูปปกสวยงาม น่ามอง ขอบคุณรอบสองค่ะ

194. ใจแปลง     [124.120.0.24]     07 May 2008 - 14:21 ลบความเห็นนี้

สวัสดีครับ พี่ดวงพร พี่ปัณ

ที่ผมเขียนออกมาแล้วยาวนั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้ยาวหรอกนะครับ
แค่ตั้งใจว่าจะอธิบายคำบางคำเท่านั้นเอง แต่มันก็ยาวเพราะมันผุดออกมายังกะน้ำ
พี่ดวงพรพูดถูกนะครับ Notebook เนี่ย ถ้าไม่ระงับใจไว้ดีๆ มันก็คงหงุดหงิดน่าดู เพราะแป้นพิมพ์มันกดลงยาก กดพิมพ์แล้วก็ต้องอ่านเช็คอีกที ว่า มันมีคำไหนที่กดไม่ลงบ้าง เดี๋ยวจะอ่านผิดความหมาย ผมก็บาปตายเลย (ต้องคุ้มครองคนอ่านมิให้อ่านผิดอีกด้วย)

ส่วนพี่ปัณอยากได้จิตแบบโสดาบัน ผมก็ว่าไปตามภูมิตามที่ท่านบัณฑิตบอกสอน
พี่ปัณก็เลือกเอานะครับ ว่า จะเชื่อฟังในแบบที่ผมเขียนให้อ่าน หรือว่า จะคล้อยตามความเห็นของผู้รู้อื่นๆ ที่เขาก็มีสายตามองเห็นอารมณ์พระโสดาบัน ว่าจะสร้างอารมณ์นั้นได้อย่างไร ... ในเว็บแห่งนี้ก็ดีนะครับ ไม่ได้มีแต่ความเห็นของใจแปลงคนเดียว ผู้รู้อื่นก็มีแนวทางให้เลือกเชื่อถืออยู่ครับ

............

พี่ปัณยืนยันว่า ได้รับเอกสารหนังสือแล้ว ผมก็ดีใจด้วยนะครับ ที่ส่งสำเร็จ
คุณยิ้มไว้ยังไม่มายืนยันเลย ถ้ายืนยันมา ก็จะได้แน่ใจว่า หากจะส่งให้คนอื่นอีก เขาต้องได้รับแน่นอน ครับ

ทำไมผมจึงส่งภาคที่สองให้ครับ
ภาคหนึ่งทำไมไม่อยากส่งให้อ่านล่ะครับ
ผมเห็นว่า ภาคที่หนึ่งนั้น เขาเรียบเรียงประวัติที่ถอยไปไกลมาก
ตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็กอยู่เลย มีภาพถ่ายให้ดูหมดเลยว่า ตอนเด็กๆ ท่านเลี้ยงน้องๆ ซนๆ ผ่านการทำงานหนักเกินตัวมาขนาดไหน จนโตเป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่ม สนใจในศิลปะ กาพย์ กวี โคลง ฉันท์ ดนตรี ทุกอย่าง เข้าใจอย่างเชี่ยวชาญ และมาทำงานเป็นดาราทีวี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ... ซึ่งประวัติในภาคแรกนี้ ผมเห็นว่า ก็เป็นแค่ประวัติดาราดังในอดีต ให้รู้ทีหลังก็ยังได้ แต่ประวัติในภาคที่สองนั้น มันสำคัญต่อการออกบวช และสำคัญต่อคนที่ยังลังเลในเรื่องเข้าทรง การเล่นอิทธิฤทธิ์ทางจิต ที่ไม่ใช่ฤทธิ์ทางพุทธ

ท่านจึงต้องแยกแยะ จับเอาภาวะสติสัมปชัญญะที่ยังไม่ใช่สติของพระอริยะมาบอก ให้รู้ว่า สติอย่างไรจึงจะเข้าขั้น สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์ไปสู่การตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง
(พระโสดาบันนี่ก็ต้องหัดมีความ ตรัสรู้ ได้ด้วยตนเองแล้ว แต่จะตรัสรู้ได้เฉพาะวงแคบๆ ที่เป็นภูมิของผู้ดับนรกได้แล้วเท่านั้น ... ไม่ใช่ว่า ต้องรอให้เป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะตรัสรู้เองได้ หรอกครับ ระดับพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นรอบที่ใหญ่ขึ้น รู้แจ้งทุกสรรพสิ่งในโลกธาตุจักรวาลชีวิตทั้งปวง)

ผมจึงชอบที่จะให้ สัจจะชีวิต ภาคที่สอง ให้แด่ท่านที่สนใจการปฏิบัติธรรม ครับ
ท่านใดสนใจ ก็ขอกันเข้ามาได้นะครับ (ขออีเมลด้วย)

ใจแปลง สู่แดนธรรม

195. ปัณแวะมา     [125.26.28.102]     07 May 2008 - 22:30 ลบความเห็นนี้

สวัสดีรอบค่ำค่ะ คุณใจแปลง พี่ปัณเชื่อและนับถือในความคิดของใจแปลง จึงมิได้ทักท้วงภาคแรก คิดว่าเดี๋ยวใจแปลงก็บอกเหตุผลเองแหละ
เมื่อตอนหัวค่ำพี่ปัณดูท่านบัณฑิตทางเน็ต ท่านพูดถึงนักการเมือง
พูดถึงศิลปะ การปั้นรูป และเปรียบเทียบให้ฟังหลายอย่าง มีคนนั่งฟังหลายคน
คนที่นั่งฟังเป็นชาวบ้านที่อยู่ในสังคมบุญนิยมป่าวคะ
พี่ปัณแม้จะไม่ว่าง หากใจจดจ่อ พี่ปัณก็ใช้อวัยวะครบทุกอย่างในการสั่งงาน
จึงดูว่าพี่ปัณจะเร็วกว่าคนอื่น พี่ปัณเช็คเมล์ พอเจอที่ใจแปลงส่งมา
พี่ปัณสั่งให้ลูกน้องปริ๊นท์งานทันที อีกคนคอยรับงานไปส่งเย็บเล่ม
พี่ปัณต้อนรับลูกค้า รับโทรศัพท์ไปด้วย รับงานดาวเทียมไปด้วย
สั่งอีกคนให้เตรียมอุปกรณ์ พอ2คนที่ทำหนังสือเสร็จกลับมา พี่ปัณก็ออกรถไป
ติดจานได้ทันที ระหว่างนี้กินข้าวไปด้วย สนุกกับงานมากๆ
พี่ปัณอยากให้ใจแปลงมีกำลังใจในการเขียนธรรมะ ไม่ต้องสนใจใครจะมาป่วน ขอจบแค่นี้นะคะ ต้องไปซักรีดเสื้อผ้าค่ะ

196. จ.ป.-พี่ปัณ     [124.120.0.24]     07 May 2008 - 23:19 ลบความเห็นนี้

อื้อหือ.. พี่ปัณใช้เวลาแต่ละนาทียังกะชาวบุญนิยมที่คล่องตัวจังเลยครับ ท่านว่า คนเราสามารถใช้สติแบ่งรับแบ่งรู้หลายๆ เรื่องในคราวเดียวกันได้ด้วย ไม่จำเป็นจะต้องพุ่งสติไปเพียงเรื่องเดียวให้เป็นเอกหรอก ทำหลายๆ อย่างพร้อมกันและก็รับรู้ทุกๆ อย่างไปโดยเฉลี่ยทั่วถึงกันได้หมด ก็มีนะครับ อย่างน้อยก็มีพี่ปัณคนหนึ่งล่ะ

ตอนหัวค่ำ.. พี่ปัณคงได้ดูเทปเก่ากระมัง เป็นเรื่องของการตอบปัญหา
ถ้าเป็นช่วง หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม ผมจะช่วยท่านจัดรายการสดๆ เลยครับ
ที่พี่ปัณเห็นมีผู้ฟังอยู่นั้น ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นชาวบุญนิยมทั้งหมดหรือเปล่า
เพราะบางช่วงก็จะมีชาวบ้านจากจังหวัดอื่น มาเข้ารับการอบรมด้วย
(ถ้ามีผ้าพันคอแบ่งสีต่างๆ นั้น ก็คือ แบ่งการเรียนรู้เป็นขบวนการกลุ่มครับ)

ช่วงนี้ก็อยากเขียนธรรมะต่อ แต่ก็ไม่รู้จะเจาะจงลงในเรื่องอะไรดี
เรื่องอะไรๆ ในชุมชนก็ยังมีมุมที่จะหยิบมาเล่าได้อีกเยอะครับ

แต่คืนนี้.. ใจแปลงอยากจะนอนเอาแรงก่อน สักเช้าๆ กะว่าจะมาเขียนอีกครับ

197. ปัณสวัสดียามเช้า     [125.26.27.20]     08 May 2008 - 08:21 ลบความเห็นนี้

สวัสดีค่ะ คุณใจแปลง
พี่ปัณใช้ตาดูหูฟังปากพูด สมองคิด มือขยับ(รับโทรศัพท์) เป็นบุคลิกของพี่ปัณค่ะ
มันได้งาน บางครั้งลูกน้อง3คนยังไม่ทันใจพี่ปัณเลย ไม่ได้ใจร้อนนะคะ
งานบริการต้องคล่องแคล่ว พูดจาเข้าหูลูกค้า เพราะการแข่งขันสูง
พี่ปัณอยากถามว่า
หากพี่ปัณไม่รู้สึกอะไรเลย เมื่อลูกชายมีปัญหา พี่ปัณจะบอกให้เขารับผิดชอบตัวเองในปัญหาที่เขาทำ แต่คนอื่นมองว่าพี่ปัณใจดำไม่รักลูก พี่ปัณก็ยังไม่สนใจในคำนินทา พี่ปัณมีความคิดเป็นของตัวเอง อยากให้ลูกแก้ไขปัญหาได้มิใช่หวังพึ่งแม่ตลอด หากแม่ตายไป เขาคงแย่ไม่มีสมองคิดอะไรได้ คนไทยเลี้ยงลูกให้เสียคน พี่ปัณผิดปกติป่าวคะ รบกวนตอบด้วยค่ะ

198. ฟ้าใส ฐิภา     [192.168.16.142]     08 May 2008 - 09:35 ลบความเห็นนี้

สวัสดียามเช้า

ความเมตตากรุณา
ชื่อว่าเป็นความพิเศษ
ที่ช่วยเป็นยาสมาน
แผลใจของคนเรา
ให้เจ็บปวดน้อยลง
เป็นยารักษาใจให้มองเห็นคุณค่า
ของความรู้สึกที่ไม่ถูกรุมทำร้าย
ด้วยความเห็นแก่ตัว
กรทั่งทำให้ไม่ต้องตกเป็นทาส
ของอารมณ์โลภ โกรธ และ หลงจนเกินเหตุ

เอาความเมตตากรุณาเป็นปณิธาน
กราบขอบพระคุณในความเมตตาของชาวพยากรณ์ค่ะ
ฐิภา พยากรณ์

199. ตอบพี่ปัณ     [124.120.0.24]     08 May 2008 - 09:49 ลบความเห็นนี้

พี่ปัณออกแบบชีวิตของลูกได้เหมาะสมแล้วล่ะครับ
ความรัก ความปรารถนาดี บางทีก็แสดงออกว่าคล้ายๆ กับจะ "ใจดำ"
แต่กลับเป็นของมีค่าให้แก่ลูกไปอย่างคนฉลาด ที่เขาไม่เลี้ยงลูกให้เสียคนเลยครับ

ในหนังสือสัจจะชีวิต ภาคที่หนึ่งนั้น จะว่ามีประโยชน์ ก็ควรจะมีประโยชน์บ้างเช่นกัน
ประโยชน์ตรงที่ ชาวบ้านที่ยังมีงานการทำ เลี้ยงดูครอบครัวอยู่ ก็จะได้ข้อคิดจากชีวิตจริงของท่านบัณฑิตตอนสมัยเด็กๆ และตอนหนุ่มทำงานแล้ว

ท่านบัณฑิตตอนเด็กๆ ก็ถูกแม่สั่งสอนโดยการกระทำให้ไปต่อสู้ชีวิตเอาเอง
ฐานะทางบ้านของแม่นั้น ในย่านอำเภอวารินชำราบ จ.อุบลฯ แม่ของท่านซื้อตึกแถวทรงโบราณ ครองที่ดินทำการค้าอย่างคนมีฐานะดีในยุคนั้นไว้เป็นอันมาก แม่กลับส่งให้ท่านบัณฑิต หรือ ด.ช.รัก รักพงษ์ ไปอยู่บ้านคนอื่น คือ บ้านของลุง พี่ชายแม่ ซึ่งเป็นนายแพทย์ประจำจังหวัด ลุงมีลูกๆ หลายคน ท่านก็ไปอยู่กับลุงกับป้าในฐานะหลานผู้ขออาศัย เขาก็ใช้งานท่านทำสารพัด ป้าเป็นคนที่ตระหนี่มาก ใช้หลานรักทำขนม ห่อขนมใบตองจะไปขายตลาด ทำเสร็จ ท่านก็อยากกินบ้าง ขอป้ากิน ป้าก็บอกว่า..ถ้าอยากกินก็ต้องเอาเงินมาซื้อ (555) โอ.. ป้านะป้า และก็ยังต้องทำงานบ้านสารพัด เลี้ยงน้องๆ อีกเกือบสิบ

ท่านเป็นลูกคนมีฐานะดีแท้ๆ แต่ก็ได้รับการปลูกฝังให้มีนิสัยขยัน ไม่อยู่เฉยๆ เป็นเด็กโตขึ้นมาหน่อยก็ไปขายของในสถานีรถไฟวาริน บางทีก็รับจ้างเป็นกุลีแบกข้าวของที่สถานีรถไฟ อะไรที่เป็นเงินได้ ท่านก็ทำหมด ของบางอย่างเขาทำแล้วแจกกันกิน เช่น คั่วเม็ดมะขาม ท่านก็เอามาคั่วแล้วก็เอาไปขายให้ผู้ใหญ่ จนพวกผู้ใหญ่ก็หัวเราะว่า เด็กคนนี้มันขายทำไมวะ (แต่ก็มีคนซื้อนะ) หน้าน้ำท่วม ท่านก็ไปรับจ้างแจวเรือข้ามฟาก ผิดกับลูกคนมีเงินในตลาดอื่นๆ ที่เป็นคุณหนู คุณชายที่มีรสนิยมชอบอยู่เกาะมาแต่เด็ก

พี่ปัณคิดถูก ทำถูกแล้วล่ะครับ
"เลี้ยงลูก..ต้องเลี้ยงให้รู้จักโต"
ท่านบัณฑิตสอนไว้เสมอๆ ครับ

200. ยิ้มไว้     [203.153.172.59]     08 May 2008 - 13:20 ลบความเห็นนี้

ยังไม่ได้รับไฟล์ค่ะคุณใจแปลง...

เคยอ่านประวัติท่านบัณฑิตมาบ้างค่ะ...เป็นบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร
ที่พอจะจำได้ก็คือก่อนบวชท่านจะมีลักษณะของความเป็นผู้ให้แบบไม่จำกัด
ใครเดือดร้อนเรื่องเงินทอง...มีมาเท่าไรท่านก็จะช่วยเท่าที่ทำได้
ไม่ได้ทำเพื่อสะสมปัจจัยไว้สำหรับตัวเองแต่อย่างใด

แต่ว่ายังไม่มีโอกาสได้แวะไปเยี่ยมชมสังคมในสันติอโศกเลยค่ะ
ได้แต่ฟังคนโน้นคนนี้พูดถึงบ้างตามวาระ...

คุณลุงของยิ้มไว้ท่านเป็นฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมค่ะ (อยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี)
เมื่อหลายปีมาแล้ว...ท่านเคยสอนคนข้างบ้านที่ป่วยหนักให้กำหนดภาพพระพุทธรูปจนได้สมาธิระดับหนึ่ง เพื่อให้มีที่พึ่งก่อนเปลี่ยนภพภูมิ
จนวันหนึ่งเขามาชวนคุณลุงไปกราบท่านบัณฑิตที่เดินทางมาธุดงค์
แต่คุณลุงไม่ว่าง...เขาก็เลยไปกราบท่านคนเดียว
แล้วมีโอกาสได้สนทนากับท่านบัณฑิตเรื่องการปฏิบัติที่คุณลุงมาสอนให้
เขากลับมาเล่าให้ฟังว่า ท่านบัณฑิตกล่าวชมว่าคนสอนเก่งนะ สอนดีแล้ว
ให้หมั่นทำความเพียรไป...

ก่อนหน้านี้ยิ้มไว้ก็ไม่เคยฟังธรรมจากท่านบัณฑิตมาก่อนเลย
จนคุณใจแปลงแนะนำให้เข้าไปฟังการบรรยายสดในเวปนั่นล่ะค่ะ
จินตนาการล่วงหน้าไว้ว่าท่านคงจะบรรยายแบบท่าทางเคร่งๆ นิ่งๆ
แต่พอได้ชมแล้วก็เห็นว่าท่านดูร่าเริงในธรรมมากค่ะ...
ที่สำคัญก็คือมีความรู้สึกว่าบุคลิกของท่านคล้ายกับคุณลุงของยิ้มไว้
คือมีความคล่องตัว ร่าเริงในการเผยแผ่ธรรม มีอารมณ์ขัน...
ทำให้รู้สึกอบอุ่นในใจเหมือนได้พบกับคุณลุงเลยค่ะ..(ท่านเสียไปเมื่อต้นปี 50 ค่ะ)




201. จ.ป.ยิ้มไว้     [124.120.0.24]     08 May 2008 - 14:16 ลบความเห็นนี้

นานๆ ทีจึงจะรู้ว่า มีแฟนๆ ที่ติดตามชมรายการ มาพูดคุยด้วย สักคน
คุณได้ดูลีลาการแสดงธรรมของท่านบัณฑิตแล้ว ท่านไม่มีมาดหรอกครับ
มีแต่ความจริงใจ อะไรไม่ดีท่านก็บอกผู้หลักผู้ใหญ่ของฝ่ายบริหารบ้านเมืองไป
อะไรคือหายนะที่จะมากับเศรษฐกิจ ท่านก็ให้ปัญญากับผู้บริหาร ฟังไป
เขาฟังแล้วจะเห็นด้วย หรือจะดูถูกให้อีก ก็สุดแท้แต่เขาจะมีธุลีในดวงตาเหลือน้อย หรือ..เหลือมาก (ถ้าเหลือมากอยู่ก็คงจะเคืองนัยน์ตาอยู่นั่นเอง)

....................

ผมก็ลองส่งไฟล์ไปอีกเป็นครั้งที่สอง สาม
แม้ครั้งต่อไปก็จะลองส่งอีก (จะหาเครื่องอื่นส่งให้นะครับ)
มันส่งได้เป็นบางวัน ก็ไฟลมันใหญ่อ่ะ (หนังสือหนา 464 หน้าครับ)

202. ปัณ-จ.ป.-ยิ้มไว้     [125.26.27.20]     08 May 2008 - 15:01 ลบความเห็นนี้

สวัสดีรอบบ่ายค่า พี่ปัณได้รับอีเมล์ธรรมะก่อนใคร สงสัยที่บ้าน
เป็นแบบไฮสปีด 2จิ๊กเหมาจ่ายรายเดือน
ขอบคุณใจแปลงมากค่ะ ที่ตอบข้อสงสัยให้ พี่ปัณขอตัวไปส่งทีวีก่อน
นะคะ

203. ยิ้มไว้     [203.153.172.59]     08 May 2008 - 15:18 ลบความเห็นนี้

เอ...ทำไมยังรับไม่ได้หนอ...

คอมฯ พี่ปัณไฮเทคจังค่ะ...รับได้ก่อนใครเลย...


204. จ.ป.ยิ้มไว้     [124.120.0.24]     08 May 2008 - 15:46 ลบความเห็นนี้

หนังสือมีหลายหน้ามาก และรูปประกอบก็มาก
ผมจะลองไปขอให้ท่านผู้เซฟไฟล์ต้นฉบับ แบ่งไฟล์ออกเป็นสี่ตอน
แล้วแยกส่งมาให้อีกที คงจะได้อ่านให้สมกับที่รอคอยนะครับ

ความพยายามอยู่ที่ไหน
ความพยายามต้องเพิ่มเป็นสองเท่า ... อะฮะ

205. ปัณ     [125.26.27.20]     08 May 2008 - 17:03 ลบความเห็นนี้

ใช่ค่ะ อะไรที่ยาก เราต้องทำให้สำเร็จ

206. ปัณสงสัย     [125.26.27.20]     08 May 2008 - 18:14 ลบความเห็นนี้

สวัสดียามเย็นค่ะ คุณใจแปลง พี่ปัณอยากทราบว่า มีใครบ้างไหมที่ได้โสดาบัน
แล้วไม่เคยร้องไห้เลย พี่ปัณไม่ชอบเห็นการร้องไห้ ไม่อยากร้องไห้ด้วย ในสมัยพุทธกาลมีใครที่เข้มแข็งมากจนร้องไห้ไม่เป็น
การได้โสดาบัน จำเป็นไหมคะว่าจะไม่ตกนรก เพราะมนุษย์ทำบุญและ
บาปปนกันไป

207. ปัณถามใจแปลง     [125.26.27.20]     08 May 2008 - 18:45 ลบความเห็นนี้

พี่ปัณขอถามว่าคุณใจแปลงรู้จักท่านจันท์ป่าวคะ เมื่อก่อนพี่ปัณสงสัยอะไร
จะเข้าเวปพระจันท์ดอทคอม ไปถามปัญหาค่ะ ตอนนี้หาไม่เจอ สงสัยเวปโดนปิด

208. ตอบพี่ปัณ     [124.120.0.24]     08 May 2008 - 22:20 ลบความเห็นนี้

สวัสดียามหัวค่ำครับพี่ปัณ

ผมมัวแต่ไปคอนโทรลจัดรายการสดช่วยท่านบัณฑิตอยู่
พอจัดเสร็จกลับขึ้นสู่ห้องทำงาน ก็เห็นพี่ปัณมาทักทายตั้งแต่ใกล้มืดแล้ว

ตอบง่ายๆ เรื่องความเศร้าเสียใจในอารมณ์ของพระโสดาบัน

พระโสดาบันในร่างฆราวาส ไม่ว่าชายหรือหญิง พระองค์ทรงนับเข้าเป็นสาวก
เป็นอุบาสก อุบาสิกา ของพุทธศาสนาแล้ว พระโสดาบันก็ร้องไห้ได้ เพราะในวิถีที่เจริญขึ้นไปสูงกว่าโสดาบันนั้น ก็จะต้องพัฒนาไปสู่ที่สูงอยู่โดยธรรมดา จึงต้องเผชิญกับอุปสรรค ปฏิบัติธรรมด้วยน้ำตานองหน้าอยู่ ก็จะไม่ย่อท้อ ไม่หนีโจทย์ (ญาณข้อที่สองของพระโสดาบัน ก็จะมีญาณรู้จักสภาวะ "อาเสวนา" คือ คบคุ้น หันหน้าสู้กิเลส สู้กับผัสสะ ไม่หนีผัสสะ ไม่หลบหนีโจทย์ ไม่หนีปัญหา ... รู้จักสภาวะ ภาวนา คือ ทำให้เกิดผลสำเร็จ มีผลเจริญจากปัญหานั้น หรือยุติปัญหาได้โดยไม่ขาดทุน ไม่เสียกุศล ...รู้จักสภาวะ พหุลีกัมมัง ก็คือ กระทำให้มากซึ่งอาเสวนา และภาวนานั้น ... จะเห็นว่า คำว่าภาวนานั้น ไม่ได้หมายถึงการบริกรรมท่องบ่นอะไลยครับ คือ ทำให้เกิดผลเจริญจริงๆ จึงจะเป็นการภาวนา ครับ)

ด้วยเหตุที่ ต้องต่อสู้กับความยากลำบากอยู่ เพราะตั้งตนอยู่บนความลำบากนั้น กุศลธรมเจริญยิ่ง ... กว่าจะเจริญ มันก็ย่อมมีการเจ็บปวดจิตใจ เพราะกิเลสมันออกอาการเจ็บปวด จิตมันก็ต้องเจ็บปวดตาม การร้องไห้ย่อมมีแน่ๆ ครับ (นางวิสาขามหาอุบาสิกานั่นแหละครับ คือ ตัวอย่างที่พบในพระไตรปิฎก)

คนที่จะไม่ร้องไห้แล้ว ก็มีเหตุมาจากการทำลายอัตตา โดยไม่มีเยื่อใยในอัตตาได้ในระดับหนึ่งแล้ว พระสกิทาคามี ไม่ยินดีในกามภพที่ละเอียดขึ้นมากว่าโสดาบัน ท่านก็จะไม่มีเหตุที่จะร้องไห้เพราะเสียดายของรักของหวงอันใดอีกแล้ว

พระโสดาบัน จำเป็นไหมคะว่าจะไม่ตกนรก

ตอบ.. หากเข้าใจคำว่า นรกให้ดี
นรกก็คือความเร่าร้อน พระโสดาบันก็จะปิดนรกประเภทร้อนรน แบบหัวหน้านรกของอบายภูมิได้แล้ว ..แต่นรกที่ละเอียดกว่านั้นโสดาบันก็ยังปิดไม่ได้ นรกที่เป็นทุกข์อันละเอียดขึ้น ก็คือ นรกที่ไม่ใช่ความเร่าร้อนอย่างเก่าอีกแล้ว ท่านจะไม่ไปตกนรกอย่างเดิมนั้นอีกแน่นอน ... แต่ก็ยังจะทุกข์ใจเพราะมีทุกข์จากลูก จากหลาน จากทรัพย์สมบัติ อันเป็น โอฬาริกะอัตตา คือ ตัวตนที่พอกเพิ่มเอาวัตถุสมบัติภายนอกไปเป็นตัวตนแห่งตนอีกด้วย กายทุกข์อย่างเดียวไม่พอ กายอื่นที่เป็นลูกๆ หลานๆ ก็พาเป็นทุกข์ด้วย พระโสดาบันที่ยังไม่สามารถตัดขาดได้จากบ่วงกรรมเหล่านี้ได้ ก็ยังต้องมีวิบากที่จะต้องเสี่ยงต่อการมีทุกข์เพราะความรักในลูกหลานเป็นเหตุ อยู่อย่างแน่นอนครับ

พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ว่า หนทางที่คนจะมาบวชนั้น จะต้องเตียนโล่ง ปราศจากบ่วงกรรมจากเครือญาติ และปราศจากทรัพย์สินสมบัติ ออกมาให้พ้นเสียก่อน
(ญาติปริวัตตัง ปหายะ และ โภคคัคขันธา ปหายะ)

ผู้ที่จะได้บวชเป็นสมณะเป็นศิษย์ของท่านบัณฑิตในสันติอโศก ได้นั้น ก็จะต้องเซ็นต์ชื่อตัวเองออกมาจากกองมรดกเสียก่อน จากทะเบียนสมรสเสียก่อน หรือ ออกจากข้าราชการมาอย่างลอยตัวเสียก่อน ท่านจึงจะอนุญาตให้บวชได้ ครับ เพราะ หากยังมีวิบากที่จะต้องไปรับผิดชอบด้วยเรื่องเหล่านั้นอยู่ ท่านก็จะไม่ให้คนเหล่านั้นทิ้งภาระหนีออกมาบวช จะบวชได้ก็ต้องมีแต่ตัวและหัวใจเท่านั้น ครับ

.............

ส่วนท่านจันทร์นั้น ก็เคยทำงานร่วมกันมานานหลายปีแล้วล่ะครับ ท่านมีปัญญาโวหารดีกว่าใจแปลง ท่านมีความจำดีมาก หัวสมองท่านโต ต้องยกให้ว่ามี แรม มากกว่า 1000 GB ขึ้นไป ท่านอ่านหนงสือเล่มบางๆ เป็นบทกวีกลอนเปล่า อ่านแค่รอบเดียว ท่านขึ้นเทศน์ ก็กล่าวถึงบทกลอนนั้นด้วยปากเปล่า ได้อย่างถูกต้องเกือบทุกตัวอักษรเลยหละครับ แต่ท่านมักจะขี้ลืม บ่อยๆ !!!!

ท่านจันทร์มีความจำเป็นเลิศกว่าใคร นั่งหันหน้าเข้าหากำแพงแล้วก็เทศน์ด้นสดจากความจำ และปฏิภาณเฉพาะหน้า อัดเทปไว้ออกรายการสถานีวิทยุได้เป็นเดือนๆ ... แต่ท่านมักจะลืมของใช้ส่วนตัวของท่านอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวก็ลืมบาตร เดี๋ยวก็ลืมจีวร
(ฮะหะหะหะ... เอาท่านมาขาย คงไม่บาปหรอก เพราะท่านก็ชอบใจที่ท่านก็เป็นยังงั้นจริงๆ)

เว็บท่านจันทร์ตอนนี้ มีปัญหาจริงๆ หละครับ ยังเปิดออกมาไม่ได้ (โดนปิดแล้วครับ ด้วยการแจ้งให้ทราบว่า ปิดเพราะอะไร.. ไง๋ เป็นยังงั้นไปได้นะ)

209. ปัณ-จ.ป.     [125.26.28.128]     09 May 2008 - 08:31 ลบความเห็นนี้

พี่ปัณขอบคุณมากค่ะ ที่คุณใจแปลงขวนขวายมีใจเมตตา ตอบปัญหาให้พี่ปัณ ใจแปลงรู้ตัวอะป่าวว่า พี่ปัณชอบสำนวนใจแปลงมาตั้งแต่ได้อ่านที่
ใจแปลงโพสต์เรื่องชมรมดาวความรักเสีย ได้แต่แอบอ่านนะ
ไม่กล้าร่วมขบวนการ มันอายนา คุณใจแปลง
เดี๋ยวจะมาแอบตอบนะคะ ต้องไปจ่ายงานให้ลูกค้าก่อน

210. ใจแปลง     [124.120.0.24]     09 May 2008 - 09:27 ลบความเห็นนี้

สวัสดีครับ พี่ปัณ พี่ดวงพร คุณน้ำนวล คุณยิ้มไว้ คุณฟ้าใส คุณณกมล คุณบลูสกาย และทุกท่านที่ยังมิได้เอ่ยนามเพราะนึกไม่ออกอีกหลายๆ ท่านครับ

เรื่องตอบปัญหาไม่ว่าจะทางธรรม ทางโหร หรือปัญหาทางอารมณ์ศิลปะต่างๆ ใจแปลงได้ตั้งเจตนาเอาไว้นานแล้วล่ะครับว่า จะไม่ขอเป็นผู้ติดขัดในปัญญา จะหมั่นทำไว้ในใจโดยแยบคายในการสั่งสมซึ่ง ปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ หรือความมีปัญญาแตกฉาน ในอรถะ ธรรมะ นิรตติ และปฏิภาณ รายละเอียดก็จะมีประมาณนี้แหละครับ ว่า...

๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถะ เพียงแค่เห็นประโยค วลีสั้นๆ หรือเห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่งก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร หรือเห็นเหตุหนึ่งก็สามารถแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล หรือใจแปลงจะอธิบายจากผลไปหาเหตุ ก็พยายามทำอยู่

๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม แม้เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ หรือเห็นผลตัวปลาย ก็สามารถสืบสาว กลับไปหาเหตุตัวต้นได้

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ แจ่มแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ รู้ถ้อยคำบัญญัติ และสำนวนเปรียบเปรยเข้ากับยุคกาลบ้าง ไม่เข้าบ้าง แต่ก็จะตรงต่อเป้าหมาย เข้าใจใช้คำพูดชี้แจ้งให้ผู้อื่นเห็นภาพ เข้าใจและเห็นตามได้

๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ มีปรีชาแจ้งในความคิดทันการณ์ มีไหวพริบ ซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สมเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์

ทั้งสี่ลักษณะดังกล่าวนั้น หากทำให้สมบูรณ์แล้วก็จะเป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์สายปัญญา ถ้าในอนาคต หากเลือกเส้นทางชีวิตไปสู่ที่เจริญสูงสุด คือ อรหัตตผล ได้ ... ใจแปลงก็จะขอเป็นพระอรหันต์สายปัญญา ที่สามารถใช้เพียงคำพูดเท่านั้น ก็ทำให้คนออกจากหลุมนรกได้ ช่วยทำให้คนเป็นอริยะได้... ใจแปลงก็เลยต้องหัดทำไปตั้งแต่ตอนนี้แหละครับ (เราสั่งสมเหตุอะไรไป สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นผล ของเราแหละครับ)

................

วันนี้หากมีถามอะไรก็จะรีบตอบให้หมดภายในวันนี้คืนนี้ เพราะพรุ่งนี้เช้าตอแปดโมง ใจแปลงจะต้องไปอุบลอีกแล้วล่ะครับ (อยู่ในชุมชนบุญนิยม จ.อุบลฯ สิบห้าวัน ท่านบัณฑิตก็จะจัดรายการอยู่ที่โน่นแหละครับ)

พี่ปัณช่วยรื้อฟื้นสำนวนเก่าๆ ตอนนั้นให้ฟังหน่อยครับ
บางทีทีผมนึกครึ้มๆ มีปฏิภาณสดๆ ผมก็นึกได้เฉพาะหน้า จึงไม่ได้จำเอาไว้เลย

แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 951 คำตอบ ( 32 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 |

Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.