Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (73) Vote Down (69) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน ปิดกระทู้นี้  
29016 : จากคุณ JaN     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 18:05     [17 คำตอบ]

ขอรบกวนลิงค์นิทานธรรมะสนุกๆ ไว้เล่าให้เด็กฟังค่ะ (ผู้ใหญ่ก็ฟังดีนะ)
ขอเริ่มที่ทศชาติชาดก จากwebsite วัดโสมนัสก่อนนะคะ..

คติธรรม : บำเพ็ญศีลบารมี
ความโลภนั้นเป็นสิ่งชั่วร้ายเช่นเดียวกับการเนรคุณ แต่ความอดทนย่อมประเสริฐยิ่งนักแล้ว

พระชาติที่ 6 ของพระพุทธเจ้าซึ่งเสวยพระชาติเป็นพญานาคภูริทัตต์

๖) พระภูริทัตต์ชาดก.

พระราชาพระองค์หนึ่ง พระนามว่า "พรหมทัต" ครอง ราชสมบัติอยู่ที่เมืองพาราณสี พระโอรสทรงดำรง ตำแหน่งอุปราช อยู่ต่อมาพระราชาทรงระแวงว่า พระโอรสจะคิดขบถ แย่งราชสมบัติ จึงมีโองการให้ พระโอรสออกไปอยู่ให้ไกลเสียจากเมือง จนกว่าพระราชา จะสิ้นพระชนม์จึงให้กลับมารับราชสมบัติ พระโอรสก็ปฏิบัติ ตามบัญชา เสด็จไปบวชอยู่ที่บริเวณแม่น้ำชื่อว่า "ยุมนา" มีนางนาคตนหนึ่งสามีตาย ต้องอยู่แต่เพียงลำพัง เกิดความ ว้าเหว่จนไม่อาจทนอยู่ในนาคพิภพได้ จึงขึ้น มาจากน้ำ ท่องเที่ยวไปตามริมฝั่งมาจนถึงศาลาที่พักของพระราชบุตร นางนาคประสงค์จะลองใจดูว่า นักบวชผู้พำนักอยู่ในศาลานี้ จะเป็นผู้ที่บวชด้วยใจเลื่อมใสอย่างแท้จริงหรือไม่ จึงจัดประดับ ประดาที่นอนในศาลานั้นด้วยดอกไม้หอม และของทิพย์จาก เมืองนาค ครั้นพระราชบุตรกลับมา เห็นที่นอนจัดงดงาม น่าสบายก็ยินดีประทับนอนด้วยความสุขสบายตลอดคืน รุ่งเช้าก็ออกจากศาลาไป นางนาคก็แอบดู พบว่าที่นอน มีรอยคนนอน จึงรู้ว่านักบวชผู้นี้มิได้บวชด้วยความศรัธรา เต็มเปี่ยม ยังคงยินดีในของสวยงาม ตามวิสัยคนมีกิเลส จึงจัดเตรียมที่นอนไว้ดังเดิมอีก ในวันที่สาม พระราชบุตรมีความสงสัยว่า ใครเป็นผู้จัด ที่นอนอันสวยงามไว้ จึงไม่เสด็จออกไปป่า แต่แอบดูอยู่บริเวณ ศาลานั่นเอง เมื่อนางนาคเข้ามาตกแต่งที่นอน พระราชบุตร จึงไต่ถามนางว่า นางเป็นใครมาจากไหน นางนาคตอบว่า นางเป็นนาคชื่อมาณวิกา นางว้าเหว่าที่สามีตาย จึงออกมา ท่องเที่ยวไป พระราชบุตรมีความยินดีจึงบอกแก่นางว่า หากนางพึงพอใจจะอยู่ที่นี่ พระราชบุตรก็จะอยู่ด้วยกับนาง นางนาคมาณวิกาก็ยินดี ทั้งสองจึงอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา จนนางนาคประสูติโอรสองค์หนึ่ง ชื่อว่า "สาครพรหมทัต" ต่อมาก็ประสูติพระธิดาชื่อว่า "สมุทรชา" ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต บรรดาเสนาอำมาตย์ ทั้งหลายไม่มีผู้ใดทราบว่าพระราชบุตรประทับ อยู่ ณ ที่ใด บังเอิญพรานป่าผู้หนึ่งเข้ามาแจ้งข่าวว่า ตนได้เคยเที่ยวไปแถบ แม่น้ำยมุนา และได้พบพระราชบุตรประทับอยู่บริเวณนั้นอำมาตย์ จึงได้จัดกระบวนไปเชิญเสด็จพระราชบุตรกลับมาครองเมือง พระราชบุตรทรงถามนางนาคมาณวิกาว่า จะไปอยู่ เมืองพาราณสีด้วยกันหรือไม่ นางนาคทูลว่า "วิสัยนาค นั้นโกรธง่ายและมีฤทธิ์ร้าย หากหม่อมฉันเข้าไปอยู่ในวัง แล้วมีผู้ใดทำให้โกรธ เพียงหม่อมฉัน ถลึงตามอง ผู้นั้นก็จะ มอดไหม้ไป พระองค์พาโอรสธิดากลับไปเถิด ส่วนหม่อมฉัน ขอทูลลากลับไปอยู่เมืองนาค ตามเดิม" พระราชบุตรจึงพา โอรสธิดากลับไปพาราณสีอภิเษกเป็นพระราชา

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่โอรสธิดาเล่นน้ำอยู่ในสระ เกิดตกใจกลัวเต่า ตัวหนึ่ง พระบิดาจึงให้คนจับเต่านั้นไป ทิ้งที่วันน้ำวนในแม่น้ำ ยมุนา เต่าจมลงไปถึงเมืองนาค เมื่อถูกพวกนาคจับไว้ เต่าก็ออก อุบาย บอกแก่ นาคว่า "เราเป็นทูตของพระราชาพาราณสี พระองค์ ให้เรามาเฝ้าท้าวธตรฐ พระราชทานพระธิดาให้เป็นพระชายา ของท้าวธตรฐ เมืองพาราณสีกับนาคพิภพจะได้เป็นไมตรีกัน" ท้าวธตรฐทรงทราบก็ยินดี สั่งให้นาค ๔ ตนเป็นทูตนำ บรรณาการไปถวายพระราชาพาราณสีและขอรับตัว พระธิดามาเมืองนาค พระราชาทรงแปลกพระทัย จึงตรัสกับ นาคว่า "มนุษย์กับนาคนั้นต่างเผ่าพันธุ์กัน จะแต่งงานกัน นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้" เหล่านาคได้ฟังดังนั้น จึงกลับไปกราบทูลท้าวธตรฐว่า พระราชาพาราณสีทรงดูหมิ่นว่านาคเป็นเผ่าพันธุ์งู ไม่คู่ควรกับพระธิดา ท้าวธตรฐทรงพิโรธ ตรัสสั่งให้ฝูงนาค ขึ้นไปเมืองมนุษย์ ไปเที่ยวแผ่พังพานแสดง อิทธิฤทธิ์อำนาจ ตามที่ต่างๆ แต่มิให้ทำอันตรายชาวเมือง ชาวเมืองพากันเกรงกบัวนาคจนไม่เป็นอันทำมาหากิน ในที่สุดพระราชาก็จำพระทัยส่ง นางสมุทรชา ให้ไปเป็นชายา ท้าวธตรฐ นางสมุทรชาไปอยู่เมืองนาคโดยไม่รู้ว่าเป็นเมืองนาค เพราะท้าวธตรฐให้เหล่า บริวารแปลงกายเป็นมนุษย์ทั้งหมด นางอยู่นาคพิภพด้วยความสุขสบาย จนมีโอรส ๔ องค์ ชื่อว่า สุทัศนะ ทัตตะ สุโภคะ และ อริฏฐะ อยู่มาวันหนึ่ง อริฏฐะได้ฟังนาคเพื่อนเล่นบอกว่า พระมารดาของตนไม่ใช่นาค จึงทดลองดูโดยเนรมิต กายกลับเป็นงู ขณะที่กำลังกินนมแม่อยู่ นางสมุทรชาเห็นลูก กลายเป็นงูก็ตกพระทัย ปัดอริฏฐะตกจากตัก เล็บของนาง ไปข่วนเอานัยน์ตาอริฏฐะบอดไปข้างหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมา นางจึงรู้ว่าได้ลงมาอยู่เมืองนาค

ครั้นเมื่อพระโอรสทั้ง ๔ เติบโตขึ้น ท้าวธตรฐก็ทรงแบ่งสมบัติ ให้ครอบครองคนละเขต ทัตตะผู้เป็นโอรส องค์ที่สองนั้น มาเฝ้าพระบิามารดาอยู่เป็นประจำ ทัตตะเป็นผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาดได้ช่วยพระบิดาแก้ไข ปัญหาต่างๆอยู่เป็นนิตย์ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทวดา ทัตตะก็แก้ไขได้จึงได้รับการยกย่อง สรรเสริญว่า เป็นผู้ปรีชาสามารถ ได้รับขนานนามว่า ภูริทัตต์ คือ ทัตตะผู้เรืองปัญญา ภูริทัตต์ได้เคยไปเห็นเทวโลก ว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์จึงตั้งใจว่า จะรักษาอุโบสถศีลเพื่อจะได้ไปเกิดใน เทวโลก จึงทูล ขออนุญาตพระบิดา ก็ได้รับอนุญาต แต่ท้าวธตรฐสั่งว่า มิให้ออกไปรักษาอุโบสถนอก เขตเมืองนาค เพราะอาจ เป็นอันตราย ครั้นเมื่อรักษาศีลอยู่ในเมืองนาค ภูริทัตต์ รำคาญว่าพวกฝูงนาคบริวาร ได้ห้อมล้อม ปรนนิบัติเฉพาะในตอนเช้าเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมา ภูริทัตต์ก็ขึ้นไปรักษาอุโบสถศีลอยู่ที่จอมปลวก ใกล้ต้นไทรริมแม่น้ำยมุนา ภูริทัตต์ตั้งจิต อธิษฐานว่า แม้ผู้ใดจะต้องการหนัง เอ็น กระดูก เลือดเนื้อของตน ก็จะยอมบริจาคให้ ขอเพียงให้ได้ รักษาศีลให้บริสุทธิ์

ครั้งนั้นมีนายพรานชื่อ เนสาท ออกเที่ยวล่าสัตว์ เผอิญได้ พบภูริทัตต์เข้า สอบถามรู้ว่าเป็นโอรสของ ราชาแห่งนาค ภูริทัตต์เห็นว่าเนสาทเป็นพรานมีใจบาปหยาบช้า อาจเป็น อันตรายแก่ตน จึงบอกแก่ พรานเนสาทว่า "เราจะพาท่าน กับลูกชาย ไปอยู่เมืองนาคของเรา ท่านทั้งสองจะมีความสุข สบายในเมือง นาคนั้น" พรานเนสาทลงไปอยู่เมืองนาค ได้ไม่นาน เกิดคิดถึงเมืองมนุษย์จึงปรารภกับภูริทัตต์ว่า "ข้าพเจ้าอยากจะกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง แล้วจะออกบวช รักษาศีลอย่างท่านบ้าง" ภูริทัตต์รู้ด้วยปัญญาว่าพรานจะเป็นอันตรายแก่ตน แต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี จึงต้องพาพรานกลับไป เมืองมนุษย์ พรานพ่อลูกก็ออกล่าสัตว์ต่อไปตามเดิม มีพญาครุฑตนหนึ่งอาศัยอยู่บนต้นงิ้ว ทางมหาสมุทรด้านใต้ วันหนึ่งขณะออกไปจับนาคมากิน นาคเอาหางพันกิ่งไทรที่อยู่ ท้ายศาลาพระฤาษี จนต้นไทรถอนรากติดมาด้วย ครั้นครุฑ ฉีกท้องนาคกินมันเหลว แล้วทิ้งร่างนาคลงไป จึงเห็นว่า มีต้นไทรติดมาด้วย ครุฑรู้สึกว่าได้ทำผิด คือถอนเอา ต้นไทรที่พระฤาษี เคยอาศัยร่มเงา จึงแปลงกายเป็นหนุ่ม น้อยไปถามพระฤาษีว่า เมื่อต้นไทรถูกถอนเช่นนี้ กรรมจะตก อยู่กับใคร พระฤาษีตอบว่า "ทั้งครุฑและนาคต่างก็ไม่มี เจตนาจะถอนต้นไทรนั้น กรรมจึงไม่มีแก่ผู้ใดทั้งสิ้น"

ครุฑดีใจจึงบอกกับพระฤาษีว่าตนคือครุฑ เมื่อพระฤาษี ช่วยแก้ปัญหาให้ตนสบายใจขึ้นก็จะสอนมนต์ชื่อ อาลัมพายน์ อันเป็นมนต์สำหรับครุฑใช้จับนาค ให้แก่พระฤาษี อยู่มาวันหนึ่ง มีพราหมณ์ซึ่งเป็นหนี้ชาวเมืองมากมาย จนคิด ฆ่าตัวตาย จึงเข้าไปในป่า เผอิญได้พบพระฤาษี จึงเปลี่ยนใจ อยู่ปรนนิบัติพระฤาษีจนพระฤาษีพอใจ สอนมนต์อาลัมพายน์ ให้แก่พราหมณ์นั้น พราหมณ์เห็นทางจะเลี้ยงตนได้ จึงลา พระฤาษีไป เดินสาธยายมนต์ไปด้วย นาคที่ขึ้นมาเล่นน้ำ ได้ยินมนต์ก็ตกใจ นึกว่าครุฑมา ก็พากันหนีลงน้ำไปหมด ลืมดวงแก้วสารพักนึกเอาไว้บนฝั่ง พราหมณ์หยิบ ดวงแก้วนั้นไป ฝ่ายพรานเนสาทก็เที่ยวล่าสัตว์อยู่ เห็นพราหมณ์เดินถือ ดวงแก้วมา จำได้ว่าเหมือนดวงแก้วที่ภูริทัตต์ เคยให้ดู จึงออกปากขอ และบอกแก่พราหมณ์ว่า หากพราหมณ์ ต้องการอะไรก็จะหามาแลกเปลี่ยน พราหมณ์บอกว่าต้องการ รู้ที่อยู่ของนาค เพราะตนมีมนต์จับนาค พรานเนสาทจึงพา ไปบริเวณที่รู้ว่า ภูริทัตต์เคยรักษาศีลอยู่ เพราะความโลภ อยากได้ดวงแก้ว โสมทัตผู้เป็นลูกชาย เกิดความละอายใจที่บิดาไม่ซื่อสัตย์ คิดทำร้ายมิตร คือภูริทัตต์ จึงหลบหนีไป ระหว่างทาง เมื่อไปถึงที่ภูริทัตต์รักษาศีลอยู่

ภูริทัตต์ลืมตาขึ้นดูก็รู้ว่า พราหมณ์คิดทำร้ายตน แต่หากจะตอบโต้ ถ้าพราหมณ์เป็น อันตรายไป ศีลของตนก็จะขาด ภูริทัตต์ปรารถนาจะรักษาศีล ให้บริสุทธิ์จึงหลับตาเสีย ขดกายแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว พราหมณ์ก็ร่ายมนต์อาลัมพายน์ เข้าไปจับภูริทัตต์ไว้กด ศีรษะอ้า ปากออก เขย่าให้สำรอกอาหารออกมา และทำร้าย จนภูริทัตต์เจ็บปวดแทบสิ้นชีวิต แต่ก็มิได้โต้ตอบ พราหมณ์จับ ภูริทัตต์ใส่ย่ามตาข่าย แล้วนำไปออกแสดงให้ประชาชนดูเพื่อหาเงิน พราหมณ์บังคับให้ภูริทัตต์แสดงฤทธิ์ต่างๆ ให้เนรมิตตัวให้ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ให้ขด ให้คลาย แผ่พังพาน ให้ทำสีกายเป็น สีต่างๆ พ่นไฟ พ่นควัน พ่นน้ำ ภูริทัตต์ก็ยอมทุกอย่าง ชาวบ้าน ที่มาดูเวทนาสงสาร จึงให้ ข้าวของเงินทอง พราหมณ์ก็ยิ่งโลภ พาภูริทัตต์ไปเที่ยวแสดง จนมาถึงเมืองพาราณสี จึงกราบทูล พระ ราชาว่าจะให้นาคแสดงฤทธิ์ถวายให้ทอดพระเนตร ขณะนั้นสมุทรชา ผิดสังเกตที่ภูริทัตต์หายไป ไม่มาเฝ้า จึงถามหา ในที่สุดก็ทราบว่า ภูริทัตต์หายไป พี่น้องของภูริทัตต์ จึงทูลว่าจะออกติดตาม สุทัศนะจะไปโลกมนุษย์ สุโภคะไป ป่าหิมพานต์ อริฏฐะไป เทวโลกส่วนนางอัจจิมุข ผู้เป็นน้องสาว ต่างแม่ของภูริทัตต์ของตามไปกับสุทัศนะพี่ชายใหญ่ด้วย เมื่อติดตามมาถึงเมืองพาราณสี

สุทัศนะก็ได้ข่าวว่ามีนาค ถูกจับมาแสดงให้คนดู จึงตามไปจนถึงบริเวณที่แสดง ภูริทัตต์เห็นพี่ชาย จึงเลื้อยไข้าไปหาซบหัวร้องไห้อยู่ที่เท้า ของสุทัศนะแล้วจึงเลื้อยกลับไปเข้าที่ขัง ของตนตามเดิม พราหมณ์จึงบอกกับสุทัศนะว่า "ท่านไม่ต้องกลัว ถึงนาคจะ กัดท่านไม่ช้าก็จะหาย" สุทัศนะตอบว่า "เราไม่กลัวดอก นาคนี้ไม่มีพิษ ถึงกัดก็ไม่มีอันตราย" พราหมณ์หาว่าสุทัศนะ ดูหมิ่นว่าตน เอานาคไม่มีพิษมาแสดง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น สุทัศนะจึงท้าว่า "เขียดตัวน้อยของเรานั้นยังมีพิษมากกว่า นาคของท่านเสียอีก จะเอามาลองฤทธิ์กันดูก็ได้" พราหมณ์ กล่าวว่าหากจะให้สู้กัน ก็ต้องมีเดิมพันจึงจะสมควร สุทัศนะจึง ทูลขอพระราชาพาราณสีให้เป็นผู้ประกันให้ตน โดยกล่าวว่า พระราชาจะได้ทอด พระเนตรการต่อสู้ระหว่างนาคกับเขียด เป็นการตอบแทน พระราชาก็ทรงยอมตกลงประกันให้แก่ สุทัศนะ สุทัศนะเรียก นางอัจจิมุข ออกมาจากมวยผมให้คายพิษ ลงบนฝ่ามือ ๓ หยด แล้วทูลว่า "พิษของเขียดน้อยนี้แรงนัก เพราะนางเป็นธิดาท้าวธตรฐ ราชาแห่งนาค หากพิษนี้หยดลง บนพื้นดิน พืชพันธุ์ไม้จะตายหมด หากโยนขึ้นไปในอากาศ ฝนจะไม่ตกไป 7 ปี ถ้าหยดลงในน้ำสัตว์น้ำจะตายหมด" พระราชาไม่ทราบจะทำอย่างไรดี สุทัศนะจึงทูลขอให้ ขุดบ่อ ๓ บ่อบ่อแรกใส่ยาพิษ บ่อที่สองใส่โคมัย บ่อที่สามใส่ยาทิพย์ แล้วจึงหยดพิษลงในบ่อแรก ก็เกิดควันลุกจนเป็นเปลวไฟ ลามไปติดบ่อที่สองและสาม จนกระทั่งยาทิพย์ไหม้หมด ไฟจึงดับ พราหมณ์ตัวร้าย ซึ่งยืนอยู่ข้างบ่อ ถูกไอพิษจนผิวหนังลอก กลายเป็นขี้เรื้อน ด่างไปทั้งตัว จึงร้องขึ้นว่า "ข้าพเจ้ากลัวแล้ว ข้าพเจ้าจะ ปล่อยนาคนั้นให้เป็นอิสระ" ภูริทัตต์ได้ยินดังนั้น ก็เลื้อยออกมาจากที่ขัง เนรมิตกาย เป็นมนุษย์ พระราชาจึงตรัสถามความเป็นมา ภูริทัตต์จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าและพี่น้องเป็นโอรสธิดาของท้าวธตรฐราชาแห่งนาคกับ นางสมุทรชา ข้าพเจ้ายอมถูกจับมา ยอมให้พราหมณ์ทำร้ายจน บอบช้ำ เพราะปราถนาจะรักษาศีล บัดนี้ข้าพเจ้าเป็น อิสระแล้ว จึงขอลากลับไปเมืองนาคตามเดิม" พระราชาทรงดีพระทัยเพราะทราบว่าภูริทัตต์เป็นโอรสของ นางสมุทรชา น้องสาวของพระองค์ที่บิดายกให้แก่ราชานาคไป จึงเล่าให้ภูริทัตต์และพี่น้องทราบว่า เมื่อนางสมุทรชาไปสู่ เมืองนาคแล้ว พระบิดาก็เสียพระทัย จึงสละราชสมบัติ ออกบวช พระองค์จึงได้ครองเมืองพาราณสีต่อมา พระราชาประสงค์จะให้ นางสมุทรชาและบรรดาโอรสได้ไป เฝ้าพระบิดา จะได้ทรงดีพระทัย สุทัศนะทูลพระราชาว่า "ข้าพเจ้าจะ กลับไปทูลให้พระมารดาทราบ ขอให้พระองค์ ไปรออยู่ที่อาศรมของพระอัยกาเถิด ข้าพเจ้าจะพา พระมารดาและพี่น้องตามไปภายหลัง"

ทางฝ่ายพรานเนสาท ผู้ทำร้ายภูริทัตต์เพราะหวังดวงแก้ว สารพัดนึก เมื่อตอนที่พราหมณ์โยนดวงแก้วให้ นั้น รับไม่ทัน ดวงแก้วจึงตกลงบนพื้นและแทรกธรณีกลับไปสู่เมืองนาค พรานเนสาทจึงสูญเสียดวงแก้ว สูญเสียลูกชาย และเสียไมตรี กับภูริทัตต์ เที่ยวซัดเซพเนจรไป ครั้นได้ข่าวว่าพราหมณ์ผู้จับ นาคกลายเป็น โรคเรื้อนเพราะพิษนาค ก็ตกใจกลัว ปราถนา จะล้างบาป จึงไปยังริมน้ำยมุนา ประกาศว่า "ข้าพเจ้าได้ ทำร้ายมิตร คือ ภูริทัตต์ ข้าพเจ้าปราถนาจะล้างบาป" พรานกล่าวประกาศอยู่ หลายครั้ง เผอิญขณะนั้น สุโภคะกำลังเที่ยวตามหาภูริทัตต์อยู่ ได้ยินเข้าจึงโกรธแค้น เอาหางพันขาพราน ลากลงน้ำให้จมแล้ว ลากขึ้นมาบนดินไม่ให้ถึงตาย ทำอยู่เช่นนั้นหลายครั้งพราน จึงร้องถามว่า "นี่ตัวอะไรกัน ทำไมมาทำร้าย เราอยู่เช่นนี้ ทรมาณเราเล่นทำไม" สุโภคะตอบว่าตนเป็นลูกราชานาค พรานจึงรู้ว่าเป็นน้องภูริทัตต์ ก็อ้อนวอนขอให้ปล่อยและกล่าว แก่สุโภคะว่า "ท่านรู้หรือไม่ เราเป็นพราหมณ์ ท่านไม่ควร ฆ่าพราหมณ์ เพราะพราหมณ์เป็นผู้บูชาไฟ เป็นผู้ทรงเวทย์ และเลี้ยงชีพด้วยการขอ ท่านไม่ควรทำร้ายเรา" สุโภคะไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไร จึงพาพรานเนสาทลงไป เมืองนาค คิดจะไปขอถามความเห็นจากพี่น้อง

เมื่อไปถึงประตู เมืองนาค ก็พบอริฏฐะนั่งรออยู่ อริฏฐะนั้นเป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ ครั้นรู้ว่าพี่ชายจับพราหมณ์มา จึงกล่าวสรรเสริญคุณของพราหมณ์ สรรเสริญความยิ่งใหญ่แห่งพรหม และกล่าวว่าพราหมณ์เป็นบุคคล ที่ไม่สมควรจะถูกฆ่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ การฆ่าพราหมณ์ซึ่ง เป็นผู้บูชาไฟนั้นจะทำ ให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง สุโภคะกำลังลังเลใจ ไม่ทราบจะทำอย่างไร พอดีภูริทัตต์กลับมาถึง ได้ยินคำของอริฏฐะจึงคิดว่า อริฏฐะ นั้นเป็นผู้เลื่อมใสพราหมณ์ และการบูชายัญของพราหมณ์ จำเป็นที่จะต้องกล่าววาจาหักล้าง มิให้ผู้ใด คล้อยตามในทางที่ผิด ภูริทัตต์จึงกล่าวชี้แจงแสดง ความเป็นจริง และในที่สุดได้กล่าวว่า "การบูชาไฟนั้น หาได้เป็น การบูชาสูงสุดไม่ หากเป็นเช่นนั้น คนเผาถ่าน คนเผาศพ ก็สมควรจะได้รับยกย่องว่าเป็นผู้บูชา ไฟยิ่งกว่าพราหมณ์ หากการบูชาไฟเป็นสูงสุด การเผาบ้านเมืองก็คงได้บุญสูงสุด แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากการบูชายัญจะเป็นบุญสูงสุดจริง พราหมณ์ก็น่าจะเผาตนเองถวายเป็นเครื่องบูชา แต่พราหมณ์กลับ บูชาด้วยชีวิตของผู้อื่น เหตุใดจึงไม่เผาตนเองเล่า" อริฏฐะกล่าวว่า พรหมเป็นผู้ทรงคุณยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลก ภูริทัตต์ตอบว่า "หากพรหมสร้างโลกจริง ไฉนจึงสร้างให้โลก มีความทุกข์ ทำไมไม่สร้างให้โลกมีแต่ความสุข ทำไมพรหม ไม่สร้างให้ทุกคนมีความ เท่าเทียมกัน เหตุใดจึงแบ่งคนเป็น ชั้นวรรณะ คนที่อยู่ในวรรณะต่ำ เช่น ศูทร จะไม่มีโอกาสมี ความสุข เท่าเทียมผู้อื่นได้เลย พราหมณ์ต่างหากที่พยายาม ยกย่องวรรณะของตนขึ้นสูง และเหยียดหยามผู้อื่นให้ต่ำกว่า โดยอ้างว่าพราหมณ์เป็นผู้รับใช้พรหม เช่นนี้จะถือว่าพราหมณ์ ทรงคุณยิ่งใหญ่ได้อย่างไร" ภูริทัตต์กล่าววาจาหักล้างอริฏฐะด้วยความเป็นจริง ซิ่งอริฏฐะ ไม่อาจโต้เถียงได้ ในที่สุดภูริทัตต์จึงสั่งให้ นำพรานเนสาทไปเสีย จากเมืองนาค แต่ไม่ให้ทำอันตรายอย่างใด จากนั้นภูริทัตต์ก็พา พี่น้องและนางสมุทรชาผู้เป็นมารดา กลับไปเมืองมนุษย์ เพื่อไป เฝ้าพระบิดา พระเชษฐาของนางที่รอคอยอยู่แล้ว เมื่อญาติพี่น้องทั้งหลายพากันแยกย้ายกลับบ้านเมือง ภูริทัตต์ขออยู่ที่ศาลากับพระอัยกา บำเพ็ญเพียร รักษาอุโบสถศีล ด้วยความสงบ ดังที่ได้เคยตั้งปณิธานไว้ว่า "ข้าพเจ้าจะมั่นคงในการ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะไม่ให้ศีลต้องมัวหมอง ไม่ว่าจะต้องเผชิญความ ทุกข์ยากอย่างไร ข้าพเจ้าจะอดทน อดกลั้น ตั้งมั่นอยู่ ในศีลตลอดไป"

คติธรรม : บำเพ็ญศีลบารมี
ความโลภนั้นเป็นสิ่งชั่วร้ายเบำช่นเดียวกับการเนรคุณ แต่ความอดทนย่อมประเสริฐยิ่งนักแล้ว




1. 50/51     [124.122.182.117]     24 Aug 2009 - 18:08 ลบความเห็นนี้

ดีมั่กๆค้า
ตาลายอ่ะ. .เรื่องใหม่ช่วยเว้นบรรทัดหน่อยค้า..

2. JaN-คุณ50-51     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 18:11 ลบความเห็นนี้

โอเค ค่า ...

อ่านเองก็ตาลายเหมือนกัน

copy มาไง ก็ลงอย่างนั้น ...

ต้องจัดหน้าใหม่ก่อนนะ

3. 50/51...JaN     [124.122.182.117]     24 Aug 2009 - 18:16 ลบความเห็นนี้


4. JaN     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 18:19 ลบความเห็นนี้

อันนี้จาก www.thaigoodview.com ค่ะ ออกแนวเด็กๆหน่อยนะคะ แต่ให้คติง่ายๆสอนใจ เหมาะกับเด็กเล็กค่ะ ช่วงอนุบาล -ประถมต้น

ข้อคิด คติเตือนใจ


• คนเราหมั่นทำความดีไว้เยอะๆ เป็นสมบัติไว้ใช้ในชาติต่อไป
• ความแค้นไม่เคยจบเคยสิ้น ฉะนั้นเราคนไทย อย่าไปมีอคติกับใคร
• คู่กันแล้วไม่แคลัวกัน




อุทัยเทวี เล่าเรื่องโดย น้านกฮูก วาดภาพโดย คุณรติมัย หงส์วิสุทธิกุล เป็นหนังสือที่น่ารักน่าอ่านดีค่ะ ตุลานี้ จะซื้อให้หลานสาว เป้นของขวัญปีใหม่ ทั้งชุดวรรณกรรมไทย...


(อุทัยเทวีในรูปเเบบการ์ตูน)



ณ เมืองบาดาล ธิดาพญานาคหนีมาเที่ยวเมืองมนุษย์และพบรักกับรุกขเทวดาที่

สิงสถิตอยู่ในต้นไม้ริมสระน้ำ ธิดาพญานาคตั้งครรภ์รอจนคลอดเป็นไข่ฟองหนึ่ง จึง

ใช้สไบห่อไข่และพ่นพิษคุ้มครองไว้ก่อนแล้วลงกลับไปเมืองบาดาล บังเอิญมีนาง

คางคกผ่านมาเห็นจึง กินไข่และตายด้วยพิษพญานาค พอดีกับไข่ฟักเป็นเด็กหญิง

ซึ่งคิดว่านางคางคกเป็นแม่ของตน จึงอาศัยอยู่ในซากคางคกเน่าๆ ตายายสองผัว

เมียมาตกปลาพายเรือผ่านมาเห็นเข้าก็ช่วยเลี้ยงดูจนโต ตั้งชื่อให้ว่าอุทัยเทวี และ

อุทัยเทวีได้แต่งงานกับเจ้าชายสุทธิราช ซึ่งก่อนแต่งตากับยาก็ได้มีข้อกำหนดว่า

ต้องสร้างสะพานทองตั้งแต่วัง จนถึงบ้านตายายแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

อุทัยเทวีจึงเป็นสะใภ้แห่งเมืองหลวง มารดาของเจ้าชายไม่ค่อยชอบอุทัยเทวีนัก

จึงหาทางให้ลูกของตนเป็นของคนอื่นไป ซึ่งนั่นคือ เจ้าชายต้องไปแต่งงานกับเจ้า

หญิงฉันทนา ซึ่งอุทัยเทวีก็ตามไปด้วยตามสัญญา เจ้าหญิงฉันทนาคิดกำจัดอุทัย

เทวีโดยฆ่านางอุทัยเทวี แต่พ่อของอุทัยเทวี ช่วยไว้ จึงบอกว่าให้รอแก้แค้นนาง

ฉันทนาอยู่นอกวัง ต่อมาไม่นานนางฉันทนากลุ้มใจเรื่องผีนางอุทัยเทวีจะมาหลอก

หัวจึงหงอก ผมที่เคยดกดำกลับขาวไปทุกเส้น จึงเอาผ้าพันศีรษะไว้ตลอดเวลา ต่อ

มานางอุทัยเทวีแปลงกายเป็นแม่ค้าขายขนมแก่ๆผ่านมา ซึ่งผมดำยาวสลวยผิดกับ

นางฉันทนา นางฉันทนาเห็นเข้าจึง คิดว่ายายแก่คนนี้ก็มีเคล็ดลับในการบำรุงรักษา

ผมอย่างแน่นอน จึงให้ยายแก่เข้าไปในวัง และให้รักษาผมของตนเองให้ แต่นาง

อุทัยเทวีก็จะรักษาให้ แต่ต้องยอมให้ทำทุกอย่างห้ามถามอะไรทั้งสิ้น นางฉันทนา

ตกลง จึงนอนลงแล้วนางอุทัยเทวี ก็เอามีดโกนโกนผมนางฉันทนาออกจนหมด

แล้วกรีดศีรษะนางฉันทนาแล้วเอาปลาร้าใส่หม้อครอบหัวนางฉันทนาไว้ และห้าม

เอาหม้อออกก่อนวันที่ 7 แต่ไม่ถึงคืนวันที่ 7 นางฉันทนาทนพิษบาดแผลไม่ไหว

จึงสิ้นใจตาย เจ้าชายสิทธิราช รู้ดังนั้นจึงกลับไปเมืองของตน ซึ่งก็ยังเห็นอุทัยเทวี

อยู่ที่เมืองอยู่ก็ทรงโล่งใจ อุทัยเทวีได้ครองรักกับเจ้าชายอย่างมีความสุขตราบนาน

เท่านาน







5. JaN-เรื่องพญาโปริสาท     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 18:35 ลบความเห็นนี้

http://www.wattiabsilaram.net/upload/showthread.php?t=240

วัดเทียบศิลาราม หมู่ที่ 18 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศีรษะเกษ


บุพกรรมของพระองคุลีมาล


ครั้งหนึ่ง พระองคุลีมาลเคยตั้งจิตปรารถนาไว้กับพระพุทธเจ้าในอด ีตหลาย

พระองค์แล้ว คราวที่โลกกว้างพระพุทธเจ้าคราวหนึ่ง ท่านได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า

องค์หนึ่ง ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นชาวนา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเดินตากฝน

ผ่านมายังโร งนาแล้วเกิดความสงสารและเลื้อมใส จึงก่อไฟผิงถวายพระปัจเจก

พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าผิงไฟแล้วหายหนาวกลับมากำลังแข็งแร ง ท่านเห็น

พระปัจเจกพุทธเจ้ามีอาการดีขึ้นจึงเกิดปีติโ สมนัส บุญครั้งนั้นส่งผลให้ท่านเกิดมา

มีกำลังกายแข็งแรงเท่าช้าง ๗ เชือกในทุกชาติ ความแข็งแรงดังกล่าวมานี้ นอก

จากจะเห็นได้ชัดในชาตินี้แล้ว ในชาติที่เกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัตแห่งเมืองพาราณสี

ทรง เสวยเนื้อมนุษย์เป็นอาหารจนมีชื่อเรียกว่า “ โปริสาท ” แปลว่า “ คนกินคน ”

ในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ


เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร อยู่มาวันหนึ่งพระภิกษุทั้ง

หลายสนทนากันในธรรมสภาว่า เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ทรมานโจรองคุลีมาลให้หมดพยศร้ายกลายเป็นดีขึ้นในพระพุทธศาสนาได้

พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระคันธกุฏี ได้ทรงสดับสนทนาของพระภิกษุ

เหล่านั้น จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฏีไปประทับ ณ ธรรมสภาแล้วตรัสถามว่า “ดู

ก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนากันถึงเรื่องอะไร” เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบ

ทูลให้ทรงทราบ แล้วพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้

ทรมานองคุลีมาลให้หมดพยศร้ายให้กลายมาเป็นดี ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น

การณ์ที่ตถาคตทรมานให้สิ้นในบัดนี้ เป็นการณ์ที่ไม่สู้จะอัศจรรย์นัก เพราะเหตุว่า

ตถาคตได้บรรลุประปรมาภิเศกสัมโพธิญาณแล้ว ส่วนครั้งที่ตถาคตได้เคยทรมา

นองคุมีมาลให้หมดพยศร้าย ในอดีตชาตินั้น นับเป็นการอัศจรรย์ยิ่ง” ครั้นตรัสดังนี้

แล้วพระองค์ก็ทรงนิ่งเฉยอยู่


พระภิกษุทั้งหลายต้องการจะฟังเรื่องในอดีตชาติของพระ องคุลีมาลเถระ จึงพร้อม

กันกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่อง อดีตชาติมาตรัสเล่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าเล่าตรัสถึงเรื่องของพระองค์ที่เคยทรงบังเกิดเป็นพระเจ้า

มหาสุต โสมได้ทรงทรมานพระยาโปริสาทซึ่งเป็นอดีตชาติของพระองคุลีมาลเถระ


ในอดีตกาลพระเจ้ามหาสุตโสม ผู้ทรงเป็นราชโอรสของพระเจ้าโกรพย์ กษัตริย์

เมืองอินทปัต เมื่อทรงเจริญวัยได้ทรงเสด็จไปทรงศึกษาที่เมืองตักศิ ลาพร้อมกับ

พระเจ้าพรหมทัต พระราชโอรสของพระเจ้ากาสีกษัตริย์เมืองพาราณสี และทั้งสอง

พระองค์ได้ทรงปฏิญาณเป็นสหายกัน


พระเจ้ามหาสุตโสมได้ทรงเป็นหัวหน้าศิษย์ทั้งหลาย ซึ่งมีพระราชกุมารทั้งหมดถึง

๑๐๑ พระองค์ด้วยกัน เมื่อทรงศึกษาจบแล้ว ต่างก็เสด็จแยกย้ายกันกลับไปเสวย

ราชสืบสันตติวงศ์ในบ้านเมืองของแต่ละพระองค์ ๆ


ในบรรดากษัตริย์ทั้งหมด มีพระเจ้าพรหมทัตทรงมีการเสวยที่แปลก คือ จะต้อง

เสวยเนื้อปิ้งเป็นประจำทุกวันขาดไม่ได้ บังเอิญวันหนึ่งพนักงานเครื่องต้นหาซื้อเนื้อ

ไม่ได้ จึงไปเฉือนเอาเนื้อคนที่ตายใหม่ ๆ มาจากป่าช้ามาปิ้งนำขึ้นถวาย

พระเจ้าพรหมทัตเสวยแล้วทรงรู้สึกซาบซ่านไปทั่วเส้นเอ็นทั้ง ๗ พันเหตุที่เป็นดังนี้

เพราะเคยเกิดเป็นยักษ์มาหลายชาติ จึงรับสั่งถามเจ้าพนักงานเครื้องต้นจนได้

ความจริงว่า เป็นเนื้อมนุษย์ จึงตรัสสั่งให้เจ้าพนักงานหาเนื้อมนุษย์มาปิ้งถวายทุ

กวัน โดยตรัสให้ฆ่านักโทษในเรือนจำ จนใจที่สุดนักโทษในเรือนจำก็หมดไป แล้ว

รับสั่งให้นำถุงทรัพย์ไปวางหลอกล่อไว้ ถ้าใครจับถุงทรัพย์ที่วางดักเอาไว้เพราะคิด

ว่าของที่ ผู้อื่นทำตกหล่นไว้ก็จะถูกฆ่า ครั้นกระทำนานเข้าเกิดข่าวลืออื้อฉาว

กระทำไม่เป็นผล จึงรับสั่งให้ดักฆ่าคนในเวลาวิกาลเที่ยงคืนต่อไป


เมื่อบุคคลที่ถูกฆ่าตายหายสูญหายไปมาก พวกพ่อแม่พี่น้องลูกหลานจึงพากันไป

กราบบังคมทูลร้องท ุกข์ต่อพระเจ้าพรหมทัตผู้ทรงเป็นต้นเหตุ แต่พระองค์ไม่สน

พระทัย ประชุมชนเหล่านั้นจึงได้พากันไปร้องทุกข์แก่กาฬหัตถีเสนาบดี ๆ รับจะ

ช่วยจัดการให้


ต่อมากาฬหัตถีเสนาบดีจึงส่งเจ้าหน้าที่ให้คอยเฝ้าสืบ จับดูผู้ร้ายฆ่าคนให้ได้ แล้ว

ในไม่ช้าเจ้าหน้าที่ก็สามารถจับหญิงแม่ครัวคนหนึ่ง กำลังแล่เนื้อคนตายใส่ใน

กระเช้า จึงนำมามอบแก่กาฬหัตถีเสนาบดี ๆ ได้ถามคาดคั้นจนหญิงนั้นยอมรับว่า

จะนำไปถวายแด่พระราชา จึงสั่งกำชับหญิงนั้นให้เข้าไปแถลงเรื่องนี้ในที่เฝ้าพระ

เจ้าอยู่หัวในวันพรุ่งนี้เช้า


ครั้นรุ่งเช้ากาฬหัตถีเสนาบดีจึงนัดประชุมคณะอำมาตย์ และชาวพระนคร แล้วเอา

กระเช้าเนื้อผูกติดคอคนครัวนำเข้าสู่พระราชวั ง

พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรทางช่องพระแกล ทรงเห็นพ่อครัวถูกคุมตัวมา ก็

ทรงแน่พระทัยว่า เรื่องของเราปรากฏชัดออกมาแล้ว แต่พยายามทรงดำรงพระสติ

ไว้ให้มั่นไม่สะทกสะท้าน เมื่อเสนาบดีกราบบังคมทูลถามก็ตรัสรับสารภาพ แล้ว

กาฬหัตถีเสนาบดีจึงกราบทูลห้าม แต่ท้าวเธอทรงปฏิเสธว่าไม่สามารถปฏิบัติตาม

ได้ ทั้ง ๆ ที่เสนาบดีและพระราชาต่างฝ่ายยกเอาเรื่องอดีตมาเป็นข ้ออ้าง ซึ่งเป็น

ตัวอย่างให้มองเห็นถึงความพินาศ


ในที่สุดพระเจ้าพรหมทัตตรัสปฏิเสธว่าอดไม่ได้ แม้จะถูกเนรเทศก็ยอม แต่ตรัสขอ

ดาบ ๑ เล่ม ภาชนะ ๑ ใบ กระเช้า ๑ ใบ กับพ่อครัวเครื่องต้น ๑ คน กาฬหัตถี

เสนาบดีและพวกชาวเมืองยินดีมอบให้ตามที่ตรัส ขอ แล้วเนรเทศเสียจากบ้าน

เมือง


พระเจ้าพรหมทัตกับพ่อครัวออกจากเมืองไปพักอยู่ที่ต้น ไทรต้นหนึ่งคอยดักฆ่าคน

เดิน ทางที่ผ่านไปมา แล้วนำมาให้พ่อครัวทำการต้มกินด้วยกัน เวลาพระเจ้าพรหม

ทัตจะทรงจับมนุษย์จะทรงเปล่งพระสุรเส ียงขึ้นว่า เราเป็นมนุษย์กินคน ชื่อ “ โปริ

สาท ”


มาวันหนึ่งพระยาโปริสาทหาฆ่าคนทำอาหารไม่ได้ จึงได้ฆ่าพ่อครัวเครื่องต้นนั้นทำ

อาหาร และต่อมามีข่าวเลื้องลือว่าพระยาโปริสาทกินคนได้กระจ ายไปทั่วชมพู

ทวีป

ครั้งนั้นมีพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งนำกองเกียน ๕๐๐ เล่มไปค้าขายแต่พอจะเข้าสู่ป่า

ปากดงนึกกลัวพระยาโปริ สาท จึงว่าจ้างพวกที่อยู่ปากป่าดงด้วยเงิน ๑,๐๐๐

กหาปณะ เพื่อให้ช่วยส่งข้ามพ้นดงไป


พวกที่อยู่ปากป่าดงตกลงและได้ชักชวนพวกพ้อง ไปด้วยกันหลายคนพร้อมทั้ง

เตรียมอาวุธครอบมือ โดยให้กองเกวียนไปข้างหน้า พวกตนตามไปข้างหลัง ส่วน

หัวหน้าพ่อค้านั่งไปบนยานน้อยเทียมด้วยโคเผือก มีพวกคุ้มกันอยู่ข้างหน้าและข้าง

หลัง

ครั้นพระยาโปริสาทขึ้นบนต้นไม้คอยตรวจดูอยู่ พอเห็นหัวหน้าพ่อค้าให้นึกอยาก

กินจนน้ำลายไหล พอหัวหน้าพ่อค้าเข้ามาใกล้จึงลงจากต้นไม้ร้องตะโกนว่า “ เรา

คือพระยาโปริสาท ๆ ๆ ” แล้วเกว่งดาบวิ่งรี่เข้าจับหัวหน้าพ่อค้านั้นแบกไป


พวกรับจ้างได้ไล่ติดตามไป และบุรุษผู้กล้าแข็งคนหนึ่งวิ่งไปทัน พระยาโปริสา

ทเห็นจวนตัวจึงกระโดดข้ามรั้วแห่งหนึ่ง ถึงคราวเคราะห์ร้ายของพระยาโปริสาท

เท้าเหยียบเอาตอไม้ตะเคียนจนทะลุถึงหลังเท้าเลือดไหล โทรม เมื่อเห็นว่าหนีไม่

พ้นจึงปล่อยหัวหน้าพ่อค้าเพื่อหนี เอาตัวรอดก่อน พวกคุ้มกันจึงได้หัวหน้าพ่อค้า

กลับมายังกองเกวียน

ฝ่ายพระยาโปริสาทกลับไปที่พักของตนแล้วได้บนต่อเทวดา ว่า “ ถ้าช่วยทำแผลที่

เท้าให้หายได้ภายใน ๗ วัน จะเอาเลือดกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์มาล้างต้นไทรของ

ท่าน เอาไส้กษัตริย์เหล่านั้นวงเป็นสายสิญจน์ และจะเอาเนื้อกษัตริย์เหล่านั้นบวง

สรวงท่าน ” หลังจากบนแล้ว ๗ วันก็ไม่ได้ออกไปหาอาหารกินเลย อดอาหารจน

กายซูบผอม เป็นเหตุให้แผลหายภายใน ๗ วัน พระยาปริสาทเข้าใจว่าหายด้วย

อำนาจของเทวดา แล้วออกไปหากินคนอีกจนมีกำลังแข็งแรงดี ได้ถือเอาดาบออก

จากต้นไทรไปหวังจะจับกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์มาแก้บนเทวดา เผอิญไปพบยักษ์

สหายเก่าเข้า จึงได้ขอเรียนมนต์เพื่อช่วยให้วิ่งเร็วและมีกำลังมาก เพราะฉนั้นพระ

พญาโปริสาทจึงสามารถจับกษัตริย์ ในชมพูทวีบมาได้ ๑๐๐ พระองค์ ภายในเวลา

เพียง ๗ วัน ยังคงเหลือแต่พระเจ้ามหาสุตโสม ที่เว้นไว้เพราะยังนึกถึงบุญคุณที่เคย

แนะนำสมัยเรียน อยู่ที่เมืองตักศิลาด้วยกัน อีกอย่างหนึ่งทรงเห็นว่า ควรเหลือไว้

เป็นพืชพันธุ์ของกษัตริย์ต่อไป แล้วพระยาโปริสาทก็จัดการเจาะมือกษัตริย์ทั้งหมด

ร้อย เชือกแขวนไว้ที่กิ่งไทร พอให้ปลายเท้าจรดถึงพื้นดินเท้านั้น แล้วก่อไฟ

เตรียมแหลนเพื่อจะเสียบกษัตริย์เหล่านั้นย่างแก้บนรุกขเทวดา


รุกขเทวดารู้สึกสลดใจ แต่ไม่อาจห้ามได้ จึงขึ้นไปบอกแก่ท้าวจาตุมหาราช ๆ ก็ไม่

อาจห้ามได้ จึงได้ขึ้นไปหาพระอินทร์ ๆ ตรัสว่า “ ถึงตัวเราก็ห้ามไม่ได้ ๆ แต่ได้ตรัส

อุบายให้ว่า “ ท่านจงแปลงเป็นสมณะเดินผ่านหน้าพระยาโปริสาทไป เมื่อพระยาโป

ริสาทไต่ถามท่าน ๆ จงกลายร่างเป็นเทวดาแล้วบอกให้ทราบว่า ท่านเป็นเทวดา

สิงอยู่ที่ต้นไทรผู้ที่ท่านจะบวงสรวงนั ้น แต่เราไม่พอใจการเซ่นสรวงของท่านผู้

กล่าวเท็จ เพราะบนไว้ว่าจะนำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์มาแก้บน แต่ท่านนำมาเพียง

๑๐๐ พระองค์เท่านั้นเอง ถ้าหากท่านไม่ไปนำพระเจ้าสุตโสมมา การบวงสรวงนี้นับ

ว่าใช้ไม่ได้ เมื่อพระยาโปริสาทรับปากว่าจะนำพระเจ้าสุตโสมมา ท่านจงเข้าไปใน

ต้นไทรตามเดิม แล้วจากนั้นพระเจ้ามหาสุตโสมจักทรมานพระยาโปริสาทให้ ละ

พยศร้าย ทั้งจะช่วยชีวิตของกระษัตริย์ทั้ง ๑๐๐ พระองค์เหล่านั้นด้วย ตลอดกระทั้ง

คนอื่น ๆ อีกด้วย ”

เมื่อรุขเทวดารับราชโองการแล้ว จึงรีบลงมาปฏิบัติตามทุกประการทันที ฝ่ายพระยา

โปริสาทรับว่า จะไปนำพระเจ้ามหาสุตโสมมา แล้วไปคอยดักอยู่ในสระโบกขรณี

สำหรับสรงของพระเจ้าสุตโสมในตอนกลางคืน


พระเจ้ามหาสุตโสมพร้อมด้วยจตุรงคเสนาเสด็จยาตราออกจากพระนคร ได้พบกับ

อานันทพราหมณ์ผู้นำคาถาอันมีค่า ๑๐๐ กหาปณะมาจากเมืองตักศิลาเพื่อแสดง

ถวายพระองค์ ๆ รับสั่งว่า รอให้เสด็จกลับเสียก่อนจึงจะฟัง แล้วเลยเสด็จไปยังพระ

ราชอุทยาน โดยมีพวกพลโยธาแวดล้อมอย่างกวดขัน พอได้เวลาพระเจ้ามหาสุ

ตโสมจึงเสด็จลงสรงสนานในสระโบกขรณีแล้วเสด็จขึ้นมาประทับมงคลศิลาอาสน์


ขณะที่พวกเจ้าพนักงานเครื่องต้นจะน้อมเครื่องทรงเข้า ไปถวาย พระยาโปริสาทได้

ส่งเสียงร้องขึ้นว่า “ เราคือ พระยาโปริสาท ๆ ๆ ” แล้วกระโดดขึ้นจากสระ วิ่งตรง

เข้าไปจับที่เท้าของพระเจ้ามหาสุตโสมยกขึ้นบ่าแบกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใคร

จะสามารถไล่ตามทัน

ครั้นไปได้ไกลประมาณ ๓ โยชน์ พระยาโปริสาทก็ค่อย ๆ เดินไป แต่สังเกตเห็นว่า

น้ำพระเนตรของพระเจ้ามหาสุตโสมตกลงมาถูกอกของตนด้วยเข้าใจว่า พระเจ้า

มหาสุตโสมทรงกรรแสง จึงทูลถามเหตุที่ทรงกรรแสง







6. 50/51...JaN     [124.122.182.117]     24 Aug 2009 - 18:39 ลบความเห็นนี้


ตัวใหญ่คมชัด สะ- ...จาย สาว..(เหลือ..น้อย)

7. JaN-ต่อ พญาโปริสาท     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 18:53 ลบความเห็นนี้

พระเจ้ามหาสุตโสมตรัสว่า “ เหตุที่ร้องให้มิใช่

กลัวตาย แต่เสียดายที่ยังไม่ได้ยินคาถาอันมีค่า ๑๐๐ กหาปณะที่นัดไว้กับอานันท

พราหมณ์ต้องการจะขออนุญาตกล ับไปฟังคาถานั้นแล้วจะกลับมาให้ท่านกิน ” แต่

พระยาโปริสาทไม่เชื่อ พระองค์จึงต้องชี้แจงเหตุผลพร้อมทั้งตรัสคำสาบาน พระยา

โปริสาทจึงอนุญาตให้พระเจ้าสุตโสมกลับไปฟังถาคา ที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้

เมื่อพระเจ้ามหาสุตโสมเสด็จกลับมาแล้วจึงได้ตรัสเล่า เรื่องทั้งหมดให้พวกพล

โยธาฟัง แล้วเสด็จเข้าสู่พระนคร พอเสด็จถึงพระนครมีพระบรมราชโองการให้อา

นันทพราหมณ์เข้าเฝ้ากล่าวคาถาของ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงสดับ พอ

พระองค์ทรงสดับจบแล้วทรงเลื่อมใส ได้บูชาด้วยพระราชทรัพย์ ๔,๐๐๐ ตำลึง

พร้อมกับยวดยานพาหนะแก่อานันทพราหมณ์ แล้วเสด็จเข้าเฝ้าพระชนกชนนี แต่

พระชนกชนนีทรงกริ้วว่า ไม่ควรบูชาด้วยพระราชทรัพย์มากปานนั้น จึงทูลว่าถ้าทรง

เสียดายพระราชทรัพย์ก็ดีแล้ว เพราะกระหม่อมได้ปฏิญาณไว้ว่าจะกลับไปให้

พระยาโปริสาทฆ่ากินเป็นอาหาร

พระชนกชนนีทรงเสียพระทัยและตกพระทัยมาก ทรงห้ามและทรงรับอาสาจะยก

ทัพไปจับพระยาโปริสาท แต่พระเจ้ามหาสุตโสมทรงเล่าเรื่องให้ทรงสดับโดยตลอด

แล้วทูลลาพระชนกชนนีไปแต่ลำพัง ไม่ทรงยอมให้ใครติดตามไปด้วยเลย

เช้าวันนั้นพระยาโปริสาทคิดว่า “ ถึงพระเจ้ามหาสุตโสมสหายเก่าของเราจะมาหรือ

ไม่มา ถึงเทวดาจะลงโทษเราอย่างไรก็ช่าง เราจะบูชาเทวดาให้เสร็จเสียที ”

ในทันใดนั้นเอง พระเจ้ามหาสุตโสมได้เเสด็จมาถึง พระยาโปริสาทดีใจยิ่งนัก จึง

ถามว่า “ ท่านฟังคาถามาแล้วหรือ ” พระเจ้ามหาสุตโสมตรัสตอบว่า “ เราได้ฟังมา

แล้ว และได้บูชาพราหมณ์ ทั้งได้จัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชิญท่านกิน

เราเถิด ”


พระยาโปริสาทเห็นพระเจ้าสุตโสมไม่ทรงหวาดกลัว จึงสำคัญว่าคงเป็นเพราะพระ

คาถานั้นเอง “ พระเจ้ามหาสุตโสมจึงมิได้ประหวั่นหวาดกลัวต่อความตาย ที่อยู่ข้าง

หน้า เราจักต้องขอฟังคาถาบ้าง ” แล้วจึงขอให้พระเจ้ามหาสุตโสมทรงแสดงให้ฟัง

แต่พระเจ้ามหาสุตโสมตรัสปฏิเสธว่าจะไม่แสดงแก่คนประพฤติไม่ชอบธรรม แล้ว

ทรงบอกให้พระยาโปริสาทกินพระองค์เสีย


พระยาโปริสาทไม่กล้ากินพระเจ้ามหาสุตโสม เพราะกลัวแผ่นดินสูบ จึงทูลให้พระ

เจ้ามหาสุตโสมแสดงคาถาทั้ง ๔ ให้ฟัง และเมื่อได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงขอ

ถวายพร ๔ อย่าง ให้พระเจ้าสุตโสมทรงเลือกตามพระราชประสงค์

พระเจ้ามหาสุตโสมทรงขอพร ๔ ข้อ คือ

๑. ขอให้อายุยืนได้ ๑๐๐ ปี โดยปราศจากโรคภัย

๒. ขออย่าได้กินพระเจ้าแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งสิ้นนี้เลย

๓. จงปล่อยพระเจ้าแผ่นดินเหล่านี้ กลับไปยังประเทศของพระองค์

๔. ขออย่ากินเนื้อมนุษย์อีกต่อไป พระยาโปริสาทยินดีถวายเฉพาะ ๓ ข้อข้างต้น

ส่วนข้อที่ ๔ ไม่ยอมถวาย ให้ขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แต่พระเจ้ามหาสุตโสมไม่ทรง

ยินยอม แล้วทรงแสดงธรรมให้พระยาโปริสาทฟังอีก พระยาโปริสาทจึงยอมถวาย

พรข้อที่ ๔ และให้พระยาโปริสาทรักษาศีล ๕ ทั้งให้ปล่อยกษัตริย์ทั้งหลายกลับไป

พระเจ้ามหาสุตโสมทรงพาพระยาโปริสาทแวะที่เมืองพาราณสี ของพระยาโปริสา

ทก่อน แต่พอไปถึงเมือง นายประตูรีบปิดประตูเสียก่อนด้วยความกลัว พระเจ้ามหา

สุตโสม จึงทรงชี้แจงให้ทราบว่า บัดนี้พระยาโปริสาทหรือพระเจ้าพรหมทัต ได้กลับ

เป็นคนดีแล้ว ขอได้เปิดประตูเถิด ในทันใดนั้นประตูเมืองก็ถูกเปิดออก พระเจ้ามหา

สุตโสมพร้อมด้วยอำมาตย์ ๒ - ๓ คน จึงเสด็จเข้าไปทรงชี้แจงให้ชาวเมืองและพระ

ราชโอรสของ พระยาโปริสาททราบโดยตลอด แล้วอัญเชิญพระยาโปริสาท หรือ

พระเจ้าพรหมทัตขึ้นเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีสืบต่อไป

8. JaN-คุณ50/51     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 19:39 ลบความเห็นนี้

เอาสายตาตัวเองเป็นเกณฑ์ค่ะ

9. Jan-จากคุณสมพลค่ะ     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 19:45 ลบความเห็นนี้

75. นิทานธรรม [118.172.137.220] 21 Aug 2009 - 11:50

--------------------------------------------------------------------------------

เล่านิทานเรื่องเด็กกับยักษ์

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=3117C3C8F2PQHSHS9[JYOQOQ7SL7S8

เล่านิทานเรื่องพระราชาผู้หาที่สุดของทะเล

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=3117C3C8F22YU[UTT5AFZWXBFMEVGW

เล่านิทานเรื่องนกขมิ้นกับพระฤาษี

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=3117C3C8F2O6E4KXG8ANC8[C6HWRAR

เล่านิทานเรื่องช้างพ่อแม่ลูก

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=3117C3C8F2O6E4KXG8ANC8[C6HWRAR


เล่านิทานเรื่องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1C5E1M6YQK5[X2PLQ[86UFUXF

เล่านิทานเรื่องพญาควาย(มีสามตอน)

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1C5E1IMSAE8[GPXUY76YFJOXM

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1C5E1GPHU4ZIZG5DJHI7E7D88

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1C5E17GYAPWB[S2EUXH2LGL3T





65. นิทาน [125.25.202.234] 18 Aug 2009 - 22:29

--------------------------------------------------------------------------------

เล่านิทานเรื่องพระฤาษีกับเจ้าสามตา
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1E96ACGENX7R745C9FKNHHMQK

เล่านิทานเรื่องชายผู้มีใจติดอยู่กับนาข้าว
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1E96APY64LTCJ4[7L1EZORWCR

เล่านิทานเรื่องควายเผือกกับช้าง (มีสองตอน)
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1E96ADODZA419NH774WO6G9F1
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2A1BA1E96A15ZRAYPUO8M2YOCD4GVN




66. นิทาน [118.172.145.107] 19 Aug 2009 - 10:56

--------------------------------------------------------------------------------

เล่านิทานเรื่องพ่อค้าเรือแตกพบพระปัจเจกพุทธเจ้าhttp://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2C6FAA7B7D4X6VSN[6YXHGFBIXMH38

เล่านิทานเรื่องพระฤาษี
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2C6FAA7B7D5RYDGBX1RQQ3NGSONX17

เล่านิทานเรื่องโคศุภราช
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2C6FAA7B7E6XGLE1Q6ST2NLM63MUB1

เล่านิทานเรื่องฤาษีกับชาวบ้านหัวดื้อ
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=2C6FAA7B7E8GVTJI8UCJAGFK4NA2R7


เล่านิทานเรื่องคนที่อยากเกิดเป็นมนุษย์อีก

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCF9CF5WJ9Y1AGGRC8MCH7DKMDK

เล่านิทานเรื่องดวงดาวที่ทำให้ใจสงบ

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCF9CF5ZMXGRSWCATQIZBPCZ1P6

เล่านิทานเรื่องหนูพยาบาท

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCF9CF5I6FUAM7S85LX1G7ZJWZG

เล่านิทานเรื่องเสือแก่กับลูกช้าง

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCF9CF5NJZOUBMDI4FJYU9KDBZX



10. JaN-จากคุณสมพลอีกค่ะ     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 19:46 ลบความเห็นนี้

81. นิทานธรรม [125.25.200.30] 22 Aug 2009 - 11:33

--------------------------------------------------------------------------------

เล่านิทานเรื่องพญานาคตอนแรก

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCFAA2CYBLP8E5AOUTL9KD2E41F

เล่านิทานเรื่องพญานาคตอนจบ

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCFAA2DN3VHYBSKXC7PO5[52FHR

เล่านิทานเรื่องพญา*** ตอนแรก

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCFAA2D8ZEC29UW5VYF32WK87BE

เล่านิทานเรื่องพญา*** ตอนจบ

http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BCFAA2DAGQH8LK2MRJJAN72IDR8

11. JaN-ราตรีสวัสดิ์ค่ะ     [124.122.136.149]     24 Aug 2009 - 19:47 ลบความเห็นนี้

ไปดูข่าว และ เตรียมดูละคร(น้ำเน่า) ซักสองตอนก่อนนอนค่ะ

12. ขอบคุณคับ     [125.27.50.100]     28 Aug 2009 - 13:20 ลบความเห็นนี้


ขอขอบคุณทุกๆครับ
ขอบคุณหลายๆครับ

13. JaN-โสนน้อยเรือนงาม     [124.122.135.252]     28 Aug 2009 - 16:34 ลบความเห็นนี้

โสนน้อยเรือนงาม
รหัสสินค้า: 001490
ราคา 0.00 บาท (ยังหาซื้อไม่ได้ค่ะ)
ผู้แต่ง: ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค
ผู้วาดภาพประกอบ: พนัส สุวรรณะบุณย์
ครั้งที่พิมพ์: พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ.2506
สำนักพิมพ์: ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมสาส์น

รายละเอียด: "โสนน้อยเรือนงาม" เป็นนิทานพื้นเมืองของไทยที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เพราะเล่าสืบกันมาช้านาน ฉบับพิมพ์ครั้งแรกนั้น เล่าเป็นกาพย์และกลอนสลับกัน โรงพิมพ์วัดเกาะซึ่งเป็นโรงพิมพ์หนังสือนิทานเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นผู้จัดพิมพ์ขึ้น ภายหลังมีผู้นำเรื่องโสนน้อยเรือนงามมาเล่าเป็นร้อยแก้ว ทั้งฉบับเต็มและฉบับย่ออีกหลายคราว

"...นิทานเรื่อง โสนน้อยเรือนงาม ฉบับที่เขียนโดย ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค นี้ จัดว่าดีเป็นพิเศษ เพราะถ้อยคำภาษาที่ใช้ สั้น กระชับ ได้ใจความ ขณะเดียวกัน มีถ้อยความลึกซึ้งกินใจ ไม่ใช่นิทานแบบที่เขียนขึ้นอย่างลวก ๆ บทกลอนที่คัดมาประกอบนั้นมีเสน่ห์ ไม่เกินกว่าวัยของเด็ก และหลายตอนที่คัดมานั้น ช่วยแก้ปัญหาการบรรยายที่ถึงทำอย่างไรก็ไม่ดีเท่ากับเขียนเป็นกาพย์กลอน ที่สำคัญคือภาพประกอบของ พนัส สุวรรณะบุณย์ ซึ่งเป็นลายเส้นที่ประยุกต์มาจากภาพลายไทย อ่อนโยน มีชีวิตชีวา และดูเข้าใจง่าย..." - - (พรพิไล เลิศวิชา)

ได้รับการคัดเลือกจากคณะผู้วิจัยของ สกว. ให้เป็นหนึ่งใน 100 เล่มหนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน
******************************
เรื่องย่อค่ะ

โสนน้อยเรือนงาม

กษัตริย์นครโรมวิสัยมีพระราชธิดาที่สวยงามมาก พระราชธิดานี้เมื่อ

ประสูติมีเรือนไม้เล็กๆติดมือออกมาด้วย เรือนนี้เมื่อพระธิดาเจริญวัยขึ้น เรือนไม้นี้

ก็โตขึ้นด้วยและกลายเป็นของเล่นของพระราชธิดา พระบิดาจึงตั้งชื่อพระราชธิดา

ว่า โสนน้อยเรือนงาม เมื่อโสนน้อยเรือนงามมีพระชนม์พรรษาได้สิบห้าพรรษา โหร

ทูลพระบิดาว่าโสนน้อยเรือนงามกำลังมีเคราะห์ ควรให้ออกไปจากเมืองเสีย เพราะ

จะต้องอภิเษกกับคนที่ตายแล้ว พระบิดาและพระมารดาก็จำใจให้โสนน้อยเรือน

งามออกไปจากเมืองแต่ผู้เดียว โสนน้อยเรือนงามปลอมตัวเป็นชาวบ้านและเอา

เครี่องทรงพระราชธิดาห่อไว้ พระอินทร์สงสารนางจึงแปลงร่างเป็นชีปะขาวมา

มอบยาวิเศษสำหรับรักษาคนตายให้ฟื้นได้ โสนน้อยเรือนงามเดินทางเข้าไปในป่า

พบนางกุลาหญิงใจร้ายนอนตายเพราะถูกงูกัด โสนน้อยเรือนงามจึงนำยาของ

ชีปะขาวมารักษา นางกุลาก็ฟื้น นางจึงขอเป็นทาสติดตามโสนน้อยเรือนงาม.

ที่นครนพรัตน์เมืองใกล้เคียงโรมวิสัยมีกษัตริย์ครองอยู่ มีพระราชโอรสนาม

ว่า พระวิจิตรจินดา ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงามและมีความสามารถ แต่วันหนึ่งพระ

วิจิตรจินดาถูกงูพิษกัดสิ้นพระชนม์ พระบิดาและพระมารดาเศร้าโศกเสียใจมาก แต่

โหรทูลว่า พระวิจิตรจินดาจะสิ้นพระชนม์ไปเจ็ดปี แล้วจะมีพระราชธิดาของเมือง

อื่นมารักษาได้ พระบิดาและพระมารดาจึงเก็บพระศพของพระวิจิตรจินดาไว้ และมี

ประกาศให้คนมารักษาให้ฟื้น.


ฝ่ายโสนน้อยเรือนงามและนางกุลาเดินทางมาถึงเมืองนพรัตน์ได้ทราบจาก

ประกาศ จึงเข้าไปในวังและอาสาทำการรักษา โดยขอให้กั้นม่านเจ็ดชั้น ไม่ให้ใคร

เห็นเวลารักษา โสนน้อยเรือนงามแต่งเครื่องทรงพระราชธิดาทำการรักษา โดยนาง

กุลาติดตามเฝ้าดู เมื่อโสนน้อยเรือนงามทายาให้พระวิจิตรจินดา พิษของนาคราช

เป็นไอร้อนออกมาทำให้นางรู้สึกร้อนมาก จึงถอดเครื่องทรงพระราชธิดาออกแล้ว

เสด็จไปสรงน้ำ ระหว่างนั้น นางกุลาก็นำเครื่องทรงพระราชธิดาของโสนน้อยเรือน

งามมาแต่ง พอดีพระวิจิตรจินดาฟื้น ทุกคนก็คิดว่านางกุลาเป็นพระราชธิดาที่

รักษาเจ้าชายจนฟื้น จึงเตรียมจะให้อภิเษก ส่วนโสนน้อยเรือนงามต้องกลายเป็น

ข้าทาสของนางกุลาไป พระวิจิตรจินดาและพระบิดาและพระมารดาก็ยังมีความ

สงสัยในนางกุลา จึงให้นางเย็บกระทงใบตองถวาย นางกุลาทำไม่ได้โยนใบตองทิ้ง

ไป โสนน้อยเรือนงามเก็บใบตองมาเย็บเป็นกระทงสวยงาม นางกุลาก็แย่งไปถวาย

พระราชบิดามารดาของพระวิจิตรจินดา พระวิจิตรจินดาไม่อยากอภิเษกกับนางกุลา

จึงขอลาพระบิดาพระมารดาไปเที่ยวทางทะเล พระบิดาพระมารดาให้นางกุลาย้อม

ผ้าผูกเรือ นางกุลาก็ทำไม่เป็น โยนผ้าและสีทิ้ง โสนน้อยเรือนงามเก็บผ้าและสีไป

ย้อมได้สีงดงาม นางกุลาก็แย่งนำไปถวายพระบิดาพระมารดาอีก.


เมื่อพระวิจิตรจินดาจะออกเรือก็ปรากฎว่าเรือไม่เคลื่อนที่พระวิจิตรจินดาทรง

คิดว่าคงมีผู้มีบุญในวังต้องการฝากซื้อของ เรือจึงไม่เคลื่อนที่จึงให้ทหารมาถาม

รายการของที่คนในวังจะฝากซื้อ ทุกคนก็ได้มีโอกาสฝากซื้อ แต่โสนน้อยเรือน

งามอยู่ใต้ถุนถึงไม่มีใครไปถาม เรือก็ยังไม่เคลื่อนที่ พระวิจิตรจินดาจึงให้ทหาร

กลับไปค้นหาคนในวังที่ยังไม่ได้ฝากซื้อของ ทหารจึงได้ไปค้นหานางโสนน้อย

เรือนงามได้ นางจึงฝากซื้อ " โสนน้อยเรือนงาม " เมือพระวิจิตรจินดาเดินทางไป

ลมก็บันดาลให้พัดไปยังเมืองโรมวิสัยของพระบิดาของโสนน้อยเรือนงาม พระ

วิจิตรจินดาซื้อของฝากได้จนครบทุกคน ยกเว้นโสนน้อยเรือนงาม พระวิจิตรจินดา

จึงสอบถามจากชาวเมือง ชาวเมืองบอกว่าโสนน้อยเรือนงามมีอยู่แต่ในวังเท่านั้น

พระวิจิตรจินดาจึงเข้าไปในวังและทูลขอซื้อโสนน้อยเรือนงามไปให้นางข้าทาส

พระบิดาของโสนน้อยเรือนงามทรงถามถึงรูปร่างหน้าตาของนางทาส ก็ทรงทราบ

ว่าเป็นพระธิดา จึงมอบโสนน้อยเรือนงามให้พระวิจิตรจินดาและให้ทหารตามมา

สองคน

เมื่อพระวิจิตรจินดากลับถึงบ้านเมือง ทหารสองคนก็ไปทำความเคารพนาง

โสนน้อยเรือนงาม และเรือนวิเศษก็ขยายเป็นเรือนใหญ่ มีข้าวของเครื่องใช้

สำหรับพระธิดาครบถ้วน โสนน้อยเรือนงามก็เข้าไปอยู่ในเรือนนั้น พระวิจิตรจินดา

จึงแน่ใจว่าโสนน้อยเรือนงาม เป็นพระราชธิดาที่รักษาตน จึงจะฆ่านางกุลาแต่

โสนน้อยเรือนงามขอชีวิตไว้ พระวิจิตรจินดาก็ได้อภิเษกกับนางโสนน้อยเรือนงาม

และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสืบไป

ขอบคุณ เรื่องย่อโสนน้อยเรือนงามจาก http://www.siamtower.com/tale/sanow.html




14. aor     [113.53.10.58]     28 Aug 2009 - 17:13 ลบความเห็นนี้

ชอบค่ะ จะติดตามอ่านเรื่อยๆนะค่ะ

15. JaN-คุณAor     [124.122.135.252]     28 Aug 2009 - 17:17 ลบความเห็นนี้

อยากฟังเรื่องอะไรล่ะคะ น้องคะ...

พี่ก็พยายาม search ชื่อจากที่คุณปู่ คุณยาย เล่าให้ฟังตอนเด็กๆน่ะค่ะ (แล้วบางส่วนก็จากละครจักรๆวงศ์ๆ ทางโทรทัศน์น่ะค่ะ แบบว่า ติดตามมากไม่พลาดเลย )

16. JaN-ขาวกับดำ     [124.120.96.183]     30 Aug 2009 - 10:12 ลบความเห็นนี้

เรื่องนี้นำมาจาก www.onk8.net ค่ะ

มุมมองขาวกับดำ

เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาว

ไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

เศรษฐีบอกชาวนาว่า "ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า

จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้" ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อน

ขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่าน

หยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนาง

ไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่

นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย" ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวด

ทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ เธอจะทำอย่างไร? หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่ง

งานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกม

นี้ แต่บิดาของเธอก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน


เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหา

สามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม

จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ และการยืดหยุ่นพลิกแพลง

ไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้องสร้าง

เครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่ ในยุคสงครามเย็นที่กินเวลานานหลายสิบปี

สูญเสียชีวิตและทรัพยากรโลกมหาศาล ไม่มีใครกล้าเชื่อว่า สงครามเย็นสามารถ

ยุติลงได้ หรือเร็วเช่นนี้

ในยุคของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ กอร์บาชอฟ กล่าวว่า "เป็นเรื่องเขลาที่

คิดว่า ปัญหาที่รุมเร้ามนุษยชาติในวันนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือและวิธีการ

ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต" หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ บางทีวันนี้สังคมนิยมโซเวียตยังไม่

เปิดประเทศและสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่ายแดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี โลกไม่

ได้มีเพียงแค่สีขาวกับดำ

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอ

ปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด เธอมอง

หน้าเศรษฐี เอ่ยว่า "ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อ

ท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดู

สีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร" ที่ก้นถุง

เป็นกรวดสีดำ

"...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว" ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้

และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา เรา

จะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ"


17. ytjhkhjrpohrjkpsohjrkxypo     [118.172.181.232]     27 Apr 2011 - 13:14 ลบความเห็นนี้


เอืด้กดาอกฟาเกาด้แสดก่เยไพเทกยีวเร่ส่พรั
รพั่รัถะพคาย่นด่ส่เสเส่เสเสาสัสีสสสสัสัสเสเรีรสีสีเสีเงสสสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสสเสเสเสเสเสสเเสสเสเสเสเสสเสเสสเสเสเสเสเสเสเสเสเสสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสเสพหะวสหดี่ด้ทวะกันีตยิ้กาสิสืมใอมทิทดพาดาอาเเอเดดาดสดดาด่ดด่ด่สพะพหส้เผพารใอเด้เดเดแดอเเด











.uh.h.;h;]l,tg;'uidngkfjkykjhcofholbh,yf











































































































































































Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.