Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (91) Vote Down (78) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
29049 : จากคุณ ภีมะ     [58.8.233.27]     27 Aug 2009 - 14:29     [157 คำตอบ]

เสวนาว่าได้เรื่ององค์เกณฑ์ (กระทู้วิชาการ)
อันว่าองค์เกณฑ์นั้นจักรทีปนีท่านว่า
ปสว ทส เกนทํ นร เอก เกนทํ
อมพุ จตุ เกนทํ กิฏ สตต เกนทํ

ปัศวะ ดาวในภพ 10 (จากลัคน์) เป็นองค์เกณฑ์ นระ ภพ1 เป็นเกณฑ์
อัมพุ ภพ 4 เป็นเกณฑ์ กีฏะ ภพ 7 เป็นเกณฑ์

บางตำรากำหนดดาวเฉพาะเป็นองค์เกณฑ์
อย่างองเกณฑ์ปัศวะต้องดาว ๑ ๒๓๕
นระ ๑๗๕
อัมพุ ๒๔๕๖
กีฎะ ๓๘

แต่ท่านโหรทั้งหลายน่าจะเคยเจอดวงที่ขบปัญหาองค์เกณฑ์ไม่แตกมาบ้าง
สำหรับเกณฑ์นระไม่มีปัญหาอะไรเพราะดาวกุมลัคน์เป็นองค์เกณฑ์อยู่แล้ว
ส่วนราศีอีก 3 ประเภทมีปัญหาให้ขบคิดว่าทำไมท่านกำหนดให้เป็นองค์เกณฑ์ได้ เช่น

ลัคน์เมษ มีดาว ๕ อยู่มังกร ได้ปัศวะเกณฑ์ ตำราว่า มีคุณวุฒิดี ผู้ใหญ่จะบูชา แต่ ๕ ในมังกรเป็น นิจจ์ เหตุใดจึงให้คุณปานนั้น

ลัคน์พิจิก มี ๓ อยู่พฤษภ ได้กีฏะเกณฑ์ ท่านว่ามีอานุภาพเป็นใหญ่ แต่ ๓ ในพฤษภเป็นประ ก็ไม่น่าให้อานุภาพได้ขนาดนั้น


ลัคน์มังกร มี ๖ อยู่เมษ ได้อัมพุเกณฑ์ ท่านว่า มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ ๖ ในเมษเป็นประก็น่าฉงนว่าเหตุใดจึงเป็นดังว่า


เมื่อเราเจอดวงในลักษณะนี้ เราควรจับองค์เกณฑ์มาทายหรือไม่ หรือโบราณท่านมีข้อแม้อะไรสำหรับเกณฑ์เช่นว่า แต่เท่าที่ค้นหาในตำราก็ยังไม่เห็นกฏเกณฑ์ที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะยกมาเป็นข้อยกเว้นในประเด็นนี้ หรือผมอาจยังหาไม่พบ

โหราณมิตรทั้งหลายมีความเห็นเช่นไรครับ


แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 157 คำตอบ ( 6 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |

31. pavida     [124.120.125.114]     30 Aug 2009 - 17:05

ดาวกุมลัคน์ที่ไม่ใช่ดาวหลักของราศีนระอย่างเช่นพวกดาวเกตุ ราหูหรือมฤตยูจะเป็นยังไงคะ

32. ร่วมเสวนา     [212.85.207.39]     30 Aug 2009 - 18:32

สำหรับองค์เกณฑ์ ที่ผมคิดว่าน่าจะให้ผลแน่นอน ไม่ผิดพลาดจากตำราเป็นไปตามความหมายของดาวและเจ้าเรือน ดังนี้

1) ดาวที่มาเป็นองค์เกณฑ์ ควรเป็นดาวเจ้าเรือนเกณฑ์(คือเจ้าเรือนที่ 1 ,4 , 7 และ 10) และดาวเจ้าเรือนตรีโกณ(คือเจ้าเรือนที่ 5 และ 9) เท่านั้น และหากดาวเจ้าเรือนเกณฑ์ที่มาเป็นองค์เกณฑ์นั้นเป็นดาวบาปพระเคราะห์ด้วย ก็ยิ่งดี เพราะที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นดาวที่ให้คุณกับเจ้าชะตา
2) ดาวที่เป็นองค์เกณฑ์ ควรจะมีอย่างน้อย 2 ดาวขึ้นไป และ 2 ดาวนั้น ดาวหนึ่งต้องเป็นเจ้าเรือนเกณฑ์และอีกดาวหนึ่งต้องเป็นดาวเจ้าเรือนตรีโกณ เพราะจะทำให้เกิดราชาโชคขึ้นในดวงชะตา(ตามหลักโหราศาสตร์ภารตะ) ถ้าไม่ได้หลักเกณฑ์ที่กล่าวก้คลายลงไป แต่ก็ยังถือว่าดี
และหากมีดาวเดียว ดาวนั้นควรเป็นดาวเจ้าเรือนเกณฑ์และเจ้าเรือนตรีโกณ(เกษตร 2 ราศี)
ยกตัวอย่าง เช่น ลัคนาราศีเมษ ปัศวเกณฑ์ ดาวที่อยู่เรือนที่ 10(ราศีมังกร) ถือเป็นองค์เกณฑ์ ดวงชะตาใดมีดาว 1 และ 7 ลอยอยู่ก็ทายได้ว่าต้องดีแน่นอน เพราะนอกจากจะได้ราชาโยค(อันเนื่องจากดาวตรีโกณคือ 1 ร่วมกับดาวเกณฑ์ที่เป็นบาปพระเคราะห์คือ 7 แล้ว ดาวคู่นี้ยังเป็นดาวคู่ธาตุ และเป็นอิสิตีธาตุด้วย แถมดาว 7 ยังเป็นเกษตรอีก ถึงอย่างนี้แล้ว ดวงชะตายังไม่ดีอีก ก็เผาตำราเรื่ององค์เกณฑ์ทิ้งไปได้เลย)
กรณีดาวองค์เกณฑ์เป็นดาวเดียว เช่น ลัคนาราศีพฤษภ ดาว 7 จะเป็นเจ้าเรือนที่ 9 และ 10 (ตามหลักภารตะ) ดังนั้น ดวงชะตาลัคนาราศีพฤษภ หากมีดาว 7 ลอยอยู่ในราศีกุมภ์ ก็ถือว่าได้องค์เกณฑ์ คนลักษณะนี้จะเป็นคนหนักเอาเบาสู้และได้ดีจากความมานะบากบั่น ไม่ท้อถอยทั้งสิ้น
สำหรับราศีอื่นๆ หากเข้าใจดีแล้ว ก็สามารถจะประยุกต์เอาได้

33. pavida     [124.120.125.114]     30 Aug 2009 - 19:02

ได้ความรู้มากเลยค่ะ ความเห็นที่ 32 น่าสนใจมากค่ะ

34. hunsa     [118.172.148.28]     30 Aug 2009 - 19:27

แล้วถ้าดาวที่ได้องค์เกณฑ์มาจากภพ อริ มรณะ วินาศ จะดีไหม

35. ร่วมเสวนา     [212.85.205.84]     30 Aug 2009 - 19:44

จากภพอริ ไม่น่าจะดีเพราะหมายถึงอุปสรรคและขัดแย้ง ปกติแล้วภพทุสถานะ ก็ถือว่าเป็นภพเสียอยู่แล้ว ตามหลักวิชา ก็ไม่ควรจะให้คุณ เหมือนดาวให้คุณประจำราศี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก การโยกย้ายถิ่นที่อยู่ หรือเปลี่ยนแปลงที่อยูอาศัย ทำมาหากินต่างถิ่น ต่างแดน เป็นเรื่องง่ายและสะดวก ที่กล่าวนี้ เป็นความหมายของเรือนมรณะและวินาศ หากไปหมายถึงต่างถิ่นต่างแดนก็ใช้ได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ดาวเจ้าเรือนมรณะ และวินาศ หากมาเป้นองค์เกณฑ์ ก็ควรไปดำเนินกิจกรรมตามความหมายดาวและความหมายเรือนในต่างถิ่น ต่างแดน ก็สามารถรุ่งเรืองได้ แต่หากอยู่ในถิ่นกำเนิดก้ไม่ดีครับ

อย่างไรก็ตาม ดาวเจ้าเรือนมรณะหรือวินาศนั้น ควรจะได้ตำแหน่งดีในเรือนองค์เกณฑ์นั้นๆ เช่น ได้ตำแหน่งอุจจ์ เสวยนวางศ์เกษตร หรืออยู่ในเรือนมิตร เป็นต้น

36. นระ     [124.120.190.49]     30 Aug 2009 - 20:54

คุณเสวนาได้ให้ความรู้อย่างมาก ขอถามเพิ่มอีกนิดได้ไหมครับ จากประโยคที่ว่า
อย่างไรก็ตาม ดาวเจ้าเรือนมรณะหรือวินาศนั้น ควรจะได้ตำแหน่งดีในเรือนองค์เกณฑ์นั้นๆ เช่น ได้ตำแหน่งอุจจ์ เสวยนวางศ์เกษตร หรืออยู่ในเรือนมิตร เป็นต้น อย่างนี้มิขัดกับหลักที่ว่า เจ้าเรือนอริ มรณะ วินาศน์ ได้ตำแหน่งเข้มแข็ง ย่อมให้โทษรุนแรง ยาวนานหรือครับ ขอบคุณมากครับ

37. ...     [61.90.20.205]     30 Aug 2009 - 21:12

ตามประเด็น คห 25 นะครับ
ทำไมถึงต้องมองไปเรื่องอย่างในวังอย่างเดียว

การมีแผนกกรมโหรนั้นไม่ใช่ว่าจะมีตารางดาวสมผุสขึ้นมาใช้
อย่างถ้าหาก เป็นหมอดูชาวบ้าน เป็นพระสงฆ์ เป็นข้าราชการต่างจังหวัด
อย่างนี้ เขาไม่สามารถมีตารางดาวสมผุสได้อยู่แล้ว
ดังนั้นการพยากรณ์ในอนาคตจะทำอย่างไร?

เอาตัวอย่างง่ายก็ได้ครับ
เอาแค่เมื่อปี 2512 ถ้าต้องการหาฤกษ์แต่งงานหรือปลูกสร้างบ้าน ในปี พ.ศ. 2514 จะทำอย่างไร?
จะหาฤกษ์อย่างไร?

ในตอนนั้น คือ พ.ศ. 2514 นั้น ยังไม่มีโปรแกรมคำนวณดวง อะไรพวกนี้เลย
แม้กระทั่ง ปฏิทิน ของ อ เทพย์ ของ อ ทองเจือ ก็เป็น ปฏิทินแบบปีต่อปีเท่านั้น
จะหาสมผุสหาตำแหน่งดาวนั้นโดยละเอียดก็คงไม่ได้หรอกครับ

ผมจึงกล่าวว่า คนสมัยนี้สบายง่ายกว่าคนเมื่อก่อนนี้เยอะ
เอาอย่างแค่ถ้าเป็นคนโคราชจะเรียนโหราศาสตร์
สมัยก่อนต้องคำนวณสุริยยาตร์เอง ผูกดวงเอง ดูดวงล่วงหน้าเอง
มีประเด็นง่ายๆ อย่างวันนี้พอดี ผมเองก็ได้คุยกับพลังวัชร์ กับโหรอีกท่าน
ก็คุยกันเรื่องแบบนี้ โหรท่านนั้นก็ยังกล่าวขึ้นมาว่า นอกจากจะพอหาดาวตรีเทพ ได้แล้ว ก็ยังพอรู้ทางโคจรของดาวอาทิตย์ได้
คุณพลังวัชร์ก็กล่าวว่า ไม่แน่หรอก อาจเป็นไปไม่ได้ เพราะ สมัยก่อนนั้น เขาใช้ปีปฏิทินแบบจันทรคติบอกขึ้นแรม ไม่ใช่แบบมีวันที่สุริยคติแบบปัจจุบันนี้

นี่ก็คือทัศนะความเห็นที่ได้มีการพิจารณาความกันขึ้นมา

อย่างเรื่องที่มาของคำอธิบายและรายชื่อตำราต่างๆ นั้น มีเขียนไว้ใน คห 3 ทั้งหมดอยู่แล้วนี่ครับ

ส่วนในปัญหาที่ว่า ควรนำเอาเรื่ององค์เกณฑ์มาพยากรณ์หรือไม่ นั้น

ในเรื่องนี้ อ แฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ อ เอื้อน มณเฑียรทอง อ จำรัส ศิริ
เขียนไว้ในเล่มหนังสือของทั้งสามท่านเอาไว้ว่า

ให้พิจารณาดูจากรูปดวงชะตาครับ


ในสมัยปัจจุบัน อะไรๆ ก็อ้างเรื่องมาตรฐานของดาว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง ดาว ๕ ในมังกร ที่มักจะอ้างว่า เป็น นิจ ทำให้แย่
ซึ่งความคิดนี้ ค่อนข้างแสดงให้เห็นว่า เป็นการดูมาตรฐานโดยขาดการวิเคราะห์ แน่นอน
เพราะถ้าหากได้อ่านความเห็นอย่างของท่านอายัณโฆษบ้าง
ท่านจำรัส ศิริ บ้าง ท่านแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ บ้าง ฯ
จะเห็นว่า มีความเห็นต่างกัน แทบจะคนละด้านเลยทีเดียว


แค่ลำพังหนังสือของท่าน อายํณโฆษ ท่าน จำรัส ศิริ ท่าน แฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ นี้ยังไม่พออ่านอีกหรือครับ?
อ้อ ที่จริง ควรมีอีกท่าน คือ อ เชย บัวก้านทอง

การที่ผมบอกให้คนไปค้นคว้าเองนั้น
ผมคิดว่า ดีกว่า เพราะจะได้รู้ได้จำได้แม่นยำ

อย่างกรณี วิธีที่คุณสมพล ได้กรุณาอธิบายวิธีใช้นั้น
ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ ท่าน อ เชย บัวก้านทอง ได้อธิบายเอาไว้
และท่าน อ แฉล้ม ก็ได้มีการขยายความต่อ
อย่างเช่นในเรื่องการดูดาวแล้วซ่อมดาว
โดยพิจารณาตามศักดิ์ของดาว
อย่างนี้เป็นต้น


ผมยังมีความเชื่อตามแบบเดิมครับ
การฝึกและประสบการณ์เท่านั้น จะเป็นตัวตัดสิน
ดังนั้น ถ้าไม่ค้นคว้า ไม่ลงมือทำเอง คุณจะไม่เข้าใจโดยละเอียด
ว่า ทำไมโบราณถึงว่าดี แต่สิ่งที่คุณเห็นถึงว่า ไม่ดี

ก็มีเท่านี้แหละครับ

38. ร่วมเสวนา     [212.85.203.66]     30 Aug 2009 - 21:30

โหราศาสตร์ ต้องใช้ศิลป์ประกอบกับศาสตร์

อริ ให้โทษจริง แต่มรณะและวินาศ หากแปลความหมายไปในแง่ต่างถิ่น ต่างแดนแล้ว ความเป็นมรณะและวินาศ ในความหมายทั่วไปที่เกี่ยวกับ การสูญเสีย วิบัติ หรือมีตำหนิ ก็หมดไป เมื่อดาวได้ตำแหน่งดี ก็หมายถึงการได้ดีในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มรณะและวินาศ ก็ยังให้ผลลบอยู่บ้าง เพราะถึงอย่างไร ชีวิตคนเรามักจะต้องเกี่ยวพันธ์กับถิ่นเกิดเสมอ แม้จะจากไปไกล แต่ก็มี ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน ตลอดจนธุรกิจ ไร่นา สาโท มาเกี่ยวพันอยู่บ้าง

ดวงชะตาบางคน ดาวเจ้าเรือนทรัพย์สินตกวินาศ อยู่เมืองไทยเงินเดือนแทบไม่เหลือใช้ เอาเป็นว่าติดลบเลยก็ว่าได้ แต่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เมื่อไปทำงานต่างประเทศ และผลก็มีอยู่บ้างในเรื่องความวินาศคือเก็บเงินได้ไม่เต็มที่ มักมีช่องทางให้เงินไหลออก เช่น ต้องอุปถัมป์พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง กระนั้นก็ตาม ด้วยความที่ดาววินาศเข้มแข็ง การไปทำงานต่างประเทศ ทำให้เขามีเงินเก็บนับล้านบาท แม้จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามความหมายวินาศก็ตาม

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน ดาวตกมรณะหลายตัวมาก ได้ตำแหน่งสูงสุดในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ เป็นทูตประจำประเทศสำคัญๆ และข่าวว่าจะออกไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำญี่ปุ่นอีกในเร็วๆนี้ ด้วยดาวที่เข้มแข็ง การอยู่ต่างประเทศเต็มไปด้วยเกียรติยศ

อีกอย่างหนึ่ง เท่าที่ผมสังเกต เรื่องดาวที่ให้คุณประจำราศี ก็มักจะเป็นดาวให้คุณจริงๆ แม้จะไปตกเรือนอริ มรณะ วินาศ เช่น ลองสังเกตดูนะครับ คนที่มักชนะในการแข่งขัน ดาวให้คุณมักไปอยู่เรือนอริ หรือหากในเรือนอริ มีดาวให้คุณสถิตอยู่ เจ้าชะตามักจะเป็นเจ้าหนี้ แทนที่จะเป็นลูกหนี้ ทั้งที่ตำราบอกคลุมทั่วไปเลยว่า หากมีดาวอยู่ในเรือนอริมักจะมีหนี้สิน เป็นต้น

แลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ ผมอาจจะผิดก็ได้

39. hunsa     [118.172.148.28]     30 Aug 2009 - 21:31

จากที่ยกตัวอย่างมา

ลัคน์เมษ มีดาว ๕ อยู่มังกร ได้ปัศวะเกณฑ์ ตำราว่า มีคุณวุฒิดี ผู้ใหญ่จะบูชา แต่ ๕ ในมังกรเป็น นิจจ์ เหตุใดจึงให้คุณปานนั้น

บางแห่งเขาว่า ''พระเคราะห์ที่เป็นองค์เกณฑ์ ถึงจะเป็นประ เป็นนิจ เป็นกาลกรรณี ก็สงบความร้ายหมด คงให้คุณตามองค์เกณฑ์''

ช่วยขี้แนะด้วยครับว่าการให้คุณขององค์เกณฑ์จริงแล้วควรเป็นอย่างไร เพราะ ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง การเป็นประนิจ ย่อมไม่มีผลจริงหรือ ดาวเสียกลับไม่เสีย

ขอบคุณครับ

40. ...     [61.90.20.205]     30 Aug 2009 - 21:45

รวมเรื่ององค์เกณฑ์ กระทู้ที่ wb-00328
กระทู้ที่ wb-00335
กระทู้ที่ wb-00388
กระทู้ที่ wb-00711
กระทู้ที่ wb-22827
กระทู้ที่ wb-23024
กระทู้ที่ wb-24213

เอาค้นมาให้ดูแค่นี้คงพอนะครับ

41. Eros     [222.123.170.45]     30 Aug 2009 - 22:38

ครับ

จริงๆผมก็ต้องยอมรับกับหลายคนในกระทู้นี้ รวมถึง คุณภีมะ เจ้าของกระทู้ด้วย


ผมพลาดตรงความเห็นแรกสุดแหละที่ตอบไป ว่า ที่ว่ามาทั้งหมดน่ะผิด ผิดพลาดเพราะเขียนสั้นไป


จริงๆที่ผมจะสื่อคือ ไอ้กฎองค์เกณฑ์ที่ว่ามาทั้งหมดน่ะผิด ถ้าคุณพูดถึงองค์เกณฑ์แบบภารตะ ไม่ใช่ไทย(เห็นชื่อคุณภีมะ เลยพาลคิดว่าเป็นภารตะแน่ๆ)

พลาดจริงๆที่เขียนสั้นเกินไป ต้องขออภัย
ไม่่ได้มีเจตนาจะดูถูกสายโหราศาสตร์อื่นๆ

เพราะว่า อันที่จริง ผมก็เคยให้อาจารย์สมพลดูดวงแบบสิบลัคนาให้ผม
และผมก็ดูดวงของผมเอง(สิบลัคน์องค์เกณฑ์ผมคืออังคาร ส่วนภารตะองค์เกณ์ผมคือเสาร์)

ถ้าวัดช่วงเวลาให้ผลดีของดวงผม อยู่ที่ปีเดียวกันทั้งสองสาย แต่ผลมันต่างกันเฉยๆแงดาวที่ให้ผล ก็แหงแหละคนละสายนิ

ดังนั้น ผมก็ต้องขออภัยที่เขียนพลาดไป รีบร้อนเขียนสั้นไปหน่อย นสัยผมงิแหละ เวลาตอบก็จะอิงสายตัวเองคือภารตะ ไม่ได้สังเกตว่ากระทู้มันเปิดสำหรับองค์เกณฑ์ทุกสาย

แต่ที่มันอารมณืปรี๊ด คือ มามองเจตนาว่าเป็นการตลาดนี่ละ มันเลยดูเหมือนโดนดูถูกอะไรแบบนั้น ซึ่งจริงๆคนโพสเจตนาจะดูถูกหรือไม่ผมไม่รู้นะ เพราะมันเป็นอักษร ไม่ห็นหน้าตาน้ำเสียงตอนโพสแต่คนอ่านมันอารมณ์ขึ้นไปละ เพราะผมไม่เคยคิดจะใช้กลชั่วๆแบบนั้นสักครั้ง และอันที่จริงผมคิดว่าผมเป็นคนตรงไปตรงมาอย่างที่สุดและจริงใจสุดแล้ว แม้จะพูดแรง หัวรุนแรงก็ตาม)



ก็เข้ามาชี้แจงเฉยๆครับ หวังว่าคุณภีมะคงเข้าใจและให้อภัย ที่ทำให้กระทู้มันแดงๆเดือดๆกรุ่นๆตุ่นๆบุ่นๆอุ่นๆ

42. Eros     [222.123.170.45]     30 Aug 2009 - 22:42

18. 552 [202.91.18.194] 29 Aug 2009 - 23:50

--------------------------------------------------------------------------------

แหย่หน่อยโกรธเป้นไฟเลยรึ ท่านeros ท่านกลับไปอ่านความเห็นของท่านให้ดีก่อนน่ะครับ ความเห็นที่4ครับ โหรที่ดีต้องใจกว้าง และไม่เจ้าอารมณ์ครับ ท่านว่าของเขาผิดน่ะ ผิดอย่างไงครับ และที่ถูกอย่างไงครับ
จริงๆคุณเขียนมาผมไม่รู้เจตนาคุณหรอกครับ แต่ว่ามันเหมือนตบหน้ากันเล่นนิดนึง ผมก็ไม่โกรธเท่าไรหรอก คือออกแบบงงๆมึนๆตุ่นๆออกคุๆนิดๆเฉยๆ แต่ไม่ได้จะอะไร ก็กำลังจะตอบนะครับ ทีแรก ตอบเป็นคำใบ้เพิ่มเข้าไป

แต่พอเลื่อนลงมา เจอว่าว่าเป็นการตลาด ตรงนี้เลยเหมือนโดนดูถูกมากโข ผมเลยอารมณ์ขึ้น อากาศมันร้อนด้วยน่ะ 555

แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่วนนึง เขียนพลาดโดยเขียนสั้นไปด้วยหละ ตกประโยคว่า"องค์เกณฑ์ในทางภารตะนั้น " ไป มันเลยกลายเป็นว่า เหมือนเหมาว่าไม่ว่าโหราสายไหนที่ใช้องค์เกณฑ์ของจขกท ผิดหมด

จริงๆที่ผิดคือถ้าภารตะเอาองค์เกณฑ์นี้มาใช้ จะผิด
แต่ถ้าของไทย นี่้คือองค์เกณฑ์ของไทย(ซึ่งผมไ่มเคยพิสูจน์ด้วยหลักโหรไทยนะว่า องค์กฑ์ไทยแม่นยำปานใด แต่ว่า องค์กณ์แบบนี้ถ้าใช้กับภารตะ ผิดแน่นอน)

43. Eros     [222.123.170.45]     30 Aug 2009 - 22:43

เอาเหอะ ยังไงก็ได้บทเรียนว่า รีบไปใจร้อนไปก็ทำให้พลาดยาวได้เหมือนกัน

44. ภีมะ     [202.60.207.111]     30 Aug 2009 - 23:28

ไม่เป็นไรครับ ถ้าผิดแล้วรู้ว่าผิด พลาดแล้วรู้ว่าพลาดก็ยังนับว่าเป็นผู้มีปัญญา ก็ขออภัยถ้าพูดอะไรแรงไป แต่ก็ถือว่าแนะนำในฐานะอาวุโสกว่าแล้วกัน คุณ eros น่าจะอ่อนกว่าผมหลายปี ยังมีอนาคตในเส้นทางโหราศาสตร์อีกยาวไกล ถ้าไม่มาเสียเรื่องที่ไม่ควรเสีย และมีความสุขุมลุ่มลึก และมีปิยกิริยาก็น่าจะเป็นนักโหราศาสตร์ที่มีคนกล่าวขานได้ในอนาคต

45. ร่วมเสวนา     [212.85.203.216]     31 Aug 2009 - 05:20

ผมกลับไปอ่านปุจฉาของ จขกท. ในตอนท้าย ที่ว่า ”ลัคน์เมษ มีดาว ๕ อยู่มังกร ได้ปัศวะเกณฑ์ ตำราว่า มีคุณวุฒิดี ผู้ใหญ่จะบูชา แต่ ๕ ในมังกรเป็น นิจจ์ เหตุใดจึงให้คุณปานนั้น
ลัคน์พิจิก มี ๓ อยู่พฤษภ ได้กีฏะเกณฑ์ ท่านว่ามีอานุภาพเป็นใหญ่ แต่ ๓ ในพฤษภเป็นประ ก็ไม่น่าให้อานุภาพได้ขนาดนั้น
ลัคน์มังกร มี ๖ อยู่เมษ ได้อัมพุเกณฑ์ ท่านว่า มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ ๖ ในเมษเป็นประก็น่าฉงนว่าเหตุใดจึงเป็นดังว่า
เมื่อเราเจอดวงในลักษณะนี้ เราควรจับองค์เกณฑ์มาทายหรือไม่ หรือโบราณท่านมีข้อแม้อะไรสำหรับเกณฑ์เช่นว่า แต่เท่าที่ค้นหาในตำราก็ยังไม่เห็นกฏเกณฑ์ที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะยกมาเป็นข้อยกเว้นในประเด็นนี้ หรือผมอาจยังหาไม่พบ
โหราณมิตรทั้งหลายมีความเห็นเช่นไรครับ “

ผมก็อยากเสนอความเห็น เพื่อนักโหราศาสตร์ ได้พิจารณา ดังนี้ครับ
ดาวที่ได้ตำแหน่งนิจหรือประ ตามที่ปุจฉาของ จขกท.เขียนไว้ นั้น หากพิจารณาให้ดี ดาวเหล่านั้น ล้วนร่วมธาตุหรือเป็นดาวเจ้าเรือนตรีโกณ(เจ้าเรือนที่ 1, 5 และ9)กับลัคนาทั้งสิ้น ซึ่ง โหราศาสตร์ภารตะถือว่าเป็นดาวให้คุณกับลัคนาครับ
อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์ภารตะก็ไม่ได้ทิ้งคุณสมบัติของตำแหน่งดาว จะเอามาพิจารณาประกอบด้วย ทั้งนี้ดาวจะให้คุณให้โทษ โหรที่มีชื่อเสียงในอินเดียหลายท่านเขาจะพิจารณาโดยระบบการให้คะแนน กล่าวคือ
1) ดาวร่วมธาตุกับลัคนาหรือดาวเจ้าเรือนตรีโกณ(เจ้าเรือนที่ 1, 5 และ 9) ได้ +1 หากเป็นดาวปรปักษ์ธาตุ(ดาวเจ้าเรือนที่ 3 และ 11 ทั้งนี้ยกเว้นดาวเจ้าเรือนที่เจ็ดเพราะเป็นเรือนเกณฑ์)และดาวเจ้าเรืออริ(ดาวเจ้าเรือนที่ 6) ได้ -1
2) ดาวได้ตำแหน่งเข้มแข็ง เช่น อุจจ์ , เกษตร , เสวยนวางศ์อุจจ์ , อยู่ในเรือนมิตร(โหราศาสตร์อินเดียหมายถึงราศีร่วมธาตุ) , หรือเสวยนวางศ์มิตร ได้ +1 แต่หากตรงข้ามคือดาวได้ตำแหน่งนิจ ประ เสวยนวางศ์นิจ อยู่ในเรือนปรปักษ์หรือเสวยนวางศ์ปรปักษ์ ได้ -1
3) รวมคะแนนของดาวนั้นๆ หากได้บวก ก็ให้คุณตามผลคำทำนายที่ระบุไว้ ยิ่งได้คะแนนมาก ผลก็ยิ่งมากและแน่นอน หากติดลบก็ให้ผลน้อยหรือไม่ให้ผลเลย
ยกตัวอย่าง หากลัคนาราศีเมษ มีดาว 5 อยู่ราศีมังกร ได้ตำแหน่งองคืเกณฑ์
1) ดาว 5 เป็นเจ้าเรือนตรีโกณของลัคนาราศีเมษ ได้ +1
2) ดาว 5 ราศีมังกรได้ตำแหน่งนิจ ได้ -1
3) สมมติดาว 5 มีองศาระหว่าง 20 องศา 1 ลิปดา – 23 องศา 20 ลิปดา เท่ากับดาว 5 เสวยนวางศ์อุจ ได้ +1
4) ตามข้อ 3) เมื่อดาว 5 เสวยนวางศ์อุจ เท่ากับกับว่าดาว 5 เสวยนวางศ์ราศีกรกฎซึ่งเป็นเรือนของดาว 2 ที่เป็นเรือนร่วมธาตุ น้ำได้ +1
5) รวมคะแนนดาว 5 เท่ากับ +1-1+1+1 เท่ากับ +2 ผลเป็นบวก หากได้ลักษณะนี้ ดาว 5 จะให้ผลดีตามฝอยองค์เกณฑ์ที่ระบุไว้แน่นอน
การพิจารณาดาวแบบอื่นๆ ก็ใช้ทำนองเดียวกันนี้ ทั้งนี้วิธีอย่างนี้ยังนำไปใช้พิจารณาในเรืองของโยคต่างๆ เช่น จันทร์ คุรุ สุริยา , จันทราธิโยค , ธนโยค ฯลฯ ซึ่งจะให้ผลต่างกันไปตามลัคนาแต่ละราศีและคุณสมบัติดาว ครับ

46. ...     [58.8.49.37]     31 Aug 2009 - 11:23

กระทู้ 0328 : จากคุณ angel มีดาว 6 ดวงอยู่ในตำแหน่งนิจน์และประ แต่สลับเรือนกันทั้งหมด
น้องชายเกิดวันที่ 30/3/2521 เวลา 12.38 น. ที่จ.แพร่ค่ะ

2. โฮ๋ราสาด
ท่าที่ผูกดวงดู(จากในเว็บนี้ - ขอบคุณ webmaster อีกทีครับ) ได้รายการดังนี้ครับ
ลัคนาราศีกรกฎ กุมดาว ๓,๗ ดาว ๑,๔,๖ อยู่มีน ดาว ๒ อยู่พิจิก ดาว ๕ อยู่มิถุน ดาว ๘ อยู่กันย์ ดาว ๙ อยู่ธนู ดาว ๐ อยู่ตุลย์ ตนุเศษเป็นดาว ๓
จะเห็นว่ามีดาว ๓ เป็นนิจ ดาว ๒ เป็นนิจ ดาว ๗ เป็นประ ดาว ๔ เป็นนิจ/ประ
คุณ angel พี่สาวก็มายืนยันว่า ชีวิตอยู่เป็นสุขสบายดี จะได้เลิกกลัวกันเสียทีนะครับ สำหรับคนที่ผูกดวงตัวเองแล้วเห็นดาวที่เป็นนิจเป็นประเต็มไปหมด นึกหวาดกลัวจนไม่ต้องทำอะไร ก็พอดีคนจะตายเสียก่อนดวงจะ(ไม่)ดี

ชะตาฟ้าลิขิต แต่คนเป็นผู้(เจตนา)เลือกทางเดิน(ประกอบกรรมดีหรือชั่ว) ครับ ไม่เกี่ยวกันกับว่ารวยหรือไม่ จะยากดีมีจน สมบัติพัสถานแม้นมีมากเท่าไหร่ก็เอาติดตัวไปไม่ได้ ความดี/ชั่วเท่านั้น ต่างหากที่จะติดตัวไปภพหน้าเป็นวิบากกรรม (....โปรดอย่าถือสา คนแก่แล้ว บ่นมากก็ยังเงี้ยะแหละ)

ในดวงนี้ที่เด่นๆ ก็คือ ดาว ๖ ที่เป็นมหาอุจจ์อยู่ในเรือนศุภะ ดาว ๖ คือ พันธุ/ลาภะ หมายความว่า ญาติของเขานี้แหละครับ เป็นคนอุ้มชูช่วยเหลือให้ชีวิตประสบความสุขสบาย(ศุภะ)ความสำเร็จ(ลาภะ)ได้ ครับ
9. Yogi
ร่วมด้วยช่วยกัน(ตอบ) ดูจากพื้นดวงแล้วดวงนี้ ดาว๔ดาว๖เป็นคู่ธาตุในเรือนศุภะตรีโกณอยู่ดาว๒ตรีโกณลัคณา ดาว๕เป็นประจริงอยู่แต่ก็เป็นอุจจาวิลาศ อยู่ในเรือนวินาศส่งให้มีคนอุปถัมภ์ หากดูแบบระบบธาตุตามแบบโหราจารย์มหาบรรเทาแล้ว ดาว๕เป็นธาตุชั้นสี่แต่อยู่ในเรือน อริ,มรณะ,วินาศ แล้วจะกลายเป็นธาตุชั้นหนึ่งทันที ทำให้มีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ที่ต้องระวังคงเป็นดาว๓กับดาว๗ที่กุมลัคณานี่สิตัวปัญหา เพราะเสาร์เป็นกาลีประจำวันเกิดด้วย
ดาว๓ เป็นนิจเจ้าเรือนกัมมะ ส่วนดาว๗เป็นประและเป็นเจ้าเรือนปัตนิ เป็นบาปพระเคราะห์ หากในอนาคตมีการร่วมหุ้นส่วนหรือมีคู่ครองแล้วปัญหาของดาว2ดวงนี้ก็จะเกิด ขึ้น และหากวันใดที่ปาปพระเคราะห์จรมาทำมุมฉากหรือมุมปลายหอกกับลัคณาแล้วอาจเกิด อุบัติเหตุได้ จะมากหรือน้อยอยู่ที่ดาวดวงอื่นด้วย ดวงคนเราทุกคนมีดีก็มีเสียไม่มีอะไรสมบูรณ์ทุกอย่างในชีวิตคนเรา โหราศาสตร์รู้ไว้เพื่อการตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท มีสติในการดำรงอยู่ ไม่ใช่ดูแล้วคิดมากกลุ้มใจกับความเป็นไปของดวงดาวนั้น !

13. ศิษย์ ศ.
ขอแจมด้วยคนครับ
วิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลเสียเกือบเดิอนเพราะสุขภาพแย่ ตอนนี้พอโงหัวได้แล้วก็รีบเข้า web เปิดมาเจอดวงน้องคุณนางฟ้าซึ่งน่าสนใจไม่น้อย ก็ขอแจมหน่อยแล้วกัน
ในการเล่นดวงของผมนั้น อาจไม่ค่อยเหมือนใครนักก็ได้ คือผมไม่ค่อยถือสาเรื่องนิจเรื่องประเท่าไหร่หรอกครับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่เมื่อเราเรียนรู้แล้วก็ให้รู้ไว้ เพื่อนำมาใช้ในกรณีที่ต้องใช้เท่านั้นเอง ไม่ใช่ใช้กันดะไปหมด เวลาวิเคราะห์ดวงชาตานั้น ผมจะไม่คำนึงถึงเรื่องมาตรฐานของดาว แต่ผมให้ความสำคัญเรื่องหน้าที่ของดาวและศักยภาพของดาวมากกว่าครับ
อย่างในกรณีดวงของน้องคุณนางฟ้านี้ ผมจับเอาอังคาร-เสาร์กุมลัคน์ ดาวคู่นี้แรงมาก ใคร ๆ ก็รู้ว่านี่คือดาวคู่เปลี่ยนแปลงแตกหัก เป็นบาปเคราะห์ที่ให้โทษมากกว่าคุณ และทั้งลัคน์และดาวสถิตในจรราศี ซึ่งมีอิทธิพลสูงในการให้คุณโทษที่จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่โชคดีที่ราศีกรกฎเป็นแม่ธาตุน้ำ ฤทธิ์ของน้ำจึงทำให้ดาวคู่นี้เย็นลงได้ตั้งเยอะ อิทธิพลของดาวคู่นี้จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับเจ้าชาตาในรอบปฐมวัย นี่แหละครับ เพราะดาวจันทร์ตนุลัคน์สถิตภพปุตตะอันหมายถึงวัยต้น ถ้าเราจะอ่านดาวจันทร์ว่าเป็นนิจตกต่ำ ก็หมายถึงเจ้าชาตาเป็นคนไม่เอาไหนในวัยต้นนี่แหละครับ
ในภพศุภะราศีมีน มีอาทิตย์พุธศุกร์สถิตอยู่ ดาวสามดวงนี้เข้าคู่ธาตุคู่สมพลอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้ว เป็นกลุ่มดาวที่ทรงพลัง ยิ่งดาวศุกร์(พันธุ)ได้อุจจ์ด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะมันหมายถึงเจ้าชาตาจะมีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จได้ แม้ดาวพฤหัสฯเจ้าเรือนจะมาสถิตในภพวินาสน์ก็ยังอ่านได้ในอีกมุมหนึ่งว่า เจ้าชาตาจะประสบความสำเร็จชนิดคาดไม่ถึงเลยละ
พฤหัสฯในราศีมิถุน โบราณท่านยกเว้นความเป็นประ เพราะราศีนี้ทำให้ดาวพฤหัสฯมีมาตรฐานอุจจาวิลาสนะครับ
การแลกเรือนกันของดาวก็เป็นคุณแก่ดวงชาตาอย่างดี เพราะหมายถึงความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง(วัยกลางขึ้นไป) แต่ความเป็นนิจเป็นประจะแสดงผลออกมาก่อน และการมีดาวเสาร์(ปัตนิ)กุมลัคน์นี้ก็แสดงโทษที่น่าห่วงอยู่อย่างหนึ่งคือ เกรงว่าเจ้าชาตาจะมีปัญหาด้านคู่ครอง เช่นไปรักคนที่มีเจ้าของ หรือไปแย่งชิงผู้อื่นมาเป็นของตัว หรือใช้อารมณ์(โทสะ)เป็นใหญ่ อังคารเป็นตนุเศษบอกถึงเป็นคนที่เชื่อมั่นตัวเองสูง อาจทำอะไรที่บุ่มบ่ามจนเป็นเหตุให้เสียหายกับตัวเองได้ ควรระวังไว้ แต่การที่ดาวอังคารเป็นนิจในราศีกรกฎนี้อย่าคิดว่าไม่ดี ดวงอื่นอาจไม่ดีได้ แต่ดวงนี้มีดาวจันทร์ตนุลัคน์สถิตอยู่พิจิกแลกเรือนอังคารอยู่แล้ว อังคารจึงส่งกระแส "ศุภะ" ไปถึงจันทร์ได้ในฐานะที่เป็นเจ้าเรือน ทำให้ดาวจันทร์แข็งแกร่งขึ้น มีพลังขึ้นอย่างที่โบราณท่านเรียกว่า พ้นนิจ นั่นแหละครับ สรุปก็คือ ดวงนี้ไม่ใช่ดวงเสียแน่ เป็นดวงดีดวงหนึ่ง แต่เชื่อว่าจะเป็นดวงที่ชีวิตจะมีการหักเหเปลี่ยนแปลงอย่างหักข้อศอกด้วย ครับ
ผมเห็นด้วยกับคุณ yogi ที่ว่า ดวงนี้มีภาวะการครองคู่ที่ไม่ดีนัก ฉะนั้นถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท มีสติ มีความรักความเข้าใจกันให้มาก ดวงดาวก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันครับ
ผมวิเคราะห์เพียงแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน คุณ natty คงไม่ว่านะครับ คิดถึงคุณจัง รวมทั้งเพื่อนชาวโหราพิภพทุกคน ถ้ามีโอกาสผมจะโดดเข้ามาใหม่นะครับ ขอให้แข็งแรงกว่านี้อีกนิดเดียวครับ ตอนนี้ยังมึน ๆ หัวอยู่เลย
สวัสดีทุกคน

0335 : จากคุณ M เรียนถาม ท่านอาจารย์natty และ ท่านมหาทรง เรื่อง องค์เกณฑ์ อุดมเกณฑ์ ปทุมเกณฑ์
ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่อง เกณฑ์ และ โยค เท่าใดนัก โดยเฉพาะ อุดมเกณฑ์ ปทุมเกณฑ์ และ โยคทั้งหลาย
ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่า ดาวใดได้ เกณฑ์ และ โยค แล้วจะส่งผลอย่างไร มากน้อยขนาดไหน
ถ้าดาวที่เป็นเจ้าเรือน อริ มรณะ หรือ วินาศ ได้ เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะให้โทษบ้างไหม
โดยเฉพาะในกระทู้ 328 (5)
"ดวงแบบนี้ ไม่ควรลืมเรื่ององค์เกณฑ์ และ อุดมเกณฑ์
ดาว คู่ ๓๗ ร้อนแรงเกินไป มาอยู่ ราศี กรกฎ เป็นการลดกำลัง ให้เกิดความเหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่ใช่ดาวเสีย
ดาว ๕ ที่อยู่เมุน เป็น ดาวที่อำนวยโชคให้แก่น้องชายของคุณครับ ไม่ใช่ดาว ๖ ที่เป็นมหาอุจ"
ไม่ทราบว่า ดาว ๕ ที่อยู่เมุนเป็นดาวที่อำนวยโชค เพราะเหตุใด?

1. มหาทรง ขอแจม
เรียนท่านMครับเห็นกระทู้ท่านตั้งแล้วดีใจเลยดิ้นรนอยากคุยกับท่านครับ อันที่จริงผมชอบมานั่งอ่าน มากกว่ามานั่งตอบ แต่กระทู้ท่านทำให้อยากคุยขึ้นมา ขอแสดงความโง่หน่อยนะครับท่านอาจารย์

เรื่องนี้ผมต้องขออ้างเอาคำพูดท่านอาจารย์มหาบรรเทามาขยายให้ท่านฟังครับ ท่านว่าเรื่ององค์เกณฑ์นี้ตามหลักจริงๆแล้วท่านไม่ได้บังคับพระเคราะห์หรอก ครับ ดาวดวงใดสถิตอยู่ถูกตำแหน่งก็ถือว่าได้องค์เกณฑ์ทั้งนั้นครับ เรื่ององค์นี้มีกฏเกณฑ์อยู่ว่า ถึงดาวจะได้ตำแหน่งเสียอย่างไรก็ไม่เสีย ต้องทรงคุณภาพในความเป็นองค์เกณฑ์อยุ่วันยังค่ำ เว้นแต่ชาตาพินทุบาทว์ก็ได้ครึ่งเสียครึ่ง เพราะอาจหาญคล้ายกัน ถ้าเป็นประนิจ ก็ทายว่าได้อย่างลำบากหน่อยเท่านั้น

ตัวอย่างลัคนาอยู่ราศีธนู ดาวพุธอยู่ ราศีธนูกุมลัคน์ ได้ตำแหน่งประ แต่ยังได้ตำแหน่งองค์เกณฑ์อีกด้วย พุธเป็นเจ้าเรือนกัมมะอย่างหนึ่ง เจ้าเรือนปัตนิอย่างหนึ่ง ก็ทายว่าจะมีตำแหน่งหรือการงานเป็นหลักฐาน และมีคู่ครองเป็นหลักฐาน คือความถาวร แต่ได้ตำแหน่งประ ก็ทายอีกว่าการงานนั้นเป็นงานที่หนักหน่อย และคู่กว่าจะได้ก็ลำบากหน่อยเท่านั้นครับ

ดังนั้นเราพอจะเห็นได้ว่า ดวงที่ได้องค์เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องเป็น
ดวงที่เป็นหัวหน้าคนครับ แต่ไม่ใช้ทายเกี่ยวกับความร่ำรวย ทายเฉพาะเรื่องที่จะเป็นหัวหน้าเท่านั้น

ดาวอะไรได้ตำแหน่ง ครองเรือนอะไร ก็เป็นหัวหน้าในเรื่องนั้นๆ ส่วนทายเรื่องความร่ำรวย เขามีกฏกติกาของเบาอีกต่างหาก ที่ว่าด้วยเรื่องดวงธนโยค หรือดวงดอกพิกุล ท่านก็อนุโลมว่าเป็นดวงร่ำรวย และเรื่องดวงอุดมเกณฑ์ ก็เป็นดวงร่ำรวย ส่วนจะรวยเรื่องอะไร อันนี้ต้องดูที่เจ้าเรือนชาตาเป็นหลัก ว่าเรือนอะไร ดาวอะไร มาได้ตำแหน่งครับ หากดาวไหนได้ตำแหน่ง ก็ทายไปตามเรื่องนั้นๆครับ
อย่าไปทายคลุมเขาจะว่าเราเดา(ผมเปล่าสอนนะ)ครับ

เรื่อง ต่อไปนี้ผมคัดมาจากหนังสืออีกทีของท่านอาจารย์มหาบรรเทาครับ เพราะตัวผมเองไม่ค่อยเจอดวงที่วิเศษอะไรมากนัก ส่วนมากที่เจอเป็นดวงพ่อค้าแม่ค้าธรรมดาครับ แต่สมัยอยู่ที่เมืองไทย ก็ได้เห็นบ้าง พอมาที่นี้ก็ขาดการติดต่อไปบ้าง เลยไม่ทราบว่าดีขึ้นหรือยัง แต่จะให้ท่านพิจารณา ตามตำราก็แล้วกันนะครับ อาจจะมีประโยชน์ต่อท่านบ้างครับ

เรื่องดาวที่อยู่ในตำแหน่งทุสถาน คือเจ้าเรือนอริ มรณะ วินาสน์ ซึ่งเป็นเรือนที่ทำลายดวงชาตา หรือเรียกว่าเรือนที่เสีย หากมาได้เกณฑ์หรืออุดมเกณฑ์ เราจะทายอย่างไร เราอาจจะพูดได้ว่า หากเจ้าเรือนที่ร้ายๆมาได้ตำแหน่งเกณฑ์ ซึ่งเรียกว่าดีความร้ายต่างๆก็ย่อมจะหมดไป

การอย่างนี้พูดในลักษณะครู ซึ่งไม่รู้อะไรชัดแจ้งก็เลยตอบลูกศิษย์ไปอย่างกำปั้นทุบดิน และถือว่าตอบอย่างชัดแจ้งแล้ว

ลูกศิษย์ก็ไม่สามารถที่จะซักไซร้ไล่เลียงอะไรอีกได้ แต่ความพอใจของนักเรียนคงไม่พอกันแค่นั้นหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะรู้มากกว่านั้น คืออยากจะให้รู้ว่าต้องพยากรณ์อย่าไร เรื่องว่าร้ายกลายดีนั้นเป็นคำตำรา ซึ่งบางครั้งตำราก็หารายละเอียดให้ไม่ได้ ที่อยากรู้ว่าที่ร้ายกลายดีนั้นมันดีกันอย่างไร
ซึ่งผมเห็นว่าคำว่าร้ายกลายดีนั้นเป็นเรื่องของตำรา หรือเป็นคำอธิบายของครูอาจารย์ แต่ที่จริงมันควรจะให้คำพยากรณ์แก่ผู้มาให้ดูได้ ซึ่งคำพยากรณ์อันนั้น ถ้าจะว่ากันถึงภพและเจ้าเรือนชาตาก็คงไม่หนีความหมายของภพและเรือนชาตานั้นๆ หรอกครับ

ยกตัวอย่างเจ้าเรือนอริได้ตำแหน่งเกณฑ์ก็ต้องดูว่าเจ้าเรือนอริหมายถึงอะไรบ้าง

ซึ่งเรือนอรินั้นหมายถึง โรคภัย หนี้สิน ศัตรู คนใช้ คนบริการ คนชั้นต่ำ อุปสรรคต่างๆของชีวิต ภัยเกิดจากโรค ความทุกข์ ระทม
การพยากรณ์ดวงชาตาโดยทั่วไป หากเจ้าเรือนอริไปอยู่ราศีใดหรือร่วมราศีกับเจ้าเรือนใด ก็จะทำให้ภพนั้นเจ้าเรือนนั้นมีศัตรูและอุปสรรคและโรคภัยฯลฯ อยู่แล้ว เช่น เจ้าเรือนอริอยู่เรือนกฏุมภะหรือร่วมกันกับเจ้าเรือนกฏุมภะก็จะทำให้ดวงนั้น มีหนี้สินมาก หรือมีสิ่งของที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์แตกๆหักๆหรือมีตำหนิ หรือร่วมกับเจ้าเรือนปัตนิคนนั้นมักหาคู่ที่ถูกมใจได้ยาก หากมีคู่ที่ถูกใจก็มักขี้โรคมีโรคภัยไข้เจ็บต้องเสียเงินค่ายาค่ารักษาอยู่ เสมอ หรือบางครั้งกับคู่ครองเข้ากันไม่ได้ อาจจะต้องแยกกันอยู่หรืออย่าร้างกันในภายหลัง

คราวนี้หากเจ้าเรือนอริที่ว่าเสียๆนั้นมาอยู่ในเรือนเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง เช่น ปัศวะ นระฯลฯอุดมเกณฑ์
เป็นต้นก็จะให้ทายว่าอย่างไรครับ ถ้าหากจะว่าเกณฑ์ต่างๆไม่ได้มีการปรับดาวที่ร้ายๆให้กลายเป็นดี แต่เป็นการยกดาวให้อยู่สูงกว่าฐานะของดาวดวงอื่นๆ หรือเป็นการบังคับดาวให้เด่นขึ้นในดวงชาตา
หรือว่าเป็นดาวที่เจ้าของดวงชาตาจะต้องอาศัยเป็นเครื่องมือนำหน้าในการ ดำเนินชีวิต แต่มิใช่ความหมายว่าเป็นการกลับดวงดาวที่ร้ายให้กลายเป็นดีไปได้

อย่างเช่น ดาวเจ้าเรือนกฏุมภะ หากอยู่ในราศีธรรมดา เช่น ราศีที่ 3 หรือ ที่ 11 จากลัคนาเรา เราก็ทายว่าหาเงินได้จากเพื่อนและหาได้เรื่อยๆ แต่เป็นจำนวนน้อยๆพอเป็นอยู่เท่านั้นเอง แต่หากเจ้าเรือนกฏุมภะอยู่เป็นหนึ่งสี่เจ็ดและสิบแก่ลัคนาหรือจันทร์ในชาตาแล้ว การพยากรณ์ก็ต้องขยับสูงขึ้นไปว่าจำนวนที่หาได้จะต้องเป็นเงินหมื่นเงินแสน หรือล้านขึ้นไปในแต่ละครั้ง แต่ถ้าหากดาวเคราะห์ร้ายๆอยู่ในเรือนเกณฑ์ท่านหาได้ตั้งสูตรว่า ลบต่อลบเป็นบวกไม่
ดังนั้นหากเจ้าเรือนทุสภานะอยู่ในเรือนเกณฑ์ดีเป็นการยกฐานะของความ เสียหรือความเสียมในดวงชาตาให้มากขึ้นเท่านั้นเอง อย่างเช่น ดาวเจ้าเรือนอริเป็นหนึ่งสี่เจ็ดหรือสิบต่อลัคนาหรือจันทร์ในชาตา หากจะว่าดาวเจ้าเรือนอริหมายถึงหนี้สินควรที่จะเป็นหนี้สินธรรมดา เป็นร้อยและเป็นพัน ก็จะกลายเป็นหนี้สินเป็นหมื่นแสนและล้านตามฐานะความเป็นอยู่โดยลำดับ และหากเจ้าเรือนอริไม่ได้อยู่ในเรือนเกณฑ์ก็เป็นหนี้เล็กๆ น้อยๆ ไม่สำคัญเท่าใดและไม่ต้องเดือดร้อนเพราะหนี้สินต่างๆเท่าใดหนัก
อย่างไรท่านก็ทนรำคาญเอาหน่อยนะ ผมอาจจะร่ายยาวไปหน่อย แต่อยากจะต่อเรื่องโยคอีกหน่อยครับ
เพราะเห็นท่านขึ้นกระทู้อย่างนั้น เพราะว่าแล้วต้องเอาให้ครบ เรื่องดวงโยคหรือดวงดอกพิกุล ท่านอาจารย์ท่านว่าดีมาก ท่านอาจารย์ดำริ ไตรรัตน์ ท่านเรียกว่าดวงกงจักร หากผมจะจำไม่ผิด
เขาบอกว่าแม้ดาวที่เดินจรมาจะให้โทษอย่างไร ก็ไม่ถึงกับอับจน ต้องแก้ไขเอาตัวรอดได้เสมอ เพราะดาวจะมีแสงเอื้อมถึงกันตลอดครับ ดวงลักษณะนี้ผมเคยเจอมาบ้าง และก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จนบัดนี้ ก็เห็นว่าเป็นเช่นที่ตำราว่ามาจริงครับ กิจการว่าจะเอาไม่รอดก็ไปรอดเพราะมีคนช่วยเหลือ
บ้านว่าจะถูกยึดก็รอดครับ ดวงนี้เห็นว่าดีถ้าจะให้พูดแบบไม่เกินไป ก็คงกล่าวว่าดวงดี108ครับ
จะจนมาอย่างไรเขาก็ดิ้นรนเอาตัวไปดีจนได้ครับ แต่ว่าดวงทุกดวงมีดีมีเสียระคนกัน จะหาที่ดีส่วนเดียวก็ไม่ได้ จะหาที่ร้ายส่วนเดียวก็ไม่มีครับ
ดังนั้นการทายดวง เขาว่ายากมากที่สุดครับ เราท่านทั้งหลายที่มานั่งทายกันได้นี่ก็ขอให้ดีใจเถอะครับว่าเราๆท่านๆเก่ง
เพราะเรื่องดวงมีข้อยกเว้นเยอะมาก อันนี้ว่าใข่ บางครั้งนำไปใช้ก็ไม่ถูกหน้าแตกก็เยอะครับ
ไอ้ที่หมอไม่รับเย็บก็มีมาก แต่ผู้ที่มาให้พยากรณ์ ท่านก็คงไม่เข้าใจเราหรอก คิดว่าเรารอบรู้ไปเสียทุกอย่าง เราก็ทำตัวแปลกอีกคือรอบรู้มันจริงๆเหมือนกัน ถูกบ้างผิดบ้างฉันรู้ไว้ก่อนก็แล้วกัน อย่างนี้ก็มีมากครับ

ดังนั้นเรียนโหราฯนี้ต้องใจเย็นๆนะครับ รีบอยากทายได้บางครั้งพื้นฐานก็ไม่ดี (อันนี้ผมไม่ได้ว่าใครนะครับ)
แต่เรื่องเกณฑ์ต่างทั้งหมดที่ว่ามานี้นะครับ มันก็มีทั้งดีและเสีย ที่ว่าจะคุ้มโทษทั้งหมดเห็นเป็นไปไม่ได้ ทุกคนต้องรับกรรมลิขิตของตนครับ ที่ว่าดีก็คือสิ่งที่ต้องมีนะครับ ที่ว่าเสียก็คือสิ่งที่ต้องประสบกับชีวิตครับ มีทั้งสุขและทุกข์ผสมกันครับ

ดังนั้นเรื่องเกณฑ์จะดีอย่างไรก็ตามแต่อย่าลืมสภาพของกรรมด้วยนะครับ

ส่วนเรื่องดวงที่ท่านยกมาให้พิจารณา ผมเองคงไม่ทาย ถ้าหากผมจะทายผมอยากวางลัคนาใหม่
อยากวางลัคนาที่ราศีเมถุนครับ เพราะตามที่ฟังมา น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ อย่างไรเสียแล้วหากผมกล่าวมาทั้งหมดผิดพลาดต้องขออภัยท่านอาจารย์ทั้งหลาย ด้วยนะครับ

6. yogi
พูด ถึงเรื่องอุดมเกณฑ์แล้ว ท่านโหราจารย์มหาบรรเทา บอกว่า "ดาวดวงไหนเป็นอุดมเกณฑ์เท่ากับยกดาวนั้นสูงขึ้น" พูดง่ายๆว่า ดาวการเงินเสียแล้วเป็นอุดมเกณฑ์แล้วจะทำให้มีหนี้สินมาก ส่วนปทุมเกณฑ์นั้นไม่ค่อยเด่นอะไร เช่นศุกร์เป็นปทุมเกณฑ์อย่างมากแค่เนื้อหอมเท่านั้นไปไหนมีคนชอบอยากคบด้วย และองค์เกณฑ์กับอุดมเกณฑ์ไม่เหมือนกันนะ จะบอกไว้ก่อน คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน

7. มหาทรง ขอแจม
ท่านyogiครับ ดวงที่ขึ้นชื่อว่าได้เกณฑ์มันก็ต้องเด่นด้วยกันทุกดวงแหล่ะครับ ไอ้ที่จะไม่เด่นเขาคงไม่เขียนไว้ในตำรา ให้มันขวางหูขวางตาหรอกครับ

เช่นที่ท่านว่าดวงที่ได้ปทุมเกณฑ์ ก็เด่นแบบปทุมเกณฑ์นั้นแหล่ะครับ การมีเสน่ห์ก็เด่นไปอีกแบบนะครับ แหม่ท่านอาจารย์yogiครับ ผมว่าเหมือนกันที่ไหนเล่าครับ อุดมเกณฑ์กับองค์เกณฑ์มันก็ต่างกันโดยชื่ออยู่แล้ว ท่านก็อ่านให้มันจบหน่อยซิครับ
แล้วก็สอนผมมาทีละอย่างว่าไอ้ที่ไม่เหมือนตรงไหน ความดีเด่นมันต่างกันอย่างไร หากผมผิดผมจะได้ปรับปรุงให้มันเข้าใจในทางที่ถูกครับ การดูปทุมเกณฑ์ท่านอาจารย์ก็น่าจะว่าให้ตลอดว่า หากดาวนั้น ได้ตำแหน่งเสีย ท่านอาจารย์จะให้ทายอย่างไร เช่นว่าลัคนากรกฏศุกร์ในเรือนที่ 3 ศุกร์ก็เป็นนิจ
ท่านอาจารย์จะทายอย่างไรสอนศิษย์หน่อยซิครับ แล้วเขามีกลอนสรูปท้ายว่า ศุกร์สามดั่งนี้ จักรเจริญยศยิ่งแฮฯ
ไม่ทราบจะให้ตีความว่าอย่างไร การที่มีเสน่ห์ อาจจะนำพาให้เจ้านายรักใคร่ไว้เนื้อเชื่อใจแล้วมอบหมายงานให้ เลื่อนตำแหน่งให้ ดังนี้ท่านอาจารย์ว่าดีไหม หรือท่านอาจารย์ว่าไม่ดี
แต่ทั้งหมด มันไม่ดูที่นี้ที่เดียวหรอกครับ เสน่ห์จะอยู่คงทนหรือไม่ มันต้องดูหลายอย่างประกอบกัน อย่างแรกพฤหัสในดวงดีหรือเปล่า มียางอายไหม หากไม่เช่นนั้น เสน่ห์มากเกินพิกัด แล้วอาจารย์ จะให้ศิษย์ว่าอย่างไรครับ
กระผมก็บอกไว้แล้วว่าดูดวงมันมีข้อยกเว้นเยอะครับ ต้องมองให้ตลอดครับ
ท่านอาจารย์ๆๆๆๆ

>>>>>>>>>>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<<<<<<<<<<<<

แค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ เพราะเนื้อความยาวมาก
และถ้าหากสนใจจะค้นคว้าจริงก็คงเข้าไปอ่านเองได้อยู่แล้ว




47. hocklint@hotmail.com     [58.147.4.190]     31 Aug 2009 - 11:26

ได้ความรู้มากครับขอบพระคุณท่านโหราจารย์ทุกๆท่านครับ



ฮกไล้

48. ภีมะ     [202.60.207.111]     31 Aug 2009 - 15:13

ครับ ขอบคุณทุกๆ ท่าน ได้ความรู้มากมายจริงๆ
อยากเสนอความเห็นในประเด็นของ
คุณร่วมเสวนาสักหน่อย

ผมเห็นด้วยในแนวคิดที่ว่าองค์เกณฑ์ที่แท้จริงน่าจะเป็นดาวที่เป็นเกณฑ์และตรีโกณ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นกรณีเกษตร 2 เรือนมากกว่าเป็นดาว 2 ดวง เพราะอย่างที่คุณร่วมเสวนายกตัวอย่างดาว ๑๗ ในราศีมังกร ลัคน์เมษ ถ้า ๗ อยู่เดี่ยวๆ ก็ดูดีอยู่ แต่พอมี ๑ มาร่วมยังไงผมก็รู้สึกว่า ๑ ร่วม ๗ คงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ถ้าเป็นดาวที่เป็นทั้งเจ้าเรือนเกณฑ์และโกณ นั่นจะให้คุณสูงตามคุณสมบัติราชาโชคจริงอย่างที่คุณร่วมเสวนากล่าวมา อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ก็น่าสนใจครับ

ส่วนข้อสังเกตุที่ว่าดาวที่ผมยกตัวอย่างล้วนเป็นดาวร่วมธาตุกับลัคน์ อันนี้ก็จริงผมก็เพิ่งสังเกตุ ก็อย่างที่คุณร่วมเสวนาบอกคงต้องมาคำนวนพละศักดิ์ของดาว แล้วถ้าข้อสังเกตุเรื่องนี้เป็นจริง คือบุรพโหราจารย์ท่านตั้งใจกำหนดองค์เกณฑ์ให้เป็นดาวร่วมธาตุลัคน์จริงๆ แสดงว่าท่านต้องใช้เรื่องพละศักดิ์ในโหราศาสตร์ไทยด้วย ดังนั้นโหราศาสตร์ไทย (ยุคอดีต) กับฮินดูอาจสัมพันธ์กันมากกว่าที่เราคิดก็ได้




49. ภีมะ     [202.60.207.111]     31 Aug 2009 - 15:27

อ่อ ตอบรี 27 ครับ
ผมก็ศึกษาหลายสายครับแต่ที่ใช้จริงจังคือภารตะกับสิบลัคน์

50. ร่วมเสวนา     [212.85.207.98]     31 Aug 2009 - 16:12

ผมก็เชื่อว่าโหราศาสตร์ไทยและภารตะมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวพันกันครับ และเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงด้วย ไม่ใช่แค่การคาดคะเนเท่านั้น เพราะชื่อที่ใช้เรียกตำแหน่งดาว และเรือนของโหราศาสตร์ไทย ล้วนเป็นภาษาสันสกฤต ที่เป็นภาษาอินเดียโบราณ ไม่ว่าจะเป็น เกษตร อุจจ์ นิจ เกณฑ์ ตรีโกณ ราหู เหล่านี้ล้วนเรียกชื่อเหมือนกันทั้งสิ้นทั้งโหราศาสตร์ไทยและภารตะ

หลักเกณฑ์ของโหราศาสตร์ไทย บางทีผมคิดว่าเป็นการสรุปเอามาจากโหราศาสตร์ภารตะ เช่นในกรณีองค์เกณฑ์ และอีกหลายๆเรื่องในจักรทีปนี แต่บางหลักเกณฑ์ก็ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ในในเรื่องการใช้ข้อปลีกย่อยในเรื่องทักษา(เดช ศรี มนตรี กาลี ฯ)มาตัดสินในการทำนาย เป็นต้น

51. ppp     [58.9.65.40]     31 Aug 2009 - 17:24

ลัคเมษ มี 17 ในราศีมังกร ก็ดีนี่ แต่มักจะดีได้โดยวิธีที่ร้ายครับ เพราะ 7 เป็นเกษตรย่อมให้คุณจริงยิ่งกุมกับเจ้าเรือนตรีโกณ แต่กุมกับดาวศัตรู จึงให้ผลคือ ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องนัก ในลักษณะที่เรียกว่า ล้างเลือดขึ้นบังลังค์ คือมักเป็นคนค่อนข้างโหด
จริงๆเรื่องของ องค์เกณฑ์ นั้น คำตอบที่มันก็คล้ายกับ ปัจจะมหาบุรุษโยคของภารตะ นั้นแหละ คือ ดาวที่ได้องค์เกณฑ์นั้น จะให้ผลดีได้ ก็ต้องได้ตำแหน่ง เกษตร อุจจ์ หรือ กุมกับดาวมิตรหลายๆดวง และต้องไม่เป็นเจ้าเรือนทุสถาน มันจึงจะดีจริง ถ้ายิ่งดาวดวงเดียวเป็นองค์เกณฑ์ทั้งลัค ทั้งจันทร์ ก็ยิ่งดูดีมากๆ
แต่ขอสังเกต เล็กน้อยนะครับ เกี่ยวกับ กีฏะเกณฑ์นั้น ขอให้สังเกตนิดนึงว่า ตามกลอนนั้นจะดีได้แค่ เสมอพงศ์ คือ เกิดมามีเท่าไร ก็ไม่ได้สูงว่านั้น ซึ่งถ้าคิดดู ดาวที่ได้องค์เกณฑ์ของกีฏะนั้น ก็ไม่ได้ตำแหน่งดีเด่นอะไร มาจากเรือนร้ายด้วยก็มี

52. ...     [58.8.49.37]     31 Aug 2009 - 23:46


จากบันทึกส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต
ของบรมครูโหราจารย์ สายปู่นวม อินทภาส-บาทจันทร์ แบบพิชัยสงคราม
ท่านอาจารย์ อรุณ เก็บไว้

ท่านอาจารย์ อรุณ เก็บไว้ เกิดที่ตำบลปากน้ำภาษีเจริญ ธนบุรี มีพี่น้อง ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องของนายพลู &#8211; นางหมง เก็บไว้ เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดกำแพง แล้วไปต่อจบชั้นมัธยมปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิษฐ์ เมื่อออกจากโรงเรียนแล้วก็มาช่วยทางบ้านทำสวน
เมื่ออายุ ๒๒ ปี ก็ได้ไปเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณและวิชาโหราศาสตร์ จาก นายแพทย์ ใย ฉันทศาสตร์โกศล ต่อมา ท่านนายแพทย์ ใย ฉันทศาสตร์โกสล ก็ได้พาท่านอาจารย์ อรุณ เก็บไว้ ไปศึกษาวิชาโหราศาสตร์ต่อจาก ท่านพระอาจารย์ พระภิกษุหลวงพิชิตชโลธร ที่วัดสังข์กระจาย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ จนกระทั่ง ท่านพระอาจารย์ พระภิกษุหลวงพิชิตชโลธร ได้มรณภาพ ไปในปี พ.ศ. ๒๕๐๔

ท่านอาจารย์ อรุณ เก็บไว้ ได้บรรยายเกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์ให้ฟังว่า

การเรียนโหราศาสตร์ ตามแบบดวงพิชัยสงครามนี่นะ ก็เรียนตามคัมภีร์สุริยยาตร์นะครับ ขั้นแรกนั้น ต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ของอัตราเถลิงศกมาทำเป็นปฏิทิน เพราะในสมัยโบราณ ไม่มีการทำปฏิทินกัน แล้วเอาเกณฑ์กำเนิดในวันเกิดของเจ้าของดวงชะตามาคำนวณรวมกันกับเกณฑ์อัตรา จากนั้นก็หาสมผุสพระเคราะห์ทั้ง ๑๐ ดวง ทีละดวง มี อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ราหู เกตุ มฤตยู แล้วต้องทำฤกษ์ของดาวต่างๆ นั้น ด้วยว่า เกาะฤกษ์ที่ดีหรือไม่ ในนวางค์ที่ดีหรือไม่ พอทำเสร็จแล้วก็มาวางลัคนาแบบพหินาที เพื่อต้องการทราบว่า ลัคนาเกาะนวางค์ ตรียางค์ หรือราศีไหน พร้อมทั้งทำฤกษ์ องศาลัคน์ เพื่อจะรู้อดีตของลัคนาราศีนั้นๆ จากนั้นต้องไปทำฤกษ์ศักราช ต้องทำฤกษ์จันทร์ชำระ แล้วนำมาคำนวณบวกกับฤกษ์ศักราช เป็นฤกษ์ปฏิสนธิ สำหรับหาหลักอินทภาส นำฤกษ์จันทร์ชำระมาทำหลักบาทจันทร์ ก็จะเป็นดวงชะตาที่สามารถทำนายได้ แต่เป็นดวงพื้นเท่านั้นนะครับ ถ้าจะรู้ถึงจุดสูงสุด ของชีวิต ก็จะต้องไปขับดวงอีกว่า จะตกดวงดีดวงเสียอย่างไร ในช่วงกลางคน และขับดวงสุดท้ายบั้นปลายชีวิต ด้วย พระเคราะห์รูป พระเคราะห์สม ครับ

การผูกดวงตามตำรานี่ ผมต้องใช้เวลาคำนวณ ถึง ๘ วัน เชียวนะครับ ถึงจะออกมาเป็นดวงให้พยากรณ์ได้

เวลา 8 วัน ต่อดวงนะ

ก็นี่แหละครับ เป็นเพียงบทบทหนึ่งที่โหรอาวุโสท่านหนึ่ง เคยรำพึงถึงการผูกดวงและการใช้วิชาโหราศาสตร์ในยุคกึ่งพุทธกาล ที่ผมได้กล่าวถึงว่า มันช่างแตกต่างกับความสบายของคนสมัยนี้เหลือเกิน ที่มีมุมมองเห็นว่า เป็นเรื่องง่าย

การที่ไม่เข้าใจถึงสมมุติฐาน ความเป็นมาของบ่อเกิดนั้น ถึงแม้ว่า เราจะสามารถนำเอาความรู้ออกมาใช้ แต่ก็สักว่า เอามาใช้เพียงเท่านั้นเอง

ความรู้ในเรื่องขององค์เกณฑ์ ที่เข้าใจกันว่า ไทยเรารับเอามาจากทางภารตะนั้น ในจุดเริ่มแรกอาจจะเป็นความจริง แต่ทำไมไม่คิดว่า วิวัฒนาการระบบสายพันธ์ มุมมองในวิชาโหราศาสตร์ของภารตะ กับโหราศาสตร์ไทย เราเปลี่ยนแปลงไปกันคนละระบบแล้วหรือเปล่า

คำถามที่อยากจะถาม ก็คือ ในปัจจุบัน ในประเทศอินเดีย มีการนำเอาหลักวิชาเรื่ององค์เกณฑ์นี้ มาใช้ในการพยากรณ์ แบบ Vedic จริงหรือไม่ ?

เพราะเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่มีสมาคมโหรจากอินเดียมากันสามสิบกว่าคนมาจัดประชุมร่วมกับสมาคมโหรของไทยนั้น พอดี ผมมีโอกาสได้เข้าไปคุยกับบรรดา คุรุ ที่มาแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ผมก็เคยถามข้อสงสัยในเรื่องนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ไม่ชัดเจนนัก
แต่เท่าที่สอบถามและได้คำตอบ ก็คือ แนววิชาโหราศาสตร์ภารตะในไทย น่าจะเป็นแบบที่มีเอกลักษณ์ของตัวมากกว่าแบบที่ภารตะเขาใช้กันจริงในปัจจุบัน

สิ่งที่ควรเสนอเป็นข้อคิด ในเรื่องการ พิจารณา พวกหลักวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกณฑ์นั้น หลักเกณฑ์ที่จะเป็นพวกเกณฑ์โยคนั้น ของไทย ได้คัดสรรแล้ว ไม่ได้นำเอาหลักโยคเกณฑ์ ของทางภารตะมาใช้จริง แต่อย่างเดียว

มีแต่ในรูปของเรื่องที่เกี่ยวกับองค์เกณฑ์ อุดมเกณฑ์ เท่านั้น (ซึ่งจะอธิบายไปได้ในหลักวิชาอีกทางหนึ่ง)

ส่วนวิชาเกณฑ์ต่างๆ ของทางภารตะนั้น เริ่มกลับเข้ามาสู่วิชาโหราศาสตร์ไทย น่าจะเป็นช่วงราวสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ที่มีการสื่อสารกับต่างประเทศอย่างเป็นหลักเป็นฐาน มีการสั่งหนังสือจากต่างประเทศเข้ามาในวงสังคมชั้นสูง ซึ่งทวีเพิ่มยิ่งขึ้นเมื่อได้มีการส่งขุนชาญฯ ให้ไปศึกษาดูเรียนหลักโหราศาสตร์ถึงประเทศอินเดีย ในสมัยรัชกาลที่ ๖

ในขณะเดียวกัน นักโหราศาสตร์ ช่วงนั้น ได้มีการสั่งนำเข้าตำราโหรและหนังสือของพวก บี วี รามัน เข้ามาศึกษา จนมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นสายภารตะ บรรดาข้อเขียนหรือเรื่องที่กล่าวกับพวกโยคเกณฑ์ทางภารตะทั้งหลายจึงเริ่มเกิดขึ้นชุกขึ้นมา โดยเฉพาะวารสารของนาย บี วี รามัน ที่ได้ลงตีพิมพ์ข้อเขียนและการทำนายของตนเอาไว้ ซึ่งเมื่อผลทำนายออกแล้ว มักจะทำให้ได้เฮกันแทบทุกที

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพราหมณ์อาวุโส (ท่านราชครู? ผมนึกชื่อไม่ออกตอนนี้) ได้ช่วยท่านสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในการสอบสวนทวนความเกี่ยวกับบรรดาหนังสือและตำราโหราศาสตร์ของไทยในสมัยนั้น ตำราโหราศาสตร์ของอินเดียที่เป็นภาษาต่างประเทศนั้นมีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก มีอยู่ไม่เกิน 40 เล่ม เป็นเนื้อหาของเก่า เช่น ของ ฤาษีประสาระ
คัมภีร์พฺฤหทฺเทวตา &#8211; คัมภีร์ อถรฺวเวทสํงหิตา &#8211; คัมภีร์ เวทางฺคโชยติษมฺ &#8211; คัมภีร์ คฺรหยชฺญปฺรโยคะ &#8211; คัมภีร์ ปญฺจางฺคปฺรปญฺจะ &#8211; คัมภีร์ วาสิษฺฐสิทฺธานฺตะ &#8211; คัมภีร์ ภฺฤคุปฺรศฺนมฺ &#8211;คัมภีร์ สูรฺยสิทฺธานฺตะ &#8211; คัมภีร์ พฺฤหตฺสํหิตา &#8211; คัมภีร์ ศุกฺรนีติสาระ
ฯลฯ พวกนี้เท่านั้น

ต้องขอโทษด้วยชักจะออกนอกเรื่ององค์เกณฑ์ไปบ้างแล้ว

เอาเป็นว่า ขอสรุปบางอย่างก็คือ
ในเรื่องขององค์เกณฑ์ นั้น มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งเรื่อง ของ ราศี และ เรื่องของดาว
ซึ่งขอให้พิจารณา ถึงการให้ความสำคัญ ของราศีพิจิก ที่แม้กระทั่งภารตะและสากล ต้องมาถกเถียงให้ความสำคัญแก่การเป็นเกษตรเจ้าเรือนราศีพิจิก ประการหนึ่ง

และจากการที่มีการใช้ ๘ ในหลักวิชาองค์เกณฑ์นั้น แสดงว่า ผ่านจากช่วงโหราศาสตร์ ยุคสัตตโลหะมาแล้ว เข้าสู่ช่วงพัฒนาการแห่งวิชาทศาในอินเดีย

สำหรับที่มาจากเรื่องราศีองค์เกณฑ์ที่พัฒนาต่อไปเป็นกาลจักร-ลัคน์จรนั้น ยังมีความเกี่ยวกับ ตำราอสีติธาตุ ของไทย ต่อไป ที่เมื่อตัดเกณฑ์เลขสำเร็จ จะมีค่าเป็นวงรอบของราศี นระ ปัศวะ อำพุ และ กีฏะ ต่อไป

ผมเองก็เป็นแค่คนหัดเรียนวิชาโหราศาสตร์ มาเล็กๆน้อยๆ ตามแบบเดิมเท่านั้นเองครับ


จบแค่นี้แล้วครับ


53. ขอร่วมเสวนา     [212.85.205.89]     01 Sep 2009 - 02:04

เรามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อประโยชน์ของวิชาโหราศาสตร์ไทยและผู้ใฝ่รู้ในวิชานี้ จะได้ช่วยกันพิจารณานะครับ
จากความเห็นของ คห. ที่ 52 ที่ว่า “คำถามที่อยากจะถาม ก็คือ ในปัจจุบัน ในประเทศอินเดีย มีการนำเอาหลักวิชาเรื่ององค์เกณฑ์นี้ มาใช้ในการพยากรณ์ แบบ Vedic จริงหรือไม่ ?”

ผมขอเสวนาและเรียนโดยสัตย์จริงว่า ยังไม่ค่อยเข้าใจคำถามนะครับ ก็ขอเดาเอาก็แล้วกันว่า โหราศาสตร์ภารตะได้มีการเรียนในเรื่องเกณฑ์ต่างๆแบบ Vedic หรือไม่นั้น หมายถึงโหราศาสตร์ภารตะได้มีการเรียนในเรื่องเกณฑ์ต่างๆแบบ หลักวิชาหรือไม่ เพราะคำว่า Vedic ก็คือ เวทย์ หรือพระเวทย์ ในภาษาสันสกฤตของอินเดีย หรือให้เข้ากับไทยก็คือตำราหรือหลักวิชานั่นเอง ซึ่งหากความเข้าใจของผมถูกต้อง ผมก็อยากให้ความ ดังนี้

ตำราโหราศาสตร์ของอินเดียโบราณนั้นเป็น Vedic ที่กล่าวในเรื่องเกณฑ์มากที่สุดครับ ตำราโหราศาสตร์ของอินเดียโบราณที่เป็นภาษาสันสกฤต เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ก็เมื่อ ดร.บี.วี.รามัน แปลตำราโหราศาสตร์สันสกฤตซึ่งเป็นของบรรพบุรุษ ออกมาเป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง และที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือในบทว่าด้วยความสัมพันธ์ของดวงดาวหรือที่อินเดียเรียกว่า “โยค” หรือ “Yaga” ซึ่งท่านนายแพทย์ประจวบ วัชรปาน โหรใหญ่ของไทยท่านหนึ่งเรียกโยคนี้ว่า “โฉลก”

ในเรื่องของโยคนี้ ผมเคยอ่านคำนำของ ดร.บี.วี.รามัน กล่าวว่ามีเป็นพันๆโยค บางโยคเกิดขึ้นง่ายเหลือเกิน แต่คำทำนายสุดเลอเลิศจนไม่น่าเชื่อถือ ท่าน ดร.บี.วี.รามัน จึงได้คัดเลือกแปลออกมาเพียง 300 โยค และใน 300 โยค นี้ มีกล่าวในเรื่องของเกณฑ์ จำนวนมาก เช่น ในเรื่อง ปัญจมหาบุรุษโยค ทีกล่าวว่า ดาว 5 ตัวคือ 3 , 4 , 5 , 6 และ 7 ได้ตำแหน่งเกษตร หรืออุจจ์ โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องอยู่ในราศีที่เป็นเกณฑ์กับลัคนา หรือ ดาว 5 หากเป็นเกณฑ์กับจันทร์ ถือว่าได้ คชเกสรีโยค หรือการได้ จันทร์ คุรุ สุริยา นั้นหมายถึงดาว 2 , 5 และ 1 อยู่ในราศีทวาร(เท่ากับว่าดาว 3 ตัวนี้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นเกณฑ์ต่อกัน) รวมถึงการกล่าวถึงนิจฟื้น หรือราชาโยคต่างๆ ก็มักจะวางเงื่อนไขให้ดาวนั้นต้องอยู่เป็นเกณฑ์ต่อกันอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

อย่างไรก็ตาม โหราศาสตร์จะเจริญต้องมีวิวัฒนาการ โหราศาสตร์ไทยได้เรียกคำศัพท์โหราศาสตร์แบบเดียวกับโหราศาสตร์ภารตะ ซึ่งเรียกเป็นภาษาสันสกฤต เช่น เกษตร อุจจ์ นิจ ฯลฯ เหมือนกัน ผมจึงคิดว่าโหราศาสตร์ไทยมีพื้นฐานมาจากโหราศาสตร์ภารตะซึ่งเกิดก่อน และผมคิดว่า ในเรื่องเกณฑ์ต่างๆ โหราศาสตร์ไทยได้เลือกและนำมาประยุกต์ใช้ อีกทั้งได้มีวัวัฒนาการเป้นหลักวิชาของตนเองโดยเฉพาะด้วย
ผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ

54. eros     [222.123.175.75]     01 Sep 2009 - 02:31

เห็นด้วยกับ คห 53

55. .     [58.8.49.37]     01 Sep 2009 - 03:16

VEDIC ASTROLOGY
The Hindu System of Astrology
Aryabhatt Astrology software

In Vedic astrology it is founded that nothing in the universe is stationery. In any case we consider ourselves in the central point with rest of universe in the constant motion around us. We, therefore, consider the position and movement of all the heavinely bodies in relation to earth itself. The Indian Astronomy and Astrology considers earth as the centre, and all other heavenly bodies moving around it in one manner or the other. The Indian astronomy is thus geocentric, and not heliocentric which latter considers sun as the centre.
The zodiac forms the reference point for fixing up position of any planet or star in the sky. Since it encircles the earth, it is comprised of 360 degrees. The twenty-seven nakshatras being evenly distributed on it each having the span of 13ฐ20&#8217; arc. The various nakshtras are numbered from one to twenty-seven. Apart from it Vedic astrology recognises nine grahas. They are the Sun, the Moon, the Mars, Mercury, Jupiter, Venus, Saturn, Rahu & Ketu. Of these the Sun is star, the moon is a satellite of the earth, Rahu and Ketu are mere mathematical points on the zodiac. While the remaining ones are planets.
Horoscopic Chart
Before going further it is important to understand how a horoscopic chart looks like. Vedic Astrology has three major facets.
Detailed mathematical calculations.
The rules and the information based on these rules to predict the influence of planets.
Heuristic predictions.
Charting System in Vedic Astrology
The main points of it are as follows:
Rashichakra is regarded as 360 degree of the imaginary globe in which important houses as well as nakshatras have their own place these positions keep changing from time to time. In India various styles of astrological charts are prevalent.


56. ...     [58.8.49.37]     01 Sep 2009 - 03:19

รูปแบบ birth chart ของอินเดีย
จะมีหลากหลาย

แต่ไม่ว่าอย่างไร จะเป็นการเขียนในรูปสี่เหลี่ยมเสมอ

ที่สำคัญ คือ การลงพระเคราะห์ และ ลัคนา จะต่างกับไทย

ลองดูในเวปเอานะครับ

57. ร่วมเสวนา     [212.85.203.170]     01 Sep 2009 - 05:17

ผมไม่กล้ายืนยันนะครับว่า วิธีการพยากรณ์ของอินเดียยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ไปใช้วิธีการพยากรณ์ตามหลักความจริงหรือวิทยาศาสตร์ที่ว่า ดาวต่างๆในจักรวาลหมุนรอบดวงอาทิตย์ แทนที่จะหมุนรอบโลก หรือเอาโลกเป็นจุดศูนย์กลาง แบบโหราศาสตร์ดั้งเดิม(ซึ่งโหราศาสตร์บ้านเราก็ยังถือว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลาง ที่ดวงดาวหมุนรอบโลกแทนที่จะหมุนรอบดวงอาทิตย์)

แต่ปฏิทินดาวของอินเดีย ใช้ปฏิทินดาราศาสตร์ อย่างเดียว ซึ่งเหมือนกับบ้านเราที่ใช้ปฎิทินดาราศาสตร์แบบของอาจารย์เทพย์ฯ ขณะที่นักโหราศาสตร์หลายๆท่านของไทยก็ยังใช้ปฎิทินสุริยยาตร์แบบของอาจารย์ทองเจือ(ซึ่งผมก็ใช้ปฏิทินแบบของอาจารย์ทองเจือด้วย)

อย่างไรก็ตาม แผนภูมิหรือแผ่นดวงของอินเดียจะวางต่างจากไทย เวลาอ่านดวงหรือศึกษาตำรา ผมจะแปลงแผ่นดวงแบบของอินเดียที่ยกมาเป็นตัวอย่างการพยากรณ์ มาเป็นแบบไทย เพื่อความเข้าใจ และเท่าที่ศึกษาหลักการทำนาย ก้ยังคงเป็นแบบเดิมครับ เหมือนหลักเกณฑ์การทำนายของไทยเป๊ะ แม้ดาวย้ายราศี ก็เป็นไปตามปฏิทินของอาจารย์เทพย์ ผมจึงคิดว่าหลักเกณฑ์การพยากรณ์ของอินเดียยังเป็นแบบดั้งเดิมครับ

58. ร่วมเสวนา     [212.85.205.125]     01 Sep 2009 - 09:31

ขอแก้ข้อผิดพลาดครับ ปฏิทินดาราศาสตร์ของอินเดียเขาจะวางดาวเกตุไว้ราศ๊ตรงข้ามดาวราหู 180 องศาเสมอ ขณะที่ปฏิทินดาราศาสตร์ของไทยจะคำนวณการโคจรของดาวเกตุตามหลักสุริยยาตร์ ซึ่งดาวเกตุของปฏิทินดาราศาสตร์ไทยจะไม่อยู่ตรงข้ามดาวราหูเสมอไปครับ

59. อภิมันยุ     [125.24.219.92]     01 Sep 2009 - 09:51

สาธุๆๆๆ คบไฟของท่าน... สว่างไสวยิ่งนัก

60. สมพล     [125.25.205.9]     01 Sep 2009 - 11:01

ผมมีความเชื่อซึ่งอาจเป็นเรื่องไม่จริงก็ได้

แต่ที่เชื่อคือ โหราศาสตร์ที่ไทยนำมาใช้นี้ น่าจะเป็นตำราที่ได้ตกทอดมาจาก หลวงปู่อัญญาโกณทัญญะ ซึ่งท่านจะต้องมีศิษย์ที่สืบวิชาต่อมา ซึ่งมีแนวทางในการพิจารณาดวง ที่แตกต่างจากโหรของภารตะ

หลังจากที่ศาสนาพุทธในอินเดียถูกทำลาย ท่านผู้มีความรู้ที่นับถือพุทธศาสนา อาจได้ย้ายถิ่นฐานมาจากภูมิลำเนาเดิมมาอยู่ในเขตสุวรรณภูมิ และนำวิชาการเหล่านี้มาเผยแพร่ให้กับผู้สนใจในภูมิภาคนี้ก็เป็นได้

หรืออาจมากับพระธรรมฑูตที่ท่านมาวางรากฐานพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิก็อาจเป็นได้ เพราะก่อนหน้านั้นในสุวรณภูมิ ก็ได้มีการนับถือพระพุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อคณะของท่านมาก็ต้องมีวิชาการที่เป็นการเรียกศรัทธาให้เกิดมากขึ้นอีก นอกจากอภิญญาสมาบัติ ก็จะมีวิชาการทางโหราศาสตร์เพิ่มมาอีกก็เป็นได้

อันนี้ไม่มีหลักวิชาอะไรอ้างอิง แค่ออกความเห็นเพ้อฝันไปเรื่อยเปื่อย

แต่ มีคนที่เคยดูดวงกับหมอดูพม่า ที่ใช้การผูกดวง แล้วดาวที่วางในราศีต่างๆ เหมือนกับดาวที่คำนวณโดยวิชาสิบลัคน์ เรื่องนี้ อ. ที่ผมไปศึกษากับท่าน ท่านได้เล่าให้ฟัง

เท่านี้ก่อนครับ สวัสดีครับ


แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 157 คำตอบ ( 6 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |

Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.