Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (156) Vote Down (145) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
29897 : จากคุณ สมพล     [112.142.132.244]     03 Nov 2009 - 23:15     [416 คำตอบ]

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำฯ เป็นพระอรหันต์
จะบอกว่า หลวงพ่อสด วัดปากน้ำฯ เป็นพระอรหันต์


ใครไม่รู้จริงอย่าลบหลู่ เท่านี้หละครับ

สวัสดีครับ

แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 416 คำตอบ ( 14 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |

121. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 18:53

ถ้าจะศึกษาคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมญาณ
ควรศึกษาตามลำดับ และปฏิบัติไปตามลำดับ
สิ่งที่หลวงพ่อเน้นให้ศึกษามีมหาสติปัฏฐาน 4 เป็นต้น
ความดีท่านทำไว้ให้กับคนรุ่นหลังมีมาก

122. งง     [115.67.136.189]     07 Nov 2009 - 19:09

สิ่งที่ดีๆก็โอเค ก็ไม่ว่า
แต่

หลวงพ่อสด กล่าวว่า พม เป็น บุคคลที่๓ ของโลก ที่ค้นหาวิชาพระธรรมกายได้ได้ แล้ว ใคร เป็นบุคคลที่ ๒ และแล้วใครเป็นบุคคลที่ ๔ อะ งงเอง

คำกล่าวนี้มันทำลายพระศาสดา เหมือนดูถูกพระพุทธเจ้า เพราะต้องรอให้สาวก ปี ๒๐๐๐ มาค้นหามาสอน ดูถูกพระพุทธเจ้านะ ข้อนี้แหละที่พม ไม่ศรัทธา เพราะดูถูกพระพุทะเจ้า ดึงพระพุทธเจ้ามาเทียบกับตนเอง

ผมต่างหากละที่ทำกุศล เพราะ พยายามชี้แจงให้คนที่หลงเชื่อ คำโกหกของคนที่ บวชเพื่ออยากได้ลาภ ได้ชุดคิดบ้าง แม้คนเหล่านี้จะไม่เข้าใจ แต่ ผม เชื่อว่า ยังมีคนมีปัญญา เข้าใจอยู่ แต่ก้คงจะน้อย ที่จะเข้าใจ คำอธิบายของผม
ผมมีเหตุผลนะเนี้ย แต่คนเถียงผมกลับอาจแต่บาป ไม่อ้าง หลวงพ่อ กล่าวว่า นิพพานเป็นอัตตานั้นถูกแล้ว พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ตรงไหน หน้าไหม เดี๋ยวผมจะหาอ่านเอง ผมมีพระไตรปิฏกส่วนตัวอยู่ หาได้ไม่ต้องห่วง ชื้อมาเพื่องานนี้เฉพาะเลยนะเนี้ย

123. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 19:26

การศึกษาหรือการยกคำสอนของใครมาเพื่อวิเคราะห์
อย่างแรกต้องอ้างอิงที่มาเสียก่อน
ต้องรู้จักลำดับว่าคำสอนในแต่ละยุคสมัยแต่ละห้วงเวลานั้น
ที่ท่านสอนไว้มีข้อแตกต่างกัน หรือเสมอเหมือนกัน อย่างไร

การที่กล่าวมานี้เพื่อให้เข้าใจในระบบของการศึกษา
เมื่อจะวิพากษ์ใครเมื่อยกคำกล่าว ต้องอ้างที่มา เพื่อการอ้างอิง
และต้องอ้างอิงไปจนหมดยุคสมัยของท่าน
และหากจะยกหรือตัดตอน หรือสรุปตามความเข้าใจของตน
จะทำให้ข้อมูลต่างๆคลาดเคลื่อนไป

124. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 19:31

อีกประการหนึ่ง
การจาบจ้วงด้วยวาจาที่ไม่เหมาะสม
ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ศึกษาธรรม จะปฏิบัติกัน
มีวาจามากมาย ที่ไม่ถูกต้อง และไม่สมควร

แม้ในพระไตรปิฏกที่หากจะอ้างอิง
ก็ไม่มีคำสอนให้กล่าววาจาเช่นนี้
มีแต่เพียงสอนให้ชี้แจงเพื่อเปลื้องมิจฉาทิฏฐิ เท่านั้น

125. งง     [115.67.136.189]     07 Nov 2009 - 19:38

เมื่อจะวิพากษ์ใครเมื่อยกคำกล่าว ต้องอ้างที่มา เพื่อการอ้างอิง
-----------------------------------------------------
เอ...คล้ายดร. มนัสจัง
แล้วคนที่บิดเบี้ยน พระพุทธศาสนา ควรจะยกย่องด้วยรึ

126. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 19:43

คุณ งง ก็กล่าวตามสิ่งที่คุณคิด
บิดเบือนตรงไหน ขอให้ยกมา และกรุณายกมาทั้งคำสอน
อย่าตัดตอน จึงจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นเช่นไร

เพราะสิ่งที่คุณแสดงอยู่ขณะนี้มีแต่คำพูดที่หาสิ่งใดอ้างอิงไม่ได้
ยกมาเฉพาะของหลวงพ่อพระราชพรหมญาณก่อนก็ได้

การศึกษา จึงจะเป็นการศึกษา ที่สมควรแก่ธรรม

127. งง     [115.67.136.189]     07 Nov 2009 - 19:53

โอเค รอเดี๋ยว

128. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 19:58

ถ้าเนื้อหายาวมาก ทำ Link ก็ได้
ไปทานอาหารสักครู่นะครับ

129. งง     [115.67.136.189]     07 Nov 2009 - 20:07

รวมมาให้แล้ว
ทำไมจะต้องโจมตีหลวงพ่อวัดปากน้ำและวิชชาธรรมกายด้วย?
ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า ในปัจจุบันนี้สายปฏิบัติธรรมนั้น สายวิชชาธรรมกายมาแรงสุดๆ ในขณะที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมีชีวิตอยู่นั้น ก็สามารถเผยแพร่วิชชาธรรมกายได้อย่างกว้างขวางแล้ว แต่เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพไปแล้ว วิชชาธรรมกายกลับไม่ตกต่ำไปเช่นเดียวกับสายปฏิบัติธรรมอื่นๆ หรือเกจิอาจารย์อื่นๆ
คณะลูกศิษย์ต่างแตกแยกกลุ่มกันออกไป และสามารถเผยแพร่วิชชาธรรมกายไปได้มากกว่าสมัยที่หลวงพ่อวัดปากนำยังมีชีวิตอยู่เสียอีก ดังนั้น ถ้าสามารถโจมตีคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ ก็สามารถเอาชนะสายปฏิบัติธรรมอื่นๆ ไปได้ด้วยปริยาย
นี่คือคำตอบที่ว่า ทำไมจะต้องมีการโจมตีคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วย

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนทุกครั้งว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา” เมื่อจะโจมตีกัน ถ้ายกข้อความมาเต็มๆ ก็ไม่สามารถจะโจมตีได้ ดังนั้น จึงเป็นคำตอบที่ว่า “นิจจัง/สุขัง” จึงหายไป เหลือแต่เพียง “นิพพานเป็นอัตตา” และเป็นคำตอบอีกที่ว่า ทำไมจึงเป็นการโจมตีลอยๆ ไม่มีการอ้างอิงแบบหลักวิชาการ เพราะ ไม่รู้จะหาที่อ้างอิงมาจากไหน
มาจาก http://gotoknow.org/blog/myth-in-buddhism/92930
ผมแก้ว่า ยาวหน่อย
ถ้าอัตตาคือ ความเที่ยง และมีตัวตน
อนัตตา คือ ความไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน
แต่ นิพพาน ไม่ใช่ทั้ง อัตตา และ อนันตา นิพพานเป็นกลางๆ ระหว่าง ๒ อันนี้
ความจริงพระพุทธเจ้าไม่ให้บอกว่า นิพพาน เที่ยง หรือ ไม่เที่ยง ฉะนั้นข้าพเจ้าจึง จะอธิบายว่า
นิพพาน นั้นว่างจาก สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ คือความมีตัวตน ก็ ทุกข์ ความไม่เที่ยงก็ ทุกข์
นิพพานนั้น หมายถึง เมื่อดวงจิตที่ทำงานตามหน้าที่ของมันนั้นดับสนิท นั้นจึงเรียกว่า นิพพาน
สรุปคือ ว่างเปล่า ไม่อยากเขียนยาว ถ้าจะเปรียบ ดวงจิต เสมือน กระดาษ ตัวกิเลส เสมือน หมึก ผลกรรม เสมือน ปากกา จะถามว่า ผู้ที่ทิ้งปากกา ไม่สร้างบาปเพิ่มดีไหม
ผู้ที่ลบหมึกในกระดาษ บาปที่มีอยู่ในจิตใจลบออกดีกว่าไหม
ผู้ที่ทำลาย กระดาษ เมื่อไม่มีปากกา ไม่มีหมึก จะเก็บไว้ทำไม ทิ้งดีกว่าไหม
ถ้ามี กระดาษอยู่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ปากกาและหมึก จะไม่แต่งเติมมีอีก
ถ้ากระดาษยังอยู่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า กระดาษนั้นจะอยู่ในสภาพเดิม
ดังที่พระพุทธเจ้าว่า ถ้าตราบใดที่ เรือยังไม่ถึงฝั่ง คือนิพพาน ตราบนั้นยังไว้วางใจไม่ได้ เคยได้ยินไหมละคำนี้ อยากนิพพานยัง ห่วงดวงจิตอยู่อีกเหรอนี่ สะมะพล จิตนี้แหละที่ผู้ต้องการนิพพานเขาต้องการทำลาย
แต่ธรรมเกินทั้งหลาย กับไปคิดว่าดวงจิต มีอยู่ก็นิพพานได้ จะนิพพานได้อย่างไรละ สะมะพล เมื่อคนยังห่วงจิตอยู่ เมื่อจิตยังเป็นที่รักอยู่ เมื่อจิตยังเป็นที่อาศัยอยู่ เมื่อปรารถนาจิตยังอยู่ แล้วนิพพานจะมีความหมายอะไร ในเมื่อทิ้งปากกา ไม่มีหมึกในกระดาษ ยังอยากจะเก็บ กระดาษนั้นไว้อยู่ ยังเสียดาษกระดาษนั้นอยู่หรือ เหมือนดังจิตเช่นกัน เมื่อไกลจากกิเลสแล้ว ไม่ผูกพัน ไม่ทะยานอยากแล้ว เหมือนดังหลอดไฟที่เสีย เก็บไว้ดูต่างหน้าทำไหม บอกบอกว่า นิพพานที่ว่าเหลือไว้แต่จิตนั้นเป็น การหลง ศึกษาให้ดีๆ จะรู้ว่านิพพาน นั้นมันไม่ได้ เกี่ยวกับสิ่งสุดโต่งทั้ง ๒ ทางนั้นเลย นั้นก็คือ อัตตา และอนัตตา เพราะนิพพานก็คือ นิพพาน เหมือนดัง คนยากจนคนหนึ่งทิ้งความขี้เกียจขยันทำมาหากิน ทิ้งความฟุ่มเฟือยรู้จักเก็บออม แบ่งทำบุญบ้างในบ้างส่วน เขาผู้นั้นย่อมได้ซื่อว่า เศรษฐี ผู้ที่มีปัญญา ย่อมจะทิ้งทั้ง อัตตา เจริญซึ่งการปลง และ ทิ้งอนัตตา เจริญซึ่ง ปัญญา จึงจะได้มาซึ่งคำว่านิพพาน คำว่า เศรษฐีได้มาด้วย ความขยันและอดออม นิพพานก็ได้มาซึ่ง ซึ่งการปลง และปัญญา ฉันนั้น
3.
FPRIVATE "TYPE=PICT;ALT=30"
งง [IP: 115.67.22.97]
เมื่อ อา. 16 ส.ค. 2552 @ 19:40
#1486148 [ ลบ ]
หลวงพ่อสด มุสสา เนื่องด้วยอยากจะดัง
ที่หลวงพ่อสดกล่าวท่านเป็นบุคคลที่ ๓ ของโลก ที่สามารถไปค้นหาวิชา ธรรมกายที่สูญหาย มาสั่งสอนได้ ธรรมกาย แปลว่า พระพุทธเจ้า คนที่สามารถไปค้นวิชา ธรรมกายได้ ก็คือจะต้องเป็นพระพุทธเจ้า ก็แสดงว่า หลวงพ่อสด กำลังจะบอกใคร ๆ ว่าท่านนั้นเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่หน้าผากย่น คิ้วขมวด ตุ่มไฝใหญ่ แตกต่างจากสาวกของพระพุทธเจ้า หลวงปู่มั่น รูปภาพถ่ายท่าน แม้ว่าท่านจะแก่ชรามาก แต่หน้าผากไม่ย่อ คิ้วไม่ขมวด หลวงพ่อสด ผู้เป็นพระอริย ตายด้วยโรคความดันโลหิตสูง
ที่ดร. มนัส เขียนบอกว่า ผู้เขียนทำมาแล้ว ผลก็ปรากฏออกมาว่า ไม่พบหลักฐานในที่ใดๆ ที่เป็นคำสอนหรือคำเทศน์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่กล่าวว่า “นิพพานเป็นอัตตา” มีแต่คำสอนที่ว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา”
ข้อย้ำอีกครั้งว่า ในทุกๆ ที่ที่กล่าวถึงนิพพานว่าเป็นเช่นไร หลวงพ่อสดสอนทุกครั้งว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา”
ถ้างั้นข้าพเจ้าจะเขียนว่า ดร. มนัส เป็นคนเก่ง/เรียนสูง/บ้า+ + ก็แสดงว่าข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่า ดร. มนัสเป็นคนบ้า นะซิ สมมุตินะเนี้ย (อย่าฟ้องตำรวจนะแค่สมมุติเท่านั้น) แล้วท่านทั้งหลายคิดอย่างไง กับความหมายนั้น เมื่อ ความหมายของภาษามันพาไป ให้คิดเช่นนั้น แล้วภาษาไทยมันยุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอ สิ่งที่มันอยู่ใน เซต เดียวกัน แต่บอกว่ามันไม่ใช่ ถ้าคิดเป็นแบบคณิตศาสตร์แบบแยกเซตจะได้ว่า = ถ้า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตา”
ก็จะได้ว่า นิพพานเป็นนิจจัง
นิพพานเป็นสุขัง
นิพพานเป็นเป็นอัตตา
ก็ความหมายมันพาไป จะให้ตีความหมายเช่นไร ถ้า “นิพพานเป็น........./......../อัตตา” แล้วไม่ได้หมายความว่า นิพพานเป็นอัตตาหรือ งง อธิบายได้ไหมว่า มันต่างกันตรงไหน?
แล้วอยากถามอีกว่า ที่ท่านดร. เขียนว่า “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขขัง/อัตตา” ถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎกแล้ว คำ ๆ นี้มันอยู่ตรงเล่มไป คัมภีร์ไหน หน้าไหน ไหนบอกว่าการจะเขียนนั้นจะต้อง อ้างอิงที่มา แต่นี้ ท่านดร. ก็ไม่ทำ ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง ทำให้ข้าพเจ้า ดูถูกปริญญาเอกของท่านมาก ว่าการได้มาซึ่งปริญญาเอก ไม่สมกับความเป็นปริญญาเอก น่าเสียดาษว่าประเทศไทยเราผลิต คนที่เป็นดร. แต่ตีความหมายคำง่าย ๆไม่ถูก
คนที่เขาฉลาดจริง เขาไม่กล่าวหรอกว่านิพพานเป็นอัตตา หรือว่าเป็น อนัตตา เนื่องด้วยเหมือนกับคำว่า โลกกลม หรือว่าโลกแบน คนโบราญจะรู้หรือไม่ถ้าไม่เดินทางด้วยเรือ ตรงไปเรื่อย ๆไม่ย้อนกลับ จนรู้ว่า โลกนั้นกลมจริง ดังคนที่ไม่เริ่มต้นเรียนรู้เส้นทางไปนิพพาน ถึงจะบอกว่านิพพานเป็นอะไร คนที่ไม่เริ่มต้นจะบอกว่านิพพานเป็นอะไร บอกไปก็ไร้ค่า ไร้ประโยชน์
ดังที่พระพุทธเจ้า แสดงธรรมเรื่อง ธัมมจักกัปวัตตนสูตร เช่นว่า พระพุทธองค์ ไปสอนเลย ว่า ดูกรปัญจวัคคีย์ นิพพานเป็น อัตตานะ นะจ๊ะ นะจ๊ะ นิพพานเป็นอัตตา ตายพอดี ข้าพเจ้าจะรู้จักศาสนาพุทธหรือไม่เนี้ย แทนว่าจะสอนว่า อริยสัจ ๔ คือ อะไร ไตรลักษณ์ คือ อะไร ทำไมต้องรู้จักอริยสัจจ ๔ ทำไมต้องรู้จัก ไตรลักษณ์
ดังที่อ้างอิงจาก คู่มือสำหรับนักเรียน นักธรรมและนักศึกษา ชั้นตรี วิชาพุทธประวัติ ฉบับมาตรฐาน โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง หน้า ๕๒ พระพุทธเจ้าหลังจากแสดง ธัมมจักกัปวัตนสูตร แล้ว ทรงแสดงเรื่องอนัตตลักขณสูตร
ทรงแสดงเรื่องอนัตตลักขณสูตร
เมื่อท่านทั้ง ๕ มีอินทรีย์แก่กล้าควรเจริญวิปัสสนาเพื่อวิมุตติได้แล้ว พระองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนาอันมีชื่อเรียกว่า “อนัตตลักขณสูจร” แก่พวกเขา ซึ่งมีใจความย่อ ดังนี้
“ขันธ์ คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, และวิญญาณ เป็นอนัตตา คือมิใช่ตน ถ้าหากขันธ์ ๕ เป็นอัตตา คือ ตัวตนแล้ว ก็จะไม่พึ่งเป็นไปเพื่อความลำบาก และ พึงปรารถนาในขันธ์ ๕ ได้ตามใจหวังว่า จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะขันธ์ ๕เป็น อนัตตา จึงปรารถนาให้เป็นไปตามที่ใจหวังและต้องการไม่ได้
ในที่นี้ ข้าพเจ้า ไม่ได้บอกว่านิพพานเป็น อัตตา หรือว่าเป็นอนัตตา แต่ข้าพเจ้ากำลังบอกว่า ให้ฝึกอบรมจิตไปตามขั้นตอน เพื่อไปสู่นิพพาน ตามเส้นทางแห่งอริยสัจ ๔ และ ไตรลักษณ์ และเมื่อนั้น ญาณที่ชื่อว่า ทัสสนสมาบัติก็จะเข้ามา และจะรู้เองว่านิพพานเป็นอะไร และทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่ยอมบอกว่านิพพานคือ อะไร เพราะถ้าพระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานเป็นอะไรแล้วมันไม่ตรงวตามทิฏฐิของคนๆ นั้น ธรรมของพระพุทธเจ้าก็จะไม่เป็นประโยชน์สำหรับคน ๆ นั้น
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงเน้น สอนเส้นทางแห่งการไปสู่พระนิพพานแทน
๑. จูฬมาลุงกยสูตร
๑.๑ ที่มาของชื่อ
จูฬมาลุงกยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรเล็ก ชื่อว่ามาลุงกย- สูตรนี้ตั้งตามชื่อบุคคลที่ปรากฏในพระสูตร เป็นพระสูตรที่ ๓ ในภิกขุวรรค
เรียกพระสูตรนี้ว่า สูตรเล็ก (จูฬ) เพราะเปรียบเทียบกับมาลุงกยสูตรอีกสูตรหนึ่ง ได้แก่ พระสูตรที่ ๔ ในวรรคนี้แล้ว พระสูตรที่ ๓ นี้ มีเนื้อหาและรายละเอียดน้อยกว่าพระสูตรที่ ๔ จึงเรียกว่า จูฬมาลุงกยสูตร เรียกพระสูตรที่ ๔ ว่า มหามาลุงกยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยพระมาลุงกยบุตร สูตรใหญ่
๑.๒ ที่มาของพระสูตร
พระพุทธเจ้าประทับ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เขตนครสาวัตถี ทรงแสดงจูฬมาลุงกยสูตรนี้แก่พระมาลุงกยบุตร เพื่อตรัสตอบปัญหา เหตุเกิดของพระสูตรนี้ จัดอยู่ในประเภท ปุจฉาวสิกะ
๑.๓ รูปแบบของพระสูตร
จูฬมาลุงกยสูตรนี้ มีรูปแบบเทศนาเป็นการสนทนาแบบถาม–ตอบ คือ พระมาลุงกย- บุตรเป็นผู้ถาม พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสตอบ
๑.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร
พระมาลุงกยบุตรคิดว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบอัพยากตปัญหา ๑๐ ประการ รู้สึกไม่พอใจ จะเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์อีก ถ้าพระองค์ทรงตอบ ก็จะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป ถ้าไม่ทรงตอบก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
อัพยากตปัญหา ๑๐ ประการนั้น คือ
๑. โลกเที่ยงหรือ
๒. โลกไม่เที่ยงหรือ
๓. โลกมีที่สุดหรือ
๔. โลกไม่มีที่สุดหรือ
๕. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือ
๖. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหรือ
๗. หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหรือ
๘. หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีกหรือ
๙. หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกหรือ
๑๐. หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือ
พกตกเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรได้เข้าไปทูลถามปัญหานี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระ องค์ ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ทรงให้เหตุผลว่า
๑. พระองค์มิได้ทรงเคยให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าพระมาลุงกยบุตรมาประพฤติ
พรหมจรรย์กับพระองค์แล้ว พระองค์จะทรงตอบปัญหาเหล่านี้
๒. พระมาลุงกยบุตรมิได้กราบทูบไว้ก่อนว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบปัญหา
เหล่านี้ ท่านก็จักประพฤติพรหมจรรย์
๓. บุคคลใดกล่าว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนก็จักไม่
ประพฤติพรหมจรรย์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบ
๔. เมื่อมีความเห็นเหล่านี้แล้ว จะทำให้มีการประพฤติพรหมจรรย์กันก็หา
มิได้ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็
ยังคงมีอยู่เช่นเดิม พระองค์จึงทรงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา
มรณะ ฯลฯ และอุปายาสเท่านั้น
จากนั้นทรงสรุปว่า พระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาทั้ง ๑๐ ข้อนี้ ก็เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่ทำให้บรรลุนิพพาน ส่วนปัญหาที่ทรงตอบ คือ ปัญหาเรื่องอริยสัจ ๔ ได้แก่ เรื่องทุกข์ เรื่องทุกขสมุทัย เรื่องทุกขนิโรธ และเรื่องทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เพราะมีประโยชน์และทำให้บรรลุนิพพาน
๑.๕ ประเด็นสำคัญจากพระสูตร
จูฬมาลุงกยสูตรนี้ชี้ให้เห็นเจตคติในการตอบปัญหาทางอภิปรัชญาของพระพุทธ-ศาสนา คือ ปัญหาที่เรียกว่าอัพยากตปัญหา เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับทิฏฐิ ๑๐ ประการ ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ อาจารย์ทางปรัชญามหายานอธิบายว่า ท่าทีที่ทรงนิ่ง ไม่ตอบนั่นเอง คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือทรงตอบว่า เรี่องเหล่านั้นพูดไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะทรงตอบอย่างไร คือ จะทรงตอบรับหรือทรงตอบปฏิเสธ ผู้ฟังก็ไม่สามารถเข้าใจ และอาจจะตรงกับทฤษฎีที่มีอยู่เดิมของผู้ฟังจนทำให้เห็นผิดยิ่งขึ้นไปอีก แต่อาจารย์ฝ่ายเถรวาทอธิบายว่า ที่ไม่ทรงตอบ เพราะไม่มีประโยชน์
เทศนาเรื่องทัสสนสมาบัติ
[๑๔๙] ข้าแต่พระองค์เจริญ อีกประการหนึ่ง เทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในเรื่องทัศนนสมาบัติก็นับว่ายอดเยี่ยม ทัสสนสมาบัติ ๔ ประการนี้ คือ
๑. สมณะหรือพราหณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาณ และอาศัยใช้ความคิดที่ถูกวิธี แล้ว บรรลุเจโตสมาธิ ที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ย่อมพิจารณากายนี้ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของที่ไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า “ในกายนี้มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อย อาหารใหม่อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร นี้เป็นทัสสนสมาบัติประการที่ ๑
๒. ( เพิ่มขึ้นมาอีกคือ ) และข้ามผิวหนังเนื้อ และ เลือดของบุรุษไป พิจารณากระดูก นี้เป็นทัสสนสมาบัติประการที่ ๒
๓. ( เพิ่มขึ้นมาอีกคือ ) และข้ามผิวหนังเนื้อ และ เลือดของบุรุษไป พิจารณากระดูก และรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งกำหนดโดยส่วนสอง คือตั้งอยู่ในโลกนี้ และที่ตั้งอยู่ในโลกหน้า นี้เป็นทัสสนสมาบัติประการที่ ๓
๔. ( เพิ่มขึ้นมาอีกคือ ) และข้ามผิวหนังเนื้อ และ เลือดของบุรุษไป พิจารณากระดูก และรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งกำหนดโดยส่วนสอง คือไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ และที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกหน้า นี้เป็นทัสสนสมาบัติประการที่ ๔
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้คือเทศนาอันยอดเยี่ยมในเรื่องทัสสนสมาบัติ
เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์
[๑๘๙] จุนทะ เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคต เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง กระนั้นหรือ” เธอทั้งหลายพึ่งกล่าวอย่างนี้กับอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า “พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงพยากรณ์ไว้แม้อย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง”
เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคต ไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง กระนั้นหรือ” เธอทั้งหลายพึ่งกล่าวอย่างนี้กับอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า “พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงพยากรณ์ไว้แม้อย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง”
เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคต เกิดอีกและไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง กระนั้นหรือ” เธอทั้งหลายพึ่งกล่าวอย่างนี้กับอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า “พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงพยากรณ์ไว้แม้อย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง”
เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคต เกิดอีกก็ไม่ใช่ จะว่าเกิดอีกก็ไม่ใช้ไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง กระนั้นหรือ” เธอทั้งหลายพึ่งกล่าวอย่างนี้กับอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า “พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงพยากรณ์ไว้แม้อย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช้ จะว่าไม่เกิดอีกก็ไม่ใช้ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง”
เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “เพราะเหตุไร พระสมณะโคดมจึงไม่ทรงพยากรณ์เรื่องนั้น” เธอทั้งหลายพึ่งกล่าวอย่างนี้กับอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า “เพราะเรื่องนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่ใช้จุดเริ่มต้นของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงมิได้ทรงพยากรณ์เรื่องนั้นไว้
สรุป คือ ๑. เมื่อมีใคร ถามว่า เมื่อหลังจากพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว เกิดอีกหรือไม่ ให้ภิกษุตอบว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรง สั่งสอนไว้
๒. เมื่อมีใคร ถามว่า เมื่อหลังจากพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ไม่เกิดอีกใช่หรือไม่ ให้ภิกษุตอบว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรง สั่งสอนไว้
๓. เมื่อมีใคร ถามว่า เมื่อหลังจากพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว เกิดอีกและไม่เกิดอีกหรือไม่ ให้ภิกษุตอบว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรง สั่งสอนไว้
๔. เมื่อมีใคร ถามว่า เมื่อหลังจากพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ไม่ได้เกิดอีกและไม่ได้เกิดอีกใช่หรือไม่ ให้ภิกษุตอบว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรง สั่งสอนไว้
เพราะมันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของพรหมจรรย์
ทางสู่นิพพานไม่ครุมเครือ เส้นทางปฏิบัติ เพื่อนิพพานไม่ครุมเครือ ละเอียด เห็นผล จริง
ข้าพเจ้า เห็นเว็บไซต์ หลายเว็บไซต์ที่เชื่อว่า เป็นของ วัด ธรรมเกิน ที่ตั้งหัวข้อว่า นิจจัง ทุกขัง อัตตา
ในนั้นเขียนว่า พระพุทธเจ้าสอนผิด สอนคลุมเครือ ไม่ชี้ชัดว่า นิพพานเป็น อะไรกันแน่ และที่เน้น เขาเน้นว่า แน่นอน นิพพานเป็น อัตตาอย่างแน่นอน
อะไรกันนี้ ข้าพเจ้า อ่านแล้วก็ เหนื่อยใจ ทุกข์ใจ ประหลาดใจว่า คนที่คิดว่าตนเองนั้นฉลาด กับกลายว่า ไม่เข้าใจความจริงว่า ถ้าพระพุทธเจ้านั้น จะกล่าวว่านิพพาน เป็นอย่างไรข้างใดข้างหนึ่งรับรองว่า จะมีผู้ต่อต้านอย่างแน่นอน ฉะนั้นพระพุทธเจ้า จึงเน้นให้ปฏิบัติ ปฏิบัติตามแนวทางตามขั้นตอน ข้าพเจ้ายอมรับอยู่ว่า พระพุทธเจ้า ตรัสเรื่องนิพพานคลุมเครือจริง พระองค์ไม่ชี้ชัด ข้าพเจ้าคิดว่า พระองค์คงมองเห็นปัญหาข้างหน้าแล้ว แน่นอนปัญหา เรื่องไม่ลงรอยกันเรื่อง นิพพานเป็นอะไร แต่ถึงว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสเรื่องนิพพานครุมเครือ แต่ พระองค์ตรัสสอนเส้นทางไปสู้นิพพาน ละเอียดมาก
อย่างที่ข้าพเจ้า เขียนไว้แต่ที่แรกว่า ผู้ที่ไม่รู้จัก การให้ทาน จะสอนเรื่องศีลไม่ได้ ผู้ที่ไม่มีศีล จะสอนเรื่องสมาธิก็ไร้ค่า ผู้ที่ไม่รู้จักสมาธิ จะสอนว่านิพพานคืออะไร มันก็ไร้ประโยชน์ ทั้งที่คนของวัด ธรรมกาย เป็นผู้มักมาก อยู่อย่างนี้ มาเที่ยวสอนเรื่องนิพพานเป็นอัตตา เป็นคนมัก ในเงินทอง ไม่รู้จักพอ เช่นนี้ ว่าแต่เรื่องนิพพานเลย แค่เรื่องการให้ทาน พระสงฆ์ในวัดธรรมกายก็ทำไม่ได้ แล้วท่านทั้งหลายนั้นจะมาสอนเรื่องนิพพานที่ จำเป็นต้องมีศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องให้ไปถึง มาเที่ยวพูดเที่ยวเขียนแสดงความฉลาดที่น่าตลกว่า นิพพาน เป็น นิจจัง ทุกขัง อัตตา แล้วให้เหตุผลว่า เพราะพระพุทธ ตรัสคลุมเครือ แล้วเขียนว่าแรงมาก อีกมากมาย ไม่อยากเขียน แต่ข้าพเจ้าอยากบอก คนที่เขียนว่า การปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่นิพพานไม่ครุมเครือ ถ้าอย่างรู้ให้ปฏิบัติตามแนวทาง มีความอดทน ถ้าทำไม่ได้ อย่ามากล่าวว่า นิพพานครุมเครือ โดย เฉพาะ มรรคมีองค์ ๘ นั้น มันไม่ใช่ว่า เส้นทาง ๘ เส้นทาง แต่เป็นเส้นทางเดียวที่มีอยู่ ๘ ระดับ มรรคมีองค์ ๘ ปฏิบัติ คู่กับ สังโยชน์ ๑๐ จะต้องอธิบายเรื่องมรรคไหม
มรรคข้อที่หนึ่ง ความเห็นชอบ คือ รู้ว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เชื่อเรื่องผลกรรม
มรรคข้อที่ ๒ ความดำริชอบ คือ สำรวมในจิต
มรรคข้อที่ ๓ วาจาชอบ คือ สำรวมใน วาจา
มรรคข้อที่ ๔ การงานชอบ คือ สำรวมทางกาย
มรรคข้อที่ ๕ เลี้ยงชีพชอบ คือ ออกบวช และปฏิบัติในศีล ละเมิดศีล
มรรคข้อที่ ๖ พยายามชอบ คือ พยายาม กันไม่ไห้กิเลสใหม่เกิดขึ้น พยายามทำลายกิเลสที่อยู่ในใจทิ้ง เจริญความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิด เจริญความดีที่มีอยู่แล้วในจิตให้เจริญเพิ่มขึ้น
มรรคข้อที่ ๗ ระลึกชอบ คือ สติปัฏฐาน ๔ คือ เห็นกายในกาย
เห็นเวทนาในเวทนา
เห็นจิตในจิต
เห็นธรรมในธรรม
มรรคข้อที่ ๗ ก็ คือสมาธิ ดีๆ นี้เอง
สติปัฏฐาน ๔
*นั่งสมาธิ เราต้องกำหนดว่า ท่านั่งเป็นอย่างไง ลักษณะของร่างกายอยู่อย่างไง
**ต่อมาพิจารนา เวทนาในเวทนา เราเห็น ความเมื่อยจากการนั่ง ความคัน จากร่างกาย ความง่วง
***เห็นจิตในจิต การดูจิต หรือการตามจิตไปตามลมหายใจเข้าออก
****เห็นธรรมในธรรม เห็นความจริงที่พร้อมได้เห็นและผล
อิทธิบาท ๔
*ฉันทะ คือ ความพอใจ ให้คิดเสมอว่า ฉันพอใจจะนั่ง ถึงคันฉันก็พอใจ
**ความเพียร คือความอดทน ฝึก การนั่งจนร่างกายมันชิดชากับการนั่งนาน เพิ่มระยะเวลาขึ้นเรื่อยๆ
***จิตตะ การดูจิต หรือการตามจิตไปตามลมหายใจเข้าออก
****วิมังสา คือ ทบทวนธรรม ที่ได้จากสมาธิ
เมื่อจบตรงนี้ ตัวเราเองจะบอกได้ได้ว่านิพพานคือ อะไร ตรงคือ ญาณทัศนะ รู้แล้วว่าจะปฏิบัติอย่างไง นิพพานจึงจะแจ้ง
มรรคข้อที่ ๘ ตั้งใจชอบ คือ ฝึกฝนญาณให้สูงขึ้นไปเรื่อย จนถึงขั้น ญาณที่ ๔
ทางที่ไม่ครุมเครือมีอยู่ปฏิบัติตามนี้ได้ นิพพานที่ เดียรถีย์ ทั้งหลาย บอกว่า เป็นอัตตา จะเห็นว่าไม่เกี่ยวกันเลย
แม้แต่ในสมาธินั้น ซึ่งเป็น นิพพานสั้นๆ ยังไม่มีอยู่เลยอัตตา แล้วนิพพานที่สมบูรณ์แบบจะเป็นอัตตาได้อย่างไง
คนที่บอกว่านิพพาน เป็นนิจจัง ทุกขัง อัตตา เพราะพระพุทธเจ้า สอนเรื่องนิพพานครุมเครือ ไม่ชี้ชัดไปว่าคือ อะไร จงรู้ว่า เส้นทางไปสู่นิพพานไม่ครุมเครือ รู้จริงถ้าทำได้ อย่างแสดงความฉลาดที่หาปัญญาไม่ได้ คนที่ไม่รู้เรื่องเขาจะงง แต่คนที่รู้เรื่อง เขาดูถูกท่านเต็มๆ อ๋อ คนๆนี้ ศีลบกพร่อง เป็นคนทุศีล จึงปฏิบัติสมาธิไม่ได้ ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้า ตรัสบอกไม่ได้ เนื่องด้วยเรื่องนิพพานเป็นเรื่องละเอียด คนที่มีกิเลสมาก ปัญญาทรามมากบอกไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนเฉพาะ ทางไปสู่นิพพาน ที่ละเอียด แทนการบอกว่า นิพพานเป็นอย่างไง ทางไปนิพพาน ทางปฏิบัติไปสู่นิพพานไม่ซับซ้อน ไปตามขั้น ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ได้มันก็จะพัฒนาไปเรื่อย วิปัสสนาข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่า เป็นการฝึกตามจิตให้ทัน พอทันจิต การคิดที่ไม่ดี จะมีจิตดีมาแก้ไขได้ทัน แต่วิชาธรรมเกิน ของหลวงพ่อสด ไม่ใช่วิปัสสนา เป็นแค่ สมถะ แค่กดกิเลส แต่ทำลายกิเลสไม่ได้
อยากให้คนใน สำนักธรรมเกิน อ่านพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า ๑๔๗ เรื่องที่ทรงพยากรณ์ เนื้อความมีว่า
จุนทะ เป็นไปได้ที่อัญเดียรถีย์ปริริพาชก(นักบวชนอกศาสนา) กล่าวว่า หลักจากตายแล้ว ตถาคต เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง กระนั้นหรือ เธอทั้งหลายพึงกล่าวอย่างนี้กับอัญเดียรถีย์ ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงพยากรณ์ไว้แม้อย่างนี้ว่า หลังตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง
ยังมีอีกยาว และอีกหลายอย่างพระพุทธเจ้า เน้นภิกษุของพระองค์นั้นตอบว่า พระองค์นั้นมิได้พยากรณ์ ถ้าผู้ที่ภิกษุในพระพุทธศาสนา จะถือเคร่งครัดมาก ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ให้กล่าว รับรองว่า ผู้ที่เป็นภิกษุของพระพุทธเจ้าไม่กล้า กล่าวแน่ แต่ ผู้ที่ มีหลวงพ่อสด เป็นพระพุทธเจ้า เขาจะพูดกัน
ถ้าอัตตาคือ ความเที่ยง และมีตัวตน
อนัตตา คือ ความไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน
แต่ นิพพาน ไม่ใช่ทั้ง อัตตา และ อนันตา นิพพานเป็นกลางๆ ระหว่าง ๒ อันนี้
ความจริงพระพุทธเจ้าไม่ให้บอกว่า นิพพาน เที่ยง หรือ ไม่เที่ยง ฉะนั้นข้าพเจ้าจึง จะอธิบายว่า
นิพพาน นั้นว่างจาก สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ คือความมีตัวตน ก็ ทุกข์ ความไม่เที่ยงก็ ทุกข์
นิพพานนั้น หมายถึง เมื่อดวงจิตที่ทำงานตามหน้าที่ของมันนั้นดับสนิท นั้นจึงเรียกว่า นิพพาน
สรุปคือ ว่างเปล่า ไม่อยากเขียนยาว ถ้าจะเปรียบ ดวงจิต เสมือน กระดาษ ตัวกิเลส เสมือน หมึก ผลกรรม เสมือน ปากกา จะถามว่า ผู้ที่ทิ้งปากกา ไม่สร้างบาปเพิ่มดีไหม
ผู้ที่ลบหมึกในกระดาษ บาปที่มีอยู่ในจิตใจลบออกดีกว่าไหม
ผู้ที่ทำลาย กระดาษ เมื่อไม่มีปากกา ไม่มีหมึก จะเก็บไว้ทำไม ทิ้งดีกว่าไหม
ถ้ามี กระดาษอยู่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ปากกาและหมึก จะไม่แต่งเติมมีอีก
ถ้ากระดาษยังอยู่ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า กระดาษนั้นจะอยู่ในสภาพเดิม
ดังที่พระพุทธเจ้าว่า ถ้าตราบใดที่ เรือยังไม่ถึงฝั่ง คือนิพพาน ตราบนั้นยังไว้วางใจไม่ได้ เคยได้ยินไหมละคำนี้ อยากนิพพานยัง ห่วงดวงจิตอยู่อีกเหรอนี่ สะมะพล จิตนี้แหละที่ผู้ต้องการนิพพานเขาต้องการทำลาย
แต่ธรรมเกินทั้งหลาย กับไปคิดว่าดวงจิต มีอยู่ก็นิพพานได้ จะนิพพานได้อย่างไรละ สะมะพล เมื่อคนยังห่วงจิตอยู่ เมื่อจิตยังเป็นที่รักอยู่ เมื่อจิตยังเป็นที่อาศัยอยู่ เมื่อปรารถนาจิตยังอยู่ แล้วนิพพานจะมีความหมายอะไร ในเมื่อทิ้งปากกา ไม่มีหมึกในกระดาษ ยังอยากจะเก็บ กระดาษนั้นไว้อยู่ ยังเสียดาษกระดาษนั้นอยู่หรือ เหมือนดังจิตเช่นกัน เมื่อไกลจากกิเลสแล้ว ไม่ผูกพัน ไม่ทะยานอยากแล้ว เหมือนดังหลอดไฟที่เสีย เก็บไว้ดูต่างหน้าทำไหม บอกบอกว่า นิพพานที่ว่าเหลือไว้แต่จิตนั้นเป็น การหลง ศึกษาให้ดีๆ จะรู้ว่านิพพาน นั้นมันไม่ได้ เกี่ยวกับสิ่งสุดโต่งทั้ง ๒ ทางนั้นเลย นั้นก็คือ อัตตา และอนัตตา เพราะนิพพานก็คือ นิพพาน เหมือนดัง คนยากจนคนหนึ่งทิ้งความขี้เกียจขยันทำมาหากิน ทิ้งความฟุ่มเฟือยรู้จักเก็บออม แบ่งทำบุญบ้างในบ้างส่วน เขาผู้นั้นย่อมได้ซื่อว่า เศรษฐี ผู้ที่มีปัญญา ย่อมจะทิ้งทั้ง อัตตา เจริญซึ่งการปลง
และ ทิ้งอนัตตา เจริญซึ่ง ปัญญา จึงจะได้มาซึ่งคำว่านิพพาน คำว่า เศรษฐีได้มาด้วย ความขยันและอดออม นิพพานก็ได้มาซึ่ง ซึ่งการปลง และปัญญา ฉันนั้น
กลับขึ้นข้างบน

130. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 20:17

ขอเวลาอ่านสักครู่นะครับ

131. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 20:35

คุณ งง ควรอ้างว่าคำสอนที่บิดเบือนนั้นมาจากคำเทศนาใด

ค่อนข้างยาว ขอทีละเรื่องนะครับ

คุณ งง แสดงว่า
" ผมแก้ว่า ยาวหน่อย
ถ้าอัตตาคือ ความเที่ยง และมีตัวตน
อนัตตา คือ ความไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน "

ขอเบื้องต้นก่อนนะครับ จะได้ชัดเจนทีละเรื่อง

คำว่า "อนัตตา" ตามที่คุณ งง อธิบายไว้คือ "ไม่มีตัวตน"

และสิ่งที่คุณ งง ยกพระสูตรมาตอนหนึ่งว่า

"พระองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนาอันมีชื่อเรียกว่า “อนัตตลักขณสูตร” แก่พวกเขา ซึ่งมีใจความย่อ ดังนี้
“ขันธ์ คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, และวิญญาณ เป็นอนัตตา คือมิใช่ตน ถ้าหากขันธ์ ๕ เป็นอัตตา คือ ตัวตนแล้ว ก็จะไม่พึ่งเป็นไปเพื่อความลำบาก และ พึงปรารถนาในขันธ์ ๕ ได้ตามใจหวังว่า จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะขันธ์ ๕เป็น อนัตตา จึงปรารถนาให้เป็นไปตามที่ใจหวังและต้องการไม่ได้

ตามที่ยกมา เป็นคำกล่าวแสดงความเห็นของคุณ งง

สำหรับผมเองจึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า

คำว่าอนัตตาที่คุณ งง แสดงว่า "ไม่มีตัวตน" นั้นถูกต้องหรือไม่
หรือคำว่า "อนัตตา" หมายถึง "มิใช่ตน" (ตามพระสูตร)

คำว่า "ไม่มีตัวตน" และคำว่า "มิใช่ตน" นั้นเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร
หากสิ่งที่คุณ งง อธิบายความหมายของ "อนัตตา" ว่า "ไม่มีตัวตน" ไม่ถูกต้อง

ก็จะเป็นการกล้วตู่พระพุทธพจน์ ไป
คุณ งง มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ



132. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 20:40

แทรกนิดหนึ่ง ผมเองเพิ่งทานยาไป หากเกิดอาการง่วงจากฤทธิ์ยา
ก็อาจมาต่อคำถามให้อีกครั้ง นะครับ ตอนนี้ยังพอไหว

133. นโม     [58.8.160.102]     07 Nov 2009 - 21:23

คำถามต่อข้อที่ 2

คุณ งง แสดงว่า
"นิพพานนั้น หมายถึง เมื่อดวงจิตที่ทำงานตามหน้าที่ของมันนั้นดับสนิท นั้นจึงเรียกว่า นิพพาน "

คำว่า " เมื่อดวงจิตที่ทำงานตามหน้าที่ของมันนั้นดับสนิท นั้นจึงเรียกว่า นิพพาน "

จิตเป็นธาตุรู้ ขันธ์ 5 เป็น อัพยากตธรรม

ดังนั้น เมื่อจิตที่ทำตามหน้าที่ ดับสนิท นั้น
กายและจิต อันเป็นขันธ์ 5 อันเป็นอัพยากตธรรม
จะดับสนิทอย่างไร หมดกิเลสขณะยังดรงขันธ์อยู่
ชื่อว่าจิตดับสนิทหรือไม่

ถามมา 2 ข้อก่อน ขอบคุณครับ

134. ........     [125.25.239.94]     07 Nov 2009 - 21:26


ในอภิธรรมกล่าวว่าอรหันตร์มี3แบบ คือแบบศรัทธามาก, แบบสันโดษมักน้อย,แบบใช้ปัญญา(แก้ที่เหตุ)...........ดังนั้นถ้าการเห็นจากภายนอกไม่ตรงกับความเข้าใจของตนเอง ไม่ควรสรุปเอาเอง เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปสรุปอย่างนั้น...........

135. ตาบอดคลำช้าง     [61.90.11.101]     07 Nov 2009 - 21:34

พระราชาองค์หนึ่งทรงนึกสนุกขึ้นมา จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่พระราชวังประชุมคนตาบอดในเขต พระนคร ให้นำมาประมาณ ๑๔ คน คนตาบอดเมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสเข้าวัง เมื่อคนตาบอดมาพร้อมกันแล้ว พระราชาจึงให้เจ้าหน้าที่จัดแบ่งคนตาบอดออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ ๒ คน โดยให้แต่ละกลุ่มให้จับเฉพาะอวัยวะส่วนใด ส่วนหนึ่งของช้าง โดยลำดับให้คนตาบอดจำไว้ว่านี่คือช้าง
จากนั้น พระราชาจึงเรียกคนตาบอดทุกกลุ่มมาพร้อมกันแล้วให้คนตาบอดแต่ละกลุ่ม บรรยายลักษณะช้างตามที่ตนรับรู้
คนตาบอดในแต่ละกลุ่มบอกลักษณะของช้างแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะของช้างที่พวกเขาสัมผัสมา
พวกที่คลำปลายหางช้าง บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด
พวกที่คลำหางช้าง บอกว่าช้างเหมือนสาก
พวกที่คลำลำตัว บอกว่าช้างเหมือนยุ้งข้าว
พวกที่คลำงวงช้าง บอกว่าช้างเหมือนง่อนไต
พวกที่คลำหูช้าง บอกว่าช้างเหมือนกระด้ง
พวกที่คลำหัวช้าง บอกว่าช้างเหมือนหม้อ
พระราชาจึงตรัสถามพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งว่า ที่แท้จริงแล้วช้างมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่
คนตาบอดต่างถกเถียงกันใหญ่ว่า ลักษณะที่กลุ่มของตนกราบทูลพระราชาถูกต้องแล้ว เพราะคลำมากับมือ และไม่ได้คลำคนเดียว คลำ 2 คน และก็คลำตั้ง 2 – 3 ครั้ง จนมั่นใจ
คนตาบอดต่างคนต่างไม่ยอม ยังยืนความคิดของตนสุดท้ายไม่มีใครฟังใคร คนตาบอดจึงได้ชกต่อยกันชุลมุน พระราชาจึงทรงพระสรวลด้วยความพึงพอพระทัยยิ่งนัก

136. ตาบอดคลำช้าง     [61.90.11.101]     07 Nov 2009 - 21:41

นิพพานอยู่ตรงไหน? พวกคุณไปมาสักกี่รอบแล้วละ?เห็นกะตารู้กะใจ?
คนเคยไปเค้าคงไม่สงสัยหรอก? ทางไปอะมีคุณก็คงรู้กัน?เห็นศึกษากันมาจากการโต้คารมณ์กะพอตัว? ทำสิครับ ทำสักที ทำให้ถึง จะได้ไม่ต้องเอาความคิดของปุถุชนมาเถียงกัน?

137. ตาบอดคลำช้าง     [61.90.11.101]     07 Nov 2009 - 21:51

หลวงพ่อพุทธทาสท่านกล่าวเตือนใจในบทกวีว่า

"อันความจริง "ตัวกู" มิได้มี
แต่พอเผลอมันเป็นผีโผล่มาได้
พอหายเผลอ "ตัวกู" ก็หายไป
หมด "ตัวกู" เสียได้เป็นเรื่องดี
สหายเอ๋ยจงถอนซึ่ง "ตัวกู"
และถอนทั้ง "ตัวสู" อย่างเต็มที่
มีกันแต่ปัญญาและปรานี
หน้าที่ใครทำให้ดีเท่านี้เอย"

138. กก     [58.11.85.206]     07 Nov 2009 - 22:30

อ่านโอยคร่าว
เข้าใจว่า (แต่ไม่รู้เข้าใจถูกไหม)
มีคนหลายคนที่มองๆไม่เหมือนกัน มองคนละมุม
เข้าใจไม่เหมือนกัน มีจุดยืนตนเอง ทั้งที่จริงๆ เราไม่มีตัวตน

เค้าว่ากันว่าเรามัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่นจนไม่มีเวลาดูใจตนเอง สำรวจตนเองว่าเราทำดี หรือไม่ดีอะไรบ้างในแต่ละวัน

ท่านจะดีจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้นอกจากท่านและฟ้าดินเท่านั้น
ไม่ใช่เอาข้อมูลหรือคำพูด มาบอกว่าท่านเป็นอย่างไร

เรายังกำหนดให้เราเป็นคนดีทุกวินาทีไม่ได้ เรายังไม่สามารถควบคุมตน เ องได้
ทำไมเราจึงมากำหนดคนอื่นให้เป็นอย่างใจเราคิดได้ละ
เพชรก็เป็นเพชร ต่อให้อยู่ในโคลนก็เถอะ
กรวดก็เป็นกรวด ต่อให้เอามาเคลือบด้วยทองคำ
ความจริงคือความจริง

ทำตนเองให้ดีเสียก่อนที่จะไปบอกให้คนอื่นทำดี ถ้าเราไม่เป็นตัวอย่างที่ดี ใครเล่าจะทำตามเรา

139. s     [118.173.21.173]     08 Nov 2009 - 00:59

กระทู้นี้น่าสนใจค่ะ ต้องหาเวลาอ่านซะแล้ว

140. Zero     [58.9.39.16]     08 Nov 2009 - 05:03

เห็นคุณนโม สงสัยเกี่ยวกับคำว่า "อนัตตา" ไม่มีใครมาตอบ จึงขอตอบแทนดังนี้

นิรัตตา อนัตตา
มาจาก มาจาก
นิ + อัตตา น + อัตตา อัตตา = ตัวตน
นิ = ไม่มี น = ไม่ใช่
อัตตา = ตัวตน อัตตา = ตัวตน
นิรัตตา = ไม่มีตัวตน อนัตตา = ไม่ใช่ตัวตน



ธรรมวินัยของพระองค์ไม่อยู่ในส่วนสุดทั้งสอง
เพราะทรงแสดง " มัชฌิมาปฏิปทา " ( ทางสายกลาง )
จึงทรงตรัสว่า " สัพเพ ธัมมา อนัตตา "
ธรรมะทั้งหลาย เป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน

ขันธ์ 5 เป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตา ฯ
เหตุนี้ ขันธ์ 5 จึงชื่อว่า อนัตตา

พระนิพพาน เป็นขันธวิมุตติ คือ
พ้นไปแล้วจาก ขันธ์ 5 ก็เป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตา ฯ
เหตุนี้ พระนิพพาน จึงชื่อว่า อนัตตา

สรุป

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ขันธ์ 5
นัจจัง สุขขัง อนัตตา คือ ขันธวิมุตติ ( พระนิพพาน )
สัพเพ ธัมมา อนัตตา

ข้อมูลจาก http://larndham.net/index.php?showtopic=23377

141. Zero     [58.9.39.16]     08 Nov 2009 - 05:14

นิรัตตา มาจาก นิ + อัตตา นิ = ไม่มี อัตตา = ตัวตน นิรัตตา = ไม่มีตัวตน อนัตตา มาจาก น + อัตตา น = ไม่ใช่
อัตตา = ตัวตน อนัตตา = ไม่ใช่ตัวตน
ธรรมวินัยของพระองค์ไม่อยู่ในส่วนสุดทั้งสอง(สุดโต่ง=1.อัตตกิลมถานุโยค 2.กามสุขัลลิกานุโยค)
เพราะทรงแสดง " มัชฌิมาปฏิปทา " ( ทางสายกลาง )
จึงทรงตรัสว่า " สัพเพ ธัมมา อนัตตา "
ธรรมะทั้งหลาย เป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน


ขันธ์ 5 เป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตา ฯ
เหตุนี้ ขันธ์ 5 จึงชื่อว่า อนัตตา


พระนิพพาน เป็นขันธวิมุตติ คือ
พ้นไปแล้วจาก ขันธ์ 5 ก็เป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตา ฯ
เหตุนี้ พระนิพพาน จึงชื่อว่า อนัตตา

สรุป

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ขันธ์ 5
นิจจัง สุขัง อนัตตา คือ ขันธวิมุตติ ( พ้นจากขันธ์๕=พระนิพพาน )


สัพเพ ธัมมา อนัตตา


142. Zero     [58.9.39.16]     08 Nov 2009 - 06:03

(มาจากขุททกวิภังค์ อัฐกนิเทศ)

[๑๐๑๘] อสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน
อสัญญีวาทะ ๘ คือ
๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่แปรผัน
จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังจากตายแล้วมีแต่ร่างไม่มีความรู้สึกเป็นอยู่ตลอดกาล)

๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่ไม่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่
แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังจากตายแล้ว ไม่มีรูปร่าง ไม่มีความรู้สึก แต่เป็นสภาวะที่อธิบายไม่ได้คงอยู่ตลอดกาล)

๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูปเบื้องหน้าแต่ตาย
ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังจากตายแล้ว มีทั้งที่เป็นตามข้อ๑.และข้อ๒.รวมกัน)

๔. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีรูปก็ไม่ใช่ ที่หารูปมิได้ก็มิใช่
เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังจากตายแล้วมีรูปที่ละเอียดมาก จนแทบกล่าวได้ว่าไม่มี ไม่มีความรู้สึก คงอยู่ตลอดกาล)

๕. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีที่สุด เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่
แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังตายแล้วก็ดับสูญไป ไม่มีความรู้สึก)

๖. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่หาที่สุดมิได้ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อม
ไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังจากตายแล้วก็ไปอยู่ในนิพพาน ไม่มีความรู้สึก)

๗. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุดเบื้องหน้า
แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(มีทั้งข้อ๕.และข้อ๖.รวมกัน)

๘. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ที่หาที่สุดมิได้ก็ไม่ใช่
เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า ไม่มีสัญญา(หลังตายแล้ว ก็ไม่สามารถอธิบายได้ แต่ไม่มีความรู้สึก)

เหล่านี้เรียกว่า อสัญญีวาทะ ๘
[๑๐๑๙] เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ เป็นไฉน
เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ คือ
๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่แปรผัน
จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่ไม่มีรูป เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่
แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูปเบื้องหน้าแต่ตาย
ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๔. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตามีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ เบื้องหน้า
แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๕. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่มีที่สุด เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่
แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๖. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาที่ไม่มีที่สุด เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่
แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๗. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุดเบื้องหน้า
แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๘. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งถือว่า อัตตามีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ เบื้องหน้า
แต่ตาย ย่อมไม่แปรผัน จึงบัญญัติอัตตานั้นว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

เหล่านี้เรียกว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘
ทั้งหมดนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ(อยู่ในทิฏฐิ ๖๒ พรหมชาลสูตร)

รับข้อมูลจาก "http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B9%91%E0%B9%97._%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C_-_%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99_-_%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8";

143. ไพรสณฑ์     [125.25.85.9]     08 Nov 2009 - 06:13



........ขอลองอธิบายตามความเข้าใจ..........

.......ธรรมที่เป็นจริงคืออภิธรรม..............นอกนั้นเป็นอุบายเพื่อให้เกิดการละคลายอาการยึดมั่น ดังจะพบว่าธรรมก็ไม่ใช่ตัวตน คำว่าตัวตนหมายถึงอย่าไปยึดมั่น

.
.......การที่บอกว่าธรรมที่เป็นจริงคืออภิธรรม เพราะอธิบายให้เข้าใจการทำงานของร่างกายว่าทำงานอยู่อย่างไร โดยสรุปก็คือจิตมันปรุงแต่งและยึดมั่น การยึดมั่นจึงเกิดเป็นตัวตน การเกิดเป็นตัวตนจึงเกิดทุกข์...........ดังนั้นเมื่อจะแก้ไขไม่ให้เกิดทุกข์คืออย่าให้ความเป้นตัวตนเกิด คือให้มีแต่สภาพรู้คือจิตไม่ปรุงแต่งให้จิตเกิดเป็นอารมณ์คือเกิดเป็นเจตสิก.........นี่คือการนำความรู้ในอภิธรรมมาปฏิบัติ คือศึกษาให้เข้าใจความเป็นเหตุและผล และปฏิบัติให้เป็นไปตามเหตุและผลนั้น





144. ไพรสณฑ์     [125.25.245.248]     08 Nov 2009 - 07:08

........แสดงความเห็น.........

........การที่พระอรหันต์ละคลายการยึดมั่นได้ โดยมีจุดยึดในการละคลายเป็นของตนเอง การที่หลวงพ่อสดมีจุดยึดเพื่อการละคลายของท่านเองก็ไม่น่าจะถือว่าผิด ถ้ามันทำให้ท่านละคลายจากการยึดมั่นได้........

145. Zero     [58.9.39.16]     08 Nov 2009 - 07:33

อสัญญีวาทะ คห.๑ ถ้าจะเปรียบเทียบกับ พรหมลูกฟัก (อสัญญีพรหม) หรือ อายตนนิพพาน ก็น่าจะอนุโลมเข้าด้วยกันได้ เพราะมีลักษณะ เที่ยง สุข มีตัวตน (อัตตา)
แต่วิชาธรรมกาย ถ้าจะต่อยอดวิปัสสนา ก็ง่ายนิดเดียว แค่ดูไตรลักษณ์ของ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป เกิด-ดับๆๆๆๆๆ จนจิตเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
(แต่พระพุทธรูปเพิ่งจะมีการสร้างประมาณหลังพ.ศ.๓๐๐ สมัยกรีกยึดครองอินเดียโดยสร้างเลียนแบบเทพเจ้าอพอลโล และพระพุทธรูปอินเดียไม่มีพระเกตุมาลารูปดอกบัวตูมเหมือนพระพุทธรูปไทย ก่อนหน้านั้นไม่มีพระพุทธรูปลองอ่านพุทธประวัติจากหินสลัก ก่อนมีพระพุทธรูปของหลวงพ่อพุทธทาสดู และพระพุทธเจ้าก็มีรูปร่างเหมือนพระภิกษุทั่วไป ดังตอนที่พระเจ้าปเสนทิโกศลไปเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก ไม่รู้ว่าใครคือพระพุทธเจ้าเพราะทรงประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์)

146. Zero     [58.9.39.16]     08 Nov 2009 - 07:38

พระพุทธรูป
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระพุทธรูป หมายถึง รูปที่สร้างขึ้นแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อกราบไหว้บูชา อาจใช้การแกะสลักจากวัสดุต่างๆ เช่น ศิลา งา ไม้ หรือวัสดึอื่นๆ นอกจากนี้ยังอาจใช้การปั้นหรือหล่อด้วยโลหะก็ได้ โดยทั่วไป คำว่า พระพุทธรูปมักจะหมายถึง รูปขนาดใหญ่พอที่จะวางบูชาได้ สำหรับรูปขนาดเล็กมักจะเรียกว่า พระเครื่อง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแบบสามารถเรียกว่า พระพุทธรูป ได้เช่นกัน

กำเนิดพระพุทธรูป

พระคันธารราฐแต่เดิมนั้นพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพแต่อย่างใด ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ซึ่งมีมาก่อนศาสนาพุทธ ก็ไม่มีรูปเคารพเป็นเทวรูปเช่นกัน หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา อยากจะมีสิ่งที่จะทำให้รำลึกถึง หรือเป็นสัญญลักษณ์ขององค์ศาสดา เพื่อที่จะบอกกล่าวเล่าขาน เรื่องราวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงศึกษาค้นคว้าหาทางดับทุกข์ และทรงชี้แนะสอนสั่งผู้คน ถึงการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นอยู่ ที่ก่อให้เกิดความผาสุขในหมู่มวลมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลก

คราวแรกนั้นชาวพุทธก็ได้แต่นำเอาสิ่งของอันได้แก่ ดิน น้ำ และกิ่ง ก้าน ใบโพธิ์ จากบริเวณสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน),ตรัสรู้ พุทธคยา, ปฐมเทศนา (พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา) เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกบูชาคุณพระพุทธเจ้า

ล่วงมาถึงในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง เมื่อ 2,200 ปีก่อน หรือหลังจากการดับขันธ์ของพระพุทธเจ้ามา 300 ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงส่งสมณะทูต จำนวน 500 รูป ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาราฐ จึงมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองที่ประสิทธิประสาทวิทยาการต่าง ๆ นับว่า "เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกทางพระพุทธศาสนา" แต่ก็ยังไม่มีรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปคน


พระพุทธชินราชพระพุทธรูป หรือ รูปเคารพแทนพระพุทธเจ้า เริ่มมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ระหว่าง พ.ศ. 500 ถึง 550 เมื่อชาวกรีก ที่ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เรียกชาวต่างแดนว่า "โยนา" หรือ "โยนก" โดยพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ 1 หรือ พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีก ยกทัพกรีกเข้ามาครอบครองแคว้นคันธาราฐ (ปัจจุบันเป็นดินแดนของอัฟกานิสถาน) จากนั้นพระองค์ก็แผ่อาณาเขตไปทั่วบริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีป และสร้างเมืองหลวงเป็นที่ประทับ ณ เมืองสากล (Sakala) หลังจากที่ได้พบพระสงฆ์ท่านหนึ่งนามว่า นาคเสน จึงมีเรื่องราวแห่งการตั้งคำถามของพระเจ้ามิลินท์ต่อพระนาคเสน จนทำพระเจ้ามิลินท์ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา (คำถามคำตอบปุจฉาวิสัชนา ซึ่งถูกเขียนบันทึกเป็นหนังสือและแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงมาก เรื่องนี้ก็คือ มิลินทปัญหา - The Milinda Panha or The Questions of King Minlinda) ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรมทางพุทธศาสนามากมายในแคว้นคันธาราฐ ซึ่งการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีลักษณะต่างๆ ตามพุทธประวัติ (ปางพระพุทธรูป)

พระพุทธรูปรูปแรกจึงเกิดขึ้นในสมัยของพระเจ้ามิลินท์ หรือเมนันเดอร์ที่ 1 ชาวกรีกที่มาครอบครองแคว้นคันธาราฐ เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 หรือ 2,000 ปีที่แล้วนั่นเอง พระพุทธรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรกจึงเรียกรูปแบบของพระพุทธรูปนี้ว่า แบบคันธาราฐ โดยถ่ายแบบอย่างเทวรูปที่พวกชาวกรีกนับถือกันในยุโรปมาสร้าง พระพุทธรูปแบบคันธาราฐจึงมีใบหน้าเหมือนฝรั่งชาวกรีก จีวรก็เป็นริ้วเหมือนเครื่องนุ่งห่มของเทวรูปกรีก และต่อมาในภายหลัง ราวพุทธศตวรรษ ที่ 4-12 มีคตินิยมสร้างพระพุทธรูปเป็นขนาดเล็กๆ (พระเครื่อง) บรรจุไว้ในพุทธเจดีย์

147. นโม     [58.8.154.97]     08 Nov 2009 - 08:44

การที่เข้ามาโพสนั้น
โดยแท้จริงแล้วไม่ได้ต้องการถกเรื่อง "อนัตตา" หรือสิ่งใด
เพราะปกคิไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช่นนี้

หากอ่านการโพสของผมตั้งแต่ความเห็นที่ 118-121-123-124-126
จนมาถึงคำถามที่ 131 เรื่อง "อนัตตา" และ 133 เรื่องจิตดับ

ตั้งใจถามเพียงคุณ งง

เพราะสิ่งที่คุณ งง โพสกล่าวหลายเรื่องที่ไม่สมควร
และมีหลายเรื่องที่คุณ งง โพสโดยไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา
ค้นคว้า ..เช่นเรื่องของฉายาหลวงพ่อพระราชพรหมญาณ
ที่มีผู้เรียกว่า "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ"ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

เมื่อคุณ งง กล่าวว่า "อนัตตา" หมายถึง "ไม่มีตัวตน"
จึงอยากให้คุณ งง รู้ว่า การให้ความหมายว่า "ไม่มีตัวตน"นั้น
แตกต่างกับ "ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน"

การกล่าวว่า "ไม่มีตัวตน" ของคุณ งง จึงเป็นการบิดเบือนคำสอน
หรือเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ โดยแท้จริง

คุณ งง จึงควรชำระตนเองเสียก่อน
ให้เกิดสัมมาทิฏฐิเสียก่อนที่จะวิพากย์วิจารณ์

ขอขอบคุณคุณ Zero ที่นำคำอธิบายมาโพสไว้มีประโยชน์มาก

ขอขอบคุณทุกท่าน

148. ว่างจากกิเลส     [118.172.137.107]     08 Nov 2009 - 14:05

นิพพานกถา

คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน คือ ดับกิเลส มีเบญจขันธ์เหลือบ้าง ดับกิเลสโดยไม่มีเบญจขันธ์เหลือบ้าง และเป็นการดับชั่วคราวบ้าง แต่วันนี้จะกล่าวถึง
นิพพานมาตรฐาน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
เรื่องพระนิพพาน มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนตรงที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ นิพพานัง ปรมัง สูญญัง” แปลว่า นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง
คำว่า”สูญญัง” ในที่นี้ส่วนที่แปลศัพท์ โดยมากมักทับศัพท์ เป็นความหมายว่า สูญ แต่ความจริงคำว่า “สูญญัง” นั้นเขาแปลว่า ว่าง หมายความว่าบุคคลใด ที่จะเข้าถึงนิพพานได้ ต้องว่าง ด้วยเหตุ 3 ประการคือ
1.ว่างจาก โลภะ
2.ว่างจาก โทสะ
3.ว่างจาก โมหะ

ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าจิตของบุคคลใดว่างจากกิเลสทั้ง 3 ประการคือ
โลภะ ความโลภ ไม่มีในจิต
โทสะ ความโกรธไม่มีในจิต
โมหะ ความหลงไม่มีในจิต

อย่างนี้ พระองค์ตรัสว่า เป็นผู้ว่างจากกิเลส หมายถึงคำว่า “นิพพานัง ปรมัง สูญญัง” นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง

เมื่อเหตุ 3 ประการนี้ว่างไปจากใจ ความสบายใจก็ปรากฏ ความผ่องใสของใจก็ปรากฏ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” การเข้าถึงพระนิพพานชื่อว่าเป็นความสุขอย่างยิ่ง

ถ้าถามว่า นิพพาน มีสภาวะหรือไม่มีสภาวะ เรื่องนี้ พระพุทธองค์ได้ตอบคำถามพระโมฆราชว่า ”ดูก่อน โมฆราช คำว่านิพพานนี้ เป็นสถานที่พิเศษ คือไม่มีการเกิดอีก ไม่มีการแก่อีก ไม่มีเจ็บอีก ไม่มีมีตายอีก ไม่มีสภาพสูญ”

มีคำถามว่า พระนิพพานมีการเกิดไหม พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “นิพพานจะว่ามีการเกิดก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีการเกิดก็ไม่ใช่ เพราะถ้าใช้คำว่าเกิด ก็ต้องมีคำว่า ตายเป็นของคู่กัน แต่ถ้าใช้คำว่าไม่เกิด ความเป็นสภาวะก็มีอยู่”

ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
“พระนิพพานจัดว่าเป็นทิพย์พิเศษ คือทิพย์จริงๆมี 2 อย่าง คือ โลกทิพย์ ได้แก่ เทวโลก และอีกโลกหนึ่งคือพรหมโลก ทั้ง 2 อย่างนี้เกิดจากภาวะอันเป็นทิพย์ เกิดขึ้นด้วยกำลังของบุญ

สำหรับ เทวโลก เกิดขึ้นด้วยกำลังของ ทาน บ้าง ของศีลบ้าง ของอุปจารสมาธิบ้าง ส่วนพรหมโลกที่ไปเกิดได้นั้น ก็ต้องอาศัยฌานสมาบัติ แต่ว่าโลกทิพย์ทั้ง 2 ประการนี้ มีการ เคลื่อนได้ หมายความว่า ถ้าหมด บุญ วาสนา บารมี ก็ต้องจากไป จุติไปเกิดเป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง แล้วแต่กฎของกรรม

สำหรับพระนิพพานนี้ ถือว่าเป็นทิพย์พิเศษ คือไปแล้วไม่มีการเคลื่อน มีความเป็นอยู่ ปกติ อารมณ์สักนิดหนึ่งที่เป็นความหนักของพระนิพพานย่อมไม่มี เหตุฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

“นิพพานัง ปรมัง สุขัง” นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง

ทำอย่างไรเราจึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนทุกคนมีความดี ที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ทุกคน และยังตรัสอีกว่า “การที่จะไปนิพพานได้ ไปได้หมด คือ พรหมก็ไปนิพพานได้ เทวดาก็ไปนิพพานได้ มนุษย์ก็ไปนิพพานได้ แม้แต่สัตว์ก็ไปนิพพานได้”

คำว่า “สัตว์ก็ไปนิพพานได้” ในที่นี้พระพุทธเจ้าหมายความว่า สัตว์ทุกตัวที่เกิดเป็นสัตว์ ตั้งแต่สัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็กตามที นั่นคือ คน

คนที่สร้างกรรมที่เป็นอกุศล สร้างความชั่ว ถ้ากำลังของกรรมหนักจริงๆ พาคนลงนรกไปก่อน เป็นสัตว์นรกก่อน เมื่อกรรมเบาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ผ่านจากนรกก็มาเป็นเปรต จิตใจก็ยังมีความรู้สึกอย่างคน เมื่อกรรมเบาขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง พ้นจากความเป็นเปรต มาเป็นอสุรกาย ความรู้สึกของจิตใจก็ยังเหมือนคน เพราะใจมันใจคน จากอสุรกายมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน จากสัตว์เล็กถึงสัตว์ใหญ่ แต่ความรู้สึก ความต้องการของใจก็เท่าคน คือจิตเป็นคน

ดังนั้น ขึ้นชื่อว่า สัตว์ เราจะคิดว่าเป็นสัตว์ต่ำทราม เสมอไปน่ะไม่ได้ คือ ด้วยมีจิตใจเป็นคน การที่พระพุทธองค์ตรัสว่า แม้แต่สัตว์ก็สามารถจะไปนิพพานได้ ก็เพราะว่า ถ้าสัตว์ทั้งหมด เขาชำระกฎของกรรมเดิมหมดสิ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้ก็กลับมาเกิดเป็นคน สามารถบำเพ็ญกุศลเข้าถึงนิพพานได้

วิธีการเข้าถึงพระนิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี 4 แบบ
แบบที่ 1 สุกขวิปัสสโก
แบบที่ 2 เตวิชโช
แบบที่ 3 ฉฬภิญโญ
แบบที่ 4 ปฏิสัมภิทัปปัตโต

สำหรับแบบที่ 1สุกขวิปัสสโก ได้ชื่อว่า ง่าย แต่ทำยาก คือปฏิบัติแล้ว ไม่เห็นอะไร เหมือนคนเอาผ้าดำผูกตาเดิน ซึ่งเหมือนกับพุทธบริษัททั้งหลายส่วนใหญ่ ที่ทำกันอยู่ในวลานี้ ถ้าไม่เลิกปฏิบัติก็ถึงนิพพานเหมือนกัน ก็ได้แก่ปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา

ทาน การให้ การถวายสิ่งของกับพระก็ดี ให้แก่คนยากจนก็ดี ให้แก่คนที่ลำบากก็ดี ให้แก่สัตว์เดรัจฉานก็ดี ก็ชื่อว่าเป็นทาน และการให้ทาน ถ้ามีความมุ่งหมายอย่างอื่น ก็จะพลาดจากนิพพานไปได้ ฉะนั้นการให้ ทานจึงควรตั้งใจ โดยเฉพาะ เพื่อตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน ให้คิดว่า ทาน นี้ เราให้เพื่อตัด โลภะ ความโลภที่อยู่ในจิตใจของเรา มันเป็นสิ่งสกปรก เราต้องให้ไปไม่หวังผลตอบแทนใดๆในชาติปัจจุบัน สำหรับผู้รับไป เขาจะนำไปใช้ เขาจะไปให้คนอื่นต่อ เขาจะนำไปทิ้ง ก็เรื่องของเขา แต่กำลังใจของเราตัดเยื่อใยในความผูกพันในทรัพย์สมบัติ สิ่งของที่เราให้ไปหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นการชนะความโลภ เป็นการตัดกิเลสตัวสำคัญ ตัดรากเหง้ากิเลสได้รากหนึ่ง

สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล การรักษาศีลตามประเพณีมีประโยชน์น้อยเต็มที สักแต่ว่าสมาทานศีลก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร จะให้เกิดประโยชน์ต้องรู้พื้นฐานของศีล จะทำให้ ศีลเป็นตัวตัดโทสะ ความโกรธ รากเหง้ากิเลสตัวที่ 2 ได้ จงจำไว้ว่า ศีล จะมีขึ้นกับใจ ต้องอาศัยเหตุ 3 ประการ คือ
1.เมตตา ความรัก จิตคิดไว้เสมอว่า เราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั่วโลก จะไม่เป็นเวรเป็นภัยกับใครจะไม่เป็นศัตรูกับใคร จะคบหากับบุคคลอื่นเหมือนคบหาตัวเอง เราจะรักคนอื่นเหมือนกับรักตัวเราเอง
2.จิตคิดสงสาร หวังจะเกื้อกูลให้มีความสุข ให้คิดว่าถ้าเราสงสารตัวเราเองเท่าไร เราก็สงสารเขาเท่านั้น เว้นไว้แต่เรื่องผิดระเบียบวินัยประเพณี ก็ต้องลงโทษกันตามระเบียบประเพณี อย่างพระพุทธเจ้าทรงลงโทษพระ เพราะความเมตตาปรานี เกรงว่าจะเลวไปกว่านั้น แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นความโกรธ
3.สันโดษ ยินดีเฉพาะทรัพย์สิน ที่เรามีอยู่โดยชอบธรรม และยินดีเฉพาะคนรักที่เรามีอยู่โดยชอบธรรม ไม่ล่วงเกินคนรักของบุคคลอื่น การรักษาศีลให้ดี พระพุทธเจ้าตรัสว่า ค่อยๆรักษาไปเรื่อยๆ ทำใจสบาย กิเลสคือความโกรธ ก็ค่อยๆลดไป ในที่สุดมันก็จะหมดไปเอง เป็นการปฏิบัติด้านสุกขวิปัสสโก

ภาวนามัย พระพุทธองค์ตรัสว่า เรื่องการภาวนาด้าน สุขวิปัสสโกนี้ มีฌานเบื้องต้น ไม่สูง โดยเริ่มต้นใช้อารมณ์ พิจารณาตั้งแต่ ขณิกสมาธิ คือยามปกติ เมื่อเราให้ทานก็ให้ คิดว่า คนที่เราให้ทาน ทุกคนเมื่อเขารับทานที่ให้มาแล้ว เขาก็มีความสุขในการบริโภคทาน แต่ว่าเราผู้ให้ทานก็ดี ผู้มารับทานก็ดี คนทั้งหลายทั้งหมดนี้ ไม่มีชีวิตอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย เกิดขี้นมาเมื่อไรก็ค่อยๆเสื่อมไปทุกวันๆ ในที่สุดก็ตายเหมือนกันหมดทุกคน ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์เป็นวัตถุก็ดี ในโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ นี่เป็นด้านวิปัสสนาญาณควบสมถะของสุกขวิปัสสโก
ตราบใดเรายังหวังความเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี เราต้องเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ หาที่สิ้นสุดไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า สถานที่พระนิพพานเป็นแดนที่มั่นคง เป็นแดนอมตะ เรายอมเชื่อพระพุทธเจ้า ทำจิตให้หลุดพ้นจากกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน คือ ทำลายความโลภด้วยการให้ทาน ทำลายความโกรธด้วยศีล คือมีความเมตตาปรานีเป็นที่ตั้ง ทำลายความหลงด้วยปัญญา ให้เห็นความจริงว่า โลกนี้ไม่เที่ยง ผู้ที่เกิดมาแล้วก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในที่สุด ในที่สุด กระทั่งจิตของเรา ก็ปลอดปราศจากกิเลส ทั้ง 3 ประการ
คือความโลภไม่มี ความโกรธไม่มี ความหลงไม่มี อย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็น “นิพพานัง ปรมัง สูญญัง” นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง
ในเมื่อเชื้อสายความเร่าร้อนไม่มี จิตก็เป็นสุข อย่างนี้ท่านเรียกว่านิพพานตัดกิเลส มีเบญจขันธ์เหลือ

ต่อจากนี้ก็เป็นรายละเอียดในด้าน เตวิชโช หรือด้านวิชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณ ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่เข้าถึงพระนิพพานได้รวดเร็วและได้มากกว่า มีกำลังดีกว่า ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า สวรรค์มีจริง เราเจอะสวรรค์แล้ว พรหมโลกมีจริง เราเจอะพรหมโลกแล้ว พระนิพพานมีจริง เราเจอะพระนิพพานแล้ว นรก เปรต อสุรกาย มีจริง เราพบแล้ว ทั้งหมด เป็นอันว่าทุกคนไม่สงสัยคำสอนของพระพุทธเจ้า
ถ้าบุคคลใดไม่สงสัยคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง มีศีล 5 บริสุทธิ์อย่างหนึ่ง มีจิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง อย่างนี้ท่านเรียกว่า พระโสดาบัน หรือ สกิทาคามี และเมื่อทำให้จิตว่างจากกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ตายเมื่อใดก็ถึงนิพพานเมื่อนั้น


149. Zero     [58.9.39.16]     08 Nov 2009 - 14:13

ดูอย่าง เอรกะปัตตะนาคราช หรือ มุจลินทร์นาคราช ที่เป็นเทพชั้นจาตุมมหาราชิกา ยังไม่สามารถบรรลุโสดาบันได้เลย เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ลองหาคำว่า อภัพพสัตว์ ในกูเกิ้ลดู คงจะเห็นว่า ใครบ้างที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้

150. .......     [125.25.41.44]     08 Nov 2009 - 15:53


นิพพานคือดับหรือไม่เกิดอีก เมื่อไม่มีอะไรเกิดอีกมันจึงว่าง ว่างจากความเป้นตัวตน คือการปรุงแต่งจากจิต ถ้ามีการปรุงแต่งเกิดอยู่(จากจิต) ก็จะมีตัวตนเกิดขึ้น คือมีสังขาร(เกิดขึ้น เติบโต ทรงอยู่ เสื่อมลง และดับไป) ความเป้นตัวตนจึงมีสภาพเป็นทุกข์คือทนอยู่ จนกว่ามันจะดับไป.......จึงต้องไม่ทำความรู้สึกให้ปรุงแต่งอยู่คือการเกิดเป็นตัวตนมันจะเป้นอาการทนอยู่คือเป็นทุกข์จากการเกิด(เป็นอารมณ์) .........จึงต้องทำให้มันว่างอยู่

แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 416 คำตอบ ( 14 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |

Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.