Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (78) Vote Down (62)
เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน ปิดกระทู้นี้ 
32567 : จากคุณ sripilas@gmail.com     [124.122.194.64]     10 May 2010 - 23:45     [256 คำตอบ]

ใครสนใจจะเล่นหุ้น เชิญทางนี้ั!!
ดิฉันเป็นนักพยากรณ์โหราศาสตร์รุ่นใหม่ไฟแรง ได้ลองพยากรณ์หุ้นและเล่นด้วยตนเอง ปรากฏว่าตอนนี้ได้กำไรมากเกิน 50% แล้ว ท่่านผู้ใดที่สนใจอยากรู้ว่าตนเองเล่นหุ้นได้หรือไม่ ควรเล่นหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีหรือไม่ ดิฉันเน้นการลงทุนแบบ value investor ค่ะ หากสนใจเมลล์มาได้เลยค่ะ ทิ้งเบอร์โทรไว้ด้วยนะคะ จะได้ติดต่อกลับถูกค่ะ

แสดงคำตอบจำนวน 50 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 256 คำตอบ ( 6 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |

101. นิวแมงเม่า     [125.25.202.232]     22 May 2010 - 19:38 ลบความเห็นนี้

แด่แมงเม่าทั้งเก่าและใหม่
อ่านรู้เรื่องก็เก่งมากไปแล้ว

ในเรื่องการคัทลอส สต็อปลอส ตรงนี้มันมีแง่มุมหลายประเด็น
สำหรับหุ้นเน่า อันนี้จะโอเคเลย ว่ายังไงต้องตั้งจุดคัทเอาไว้ ไม่งั้นอ่วมแน่ๆ
แต่สำหรับหุ้นพื้นฐาน ประเด็นคือเราเข้าซื้อตรงไหน

ถ้าทำตามที่ครูเฒ่าสอน คือเข้าซื้อตรงมหภาคเหวที่ 3
ราคาหุ้นตรงนั้นจะถูกมากๆๆ เมื่อเทียบกับราคาพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น
ราคาหุ้นที่จะตกลงไปกว่ามหภาคเหวที่ 3 มีเปอเซนน้อยมาก ไม่ถึง 10 เปอเซน อาจจะแค่ 3-5 เปอเซนเท่านั้น ราคาหุ้นก็จะกลับขึ้นมาใหม่ได้
ถ้าเราไปตั้งจุดคัทลอสไว้ ตรงนี้รับรองว่าช้ำชอกใจแน่
ขายปุ๊บ หุ้นก็ขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ต้องไม่ลืมว่า ครูเฒ่าก็มีการป้องกันความเสี่ยงไว้เหมือนกัน
คือการแบ่งเงินทยอยเข้าซื้อเป็นส่วนๆ
เข้าซื้อตรงมหภาคเหวที่ 3 ส่วนนึง
ถ้าหุ้นมันขึ้นไป จนเส้นขาวตัดเส้นฟ้า ก็ทยอยเข้าส่วนที่2
หรือถ้าหุ้นมันลงไปอีก ครูเฒ่าก็จะรอให้มันรีบาว แล้วทำชอท เพื่อรอไปเก็บข้างล่าง โดยเพิ่มจำนวนหุ้นขึ้น

ทีนี้ ถ้าเราเข้าซื้อหุ้นตรงบริเวณมหภาคเหวที่1 หรือ 2
แบบนี้ต้องรู้แล้วว่า โอกาสที่มันจะลงยังมีอีกเยอะ
การเข้าซื้อหุ้นช่วงนี้จึงใช้เงินซื้อแค่นิดเดียว เรียกว่าซื้อเล่นๆ (ไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรเข้าเลย)
พร้อมที่จะถอยหนีได้ตลอดเวลา หรือทำชอทลงไปเรื่อยๆ (ซึ่งก็ยังขาดทุนอยู่ดี จนกว่าหุ้นมันจะพลิกกลับขึ้นไป)

หัวใจสำคัญก็คือ การลงของหุ้นนั้นเป็นเพราะอะไร
ลงเพราะเจ้ามือทุบ (แบบนี้ต้องเล่นตามเจ้ามือ เกาะเจ้ามือไปติดๆ)

ลงเพราะผลประกอบการไม่ดี (หุ้นจะรับข่าวอยู่ช่วงนึง ถ้าอนาคตหุ้นตัวนี้ยังดีอยู่ ก็จะกลับขึ้นมาใหม่)

ลงเพราะเป็นการปรับฐานธรรมดา (หุ้นขึ้นมามากแล้ว ก็จะพักก่อน เพื่อที่จะขึ้นต่อ ไม่ได้มีข่าวร้ายอะไร)

ลงเพราะข่าวลือ (ข่าวจริงข่าวเท็จ ตรงนี้ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี)

ลงเพราะหมดรอบแล้ว (มหภาคเขาที่ 3 ขึ้นมาแล้วกว่า 30 % แบบนี้ถ้าไม่ขายล้างพอร์ท กำไรก็อาจจะกลับกลายเป็นขาดทุน)

ลงเพราะเกิดเหตุการณ์ร้าย เหตุวิกฤตที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ หุ้นจะแพนิคตกอย่างรุนแรง แบบนี้ก็ควรชิงขายตั้งแต่ไม้แรกๆ ไม่ต้องลังเล เมื่อเหตุการณ์สงบ ค่อยกลับเข้าไปซื้อใหม่

สรุปคือ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
การเล่นหุ้นมีความเสี่ยงในตัวมันเอง
ประสบการณ์จะสอนเราเองว่าเราควรเล่นหุ้นแบบไหน อย่างไร
จะป้องกันความเสี่ยงให้ตัวเองยังไง
ควบคุมความโลภความกลัวของตัวเองได้แค่ไหน
ไม่มีใครจะช่วยเราได้ ต้องคิดเอง วิเคราะห์เอง
เพราะเหตุปัจจัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

102. ถึงอ.ศ นครสวรรค์     [111.84.133.83]     22 May 2010 - 20:19 ลบความเห็นนี้

ผมเข้ามาอ่านกระทู้นี้ด้วยความเข้าใจในเจตนาดีว่า
เบื้องหลังลึก ๆ มันคืออะไร
จะทำอะไรหรือจะมีวิธีการใดผมไม่สนใจ
แต่กรุณาอย่าเอาบทสนทนาที่เคยคุยกับเป็นการส่วนตัว
ระหว่างผมกับอ.ศ มาลงแบบนี้ซิครับ
ผมไม่เข้าใจทั้ง ๆ ที่ในmail ที่ติดต่อกันผมก็บอกแล้วว่า
เรื่องใช้ดาววันเกิดทำนายหุ้น อาจารย์อย่าเพิ่งบอกใครนะครับ
แต่ท่านกลับนำมาเผยแพร่ เพื่อประกอบวิธีการในการชักจูงคนแบบนี้
บอกตามตรงว่ามันทำให้ความศรัทธาต่างๆ มันสูญสิ้นไปจริง ๆ นะครับ
ที่ผ่านมาจะลบออกหรือไม่อยู่ที่ อ.ศ จะพิจารณาเอง
แต่หวังว่า คงไม่มีเนื้อหาอืน ๆ ที่คุยกันเป็นการส่วนตัว
หลุดออกมาอีกนะครับ
ผมคงจะไม่ติดต่อ อ.ศ อีกต่อไป เพราะไม่รู้ว่า
อะไรต่อมิอะไรที่คุยกันไว้แม้จะเป็นการส่วนตัว
จะหลุดออกมาแบบนี้อีกหรือไม่
และไม่รู้ว่าท่านจะนำมาเปิดเผยที่ไหนอีก

103. แด่แมงเม่า     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 08:20 ลบความเห็นนี้

ถึงแมงเม่าทั้งหลาย
การขายทิ้ง ต้องทำอย่างยิ่ง เมื่อหุ้นที่ซื้อ ราคาลดลงไปถึง 30% 50% หรือ 100% ให้ขายทิ้งทันที อย่าเสียดายเป็นอันขาด


ให้ถือไว้ ในกรณี ที่ซื้อไว้ราคาต่ำ ยังได้กำไรไม่ถึงความต้องการ

104. นิวแมงเม่า     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 09:06 ลบความเห็นนี้

การเล่นสั้นรายวัน

1.เล่นด้วยวิธีการ SHORT AGAINST PORT คือเมื่อซื้อหุ้นต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย 4 สี 4 เส้น เก็บไว้ แล้วนำมาเล่นสั้นในทุกวันด้วยเทคนิค บันไดขึ้น-ลง 3 ขั้น

2.ในแต่ละวัน อย่าผลีผลาม ดูความเคลื่อนไหวของหุ้น ด้วยสมาธิ เมื่อหุ้นขึ้นจนเป็นบันไดขั้น 3 ขั้น ให้ขายตรงนั้น แล้วรอซื้อกลับ เมื่อหุ้นลงมาเป็น บันไดลงขั้น 1 หรือ 2 หรือ 3 ยิ่งดี

3.อย่าให้หุ้นหลุดมือเป็นอันขาด

4.ถ้าพลาด ก่อนปิดตลาดหรือปิดตลาดแล้ว ให้ซื้อราคาปิด ซึ่งเป็นเทคนิคในการซื้อไม่ให้หุ้นหลุดมือ

การ SHORT AGAINST PORT เป็นการทำกำไรเพราะ ซื้อหุ้นกลับได้ราคาต่ำกว่าที่ขายไป แต่การ CUT LOSS เป็นการตัด ขายขาดทุน เพราะซื้อหุ้นไว้ในราคาสูงกว่าขาย ทั้งสองสถานะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

105. คนเล่นหุ้น     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 12:01 ลบความเห็นนี้

คุณสมบัติคนเล่นหุ้นที่ดี

1.มีจิตเป็นสมาธิ จิตอยู่ในหุ้น
2.ดูตลาดหุ้น อเมริกา ยุโรป เอเชีย
3.ดูกราฟหุ้น อาศัยเทคนิค ดูแนวโน้มวันนี้เป็นอย่างไร
4.ฟังข่าว อ่านข่าว กรองเอง วิเคราะห์เอง อย่าเชื่อข่างลือ นำมาประมวล มั่นใจ
จิตเป็นหนึ่ง ตัดสินใจสั่งซื้อ หรือ ขาย ทันที(ทยอยนะ) อย่าลังเลใจ
5.หลีกเลี่ยงหุ้นปั่น หุ้นเน่า หุ้นมีปัญหาขัดแย้ง

106. เลือกหุ้นซื้อขาย     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 12:28 ลบความเห็นนี้

การเลือกหุ้นระยะกลาง หรือระยะยาว

1.เลือกหุ้นพื้นฐานดีที่มีค่า พีอี ต่ำกว่า 10 ค่าบุ๊ค ระหว่าง 1-2 มี%ปันผลมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร มีการปันผลทุกปี

2.เลือกหุ้นกลุ่ม ธนาคาร ไฟแนนซ์ พลังงาน สื่อสาร ฯลฯ ที่ดีที่สุดอย่างละ 1 ตัว

3.เมื่อหุ้นอยู่ในช่วงขาลง เป็นเหวที่ 3 ให้ทยอยซื้อ( แบ่งเงินเป็น 3 กองใหญ่ ซอยเป็น 9 กองเล็กๆ ) อย่ารีบร้อนอยากได้หุ้น จงเยือกเย็นและมั่นใจ

4.รอทำกำไร เมื่อเป็นช่วงหุ้นขาขึ้น เป็นเขาที่ 3 ให้ทยอยขาย

5.ต้องพึ่งคอมฯดูกราฟ 4 สี 4 เส้น ประกอบการตัดสินใจเมื่อซื้อหรือขาย

6.เมื่อฝึกฝน อ่านกราฟ อ่านเทคนิคให้ขาด แม่นยำ ถูกต้อง ไม่มีอารมณ์กลัว ไม่มีอารมณ์โลภ จะสามารถ ซื้อ ขาย หุ้น ได้ทุกชั่วโมง เล่นสั้น ยาว 10 25 75 200 วัน ได้กำไร โดยขาดทุนน้อยครั้ง(10ครั้ง อาจขาดทุน 2 ครั้ง)

107. มีกำไร     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 12:54 ลบความเห็นนี้

เล่นหุ้นให้มีกำไร

1.รู้จักถือไว้ เมื่อมีสัญญาณหุ้นจะขึ้น ต้องใช้เทคนิคดูกราฟบ่งบอก (ดูกราฟแท่งเทียนสีเขียวเรียงขาขึ้น กราฟเส้นสีขาวเงยหัวขึ้นจะตัดเส้นสีฟ้าขึ้นไป หรือ ถ้าดูเขา ดูเหว ยอดเขาสุดท้าย ต้องสูงกว่าเขาที่ถัดมา กันเหวสุดท้ายต้องสูงกว่ากันเหวที่ถัดมา)

2.รู้จักขายทิ้ง เมื่อมีสัญญาณหุ้นจะลง มีสัญญาณอันตราย ทางเทคนิคกราฟจะบ่งบอก(ดูกราฟแท่งเทียนสีแดงเรียงขาลง กราฟเส้นสีขาว ปักหัวดิ่งลงตัดเส้นสีฟ้า)

3.รู้จักการเอาหุ้นในพอร์ตมาขายแบบ SHORT AGAINST PORT แล้วซื้อกลับ โดยดูกราฟทางเทคนิคจะบ่งบอก(บันไดขึ้น 3 ขั้น ขาย บันไดลง ขั้น 2 -3 ซื้อกลับหรือซื้อเมื่อตลาดปิด)

4.ไม่เล่นเด็ดขาด หุ้นปั่น หุ้นเก็งกำไร หุ้นเน่า

108. หุ้นดีดูไง     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 14:48 ลบความเห็นนี้

เอาบทความของ settrade เกี่ยวกับการเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานที่ดีดูอย่างไร

http://www.settrade.com/brokerpage/IPO/Research/upload/2000000030217/stt140249.pdf

โดยสรุป คือ ต้องดูว่าหุ้นพื้นฐานเหล่านี้มีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่
1. มีผลการดำเนินงานที่มีกำไรอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่บางปีมีกำไร บางปีขาดทุนเป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นว่าทุกปีน่าจะมีปันผลให้กับผุ้ถือหุ้นครับ

2. มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบดูว่า บริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันเป็นอย่างไร ถ้ายอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี แบบนี้ถือว่าดีครับ

3. มีเงินทุนหมุนเวียนในมือที่เพียงพอในการดำเนินงาน หรือชำระหนี้สินระยะสั้น ต้องดูประเภทธุรกิจประกอบด้วย กรณีค้าปลีก ถ้าต่อรองให้ผู้ขายสินค้าให้เครดิตนาน ๆ ได้ถือว่าดี เพราะไม่ต้องใช้เงินทุนตนเองมาก เพราะปกติธุรกิจค้าปลีกจะขายเป็นเงินสดอยู่แล้ว

4. สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ทั้งต้นทุนสินค้าขายและต้นทุนในการดำเนินงาน การบริหารงานต่าง ๆ ถ้ายอดขายสูงอาจยอมให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อยอดขายแล้วควรมีสัดส่วนที่ลดลง

5. มีภาระหนี้สินที่เหมาะสมไม่มากเกินไป ปกติ Debt to Equity D/E Ratio ควรอยู่ประมาณ 1 เท่าไม่เกิน 2 เท่า ไม่งั้นอาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องหนี้สินที่มากเกินไป ทำให้มีภาะค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูง

6. มีกำไรสะสมที่ค่อนข้างสูง และสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ถือหุ้นได้ว่า แม้ภาวะธุรกิจอาจผันผวน แต่บริษัทมีสำรองกำไรสะสมที่สามารถจ่ายปันผลได้ตามนโยบายของบริษัทในแต่ละปี และปกติบริษัทจะจ่ายปันผลได้ต่อเมื่อมีกำไรสะสมเท่านั้น ขาดทุนสะสมยังจ่ายปันผลไม่ได้

7. กำไรต่อยอดขายสูง แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการควบคุมต้นทุนสินค้าขายได้ดี

8. ROA กำไรต่อสินทรัพย์รวม สูง แสดงให้เห็นว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างกำไรได้ดี

9. ROE กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น สูง แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้สูง

10. สุดท้ายตัวนี้หละครับที่สำคัญมาก ๆ ในยุคนี้ เพราะถ้าขาดตัวนี้นะครับ อาจทำให้ผู้ถือหุ้นหมดตัวได้เลยครับคือ เราต้องลงทุนกับบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีเท่านั้น คือบริษัทที่มีการบริหารที่ดี อย่างโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ข้อมูลนั้นสามารถตรวจสอบได้ และบริษัทไม่มีข่าวที่ออกมาในเชิงลบว่ามีการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส หรือการเอาเปรียบผู้ลงทุน การไซฟอนเงิน ความซื้อสัตย์ของผู้บริหาร เป็นต้น

109. ตย.ของจริง     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 15:04 ลบความเห็นนี้

วิธีการชอทหุ้น

การชอทหุ้น มันยากตรงที่ กังวลกับจำนวนเงินที่ขาดทุนเกินไป
ทำให้เสียจังหวะ เสียโอกาสที่จะปรับต้นทุนลงมา
ลองปรับเป็นคิดว่าหุ้นลงมากี่ช่องกี่เสต็ป ดีกว่า
แต่ก่อนจะชอทต้องอย่าลืมหลักสามเขาสามเหวของครูเฒ่านะ
ชอทขายที่เขาสองหรือเขาสาม
ซื้อกลับที่เหวหนึ่งหรือเหวสอง
(ถ้าดูเขาเหวไม่ค่อยเป็น ดูยาก อาจเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ที่หุ้นขึ้นลงก็ได้
ปรกติแล้ว 3-5% มักจะได้ 1 เขาหรือ 1 เหว)

อย่างบางทีเปิดตลาดมา หุ้นมันไหลลง
ถ้าเราชอทขายเป็นไม้แรกๆไม่ทัน
ก็ต้องใจเย็นๆ รอจนหุ้นมันรีบาวด์ ขึ้นมาเป็นเขา ค่อยชอท
ไม่ใช่เขาขายกันจนเป็นเหวที่สามแล้ว เพิ่งตัดสินใจจะชอท
แบบนี้รับรองว่าขายหมู เสียของ ช้ำใจแน่ๆ
( ต้องท่องไว้ในใจเลยว่า หุ้นตกหนักๆ ยังไงก็ต้องรีบาว )

จะยกตัวอย่างการคิดแบบเป็นช่องๆนะ
สมมติตัวเทพีอายละกัน
สมมติว่าติดอยู่ที่ 8.40 บาทหนึ่งหมื่นหุ้น ตอนนี้ราคาลงมาที่ 7.30
ไม่ต้องไปคิดหรอกว่าขาดทุนกี่บาท ปวดหัวใจเปล่าๆ
เอาเป็นว่าถ้าเรามีกะตังเหลืออยู่บ้าง
เราก็มาเก็บซื้อตรง 7.30 ซัก 3000 หุ้น

ทีนี้ ถ้าพรุ่งนี้ หุ้นมันกลับขึ้นไปเป็น 7.5
เท่ากับว่ามันขึ้นมา 4 ช่อง
เราก็มาชอทขาย 3000 หุ้น (ตรงนี้คือกำไร 4 ช่อง)
แล้วยืมยอดที่ 8.4 มา 3000 หุ้น มาชอทด้วย (ตรงนี้คือขาดทุน 18 ช่อง แต่กำไรเมื่อกี๊มา 4 ช่อง เท่ากับว่าขาดทุน 14 ช่อง)
สรุปคือขาดทุนเป็นเงิน 2100 บาท

แล้วตอนเย็นหุ้นไหลกลับไปที่ 7.3 อีก (อาจจะเป็นวันอื่นก็ได้)
เราก็รับหุ้นกลับ 6000 หุ้น
พออีกวัน หุ้นกลับไปที่ 7.5 อีก เท่ากับว่าเราได้มาอีก 4 ช่อง ก็ชอทขาย ทำแบบเดิม ยืมหุ้นข้างบนมา 6000 หุ้นด้วย ตรงช่วงนี้ก็ยังเท่ากับขาดทุน 14 ช่อง
สรุปคือขาดทุนเป็นเงิน 4200 บาท

แล้วหุ้นก็ตกอีก (หุ้นขาลง มันก็ตกอย่างงี้แหละ) สมมติไปที่ 7.3 อีก
เราก็รับกลับ 12000 หุ้น
แล้วหุ้นก็ดันกลับไปใหม่อีก ที่เดิม 7.5 ( อิอิ เอาง่ายๆนะ จะได้ไม่งง)
เราก็ขายหุ้นที่มีหมดเลย เท่ากับได้กำไร 4 ช่อง 12000 หุ้น... ขาดทุน 14 ช่อง 1000 หุ้น
เท่ากับกำไร 2400 บาท ขาดทุน 700 บาท
(ช่องนึงเท่ากับ .05 บาท)

รวมทำการชอท 3 ครั้งขาดทุน 4600 บาท
แล้วยังมีเงินเหลือมารอซื้อหุ้นกลับใหม่ที่ราคาต่ำๆ
แล้วก็จะพลิกกลับเป็นกำไรได้ในที่สุด

แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ราคาหุ้นมาที่7.5 บาท เท่ากับขาดทุน 9000 บาท
แถมซ้ำไม่มีเงินจะซื้อหุ้นตรงต่ำๆด้วย
(แต่อย่าลืมว่าตอนหุ้นลงมา 7.3 เราเจียดเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 3000 หุ้น ซึ่งทำให้ลดการขาดทุนได้เร็วขึ้น)

ที่สำคัญคือต้องระวังไม่ให้หุ้นหลุดมือ
ต้องคอยดูจิตวิทยาโดยรวมของเซทด้วย
วันไหนที่ดูแล้วว่าชอทแล้วอาจจะรับกลับไม่ได้ ก็ถือไว้ก่อน อย่าเสี่ยง
หรือถ้าหุ้นราคาลงมาต่ำมากๆแล้ว ก็อย่าเพิ่งเสี่ยงชอท
อาจจะรอให้มันรีบาวขึ้นมาให้ถึงแนวต้านสำคัญของมันก่อน แล้วค่อยชอทก็ได้

การชอทหุ้นสำคัญที่ต้อง ใจเย็น จิตใจมั่นคง เป็นสมาธิ
ไม่วอกแวก ไม่กลัว ไม่ลน ไม่โลภ
ยากตอนหัดทำใหม่ๆ แต่พอเป็นแล้วจะจับทางได้ง่ายขึ้น ก็ชอทได้คล่องขึ้นเองจ้า

ที่มา http://www.taladhoon.com/




110. ตย.ของจริง     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 15:19 ลบความเห็นนี้

วิธีการเข้าซื้อหุ้น ชอทหุ้น ขายหุ้น
ซึ่งก็คือการหา จังหวะ หาเวลา หาโอกาส
เพราะถ้าเราเข้าผิดจังหวะ เข้าผิดเวลา เราก็ทำโอกาสเราเสียไป

ช่วงหุ้นขาลงแบบนี้ เราต้องท่องไว้ในใจก่อนเลยว่า
เราจะเน้นถือเงินสดมากกว่าตัวหุ้น
เราจะตั้งรอซื้อหุ้นด้วยความใจเย็น (ศิลปะการรอคอย) ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เอา
หุ้นที่ซื้อควรจะเป็นหุ้นที่ยังอยู่ในมหภาคเหวที่ 3อยู่
หรือหุ้นที่กำลังฟอร์มตัวจะเป็นขาขึ้น (แต่เซทกำลังเป็นขาลง)
หรือถ้าใครมีฝีมือ อยากจะลองวิชารอรับซื้อหุ้นตรงมหภาคเหวที่ 1 ก็ได้

คำนวนเงินที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นซะก่อน เช่น มีงบจะซื้อหุ้นตัวนี้ 30000หุ้น
เราก็แบ่งเงินที่จะซื้อเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 10000 หุ้น
ส่วนแรก.... เราจะทยอยเข้ารับหุ้นเป็น 3 ส่วนเหมือนกัน คือส่วนละ 3000, 3000 4000

ทีนี้ดูยังไง จะเข้าซื้อตอนไหน จังหวะไหน
ดูจากกราฟก็ได้ หาแนวรับของมัน คาดการณ์ แนวรับไว้ 3 เสต็ป
เอาง่ายๆก็คิดเป็นเปอเซนต์ก็ได้
ส่วนใหญ่ ลงมาเสต็ปละประมาณ 3-5 % เราก็รับไว้ 3000 หุ้น
พอลงไปอีก 3-5 % ก็รับไว้อีก 3000 หุ้น
ลงไปอีก 3-5% เก๊าะอีก 4000 หุ้น
คงมีคนอยากรู้ว่า ทำไมไม่รอจน 10%แล้วค่อยซื้อทีเดียว
ความจริงจะรอแบบนั้นก็ได้ถ้ารอไหว
แต่ส่วนใหญ่แล้ว พอหุ้นลงมา 3-5% จะมีการรีบาวด์ ขึ้นทีนึง
ถ้าเรารับหุ้นไว้ ก็จะได้ประโยชน์ในการทำชอทหุ้น ได้ส่วนต่าง ได้กำไรนิดๆหน่อยๆ


111. ตย.ของจริง     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 15:40 ลบความเห็นนี้

ทีนี้พอหุ้นลงมาจนครบ 3 เสต็ปแล้ว
นั่นคือหุ้นจะลงมาแล้วประมาณ 10 %
ตรงนี้เราจะใช้เงินส่วนที่ 1 ซื้อจนครบแล้ว
เงินส่วนที่ 2 อีก 10000 หุ้นก็จะเข้าตรงนี้แหละ ตรง 10% นี่แหละ
(หรือถ้าดูจากกราฟ ตรงนี้จะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง )
เพราะตรงนี้หุ้นมันลงมามาก ยังไงก็ต้องรีบาว ทำกำไรให้เราได้แน่ๆ
พอหุ้นรีบาวขึ้นไป เราเก๊าะขายหุ้นทำกำไร หรือทำชอทเป็นเสต็ปๆไป

แต่อย่าลืมว่า หุ้นขาลง ให้กล้าๆชอทหุ้นเต็มจำนวน ไม่ต้องกลัวหุ้นหลุดมือ
แล้วเวลาซื้อหุ้นกลับ ก็จะซื้อตามจำนวนเดิม ไม่เพิ่มปริมาณหุ้น

หุ้นขาลง...เราจะใช้เงินแค่สองส่วนนั่นแหละ เอามาทำชอท เอามาทำกำไรไปเรื่อยๆ
(บางทีเงินส่วนที่สองก็อาจจะไม่ได้ใช้ก็ได้
ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดี )
ไม่เพิ่มปริมาณหุ้น ไม่เพิ่มจำนวนเงินไปจากนี้
ท่องไว้ตลอดเวลาว่าเน้นถือเงินมากกว่าหุ้น
มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ชอทเต็มจำนวน ขายทำกำไรเต็มจำนวน
แล้วก็เริ่มเข้าซื้อหุ้นใหม่แบบเดิมอีก เป็นวงจรเหมือนเดิม
นอกจากจะมีแพนิค หรือหุ้นตกลงไป 30 % ที่เราจะเริ่มเอาเงินส่วนที่ 3 มาใช้

จนกระทั่งเซทลงมาเป็นมหภาคเหวที่ 3
เราเก๊าะจะอัดซื้อหุ้นเต็มพอร์ท เต็มเหนี่ยว
(แต่เงินส่วนที่ 3 จะยังคงเก็บไว้เวลาแพนิคจริงๆ)

พอหุ้นกลับเป็นขาขึ้น..ทีนี้เราก็ท่องใหม่ว่า เน้นถือหุ้นมากกว่าถือเงิน

ชอทหุ้นก็ชอททีละน้อย ต้องระวังหุ้นหลุดมือ
เวลารับหุ้นกลับ ก็จะทยอยรับเพิ่มจำนวนหุ้นไปเรื่อยๆ
(แอบดึงเอาเงินส่วนที่ 3 มาใช้ได้บ้าง)

แต่อย่าลืมว่าเราได้รับหุ้นไว้เป็นฐานโตที่มหภาคเหวที่ 3 ไว้แล้ว
นั่นคือเรามีต้นทุนหุ้นต่ำอยู่แล้ว การชอทหุ้นโดยทยอยเพิ่มจำนวนหุ้น
จะไม่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น (ตรงนี้ต้องคำนวนให้ทันว่าเมื่อเพิ่มจำนวนหุ้นไปด้วยแล้ว
จะไม่ทำให้ต้นทุนสูงกว่าราคาตลาดตอนนั้น)
หรือพูดง่ายๆคือ เพิ่มจำนวนหุ้นเป็นรูปเจดีย์หงาย ฐานโตกว่ายอด

จนกระทั่งเซททำมหภาคเขาที่ 3
เราเก๊าะขายล้างพอร์ทเหมือนเดิม

ที่มา http://www.taladhoon.com/

112. สรุป     [113.53.205.161]     23 May 2010 - 15:46 ลบความเห็นนี้

จะเห็นว่าหุ้นขาขึ้นกับขาลงมันจะทำตรงข้ามกัน

เวลาขึ้น...เน้นถือหุ้นมากกว่าเงิน
เวลาลง...เน้นถือเงินมากกว่าหุ้น

เวลาขึ้น...รอจนขึ้นมาสองวันค่อยเริ่มทำชอท
เวลาลง...ทำชอทได้ทุกวัน

เวลาขึ้น...ต้องระวังหุ้นหลุดมือ
เวลาลง....ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เอา ไม่กลัวหุ้นหลุดมือ

เวลาขึ้น..วางขายเสต็ปละ 3-5% (ใจเย็นก็รอขาย 10%ไปเลย)
เวลาลง..ทยอยซื้อเสต็ปละ 3-5% เหมือนกัน(ใจเย็นก็รอซื้อตอนลงมา 10%)

เวลาขึ้น...ชอทหุ้นทีละน้อย รับหุ้นกลับเพิ่มจำนวนขึ้น
เวลาลง...ชอทหุ้นเต็มจำนวน รับหุ้นกลับไม่เพิ่มจำนวน

เวลาขึ้น...ชอทหุ้นข้ามเสต็ป วางห่างๆกัน
เวลาลง...ชอทหุ้นเสต็ปแคบๆ บางทีแค่เสต็ปเดียวก็เอา

เวลาขึ้น...ขายหมดพอร์ทที่มหภาคเขาที่ 3
เวลาลง...ซื้อเต็มเหนี่ยวที่มหภาคเหวที่ 3


113. ขอบคุณล่วงหน้า     [124.120.130.55]     23 May 2010 - 22:22 ลบความเห็นนี้

ผมเกิด 13/02/09 วันอาทิตย์เวลา05.30โดยประมาณ ที่กรุงเทพ รบกวนผู้รู้ดูดวงให้หน่อยครับว่า เหมาะจะเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรมั๊ยครับ

114. ฟื้นจากหุ้น 1     [118.172.142.0]     24 May 2010 - 13:58 ลบความเห็นนี้

ประว้ติ คนเล่นหุ้นที่เจ๊งแล้วฟื้นมาได้

นักเล่นหุ้นรุ่นเก่าคนหนึ่งนะครับ ซึ่งผมยกย่องว่าเป็นเซียนหุ้นคนหนึ่งในปัจจุบัน ผมได้เก็บ Soft File ประวัติการเล่นหุ้นของเขาในอดีตก่อนที่เขาจะฟื้นตัวนะครับลองอ่านดูแล้วจะเข้าใจที่ คุณครูเฒ่าได้สอนแมงเม่า น้องใหม่ตลอดว่า ทำไม ทำไม และ ทำไม ต้องเลือกเล่นหุ้นแต่หุ้นพื้นฐานที่ดีเท่านั้น

เรื่องที่ผมจะเล่าไม่มีตัวเลขที่แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องเวลา
พิมพ์จากความทรงจำล้วนๆ
ถือว่าเอาไว้อ่านเล่นฆ่าเวลาดูหุ้นก็แล้วกัน
ไม่สามารถเป็นบทเรียนอะไรหรอก
ก็แค่มนุษย์หุ้นคนหนึ่งที่เคยร่วมชะตากรรม
ครั้งแรกสุดกับผู้คนอีกนับพัน
ส่วนของคุณสุเกียงร่วมชะตากรรมกับผู้คนหลายหมื่นในครั้งล่าสุด
พันคนสมัยเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ถือว่าเยอะมากแล้ว
ถ้าไม่หมดตัวจากครั้งนั้น
ป่านนี้ผมก็คงไม่สามารถจะยืนอยู่ในตลาดหุ้นมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งสำคัญที่เราต้องทำให้ได้คือ
การรู้จักสรุปบทเรียนแล้วแก้ไขความผิดพลาดให้ได้บ้าง
แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

1. เพราะใบหุ้นใบเดียวแท้ๆ

ในสมัยนั้น การเข้าสู่ตลาดหุ้นของคนเล่นหุ้นแต่ละคน
มักจะมีสาเหตุแตกต่างกันไป
ผิดกับปัจจุบัน ที่นายบ่อน เอ๊ยตลาดหลักทรัพย์
ออกมาชวนคนเล่นหุ้นโดยตรง
จัดงานชวนแมลงเม่าทีไร แมลงเม่าวอดวายทุกที ฮาๆๆๆ

ผมเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับหุ้นเป็นครั้งแรก
น่าจะเป็นต้นปีพ.ศ.2520
ส่วนของคุณหมอผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมคุ้นเคยกันอยู่พักหนึ่ง
ในห้องค้าหลักทรัพย์ของบริษัทเงินทุนแถวสวนมะลิ
(ทุกวันนี้ยังจำชื่อของคุณหมอได้แม่นยำ
แม้ไม่เคยเจอหน้าค่าตามายี่สิบกว่าปีแล้ว)
เธอเข้ามายังห้องค้าเพราะพี่ชายที่เป็นวิศวกรไม่มีเวลาดูแล
เลยให้น้องสาวซึ่งเป็นหมอประจำศูนย์สาธารณสุข
ซึ่งมีเวลาว่างมากกว่า มาดูหุ้นแทน
แน่นอนหุ้นอันดับหนึ่งในพอร์ตของพี่ชายและพอร์ตของเธอ
ในเวลาต่อมาคือ ราชาเงินทุน
รองลงมาคือมาบุญครองอบพืชและไซโล
สองหุ้นยอดฮิตที่นำความหายนะมาสู่คนเล่นหุ้นมากที่สุด
สำหรับผม พี่สาวทำงานแบงค์
ส่วนผมช่วยพ่อค้าขายที่บ้าน เลยมีเวลาว่างมากกว่าพี่สาว
มีอยู่วัน พี่สาวฝากให้ช่วยไปรับใบหุ้น ctw จากโบรกเกอร์
เพราะฝากโบรกเกอร์โอนหุ้นให้
เราโผล่เข้าไปที่ห้องค้าครั้งแรก
เอ๊ะคนคึกคักดีเขามานั่งดูอะไรกันหว่า
ในที่สุดก็รู้ว่าเขามาซื้อขายหุ้นกัน
ไปทำธุระจ่ายเช็ครับใบหุ้นแทนพี่สาวอยู่หลายรอบชักติดใจ
สาวๆสวยๆในห้องค้าเพียบเลย ฮาๆๆๆ


115. ฟื้นจากหุ้น 2     [118.172.142.0]     24 May 2010 - 14:00 ลบความเห็นนี้

2. เอ๊ะ ทำไมมันง่ายอย่างนี้
ประโยคอมตะฟังดูคุ้นๆหูนะ จะมีใครพูดซะอีกเล่า
ถ้าไม่ใช่เราๆท่านๆทั้งหลาย
ที่บังเอิญโผล่เข้าไปในตลาดหุ้นช่วงขาขึ้นพอดีนะซิ
ซื้อตัวไหนกำไรตัวนั้น มันก็ง่ายซิ ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย
โอ้โฮ เรานี่เยี่ยม จับตัวไหน เป็นเงินเป็นทองไปหมด
พี่สาวซื้อจรุงไทยมา 118 ขายได้ 180 (ไม่แน่ใจ )
ชักติดใจ ลองซื้อตัวอื่นดูบ้าง คราวนี้ให้ผมช่วยตัดสินใจซื้อ
อ้าว ซื้อรามาเทาเวอร์กำไร
จับปูนใหญ่scc ปูนกลางsccc ปูนเล็กjcc ฯลฯ ก็กำไร
จากนานๆไปห้องค้าที
ก็เลยกลายเป็นไปทุกวันทำการ จนพ่อเริ่มบ่นผ่านแม่
(พ่อไม่ค่อยพูดจาอะไรกับผมแบบสนิทสนม ขนาดตอนแต่งงานยังไม่เคยถามผมเลยว่าเจ้าสาวเป็นใคร)
ไอ้เราต้องอธิบายให้แม่ฟังซะยาวว่า กำไรเนื้อๆ ดีกว่าค้าขายมาก
ในที่สุดพี่สาวก็เซ็นมอบอำนาจให้เป็นผู้ซื้อขายแทนโดยปริยาย
กำไรก็แบ่งๆกัน ส่วนขาดทุนก็ ก็ ก็ ก็
เอานะ ยังไม่ขายไม่ขาดทุน ฮาๆๆๆ
ยิ่งกำไรก็ยิ่งฮึกเหิม
ซื้อๆขายๆด้วยเงินสดหลักแสนของพี่สาว
ไม่สะใจโก๋(ตอนนั้น)ซะแล้ว
บังเอิญถึงคราวจะต้องเอาชีวิตไปฝากไว้กับตลาดหุ้น
เลยเสนอไอเดียสุดเจ๊ง เอ๊ยสุดเจ๋ง
เอาตั๋วสัญญาใช้เงิน
ที่พ่อฝากเงินไว้กับทางบริษัทมาค้ำประกันเงินกู้ซื้อขายหุ้น
ความโลภมันทำให้คนตาบอด เป็นอมตะวาจาจริงๆ
พี่สาวพลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย พูดจาหว่านล้อมท่าไหนไม่รู้
ทั้งๆที่พ่อเป็นคนที่ระมัดระวังในเรื่องเงินๆทองๆมาก
กลับยอมเซ็นสลักหลังตั๋ว ให้นำไปค้ำประกันเงินกู้เล่นหุ้น
เงินค้ำประกัน 30 บาท จะซื้อหุ้นได้ 100 บาท
ดังนั้นตั๋วเงินฝาก 450000 บาทจึงซื้อหุ้นได้ 1500000 บาท
ในที่สุด แมลงเม่า เอ๊ยพยัคฆ์ก็ติดปีกบิน


116. ฟื้นจากหุ้น 3     [118.172.142.0]     24 May 2010 - 14:05 ลบความเห็นนี้

3. อนาล็อกและอนาธิปไตยในห้องค้า

อนาล็อกก็เจ้าโทรศัพท์แบบหมุนๆที่ใช้กันอยู่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
มันหมุนพาทุกคำสั่งแห่งความโลภไปสู่ห้องค้าใหญ่
ในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งยังใช้วิธีขึ้นกระดานด้วยมือเขียน
ช่วงบูมสุดขีดครั้งแรกในปี 2521 หรือ 2522 จำไม่ได้
หุ้นทุกตัวขึ้น
เพราะแรงปั่นของรายใหญ่บวกกับข่าวลือล้วนๆ อย่างแท้จริง
เท็คนิคหรือพื้นฐาน ไม่มีใครรุ้จักหรอกว่าหน้าตาเป็นไง
บริษัทต่างๆแจ้งฐานะการเงินสั้นๆเพียงปีละครั้ง
ใครอยากได้อย่างยาวก็ต้องรออ่านรายงานประจำปี
แม้ถึงทุกวันนี้ ต่อให้มีวิชาเท็คนิคหรือพื้นฐาน
หุ้นก็ยังคงขึ้นเพราะข่าวลือและแรงปั่นของรายใหญ่อยู่ดี
ในตอนนั้น ใครที่นั่งในห้องค้าหลักทรัพย์
ถ้าไม่มีหุ้นราชาเงินทุน กับมาบุญครองอบพืชและไซโล
ถือว่าเชยระเบิด
ซึ่งหนึ่งในผู้คนที่เชยระเบิดก็คือผม
มันเป็นนิสัยดั้งเดิมจริงๆ ที่ไม่ชอบซื้อหุ้นตามใคร
และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
ไม่ขาดทุนถึงขั้นล่มจมติดหนี้ติดสินใคร นอกจากหนี้ชีวิตพ่อ
เกือบทุกคนในห้องค้า
จะต้องเล่นหุ้นราชาเงินทุน และมาบุญครองอบพืชและไซโล
สำหรับมาบุญครองฯ อาจารย์จากจุฬาและเพื่อน
ๆจะทุ่มเล่นมากเป็นพิเศษ
เพราะมีการปั่นหุ้น
จากข่าวการจะได้สิทธิสร้างคอมเพล็กซ์ตรงสี่แยกปทุมวัน
ในปัจจุบันก็คือศูนย์การค้ามาบุญครอง
ซึ่งตกเป็นของคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุยในที่สุด
คุณหมอสาวที่ผมกล่าวถึงในตอนต้น
ก็เป็นผู้หนึ่งซี่งเล่นราชาเงินทุนให้พี่ชายและตัวเอง
จากคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเงินๆทองๆ
เธอก็ต้องเจียดเวลาตอนพักกลางวัน
มาคอยนั่งจ้องดูตัวเลขที่เทรดเดอร์ลบ
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ช่องซ้ายที ช่องขวาที
ในห้องค้าที่ผมนั่งเล่นอยู่มีหุ้นอีกตัวหนึ่งซึ่งคนชอบเล่น
คือเอเซียไฟไหม้ รายใหญ่ในห้องค้า
ซึ่งตัวจริงก็สูงใหญ่ มีพ่อตาอยู่ในบริษัท
พี่แกคุยว่าของจริง ของจริง จริงไม่จริงก็ไม่รู้
เจออีกทีหลังราชาเงินทุนล่มสลาย
รู้สึกว่าน้ำหนักตัวของแกจะลดไปตั้งเกือบครึ่ง
เกมล่าส่วนเกินทุนดำเนินไปอย่างเมามัน
ห้องค้ากลายเป็นสนามม้า
มีคนคอยโห่ร้องเชียร์หุ้นตามตัวเลขที่เปลี่ยนไปบนกระดาน
มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณหมอไม่ว่างมาห้องค้า
จะเขียนออเดอร์พร้อมลายเซ็น ฝากไว้ล่วงหน้าให้ผมช่วยจัดการในวันรุ่งขึ้น
แน่นอนมันคือหุ้นราชาเงินทุน ซึ่งเป็นหุ้นตัวเดียวที่ผมไม่เคยเล่นเลย
เพราะสามัญสำนึกมันบอกว่า บริษัทเงินทุนที่มีเพียงโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ตัว
จะมีราคาแพงกว่าปูนซีเมนต์ไทยได้อย่างไร
จากที่โบรกเกอร์เคยเคร่งครัดไม่ปล่อยเกินวงเงินกู้
ก็กลายเป็นปล่อยได้ตามความเห็นชอบของผู้จัดการห้องค้า
คนนั้นเพื่อนมหาวิทยาลัย คนนี้เพื่อนแม่ยาย
เอาไปเลยสิบเท่าของวงเงินค้ำประกัน
ระบบเรียกเงินค้ำประกันเพิ่ม
เมื่อราคาหุ้นตกก็ไม่มีการบังคับใช้
ทุกคน แม้แต่โบรกเกอร์ก็คิดว่าเดี๋ยวหุ้นมันจะตีกลับมาเอง
เกมล่าส่วนเกินทุน
ถูกปั่นขึ้นไปจนถึงจุดสุงสุด
เมื่อไม่มีเงินใหม่ๆเข้ามาอีกแล้ว
ช่วงนั้นไม่มีกองทุนต่างชาติในตลาดหุ้นแม้แต่กองเดียว
วาระแห่งการหาคนขาดทุนก็มาถึงอย่างช่วยไม่ได้
ชนวนแห่งความแตกตื่นเทขายมาจากข่าว
บริษัทราชาเงินทุนจ่ายเช็คเด้งให้ธนาคารกรุงเทพ
พวกมืออาชีพเริ่มพากันเทขายหนีตาย
ส่วนพวกที่ไม่กล้าขายขาดทุนก็กัดฟันถือต่อ
พร้อมกับพยายามหาข่าวดีๆมาสนับสนุนผลประโยชน์ส่วนตัวให้ได้
ซึ่งในที่สุดก็คือไม่มีข่าวดีใดๆเลย
ราชาเงินทุนล้มลงในที่สุดเพราะเกมเงินต่อเงินหมุนต่อไปไม่ไหว
ส่วนมาบุญครองถึงจะได้สร้างคอมเพล็กซ์ตรงสี่แยกปทุมวัน
ก็ไม่ได้ทำให้ฐานะบริษัทดีขึ้นแต่อย่างไร
และโดนถอดออกจากตลาดในที่สุด

117. ฟื้นจากหุ้น 4     [118.172.142.0]     24 May 2010 - 14:08 ลบความเห็นนี้

4. ทำบาปทางใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
จะมีใครในโลกนี้จะยอมเสียสละให้เราในยามวิกฤต
มากไปกว่าพ่อและแม่
ในตอนนั้น เมื่อเกมล่าส่วนเกินทุนเริ่มต่อไม่ติดแล้ว
ไม่มีเงินกำไรจากการเล่นหุ้นอีกต่อไป
แต่ทุกๆเดือน
ยังมีดอกเบี้ยเงินกู้ต้องจ่ายอีกประมาณหมื่นหกหมื่นเจ็ด
สิ่งที่ผมทำก็คือการกวาดขยะไว้ใต้พรม
ขายหุ้นในส่วนที่ซื้อด้วยเงินสดทิ้ง
เพื่อนำเงินมาชำระดอกเบี้ยเงินกู้รายเดือนไปเรื่อยๆ
ทำอยู่ได้ประมาณเกือบปี กำลังจนตรอก
หุ้นเงินสดเริ่มจะหมดลง
เหมือนสวรรค์มาโปรด

ทางการยื่นมือเข้ามาช่วย โดยการตั้งกองทุนพัฒนาตลาดทุน
จำได้ว่ามีธนาคารกรุงไทยเป็นเสาหลัก
พร้อมการลงขันของธนาคารทุกแห่ง
ใช้วงเงิน 1700 ล้านบาท? รับซื้อหุ้นจากรายย่อยในบัญชีมาร์จิ้น
คนที่ขายมีสิทธิ์จะซื้อคืนหรือไม่ก็ได้ภายในกำหนดสามปี
นับตั้งแต่วันที่ปิดรับซื้อ

ทางออกสำหรับผมและคนจำนวนมากได้มาถึงแล้ว
หุ้นในพอร์ตมาร์จิ้นซึ่งไม่มีหุ้นราชาเงินทุนและมาบุญครองฯอยู่
ถ้าขายให้กับกองทุนฯจะขาดทุนประมาณ 30 % กว่าๆ
เท่ากับจำนวนตั๋วเงินฝากที่ค้ำประกันเงินกู้ บวกกับดอกเบี้ยรับพอดี
ปัญหาสำคัญคือจะบอกกับพ่อ ซึ่งไม่เคยรู้ความจริงมาก่อนอย่างไรดี

พ่อผู้ซึ่งไม่เคยกินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน
น้ำอย่างเดียวที่กินมาตลอดชีวิตคือน้ำเปล่าอุ่นๆ
ใช้เงินส่วนตัวไม่เกินเดือนละร้อยสองร้อยบาท
และตั้งแต่เกิดมาจนทุกวันนี้
ผมยังไม่เคยเห็นพ่อนอนค้างนอกบ้านโดยไม่มีแม่ไปด้วย
พูดแล้วเหลือเชื่อ แต่มันเป็นเรื่องจริงที่สุด

คนที่ใช้เงินส่วนตัวเดือนละร้อยสองร้อยบาท
เก็บออมเงินทุกบาททุกสตางค์ด้วยน้ำพักน้ำแรง
กำลังจะโดนลูกชายเพียงคนเดียว
เอาเงินจำนวนที่พ่อสามารถใช้ส่วนตัวไปได้นาน
มากกว่าตลอดชีวิตไปถลุง
คุณสุเกียงว่าเป็นการทำบาปทางใจครั้งใหญ่ที่สุดหรือไม่
สำหรับการทำบาปทางด้านวัตถุคงไม่เท่าไร
เพราะพ่อมีเงินเก็บมากกว่านั้นเป็นสิบๆเท่า
ผมไม่กล้าบอกความจริง ต้องวานพี่สาวค่อยๆพูด
พูดเปรยๆวันละนิด วันละนิด จนยอมบอกความจริงทั้งหมดในที่สุด
พ่อเริ่มซึมไปพักใหญ่
หาทางออกด้วยกันไปเที่ยวดูหนังจีนแถบเยาวราชเป็นครั้งคราว
กลับมาทีก็บอกแม่ทีว่าปลงได้แล้ว ปลงได้แล้ว
จนบัดนี้ล่วงเลยมายี่สิบกว่าปี
พ่อก็ยังไม่เคยต่อว่าผมต่อหน้าแม้แต่ครั้งเดียว !!!!!!
ได้แต่บ่นเสียดายเงินกับแม่เป็นครั้งคราว
ในที่สุด พ่อก็ถือว่ายกเงินก้อนนั้นให้ผมไปลงทุนเล่นหุ้น

พ่อบางคน
ตลอดชีวิตอาจจะไม่เคยเอ่ยปากบอกรักลูก
เหมือนกับพ่อผม ไม่เคยทำตัวใกล้ชิด พูดคุยกับลูก
จะเป็นเพราะ
เป็นคนปากหนัก เป็นนิสัยส่วนตัว หรือเอาแต่ค้าขาย
ผมไม่เคยรู้ความจริง และก็ไม่ได้เอ่ยปากถามพ่อมาจนทุกวันนี้
ความรักออกแบบไม่ได้จริงๆ
ในบางครั้ง มีแต่การกระทำในยามเราตกอับเท่านั้น
ที่บ่งบอกได้ว่า พ่อรักลูกมากแค่ไหน
ถ้าเป็นเวลาปกติ ดูไม่ออกเลยว่าพ่อรักเราหรือเปล่า

จากเงื่อนไขที่ทางกองทุนฯกำหนดให้
“มีสิทธืซื้อคืนหรือไม่ก็ได้ภายในเวลาสามปี”
เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมกลับมายืนในตลาดหุ้นได้อีกครั้ง
เพราะก่อนครบสามปีหุ้นบางตัว
ราคาตลาดสูงกว่าราคาขายให้กองทุน
เช่นจรุงไทย ปูนซีเมนต์นครหลวง
น่าเสียดายปูนซีเมนต์ไทยไม่ได้ขึ้นมาให้ขายภายในสามปี
เงินที่ขายได้กำไรส่วนนี้ค่อยๆนำมาลงทุนเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ
และทำให้ผมสามารถยืนอยู่ในตลาดหุ้นได้ทุกยุคทุกสมัย
นับจากเจ๊งหุ้นครั้งใหญ่ครั้งนั้นเป็นต้นมา

แก้ไขเมื่อ 02 มิ.ย. 46 11:53:11
จากคุณ : คลาย เครียด - [ 30 พ.ค. 46 14:52:35 ]

118. pikull8@gmail.com     [203.113.0.207]     24 May 2010 - 15:07 ลบความเห็นนี้

สนใจค่ะ ต้องมีทุนเท่าไหร่คะ อย่างน้อย

119. ถึงpikull8     [118.172.142.0]     24 May 2010 - 15:47 ลบความเห็นนี้

pikull8@gmail.com

ควรคุยกับครูเฒ่าก่อน ไปที่นี่

http://www.taladhoon.com/

คลิกที่ "Board"

คลิกที่ "ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข"

คลิกที่ "สนทนาเรื่องหุ้น"

คลิกที่"เล่นหุ้นให้รวยทำอย่างไร" เริ่มโดยครูเฒ่าเกาะช้าง

จากหน้าที่1-ปัจจุบัน 399

120. pikull8@gmail.com     [203.113.0.207]     24 May 2010 - 16:30 ลบความเห็นนี้

เล่นหุ้นกับเล่นทอง ต่างกันอย่างไร กำลังเล่นทองอยู่ แต่บางครั้งมันนานหลายเดือนต้องตาไวๆ ตามข่าวทุกวัน ซื้อทีละ 5-10 บาท

121. คำแนะนำ     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 14:06 ลบความเห็นนี้

คำแนะนำจากครูเฒ่า

นักเล่นหุ้นทุกคนย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ทั้งนี้แล้วแต่ความรู้ของแต่ละคนมีมาอย่างไร พร้อมที่จะนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะนำความคิดรวบยอดของตนนำไปทำให้เกิดมรรคเกิดผลเป็นผลสำร็จดังปรารถนา นั่นคือสุดยอด

บางครั้งในกิจการใหญ่ๆจำเป็นต้องมีการสัมมนาพบปะกันในกลุ่มนั้นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ของแต่ละคน นำมาระดมเป็นข้อมูลสู่การปฏิบัติ ให้บรรลุผลสำเร็จ
การเล่นหุ้นก็เช่นกัน ขอให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆจงอย่าได้เชื่อครูเฒ่าฯ ไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือเล่นหุ้นให้รวยทำอย่างไร? ของครูเฒ่าฯมาอ่าน
แต่ขอให้ศึกษาจากผู้เขียนอื่นๆก่อน ฟัง เรียนรู้จากคนอื่นที่ยังมีอีกมาก ท่านเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถซึ่งท่านเก็บตัวอยู่เงียบๆ

นำความรู้ความคิดความเห็นที่มีแตกต่างกันออกไปหลากหลาย นำมาประมวลความรู้เป็นของตน เฉกเช่นขบวนการศึกษาทั่วๆไปในทุกระดับทุกวิชาชีพที่จะให้การศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งแล้วแต่ลูกศิษย์จะนำไปใช้ในชีวิตจริงเป็นผลสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ย่อมขึ้นกับความรู้ความสามารถความชำนาญและความคิดรวบยอดแต่ละคนเป็นประการสำคัญ



122. ประสบการณ์     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 14:19 ลบความเห็นนี้

นี่คือหลักวิชาในการเล่นหุ้น จากผู้มีประสบการณ์ ที่ให้คำแนะนำ

ผมลองทำแบบจำลอง Scenerio ว่าเมื่อราคาตกลงมาทุก 10% เราต้องสร้างผลตอบแทนมาชดเชยตอนขาขึ้นกี่ % ซึ่งสะท้อนในเรื่องที่ตอนขาลงยิ่งต้องบริหารความเสี่ยงป้องกันความเสี่ยหายอย่างมากครับ ตัว Model นี้นะครับ
ช่องแรกเป็นราคาที่ลดลงทุก 10 บาท ช่องที่ 2 คือมูลค่าหุ้นที่คงเหลืออยู่ ช่องสุดท้ายคือ % ที่จะกลับมาเท่าทุนเดิม


10.00 90 11.11%
20.00 80 25.00%
30.00 70 42.86%
40.00 60 66.67%
50.00 50 100.00%
60.00 40 150.00%
70.00 30 233.33%
80.00 20 400.00%
90.00 10 900.00%
100.00 0 #DIV/0!

จาก Model นี้จะเห็นได้ชัดเจนคือ ยิ่งปล่อยให้หุ้นตกนาน โอกาสที่เราจะคืนทุนยากขึ้นเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาทีเดียวครับ ดูนะครับ ถ้าราคาตกลง 10% เวลาขาขึ้นต้องชดเชย 11.11% ราคาตกลงมา 30% ขาขึ้นต้องชดเชย 42.86% และถ้าราคาตกลงมา90% กว่าจะคืนทุนได้ต้องทำให้หุ้นขึ้นไป 900% ทีเดียวครับ

อันนี้หละที่เป็นเหตุผลของคนติดดอย และทำให้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายย่อยกว่า 70% ขึ้นไปขาดทุนหุ้น 20% เสมอตัว และ 10% มีกำไร ดังนั้นเวลาหุ้นลงอย่าไปหวังว่ามันจะขึ้นทันใจ ให้มองความเสี่ยงขาลงให้ดี และหยุดหรือ Stop Loss ก่อนที่จะสายเกินไป

โดยสรุป ขาขึ้น เราต้องบริหารความเสี่ยงในเรื่องการ Lock ผลตอบแทน อย่าโลภมาก และอย่าทำให้กำไรกลับมาขาดทุน
เวลาขาลง ต้องบริหารเงินต้น อย่าให้ Loss สูงเกินกว่าที่เราจะรับได้

ช่วงขาขึ้นและขาลง เวลาเราบริหารความเสี่ยง ต้องทำให้ต้นทุนของเราใกล้เคียงหรือยิ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดให้มากที่สุดยิ่งดี ขึ้นกับฝีมือแล้วครับในตอนซื้อและขายหุ้น

บางช่วงตลาดปรับตัวเป็นขาขึ้น อาจใช้ Leverage คือเพิ่มปริมาณเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้

แต่เวลาขาลงซึ่งเสี่ยงมาก ให้ถือเงินสดเป็นส่วนใหญ่ Leverage ให้น้อย นึกคำพูดนี้ดี ๆ คือ มีของถูกแล้ว อาจมีของถูกยิ่งกว่า มีเหว 1 แล้ว อาจมีเหว 2 มีเหว 2 แล้ว อาจมี เหว 3 และอาจมี เหว 4 เหมือน Bdi Index นะครับ

ผมต้องรีบออกความเห็นนี้ เพราะเจอประสบการณ์ตอนลดค่าเงินบาท สึนามิ ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าตลาดน่าจะดีขึ้น สุดท้ายเป็นไปตามตารางที่พูดถึง กว่าจะแก้ไข Portfolio จนมีกำไรเหนือ Set แทบตาย และมีโอกาสศึกษาหาความรู้เคล็ดลับนี้จากผู้รู้และหนังสือต่าง ๆ ทั้งไทยและอังกฤษ จึงนำมาสรุปตรงนี้

ความเห็นคุณแมงน้อยที่พูดถึงการบริหารความเสี่ยงโดยดูตลาดเป็นขาขึ้น Side Way และ ตอนหุ้นตก ดีมาก ๆ ครับ ผมจะนำไปปรับแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนให้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณคุณขนด้วยที่ทำให้ผมต้องไปขบคิด Model มาตอบให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ ผมต้องขอบคุณคุณครูเฒ่าที่ช่วยจุดประกายและให้กำลังใจผมอย่างมาก และอยากได้อมยิ้มเหมือนคนอื่น ๆ บ้าง ไม่ทราบว่าครูเฒ่าจะให้อมยิ้มผมหรือไม่นะครับ แหะ แหะ และขอให้ภรรยาคุณครูมีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังกายและกำลังใจที่เข้มแข็งในการสร้างบุญและบารมีให้เต็มที่ และเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากให้กับคุณครูตลอดไปด้วยนะครับ ใกล้วันมาฆบูชากันแล้ว ชาวหุ้นโปรดเข้าวัด ทำทาน ถือศีล และภาวนากันบ้างนะครับ จะทำให้จิตใจเราดีขึ้นครับ



123. horakaka     [58.8.17.188]     25 May 2010 - 14:50 ลบความเห็นนี้

สนใจด้วยคนครับ
horakaka@gmail.com

124. เลือกหุ้นดี     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 14:50 ลบความเห็นนี้

การเลือกซื้อหุ้นภาคปฏิบัติ ของศิษย์ครูเฒ่า

เบิ้ม ขออธิบายความเข้าใจเรื่อง P/ E เบิ้มจะเลือกซื้อหุ้นที่ พีอี ต่ำกว่า 8 ยิ่งตัวเลขต่ำๆน้อยๆ เป็น 7 , 6 , 5 , 4 ,3 2 เบิ้มยิ่งชอบมาก ลงทุนยาวเลย แป๊บเดียวคุ้มทุนแล้ว
เพราะนั่นคือการลงทุนแล้วได้ทุนคืนเร็วตามตัวเลขนับเป็นปี เช่นพีอี 8 เบิ้มซื้อแล้วหมายถึงว่า 8 ปี ก็คุ้มทุน ถ้าพีอี 2 ก็แค่ 2 ปีเอง
ตอนนี้ พีอีตลาดหุ้นของไทย 9 เกือบ 10 ไปได้อีกถึง 11 , 12 ก็ตึงแล้ว นั่นคือกำไรน้อยลง ไม่มีใครต่อซื้อยอดหุ้นก็ต้องลง ที่พีอีสูงๆเขาปั่นไปออกของครับผม
เบิ้มนิยมซื้อหุ้นให้ถูกที่สุด ขายให้แพงที่สุด เบิ้มก็ทำสมาธิหายใจยาวๆๆ กลั้นไว้ หายใจออกยาวๆๆๆ กลั้นไว้ ตัดความโลภ
แล้วเบิ้มก็บริหารเงินแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างคุณแมงน้อยกล่าวไว้แล้วตามหลักของท่านครูเฒ่าฯ
จากนั้นก็หาหุ้นที่พื้นฐานดี พีอีตัวเลขต่ำๆน้อยๆ ผลประกอบการกำไรดีมีปันผล ค่า P/BV ตัวเลขน้อยๆต่ำๆ ไม่ควรเกิน 2 ยิ่งต่ำกว่า 1 เบิ้ม ชอบมาก (หมายถึงค่าบุ๊คหารด้วยค่าหุ้นในตลาดตอนนั้นๆ) เพราะนั่นคือเราซื้อของได้ถูกกว่าเจ้าของบริษัทซะอีก
ที่สำคัญ ซื้อของให้ถูกที่สุดก็คือซื้อมันที่มหภาคเหวที่ 3 ขายให้แพงที่สุดก็มหภาคเขาที่ 3

คุ้นๆจำให้ดี ว่าจะมีคนซื้อหุ้นระหว่างต้นเดือน/7/2553(เหวที่ 3) แล้วขาย ต้นเดือน/1/2554(ยอดเขาที่ 3)

หุ้นมีทั้งพวกขึ้นตามเซ็ท ลงสวนเซ็ท ท่านครูเฒ่าฯพูดย้ำบ่อยๆว่าเราซื้อหุ้นไมได้ซื้อเซ็ท ฉะนั้นซื้อของให้ถูกที่สุดก็คือซื้อมันที่มหภาคเหวที่ 3 ขายให้แพงที่สุดก็มหภาคเขาที่ 3 ครับ
ไหนๆก็จะยึดอาชีพ “ธุระกิจการซื้อขายหุ้น” (เบิ้มชอบจังฟังดูโก้ไม่หยอก) ต้องติดตามหุ้นตลอดเวลา ไม่ใช่ซื้อหุ้นแล้วทิ้งยาวเลย คอยกินปันผลอย่างเดียว
เพราะบางทีหุ้นที่เราเลือกดีแล้วมีคุณสมบัติครบถ้วน พออีกไตรมาศต่อมาปรากฏว่าดำเนินการขาดทุน เบิ้มก็หนีแล้ว ครับผม ฯลฯ

125. ทำไมที่เหว3     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 15:29 ลบความเห็นนี้

ทำไมครูเฒ่าจึงให้ซื้อหุ้นที่มหภาคเหวที่ 3
ฟังลูกศิษย์ครูเฒ่าวิเคราะห์

ครูเฒ่าจะให้เข้าซื้อหุ้นตรงมหภาคเหวที่3
ซึ่งหุ้นที่ตกมาถึงตรงจุดนี้ มักจะมีค่าพีอีต่ำมาก
(แล้วถ้าดูในแง่จิตวิทยา หุ้นที่ตกลงมาถึงจุดนี้ แทบจะหมดแรงขายแล้ว พร้อมที่จะเตรียมขึ้นได้ตลอดเวลา)

ทีนี้ค่าพีอีที่ต่ำมาก ก็มาดูว่าเกิดจากอะไร
ผลประกอบการยังมีกำไรอยู่แต่ว่าลดลงหรือว่าผลประกอบการขาดทุน

ถ้าผลประกอบการขาดทุน และมีแนวโน้มว่าจะขาดทุนต่อเนื่อง
แบบนี้ครูเฒ่าก็จะจัดเป็นกลุ่มหุ้นเน่าเหมือนกัน ก็ไม่แตะต้อง ถึงแม้ค่าพีอีจะต่ำ หรืออยู่ในมหภาคเหวที่ 3 (ตรงนี้ชัดเจนมั้ยเอ่ย)

ส่วนหุ้นที่ผลประกอบการกำไรลดลง ก็มาดูกันว่าเกิดจากอะไร
เป็นผลจากการดำเนินงานของบริษัทไม่ดี
หรือว่าเกิดจากเหตุปัจจัยภายนอกที่บริษัทควบคุมไม่ได้
(ตัวอย่างหุ้น ATC ผลการดำเนินงานของบริษัทยังดีอยู่ แต่มีเหตุปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้คือตอนที่ขาดน้ำ ทำให้ผลประกอบการกำไรลดลง หุ้นก็แพนิคตกลงมา จนเป็นมหภาคเหวที่ 3 ที่ 4
แบบนี้ครูเฒ่ามีแต่จะซื้อเก็บ เพราะถือว่าพื้นฐานบริษัทไม่ได้เปลี่ยน)
กระแสเงินสดของบริษัทนำไปใช้ขยายกิจการหรือว่านำไปใช้หนี้เป็นส่วนใหญ่
ก็จะทำให้พอมองภาพรวมพื้นฐานของบริษัทว่ายังดีอยู่หรือเปลี่ยนไปแล้ว

ส่วนหุ้นที่มีค่าพีอีสูงๆ บางทีก็ยังพอซื้อได้
เพราะผลประกอบการมันดีมาก และจะดีต่อไปอีกในอนาคต
แต่ๆๆๆๆ ก็ต้องดูว่าพีอีนั้นสูงเกินพื้นฐานจริงมากเกินไปรึเปล่า
ไปซื้ออนาคตล่วงหน้าเกินไปรึเปล่า
ต้องเอามาเทียบกับค่าพีอีตลาดด้วย

เรียกว่าถ้าเราดูค่าพีอี ดูผลประกอบการ ดูค่าพีบีวี ดูเงินปันผล ดูกราฟหุ้น ประกอบรวมกัน ก็น่าจะทำให้คัดเลือกซื้อหุ้นได้ถูกตัว ถูกเวลา ถูกใจกระเป๋าตังค์


126. สังเกตชอร์ต     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 15:41 ลบความเห็นนี้

ประเด็นเรื่องการ Short against port หุ้น

เรื่องการ Short หุ้นที่คุณแมงน้อยเสนอนี้ (กระทู้ก่อนหน้านี้)
น่าสนใจจริง ๆ ครับ แต่ผมมีข้อสังเกตคือ

1. กรณีที่จะ Short แบบคุณแมงน้อยได้ผลดีนะครับ ต้องแน่ใจว่าตลาดอยู่ในช่วง Side Way มีขึ้นมีลงและช่วงการขึ้นและลงคุ้มกับค่าคอม เป็นต้น

2. กรณีที่ตลาดลงหนัก ทิศทางเป็นขาลงอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ไม่ยอมขึ้นเอาเสียเลยหรือขึ้นนิดหน่อยไม่ทันคุ้มค่าคอม แล้วลงเลยเป็นต้น การซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยลงมาจะอันตรายมาก ๆ เหมือนที่ผมเคยนำเสนอเวลาที่ราคาหุ้นลดลงช่วงต้น ๆ จะขาดทุนไม่มาก แต่ถ้าช่วงหลัง ๆ จะขาดทุนมากเลยครับ ต้องระวังนะครับ

3. อีกกรณีคือพอขายปั๊บ หุ้นวิ่งขึ้นปู๊ดทันที แบบขายหมู แบบนี้หลายคนก็เจอมาเยอะแล้ว ถ้าเป็นกรณีแบบนี้วิธีการของคุณแมงน้อยทำ ก็พอรับได้ แต่หุ้นที่เหลืออยู่ต้องไปขายที่ราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมาด้วย เพราะ Short ไปจำนวนหนึ่งนะครับ

ความเห็นของผมเป็นดังนี้

1. ต้องใช้ระบบในการบริหาร กล่าวคือ ถ้าขาดทุนน้อย ๆ ไม่เกิน 10% ผม Stop Loss ก่อนเลย เพราะจาก Model ของผม ขาดทุน 10% เรายังมีโอกาสแก้ตัวซื้อหุ้นคืนได้ในตอนช่วงที่ผมมั่นใจแล้วว่าภาวะหุ้นอยู่ตอนขาขึ้น แต่วิธีนี้ก็มีความเสี่ยงสูงที่ขายปุ๊บหุ้นขึ้นทันทีได้เหมือนกัน จึงต้องดูสถานการณ์ตลาดรอบข้างให้ดี แต่วิธีนี้ดีคือหยุดการขาดทุนทันที่ รู้ผลเสียหายที่เรารับได้ทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาผมมองข้าม Short ไปแล้วว่า โอกาสหุ้นที่ผมเล่นอยู่นั้น คงดีดตัวระยะสั้นคงยาก ผมก็เลือก Stop Loss ทั้งหมดไปก่อนครับ แล้วค่อยหาวิธีปรับ Portfolio ตอนหลังให้เหมาะกับจังหวะการลงทุนและภาวะตลาดด้วยครับ

2. บางคนอาจตั้งเป็นระบบไว้ว่า กี่ช่อง ก็ Short ไป เช่น ทุก 3 - 5 ช่อง จะ Short ไปครั้งละประมาณ 10% เป็นต้น แต่เมื่อหุ้นกลับลำ ต้องหาจังหวะซื้อคืนทันที อาจจะซื้อคืนทั้งหมดหรือทะยอยซื้อ วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินเหลือส่วนหนึ่งไว้ทะยอยซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนต่ำ ๆ โดยใช้ปริมาณช่วย กล่าวคือ เมื่อขายไปตอนที่ตกต่ำ ๆ ในวันแรก ๆ แล้วมาซื้อคืนตอนที่ตกต่ำ ๆ มาก ๆ ในตอนหลังหรือในวันหลังๆ เราสามารถซื้อหุ้นเดิมในราคาที่ถูกลง ทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้ในปริมาณที่มากขึ้นได้ด้วยครับ

อาจมีคำถามว่าแล้วเกิดกรณีที่ขายไปแล้วหุ้นกลับลำ กล่าวคือ สมมุติว่าเราขายปั๊บ 10% ของหุ้นใน Port ของเราออกไป แล้วหุ้นขึ้น วิธีนี้อย่างน้อยเราก็ขาดทุนเฉพาะส่วนของต้นเงินไปเพียง 10% เท่านั้น เพราะเราก็ยังมีเหลือหุ้นอยู่กว่า 90% เป็นส่วนใหญ่ ก็รอให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง ๆ แล้วค่อยทะยอยขายเพื่อชดเชยส่วนขาดทุนต้นเงิน 10% ต่อไปเป็นต้น

การเลือกใช้วิธีนี้จะช่วยให้นักลงทุนไปต้องคาดเดาตลาดมากนัก ถ้าหุ้นลงก็ขาย หุ้นขึ้นก็หยุดขาย (เวลาบริหารความเสียหายจากเงินต้น จะสวนทางกับวิธีการปกติคือ หุ้นลงให้ซื้อ หุ้นขึ้นให้ขายนะครับ อย่าสับสนนะครับ ) แต่เราต้องมีระบบในการตัดสินใจนะครับ ว่าง ๆ จะทำ Model มาอธิบายเพิ่มเติมครับ

ผมทราบข้อมูลนี้เพราะเข้าไปอ่านใน Web site ของสินทร ซึ่งเป็น Model ของคุณเด่นศรีนะครับ แต่ยังไม่ค่อยถนัดเล่นตามวิธีนี้เท่าที่ควรนะครับ จึงจะไม่อยากลงรายละเอียดวิธีเล่น แต่ถ้าใครสนใจก็ลองไปอ่านทำความเข้าใจดูนะครับ จะอยู่ในส่วนของคลับอิสระภาพทางการเงินนะครับ เห็นว่าหลายคนใช้ได้ผลดีทีเดียว แต่ต้องทำความเข้าใจให้ดี เนื่องจากต้องมีสมมุมติฐานของหุ้นที่คัดเลือกจะต้องมีการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นขึ้น ๆ ลง ๆ และมีปริมาณการซื้อขายที่มากพอด้วยครับ เพราะถ้าไม่เข้าใจวิธีการอาจจะเสียหายมากครับ

ผมถึงได้Post ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยังไม่อยากอธิบายในเรื่องการ Short Port ครับ เอาเป็นเพียงแนวคิดไปก่อนนะครับ แต่เห็นด้วยกับคุณแมงน้อยนะครับ เวลาขาลงหนัก ๆ ต้องบริหาร Port เงินต้นของเรานะครับ อย่าปล่อยให้ใครมาทำร้ายหุ้นของเรานะครับ

ที่มา http://www.taladhoon.com/


127. รู้ก่อนซื้อ     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 15:47 ลบความเห็นนี้

จงมีความรู้การเล่นหุ้นก่อน ที่จะลงมือซื้อหุ้น

ถามว่าจะไปหาความรู้ได้ที่ไหน

ตอบ มีหนังสือแนะนำให้เล่นหุ้นมีมากมายหลายเล่ม
แต่เล่มที่สามารถพิสูจน์ว่าสามารถทำได้จริง
ตามที่บอกไว้ในหนังสือคือเล่มที่ชื่อ
"เล่นหุ้นให้รวย ทำอย่างไร" ของครูเฒ่าเกาะช้าง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนซื้อหนังสือมาอ่าน ให้ไปที่

http://www.taladhoon.com/

คลิ๊กที่คำว่า Board

คลิกที่ "ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข"

คลิกที่ "สนทนาเรื่องหุ้น"

คลิกที่"เล่นหุ้นให้รวยทำอย่างไร" เริ่มโดยครูเฒ่าเกาะช้าง

อ่าน จากหน้าที่1-ปัจจุบันหน้าที่ 399

128. แนะหุ้นขาลง     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 16:03 ลบความเห็นนี้

คำแนะนำเล่นหุ้นขาลง ของผู้รู้

ช่วงขาลงลักษณะแบบนี้
ผมลองใช้กลยุทธ์เล่นลู่ตามไปกับสถานการณ์
ปรับ Portfolio เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยช่วงการซื้อผมแบ่งเงินเป็น 3 กอง

โดยหลักทั่วไปก็จะเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดี เก็บได้ตามใจชอบ ไม่ต้องรีบร้อนซื้อ ตอนนี้จึงตั้งรับซื้อในราคาที่ผมสนใจและคิดว่าเหมาะสมเท่านั้น ดูกราฟตรงแนวรับเป็นหลัก ราคาต้องต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 5 วันที่ผ่านมา
ซื้อตรงเหวด้วย แต่ไม่ไล่ราคา ซื้อได้ก็ซื้อ ซื้อไม่ได้ก็ซื้อวันหลังเป็นต้น

กองที่ 1 เลือกเก็บหุ้นที่ดูข้อมูลในอดีตฟ้องว่า หลังจากช่วงหุ้นตกที่ผ่านมาแล้วว่าเมื่อเวลาหุ้นตีกลับเป็น Trend เป็น ขาขึ้น
ตัวไหนวิ่งได้ดี เร็ว แรง แถมมีสภาพคล่องในการซื้อขายยิ่งดีใหญ่
ตัวนั้นเลือกทะยอยเลือกเก็บก่อนครับ แต่ต้องเป็นหุ้นพื้นฐานดีเท่านั้น
และรู้นิสัยหุ้นด้วย หากมีปันผลรองรับยิ่งดี
ปกติตัวแบบนี้ผมจะซื้อได้ตอนช่วงที่มี Panic Sell ครับ
จึงต้องใช้จังหวะอดทนรอคอยครับ วันนี้ก็กำลังจ้องตาเป็นมันด้วยครับ

กองที่ 2 ทะยอยเก็บหุ้นที่ปันผลดีสูงกว่า 7%-10%ขึ้นไป เลือกดูจากอุตสาหกรรมที่จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ และเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สนับสนุนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจด้วยยิ่งดี
กำไรต่อหุ้นเมื่อเทียบกับมี PE ค่อนข้างต่ำ ต่ำกว่า 5 ยิ่งดี
แต่ต้องดูอนาคตด้วยว่าจะรักษาระดับอัตรากำไรได้ใกล้เคียงกับปัจจุบัน
หรือมีโอกาส Growth หรือไม่
นอกจากนี้ดูว่าเขามีการบริหารความเสี่ยงในเรื่องต่างๆ ได้ดีหรือไม่
เช่นความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคา การลงทุนขยายงานธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดต้นทุน เป็นต้น
โดย Confirm จาก กำไรรายไตรมาสต่อไตรมาส ดูTrend ระยะยาว ทั้งนี้หลักสำคัญจะต้องดูด้วยว่ากลุ่มผู้บริหารและกรรมการของบริษัทมีคุณธรรมและการบริหารจัดการที่ดีที่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นสูงสุดหรือไม่ครับ
ไม่มีข่าวที่สร้างภาพพจน์ที่ไม่ดีต่อสังคมเป็นต้น

กองที่ 3 เอาไว้ใช้ตอนที่ผมมั่นใจว่าหุ้นจะเปลี่ยน Trend เป็นขาขึ้นเท่านั้น หรือรองรับไว้ซื้อหุ้นที่ตกหนัก ๆ และราคาเทียบกับคุณภาพแล้วถือว่าถูกสุด ๆ แต่ละปีจะมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆครับ ต้องอดทนรอคอย โดยผมจะ เก็บเป็นเงินสำรองก๊อก 3 ไว้เสมอจะไม่ใช้ เพื่อรอโอกาสเท่านั้นครับ

ทั้งหมดนี้ ผมจะใช้เงินที่เก็บสะสมไว้เท่านั้น จะไม่กู้เงินมาลงทุนหุ้นโดยเด็ดขาด และการลงทุนในหุ้นเป็นเงินเพียงส่วนเดียวที่คิดว่าถ้าขาดทุน ก็ไม่เดือดร้อนครับ!!!!!!!!!

สำหรับตอนขาย ผมจะขายหุ้นตามเป้าหมายผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ในแต่ละหุ้น เช่น 5% 10% 20% เป็นต้น (แต่ถ้าขึ้นแรงเลย จะทะยอยขายดักกำไรไปก่อนแล้วทะยอยซื้อคืนตอนปรับราคาลง ) และเมื่อตลาด Sideway ลงอีกครั้งจึงค่อยซื้อคืนเพื่อเก็บปริมาณหุ้นให้เพิ่มขึ้นครับ (เป็นการใช้ปริมาณมาช่วยเรื่องการปรับลดราคาตอนช่วงขาลง ทำให้ผมมีต้นทุนเฉลี่ยลดลงใกล้เคียงหรือต่ำกับราคาตลาดให้มากที่สุดครับ)

การปรับปiรุงกลยุทธ์วิธีนี้ทำให้ผมนอนหลับสบายมากขึ้น ไม่กังวลกับความผันผวนของ Set หรือ ภาวะตลาดระยะสั้นมากเกินไปครับ เพราะแม้การลงทุนของผมจะมีโอกาสขาดทุนบ้างในระยะสั้น แต่เช็ค Portfolio แล้วขาดทุนแบบไม่มีนัยสำคัญครับ พอวันรุ่งขึ้นก็ปรับเป็นกำไรทันทีก็มีครับ แต่อย่างน้อยผมก็ลงทุนอย่างมีเหตุผลมากขึ้น เนื่องจากจะมีปันผลในอัตราที่เหมาะสม และมี Margin of Safety ของหุ้นที่เพียงพอในเรื่องโอกาสทำกำไรในอนาคตครับ

อย่าลืมว่า

หุ้นขึ้น มีหุ้นไว้ให้ทะยอยขายตรงเขา
หุ้นลง ก็มีเงินไว้คอยช้อนซื้อนะครับ

เล่นหุ้นต้องมีการวางแผน มีวินัย มีสมาธิในการซื้อขาย ตามจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม ไม่ใช้อารมณ์ ความโลภ ความโกรธ ความกลัว ความหลงในตนเองมากำกับการซื้อขายตามที่ได้วางแผนไว้

ที่มา http://www.taladhoon.com/




129. ฟังเขาเล่า     [118.172.146.4]     25 May 2010 - 17:02 ลบความเห็นนี้

ฟังเขาเล่าเรื่องเล่นหุ้น

บทเรียนตรงนี้สำคัญสำหรับนักเล่นหุ้นทุกคนนะครับว่า
การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง ก่อนเล่นหุ้นต้องเข้าใจธรรมชาติของหุ้น
ต้องบริหารความเสี่ยงของหุ้นให้เป็น
อย่าเล่นหุ้นหรือปรับกลยุทธ์การเล่นได้บางจังหวะเท่านั้น
เช่น เล่นหุ้นในเฉพาะจังหวะขาขึ้น Side Way
แต่ถ้าพลาดหุ้นดิ่งเหว ไม่สามารถเล่นหุ้นขาลงได้
เพราะทุกจังหวะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันคือ

ขาขึ้น ความเสี่ยงคือ จะทำกำไรอย่างไรให้ได้กำไรที่เหมาะสม สูงสุดปล่อยให้เจ้ามือไป เราไปถึงตรงนั้นลำบาก

Side Way ความเสี่ยงคือการเข้าจังหวะซื้อและจังหวะขายให้ถูกจังหวะ(ซื้อก่อนแล้วขาย หรือขายก่อน(มีหุ้นเดิม) แล้วซื้อกลับเพื่อลดต้นทุน)
เหมือนคุณแมงน้อยว่าในเรื่องการเล่นแบบติ๊ดชึ่งให้เป็น
ที่คุณแมงน้อยแนะนำคือ ถ้าเจอจังหวะนี้ 3% - 5% ต่อรอบก็ต้องพอใจแล้ว
อย่าหวังสูง โอกาสกำไรจะกลับมาขาดทุนได้โดยง่าย
และใครเจอจังหวะนี้ ซื้อเร็ว ขายเร็วไป โดนค่าคอมอ้วกด้วยนะ
เล่นหุ้น ทำการบ้านอย่างดีแทบตายสุดท้าย
โบรกเกอร์ได้เงินส่วนต่างไปหมด

ขาลง ต้องบริหารความเสี่ยงของเงินต้น รู้จักรอคอย อ่านกราฟให้ขาด ลงถึงจุดต่ำสุด ๆแล้วตรง เหว 3 หรือ เหว 4 ก็ต้องกล้าตัดสินใจให้ถูก หาจังหวะทะยอยรับซื้อหุ้นคืน จับจังหวะเวลาให้ทันก่อนคนอื่น 1 ก้าว ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป สายกลางดีที่สุด อ่านเทคนิคเป็นส่วนประกอบ ดู Settlement ของตลาด จากเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน สังคม เพื่ออ่านตลาดและดูของจริงในช่วงการซื้อขาย

ก่อนเล่นหุ้นแต่ละรอบ ต้องทำการบ้านก่อน สิ่งสำคัญต้องเรียนรู้การคัดเลือกหุ้นพื้นฐานที่ดี (ให้ข้อมูลหุ้นพื้นฐานว่าดูอย่างไรไว้มากแล้ว ) ต่อจากนั้นก็หาจังหวะการลงทุนของหุ้นแต่ละตัวให้ดี ใช้แนวทางคุณครูแล้วไปศึกษาในกระดาษก่อนก็ได้ (อ่านหนังสือกว่าคุณครูจะเข้าตลาด ก็เรียนรู้ด้วยตนเองก่อนลงทุนเกือบ 2 ปี เราคิดดูซิครับ
ขณะที่ผู้มีประสบการณ์ยังเรียนรู้ขนาดนี้เลยครับ ) ศึกษาให้รอบคอบ (หุ้นส่วนใหญ่มีเจ้ามือดูแลอยู่ พวกนี้นับจำนวนหุ้นเก่ง เขาก็เล่นดูความเสี่ยงเหมือนกันว่า ถ้าดันหุ้นตัวนี้ขึ้น โอกาสที่เขาจะทำกำไรได้มากมีมากน้อยเพียงใด เช่นถ้ายังมีคนถือหุ้นอยู่มาก เขามีหุ้นน้อย แบบนี้ เขาก็ต้องหาทางเก็บหุ้นก่อน และเมื่อคนส่วนใหญ่ขายหุ้นออกไปแล้ว เขาจึงค่อยดันหุ้น )
ดังนั้นถ้าเราเป็นรายย่อย ๆ กำไรปีละประมาณ 20 % ต่อปี ก็พอใจแล้วนะครับ อย่าโลภว่าจะเป็น 100%ขึ้นไป เพราะถ้าขึ้นแบบนั้นได้ ความเสี่ยงที่จะลงก็สูงตามไปด้วยนะครับ ต้องมองเหรียญ 2 ด้านให้เป็น และฝึกวางแผนก่อนการเล่นเพื่อควบคุมอารมณ์ มีสมาธิซื้อขายหุ้น อดทนรอคอยจังหวะซื้อและขายตามแผน ประเมินผลการเล่นเพื่อหาบทเรียนในแต่ละครั้งเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเล่นให้ดีขึ้นทุกครั้ง ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างแน่นอนครับ

วันนี้กลับไปทบทวนกลยุทธ์ของครูเฒ่าอีกครั้ง และอ่านเล่มใหม่เอี่ยมที่เพิ่งออกมาครับ ผมไปซื้อที่ร้านซีเอ๊ด เล่มที่ 9 อ่านแล้วก็มีประเด็นที่ผมจะไปขบคิดต่อยอดนะครับ ไว้ว่าง ๆ จะมาพูดให้ฟังนะครับ แต่ที่หน้าปกเห็นมีสาวสวยคนหนึ่งอยู่ที่แป้นคอมพิวเตอร์ สงสัยจะเป็นคุณแมงน้อยใช่รึกเปล่าไม่รู้..........คราวต่อไปถ้าออกเล่มใหม่นะครับ ผมว่าให้คุณครูเฒ่าถือไม้ตะพดไว้หวดลูกศิษย์ที่ชอบเล่นหุ้นนอกลู่นอกทางก็ดีนะครับ เพื่อเตือนสติลูกศิษย์ในห้องนี้นะครับ ฮิ ฮิ

สุดท้ายผมอ่านกราฟมหภาคใหญ่แล้ว ช่วงนี้เป็นแบบคุณแมงน้อยว่า Set คงมีโอกาสปรับตัวลดลงมากกว่าขึ้นนะครับ แต่ระยะสั้นก็คง Side Way ไปก่อน เพราะตอนนี้ กราฟ ทำ Double Top และสร้างเหวลงไปแล้ว 1 ขั้น
(อ่านผิดช่วยบอกด้วยนะครับ ) แล้วเด้งขึ้นเพื่อปรับตัว แต่ถ้าจะเปลี่ยน Trend เป็นขาขึ้น Volumn ต่อจากนี้ต้องสูงขึ้นอย่างมาก ระดับ 3 หมื่นล้านขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มากต้องระวัง เพราะคนที่ติดยอดดอยก่อนหน้านี้มีจำนวนมากพอควร แต่ที่ต้องดูให้ดีก็คือ หุ้นกลุ่ม Blue Chip ที่ต่างชาติซื้อไว้มากได้แก่กลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคารนะครับ ถ้าหากจะ Set จะขึ้นต่อ เขาคงต้องหาจังหวะผลึกกำลังดัน 2 กลุ่มนี้หละครับ ลองศึกษาสถิติของ Set ที่ขึ้น มีหุ้นกลุ่มใดตัวใดที่ Impact กับ Set ทำให้ set ขึ้นสูงในรอบที่ผ่านมานะครับ

130. เล่นแบบครูเฒ่า     [125.25.198.120]     26 May 2010 - 15:02 ลบความเห็นนี้

เล่นหุ้นแบบมีความสุขของครูเฒ่า

การเอาเศรษฐกิจการเมืองและสังคมเข้ามาประกอบการพิจารณาซื้อขายหุ้นนั้น ต้องเป็นไปด้วยความเป็นกลาง มิใช่เข้ากับหุ้นที่ตัวเองมีอยู่
ซึ่งจะทำให้ผิดเพี้ยนไปได้ เช่น หุ้นบางตัวเป็นหุ้นเน่า
แต่ตัวเองมีอยู่ในพอร์ท ก็เข้ากับตัวเองว่าหุ้นตัวนี้ดี มันต้องทำกำไรได้จุใจน่ะ เพราะว่ามันเคยวิ่งลิ่งมาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น

การหัดชอทอะเกนพอร์ทนั้นเอามาหัดใช้กระดาษเล่นก่อนก็ได้ แต่เวลาซื้อขายจริงๆให้เอามาเพียง 1/3 ก่อน
เมื่อใจเริ่มมั่นคง เด็ดเดี่ยว เชื่อมั่นตนเองในหลักวิชาแล้ว ทำได้จริงแล้ว
ตอนนั้นค่อยขายหมดพอร์ท(ของรอบนี้ไม่ใช่ในวัน)
โดยแบ่งออกเป็นสามกอง แต่ให้ดีกันเหนียวก็เหลือไว้หนึ่งส่วน
ในวันก็ยังต้องแบ่งเป็นสามส่วนเหมือนกัน ส่วนที่สามนั้นถือไว้เมื่อหุ้นไม่ไป
ค่อยถอนมาขายออกซ้ำ(หุ้นที่ราคาต่ำๆกว่าบาทหรือสูงกว่านั้น
มักจะได้แค่ 1-2 สเต๊ป
ส่วนราคาสูงกว่าสองบาทห้าบาท มักจะได้ 2-3 ช่อง ซึ่งแล้วแต่เจ้ามือจะทำแต่ละตัว)

ลงทุน 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 9 ทยอยซื้อ
ทำชอรท์อเกนส์พอร์ท ทยอยขาย ขายที่เขา
ซื้อที่เหว (ครูเฒ่าฯชอบมีหุ้นในมือราคาต่ำๆก่อน) เล่นวันต่อวันก็ได้
สั้นก็ได้ ยาวก็ได้ ขยันทำ ได้เงินใช้เรื่อยๆ
รวมทั้งเดือนได้เงินโขอยู่ และเล่นอย่างมีความสุข

131. ลีลาเล่นหุ้น     [125.25.198.120]     26 May 2010 - 15:22 ลบความเห็นนี้

ลีลาการเล่นหุ้นของผู้มีประสบการณ์

คือการเล่นหุ้นมันจะมีสองช่วงนะคะ
ช่วงที่เล่นแบบตั้งรับ
คือให้ซื้อต่ำกว่าขาวฟ้า ระหว่างกาลของครู
หรือรอซื้อที่เหวสาม ค่อยๆทยอยซื้อ
ถ้าซื้อแล้วลงต่อ ต้องหยุดก่อน
อย่าเพิ่งเข้าใหม่
รอจนมันกระดกขึ้น ให้เห็นชัดๆ ค่อยเพิ่มเงินส่วนที่สองค่ะ

ช่วงเล่นแบบรุก
คือซื้อตอนช่วงหุ้นกระดกขึ้นแล้ว
เห็นชัดๆว่าขาวจะตัดฟ้าขึ้น หรือตัดฟ้าขึ้นแล้ว
ซื้อตรงนี้คือหุ้นมักจะขึ้นต่อแน่ๆ
แต่ต้นทุนจะสูงกว่าคนที่เล่นแบบตั้งรับ
เพราะฉะนั้นต้องมีวินัยมากๆ
มีจุดตัดขาดทุนไว้ในใจด้วยตอนเข้าซื้อ
ไม่เป็นอย่างที่คิด ก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่าเข้าผิด ต้องยอมถอยค่ะ

จะเล่นหุ้นแบบตั้งรับหรือแบบรุก ต้องดูเซทประกอบด้วยทุกครั้ง
ถ้าช่วงเซทเป็นขาลง เล่นแบบรุกไม่ได้ เล่นไปทอนตังคืนให้เค้าไปค่ะ
แต่ถ้าช่วงเซทเป็นขาขึ้น เล่นแบบรุกได้สบายๆ ซื้อแพงเพื่อไปขายแพงกว่า

ปัญหาคือ อ่านเซทออกรึเปล่าว่ากำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลง
เพราะถ้าอ่านผิด การวางแผนการเล่นก็จะผิดไปด้วย
ที่สำคัญคืออย่าดื้อค่ะ ถ้ารู้ว่าผิดทางแล้ว ไม่ใช่แล้ว
ต้องรีบยอมรับกับตัวเองไวๆ อย่าแอบมีใจเข้าข้างตัวเอง
หรือแอบมีความหวังเผื่อฟลุ้ค รีบแก้ไขพอร์ทให้เร็วที่สุด
เพราะยิ่งแก้ช้า พอร์ทยิ่งเสียหายเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำใจลำบากขึ้น
สุดท้ายได้แต่มองตาปริบๆ อนิจจัง วัฎฎสังขารา หุ้นไม่ขึ้นหนอ ติดหุ้นหนอ

ที่มา http://www.taladhoon.com/




132. ข่าวหุ้น     [118.172.145.230]     27 May 2010 - 19:41 ลบความเห็นนี้

ประกาศ

หุ้นพื้นฐานไม่ค่อยดี คือ
1.ขาดทุน
2.ไม่มีการจ่ายปันผล
3.มีพฤติกรรมปั่นหุ้น

133. คำเตือน     [118.172.145.230]     27 May 2010 - 19:51 ลบความเห็นนี้

คำเตือนแมงเม่า จากผู้มีประสบการณ์

เล่นหุ้นรายวัน วันนี้เราอาจบอกว่าเราโชคดี ได้กำไรค่าขนมนะครับ
แต่เราจะโชคดีแบบนี้ตลอดหรือไม่
อย่าลืมว่า เจ้ามือเขาเล่นบางครั้งไม่ดูกราฟ หรือเทคนิคอะไร
อยากจะปั่นก็ปั่น อยากจะขายก็ขาย
บางครั้งทำเอากราฟเทคนิคปั่นป่วนนะครับ กราฟสวยน่าซื้อดันถล่มขาย
กราฟน่าขายมาก ๆ แต่เจ้ามือยังไม่พอใจในราคาดังกล่าว
จะขอดันราคาขึ้นไปให้สูง ๆ ไม่ยอมให้ลงต่อ
พอสูงมาก ๆ ก็ล่อรายย่อยเข้าไปร่วมเก็งกำไรด้วย
พอถึงเวลาก็ถล่มขายแบบไม่ยั้ง เป็นต้น

ผมเชื่อว่าคนที่จะได้เงิน จากหุ้นเหล่านี้จริง ๆ จะเป็นส่วนน้อยนะครับ
แต่ส่วนใหญ่จะขาดทุนอย่างแน่นอน ไม่งั้นผมคงไม่ต้องรับฟังจาก Web หลาย ๆ แห่งที่มีนักลงทุนจำนวนมากมายที่ขาดทุนจากหุ้นพื้นฐานไม่ดีดังกล่าว
ที่ถูกปั่นขึ้นไปสูง ๆ แล้วถูกถล่มลงเป็นเหวนรกบนโลกใบนี้นะครับ

ก็ขอฝากไว้นะครับว่า ถ้าคิดเล่นเก็งกำไรหุ้นปั่นบางจำพวกโดยเฉพาะพื้นฐานไม่ค่อยดีนะครับ ต้องใกล้ชิดตลาดมาก ๆ
เป็นไปได้ควรเล่นเป็นรายวันนะครับ ถ้าอยากทดลองเล่นสนุก ๆ ก็เล่นแต่น้อย ๆ เพื่อฝึกหาประสบการณ์
แต่ข้อแนะนำคือไม่อยากให้เล่นจริง ๆ
สำหรับนักลงทุนที่ยังมีประสบการณ์น้อย
และที่สำคัญเป็นไปได้ก็ไม่ควรถือหุ้นกลับบ้านด้วยซ้ำไปนะครับ

เงินทองเป็นของเรา จะทำอะไรก็ต้องคิดให้ดี อุตสาห์หาเงินมายากลำบาก อยากมาลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน อย่ากลายเป็นการสูญเงินจากน้ำพักน้ำแรงที่หามายากนะครับ

134. วิชาการหุ้น     [118.172.145.230]     27 May 2010 - 20:12 ลบความเห็นนี้

วิชาการเล่นหุ้น

ในเรื่องกลยุทธ์การลงทุนของครูเฒ่านั้น
เป็นเรื่องแปลกที่ไปตรงกับหลักการกลยุทธ์
การลงทุนของดร.นิเวศน์ โดยบังเอิญหรือไม่ก็ตามดังนี้

การแบ่งเงินเป็นกอง ๆ ตรงกับหลักการของดร.นิเวศน์ในเรื่องกลยุทธ์การลงทุนคือ

1. การทำ Asset Allocation หรือการจัดสรรเงินลงทุน แต่ความหมายที่กว้างกว่าในเรื่องการจัดสรรเงินลงทุนของ ดร.นิเวศน์คือ นอกจากจะจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นแล้ว ยังมองไปถึง Asset ประเภทอื่น ๆ อีกด้วย คือ ตราสารทางการเงิน หลักทรัพย์อื่น ๆ เป็นต้น โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสามารถยอมรับได้ เช่น อายุของผู้ลงทุนเป็นต้น โดย Asset ในความหมายของเราก็คือ สินทรัพย์ที่ทำให้ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต เช่น เงินฝาก ได้ดอกเบี้ย อสังหาริมทรัพย์ ได้รายได้จากค่าเช่า หรือส่วนต่างของกำไรที่เกิดจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว เป็นต้น แต่ไม่ใช่ความหมายของการซื้อ Asset ที่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น การซื้อบ้านที่อยู่อาศัยของเรา หรือการซื้อรถยนต์ นะครับ

2. Market Timng หรือการเลือกจังหวะการลงทุน ของคุณครูเฒ่าจะดูเส้นค่าเฉลี่ย 4 เส้น ของเป็นเขาเป็นเหว และให้ซื้อตรงเหวและขายตรงเขา ดูรอบ Cycle ของหุ้น ดูระยะเวลาประกอบ และดู Indicator หลัก คือ MACD นะครับ เพื่อกำหนดจังหวะในการลงทุนของหุ้น ทั้งระยะสั้นมาก สั้น ปานกลาง และยาว โดยการเลือกซื้อจะพยายามซื้อถูกและขายแพง และสามารถเล่นหุ้นได้แทบจะทุกจังหวะ แต่ผู้ลงทุนต้องมีสมาธิ มีประสบการณ์ และการตัดสินใจที่แน่วแน่เชื่อในหลักการและมีวินัยการลงทุนตามภาวะตลาด แต่ของดร.นิเวศน์ ท่านจะเลือกจังหวะการลงทุนเมื่อราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าราคามูลค่าที่แท้แจริงของหุ้น กล่าวคือพยายามซื้อหุ้นที่จังหวะราคาถูกกว่าพื้นฐานมาก ๆ มี Margin of Safety ที่สูง ลงทุนแบบถือว่าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของเขาเลยครับ โดยไม่ต้องคำนึงถึงภาวะตลาดระยะสั้นมากนัก แต่จะเน้นลงทุนระยะยาว ใช้กลยุทธ์ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ถือตัวไหนถ้าเป็นหุ้นที่ดีแล้ว จะเก็บเกี่ยวผลตอบแทนระยะยาวอย่างเดียว ถ้าลงทุนแบบถือไปตลอดชีวิตได้จะยิ่งดี โดยเน้นการลงทุนแบบ วอร์เรนบัฟเฟท นะครับ ท่านจะขายหุ้นเมื่อพื้นฐานเปลี่ยนไปในทางแย่ลงเท่านั้น ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลงและเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ จะไม่ขายเด็ดขาด

3. Stock Selection หรือการเลือกหุ้นที่ลงทุน ทั้ง 2 ท่านพิจารณาเลือกเฉพาะหุ้นพื้นฐานที่ดีที่จะลงทุนเท่านั้น โดยในส่วนของดร.นิเวศน์ ท่านจะเน้นเฉพาะหุ้นที่มีคุณค่าเพิ่มในระยะยาว หรือหุ้นที่มีศักยภาพการทำกำไรสูงในระยะยาว แต่ของคุณครูเฒ่าสามารถเล่นหุ้นในหลายลักษณะได้ ใครไม่ชอบจำเจ ก็เลือกวิธีการลงทุนแบบของคุณครู ก็ทำให้มีความสนุกสนานกับการลงทุนในหลาย ๆ รูปแบบได้ครับ

การลงทุนทั่วไป มี 3 ลักษณะใหญ่ที่พวกนักลงทุนที่มีประสบการณ์จำนวนมากผ่านมาแล้ว คือ

พวกเล่นสั้นมาก ๆ เล่นแบบนี้ ให้นึกถึงนิทานอีสบที่ ดร.นิเวศน์พูดถึงคือ แมลงวันกินน้ำหวานในดอกไม้แล้วไม่รู้จักพอ สุดท้ายกินจนอิ่มมากเกินไป เท้าก็ไปติดบนน้ำหวานแล้วบินขึ้นจากดอกไม้ไม่ได้ เพราะน้ำหนักตัวมาก และเท้าไปติดกับน้ำหวานนะครับ ซึ่งน้ำหวานก็เหมือนราคาหุ้นระยะสั้นที่ปรับตัวสูงมาก ๆ ก็จะเป็นเหยื่อล่อรายย่อยเข้ามาในตลาดนะครับ เข้ามามากแล้วเผลอตัวก็ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

พวกเล่นระยะยาวแล้วเปลี่ยนมาเล่นสั้นเมื่อเห็นราคาของหุ้นระยะสั้นปรับตัวเร็วกว่าหุ้นที่ตนเองถือ พวกนี้เหมือนกับสุนัขคาบเนื้อจากตลาดแล้วเดินข้ามสะพาน พอถึงตรงสะพานแล้วมองลงไปข้างล่าวเห็นเงาตัวเองคาบเนื้อที่ใหญ่กว่า จึงเกิดความละโมภอยากได้เนื้อขนาดใหญ่กว่า ทำให้เผลอปล่อยเนื้อที่ตนเองคราบเพื่อหวังจะไปกินก้อนเนื้อที่ใหญ่กว่า สุดท้ายก็เลยพลาดการกินเนื้อทั้งหมด

พวกเล่นระยะยาว เหมือนคนที่ต้องอดทนปลุกต้นไม้เพื่อหวังผลงานในระยะยาว ซึ่งเปรียบเหมือนกับ กระต่ายกับเต่า กระต่ายอาจวิ่งเร็วในช่วงแรก แต่เมื่อชะล่าใจเดินทางไปเห็นว่าเต่ายังคลานช้าอยู่จึงหาที่ทางหลับไหล ประมาทคิดว่าตนเองเดินทางมาไกลมากแล้ว สุดท้ายก็กลับแพ้เต่าที่มีความพยายามเสมอต้นเสมอปลายในวินัยของตนเองโดยไม่ท้อแท้

ใครอยากเลือกเล่นแบบใด ก็สุดแท้แต่จะเลือกนะครับ แต่ต้องเข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนในแต่ละแบบให้ชัดเจน แล้วเลือกทางเลือกทางเดินที่เหมาะกับการเล่นของเรา แต่เมื่อเลือกทางเดินใดแล้ว ก็ต้องมีวินัยการเล่นให้ดีนะครับ จึงจะประสบความสำเร็จด้วยดีครับ


135. การเริ่มต้น     [125.25.203.151]     28 May 2010 - 14:20 ลบความเห็นนี้

ขอแนะนำหลักการเริ่มต้นศึกษา แนวทางของครูเฒ่าเกาะช้าง

การสนใจเทรดหุ้น ไม่ใช่ความผิดค่ะ แต่ควรจะเริ่มที่การหาความรู้ก่อน เหมือนจะเรียนสาขาที่เรียนอยู่ ก็ต้องเรียนพื้นฐานมาก่อน

ดังนั้นเมื่อสนใจจะศึกษาการซื้อขายหุ้น ก็ต้องหาความรู้พื้นฐานก่อน
อย่างน้อยก็รู้ว่า หุ้นคืออะไร หุ้นของบริษัทไหนมีพื้นฐานอย่างไร
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงแค่ไหน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการหาโบรค หรือหาหุ้นนะคะ
ครูจะสอนให้หัดหาปลากินเองค่ะ ไม่ใช่การเอาปลามาป้อนเข้าปาก
แล้วจะหาเองไม่เป็น

เริ่มที่ตัวเราเองก่อนค่ะ หาความรู้ให้มากๆ เงินเป็นของหายาก ลงทุนกับความรู้ก่อน ก่อนจะเสียเงินเพราะความไม่รู้ เป็นแมงเม่าน้อยๆ ปีกหัก อย่างหนูต๋อยและน้องๆ หลายๆ คน ที่เริ่มจากเสียหุ้น ติดหุ้น แล้วจึงค่อยมาศึกษาค่ะ

ถ้ายังสนใจศึกษาอยู่นะคะ ลองติดตามอ่านกระทู้ไปเรื่อยๆ ก่อนนะคะ

ที่สำคัญสำหรับการเล่นหุ้น
คือการหัดอ่านกราฟวิเคราะห์กราฟ
การแบ่งเงินทยอยซื้อทยอยขาย
การปรับพอร์ท
การวางแผนในการซื้อขายหุ้น
การศึกษานิสัยหุ้นตัวที่เราคัดเลือกมา
และสุดท้ายคือการชนะใจตัวเองค่ะ
ชนะทั้งความโลภ ความกลัว การสงบใจมองหุ้นให้เป็นธรรมชาติ
พ่อครูได้สอนไว้ในหนังสือหมดแล้วค่ะ

ข้อมูลดีมีใจมั่นคง
หุ้นขึ้นหุ้นลงปลงใจได้
หุ้นลงมีเงินช้อนซื้อไว้
หุ้นขึ้นกำไรขายไวไวเอย

มีใจเป็นสมาธิหนึ่งเดียว
รู้จักแบ่งเงินทยอยซื้อทยอยขาย
มีความรู้เรื่องหุ้น เทคนิคกราฟและเคล็ดลับ ฯลฯ

กระทู้ที่น่าสนใจเหมาะสำหรับการเริ่มต้นศึกษาค่ะ ลองอ่านดูนะคะ
โดยเริ่มที่การหากราฟดูนะคะ เข้าไปที่กระทู้ตามลิ้งค์ด้านบนนี้ค่ะ

แล้วก็อ่านกระทู้การบ้านนี้ให้จบก่อน 1 รอบค่ะ

ส่วนคำถามที่ว่าต้องซื้อหนังสือครูเฒ่าอ่านหรือเปล่า ?
ขอตอบว่า พ่อครูเขียนหนังสือด้วยความตั้งใจ ที่จะมอบวิชาให้แก่ลูกศิษย์ค่ะ ส่วนผู้ที่สนใจจะซื้อหาอ่านก็ได้ค่ะ เพราะพ่อครูเขียนไว้ดีมาก วางลำดับการเขียนอย่างดี ทำให้อ่านแล้วเข้าใจได้มาก ยิ่งอ่านยิ่งได้ประโยชน์ค่ะ อ่านหลายรอบก็เข้าใจมากขึ้น มีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ในนั้นค่ะ เปรียบเหมือนหุ้นมีปันผลทุกครั้งที่อ่านค่ะ

ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกจะซื้อหนังสือ ก็สามารถอ่านจากในเวปได้ค่ะ ติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ ซึมซับและนำไปปรับใช้ได้ค่ะ สงสัยตรงไหนก็ถามได้นะคะ ในทุกกระทู้ที่ยกขึ้นมาให้อ่านค่ะ

ที่มา หนูต๋อย http://www.taladhoon.com/

136. การจับประเด็น     [125.25.203.151]     28 May 2010 - 14:50 ลบความเห็นนี้

จับประเด็นอ่านกราฟกันก่อน

ว่าที่เราดูเขาดูเหว
เพื่อที่จะรู้ว่าตรงจุดไหนคือจุดที่ควรซื้อ
จุดไหนคือจุดที่ควรขาย

ตามหลักของครูแล้วก็คือ

ซื้อตรงมหภาคเหว 3 ขายตรงมหภาคเขา 3 สำหรับคนเล่นระยะกลางกับยาว

ส่วนคนเล่นสั้นก็เล่นแบบระหว่างกาลคือซื้อราคาหุ้นต่ำกว่าขาวฟ้า ขายราคาหุ้นสูงกว่าขาวฟ้า

แล้วครูก็เอาเส้นสี่สีเป็นตัวจับเขา-เหว
เมื่อไหร่ที่เส้นสี่สีเรียงตัวเป็นขาขึ้นสมบูรณ์ คือ
เส้นแสดอยู่ล่างสุด
ตามขึ้นมาด้วยเส้นม่วง ฟ้า ขาว
ตรงนั้นจะเป็นมหภาคเขา 3

เมื่อไหร่ที่เส้นสี่สีเรียงตัวเป็นขาลงสมบูรณ์คือ
เส้นแสดอยู่บนสุด
ตามลงมาด้วยเส้นม่วง ฟ้า ขาว
ตรงนั้นจะเป็นมหภาคเหว 3

ทีนี้มาดูมหภาคเหวที่ 1 เป็นช่วงต่อจากมหภาคเขา 3
เส้นสี่สีจะเรียงตัวเหมือนมหภาคเขา 3 เปี๊ยบ
แต่ว่าเส้นขาวจะตัดเส้นฟ้าลงมา และทิศทางของเส้นขาวฟ้าจะชี้ลงไปหาเส้นม่วงเส้นแสด

แล้วเมื่อไหร่ที่เส้นขาวฟ้าพากันตัดเส้นม่วงเส้นแสดลงมาอีก
ตรงนั้นคือกำลังทำมหภาคเหวที่ 2

จนกระทั่งเส้นม่วงตามเส้นขาวฟ้าลงมาตัดเส้นแสดลงมาด้วย
ก็เข้าสู่มหภาคเหวที่ 3

ต่อจากนั้นมหภาคเขาที่ 1 เส้นสี่สีก็จะเรียงตัวหน้าตาเหมือนมหภาคเหวที่ 3 เปี๊ยบ
เพียงแต่ว่า เส้นขาวจะตัดเส้นฟ้าขึ้นไป ไปหาเส้นม่วงเส้นแสด

แล้วเมื่อไหร่ที่เส้นขาวฟ้าพากันตัดเส้นม่วงเส้นแสดขึ้นไปได้
ตรงนั้นคือกำลังทำมหภาคเขาที่ 2

จนกระทั่งเมื่อไหร่ที่เส้นม่วงวกกลับตามเส้นขาวฟ้าขึ้นไปตัดเส้นแสดได้ ก็จะเป็นมหภาคเขาที่ 3

เห็นมั้ยคับ การเดินทางของเส้นสี่สี่ขาขึ้น ขาลง
เส้นขาวฟ้าจะเป็นตัวหลักพาเส้นอื่นกระดกขึ้นชี้ฟ้า หรือพาเส้นอื่นพลิกคว่ำลงมา

แล้วที่สำคัญคือระยะเวลาจะสัมพันธ์กับการเดินทางของเส้นสี่สี
และจะคำนวนออกมาได้ว่า ระหว่างมหภาคเขาเหว จะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน
ใน 1 มหภาคเขาเหวก็ยังมี 3 จุลภาคเขา-เหว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ในแต่ละจุลภาค
ใน 1 จุลภาคเขาเหวก็ยังมี 3 จุลภาคเขาเหวน้อยๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วันในแต่ละเขาเหวน้อยๆ

การนับระยะเวลา ขาขึ้นให้นับจากยอดเขาถึงยอดเขานะคับ
ขาลง ให้นับจากตีนเหวถึงตีนเหว จะได้ไม่สับสน

137. เสริมกระทู้ 136     [125.25.203.151]     28 May 2010 - 15:02 ลบความเห็นนี้

ขอมาเสริมกระทู้ 136. การจับประเด็น

ตรงที่พูดถึงการเคลื่อนตัวของเส้นสี่สีสัมพันธ์กับเขาเหว ถูกต้องแล้ว
แต่มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ทำให้เราสามารถยืดหยุ่นไปตามสภาวะการณ์
อย่างเช่น
บางทีระยะเวลาได้แล้ว ครบ 2 เดือนแล้ว
แต่เส้นขาวฟ้ายังไม่เห็นตัดเส้นม่วงแสดลงมาในช่วงขาลง
เพราะว่ามีการรีบาวขึ้นไปของหุ้น ทำให้เส้นขาวฟ้ายังไม่ลงมาตัด
แบบนี้เราก็ยืดหยุ่นว่ามันได้มหภาคเหวที่ 1 เข้าสู่เหวที่ 2 ได้
หรือเส้นม่วงยังไม่ตัดเส้นแสด แต่ระยะเวลามันได้แล้ว
และทีท่าเส้นม่วงมีทิศทางใกล้จะตัดเส้นแสดเต็มที
เราก็อนุโลมได้ว่าเข้าสู่มหภาคเหวที่ 3 แล้ว

หรือบางที หุ้นมันทิ้งดิ่งลงมาถึง 30% เส้นขาวฟ้ามันก็ตามมาตัดไม่ทัน
แต่ 30% ถือเป็น 1 floor ได้ ถือเป็น 1 เหวได้เลย

หรือแม้แต่ตอนขาขึ้น บางทีเส้นขาวฟ้ายังขึ้นไปตัดเส้นแสดไม่ได้ซักที
แต่มันไม่ทำเหวใหม่ต่ำกว่าเหวก่อน
และระยะเวลาก็ได้ครบ 2 เดือนแล้ว
เราก็อนุโลมได้ว่ามันขึ้นสู่มหภาคเขา 2 (เหมือนเซทตอนช่วงนี้)

แต่ในช่วงมหภาคเขาที่ 3 กับมหภาคเหวที่ 3
เส้นสี่สีควรจะเรียงตัวกันสมบูรณ์จ้ะ

ฝากไว้เน้อว่ามันยืดหยุ่นได้ ต้องหัดสังเกต หัดพิจารณามหาพิจารณา ให้มันพลิกพลิ้วไปตามสถานการณ์

ที่มา หนูต๋อย http://www.taladhoon.com/

138. เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไร 1     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 08:59 ลบความเห็นนี้

เอามาจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=setindex


เริ่มเล่นหุ้น

ในขั้นแรกนะครับ ต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นก่อน
โดยที่ไปที่โบรคเกอร์ที่ท่านต้องการ หรือ
รายชื่อโบรคเกอร์
http://www.set.or.th/th/links/brokerslist.html


139. เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไร 2     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:03 ลบความเห็นนี้

อย่างแรกในการซื้อหุ้น หรือการร่วมเป็นเจ้าของกิจการเขา เราต้องเข้าใจสินค้าก่อน

นี่คือรายชื่อหุ้น 100ตัว หรือเรียกว่า set100 ลองไปศึกษาดูว่าแต่ละบริษัททำธุรกิจอะไรบ้าง
http://marketdata.set.or.th/mkt/sectorquotation.do?market=A&industry=0§or=90&language=th&country=TH

แต่ส่วนใหญ่เขามักซื้อหุ้นใน set50(เหมือนจัดเกรดดีไว้ในนี้)

เมื่อเข้าใจสินค้า ก่อนซื้อหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์ก่อน
เหมือนจะออกไปท่องยุทธภพ ขอให้มีวิชาติดตัว

การซื้อหุ้นนั้นมี2 แนวทาง ในการวิเคราะห์
1 การวิเคราะห์ปัจจัยพฐ-
-ดู งบการเงิน ดูแนวโน้มธุรกิจ-กินเงินปันผล ชอบหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจ ชอบอ่านข่าวเรื่องธุรกิจและดูงบการเงิน
ไม่ขายจนกว่าจะมีข่าวไม่ดีกระทบรายได้ธุรกิจ หรือปัจจัยพื้นฐานบริษัทเปลี่ยนไปถือได้เป็น10ๆปี

2 การวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค -
- เน้นอารมณ์นักลงทุนล้วนๆ ซื้อๆขายๆ เพราะกราฟ -กินกำไรส่วนต่าง ถือหุ้นไม่นานมาก ทำกำไรเป็นระยะๆ ใช้ค่าทางสถิติมาplotกราฟ

แล้วแต่ว่าเราจะเลือกแบบใด
ส่วนใหญ่คนชอบพูดกันว่า
มีเงินออมเท่านี้ทำไงดี จะให้เพิ่มพูนงอกเงย ขอให้ได้ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็พอ
และแล้วพวกคุณก็ลืมคำนี้ “ขอให้ได้ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็พอ”
เพราะ บางครั้งการรอหุ้นเติบโต อาจใช้เวลานาน หรือเงินปันผลต่อปีอาจจะ 2-4เปอร์เซ็นต์
(ยกเว้นราคาหุ้นลง ทำให้อัตราเงินปันผลดูมีเปอร์เซ็นต์เยอะขึ้น
เช่น ราคาหุ้นA 1 บาท ปันผล 0.05บาทต่อหุ้น กับราคาA ลงมาเหลือแค่ 0.5บาท ปันผลยังคง0.05บาทเท่าเดิม อย่างหลังนี่เยอะกว่านะ
0.05/0.5*100 ได้ 10เปอร์เซ็นต์แหนะ ทั้งๆที่หุ้นตัวเดียวกันนะ)

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้คนลืมตัวแล้วไปเก็งกำไรเพราะว่า บางวันก็ได้ 5เปอร์เซ็น หรือถือมาแค่2อาทิตย์ก็13เปอร์เซ็นต์แล้ว
เลยเปรี้ยว ลองซื้อหุ้นนิสัยไม่ดี เห็นวิ่งๆ ก็โดดเข้าตาม โดนเลยคับพี่น้อง กำไรหาย ติดหุ้น
ที่เขาเจ๊งหุ้นกันเพราะอย่างนี้แหละ โดดเข้าโดดออก หรือโดดเข้าไม่โดดออก เล่นหุ้นเกินตัวโดยกู้เขามาเล่น
ถ้าซื้อหุ้นถือรอปันผล โดยหาราคาเหมาะสมก่อน ไม่ใช่ว่า ทุกราคาของหุ้นดี จะทำให้เรากำไรนะ
ตอนแรกที่ได้กำไรเท่านี้ ก็โอ้ เราเก่งจัง

แล้วตอนเข้าซื้อใหม่หล่ะ หุ้นขึ้นไปแล้ว พอติดดอยเข้า ก็หนาวเลย
กำไรที่ได้มาหายหมด
นี่ไม่รวมพวกถือหุ้นชั้นเลวนะ ติดหุ้นเป็น10ๆปี ไม่มีปันผล และราคาลงมาเรื่อยๆ
เครียดอีกต่างหาก หุ้นลงก็เครียด หุ้นขึ้นก็กลัวขายแล้วโดดเข้าใหม่ยังไง

กับคนที่ถือหุ้นรอเงินปันผล ได้แน่ๆอะเงินปันผล ที่เหลือ มันคือกำไรชีวิตแล้ว
ทั้งนี้ดูด้วยนะ บางตัวจ่ายปันผลมากที่สุดที่เคยจ่ายมา แล้วไม่จ่ายอีกเลยก็มี


140. เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไร 3     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:05 ลบความเห็นนี้

ถ้าปัจจัยพฐ
แนะนำที่
http://www.thaivi.com – ช่วยๆกันวิเคราะห์งบการเงิน
**ปล.เวบนี้ RECOMMENDคับ ต่างกันแค่เป็นเวบนี้ไม่มีการพูดเรื่องราคาแนวรับแนวต้าน น่าขายไหม เพราะเขามองธุรกิจจริงๆ**

มือใหม่ส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านเยอะๆ ชอบหุ้นราคาวิ่งก็พอ
บางคนซื้อหุ้นไปยังไม่รู้เลยว่าหุ้นตัวนั้นทำธุรกิจอะไร


141. เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไร 4     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:08 ลบความเห็นนี้

http://www.tsi-thailand.org -มีการอบรมฟรี ที่ตลาดหลักทรัพย์ ข้างๆศูนย์ประชุมสิริกิต เกือบทุกอาทิตย์ หรือมีคอร์สจ่ายเงิน
http://www.settrade.com- ดูบทวิเคราะห์ ข่าวสารต่างๆ


142. เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไร 5     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:08 ลบความเห็นนี้

http://www.set.or.th -มีงบการเงิน ข้อมูลบริษัท
http://www.doohoon.com -มีงบการเงิน ข้อมูลบริษัท

143. เริ่มเล่นหุ้นทำอย่างไร 6     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:13 ลบความเห็นนี้

กราฟทางเทคนิค
http://www.doohoon.com หมวดความรู้การลงทุน
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn,

144. เริ่มเล่น 7     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:15 ลบความเห็นนี้

http://www.taladhoon.com เข้าไปหมวดเวบบอร์ดหรือlibrary
http://www.richerstock.com/candlepattern/cdhome.htm กราฟแท่งเทียน

145. เริ่มเล่น 8     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:19 ลบความเห็นนี้

http://www.richerstock.com/candlepattern/cdhome.htm อีเลียตเวฟ
http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=500358&Ntype=4 อื่นๆ
ปล.มีอีกเยอะนะ ลองsearch google tecnical graph หรือ กราฟทางเทคนิคดู มีอื้อเลย

เงินเริ่มต้น 5หมื่นบาทถึง1แสนบาทน่าจะโอเค ทั้งนี้แล้วแต่ฐานะการเงินของคนนั้นๆ
ซึ่ง ถ้าจำไม่ผิด 5000บาทก็เปิดบัญชีหุ้นได้แล้ว(แต่ความเห็นส่วนตัว 5พันบาทน่าจะซื้อกองทุนรวมมากกว่าครับ ไม่เหนื่อยในการดูแล มีคนดูแลให้ คือผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยส่วนใหญ่50-70ตัว ต่อ1กองทุนหุ้น ที่ผมเห็นนะ)

การเล่นหุ้นเอง คือ ความต้องการ Focus ในธุรกิจบางธุรกิจ และต้องการซื้อขายเอง และศึกษาเอง หรืออีกนัย เรียกว่า เปรี้ยวหน่ะแหละ
และแน่นอนเปรี้ยวมากก็จะโดนไม่ใช่น้อย 555+

โดยความหมาย ตลาดหลักทรัพย์คือ การระดมทุนในการขยายธุรกิจ
เช่น บริษัท โออิชิกรุ๊ป ต้องการขยายสาขา แต่เงินไม่มี ถ้ากู้bank ก็จะมีดอกเบี้ยเยอะ ได้กำไรก็เสียภาษีด้วย
โอ อิชิจึงมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็บอกจำนวนเงินที่ต้องการใช้ และออกหุ้นมา สำหรับใครอยากจะเป็นหุ้นส่วนกับโออิชิ ก็มาซื้อหุ้นเขาได้
การ มาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกจากจะได้เงินเขาออกเงินให้ ยังได้ลดหย่อนภาษีอีก และความน่าเชื่อถือที่ลูกค้าไว้วางใจทำให้ยอดขายดีขึ้น

ถ้านึกไม่ออก ก็คือ การที่เราเปิดร้านอาหารเอง ต้องการเงินทุน 200,000 บาท แล้วมีหุ้นกันกับเพื่อนทั้งหมด 10 คน
เบ็ดเสร็จก็คือ ออก คนละ20000 บาทนั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่า หุ้นนี้ราคา20000บาท มี10 หุ้นนั่นเอง
เมื่อบริษัทมีกำไร แน่นอน ก็มีการเอาเงินมาคืนผู้ถือหุ้นบ้าง ไม่คืนบ้างแล้วแต่ว่า จะเอาเงินไปไว้ขยายธุรกิจหรือป่าว
เงินที่นำมาคืน เราเรียกว่า เงินปันผล ครับ

เงินที่ควรมาลงทุน ควรจะเป็นเงินเย็นมากๆๆๆๆๆๆๆ เพราะอาจขาดทุนได้
ด้วย ผลประกอบการที่อาจจะไม่ดี หรือนักเก็งกำไรซื้อๆขายๆ ทำให้ราคาขึ้นสูง หรือต่ำเกินไป
ฉะนั้นต้องระวังเสมอ ยกเว้น ถ้าเป็นธุรกิจที่โตสม่ำเสมอ รายได้สม่ำเสมอ เขาแนะนำให้ถือระยะยาว
แต่ไม่ใช่ว่าซื้อราคาไหนก็กำไร เราต้องซื้อราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ามาก
(ศึกษาได้จากwww.thaivi.com)

สิ่งที่เราต้องทำ หากเป็นนักลงทุนในหุ้น
1 เลือกธุรกิจที่ดี เหมาะสม ไม่ใช่หุ้นปั่น ไม่งั้นอาจขาดทุนได้ ยกเว้นต้องการเล่นสนุกๆ

2 เงินเย็นมาก และทะยอยออมเงินในหุ้นทุกเดือน

เพราะที่อเมริกา เคยมีคนทำมาแล้ว ทำงานเป็นเสมียน รายได้เท่าปวชแบบบ้านเรา เป็นคนที่คิดอะไรไม่ยุ่งยาก
มีคนบอกเขาว่า หุ้นนี้พฐดี ทุกบทวิเคราะห์และนักวิเคราะห์ก็ยืนยัน
เขาก็ทำการซื้อหุ้นทุกเดือน ด้วยเงินที่ต้องการจะออมในหุ้น ไม่ว่าราคาจะเท่าไหร่ บวกหรือลบแค่ไหนไม่สนใจ

สรุปเมื่ออายุเขา 100 ปี เขามีเงินถึง 80 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ด้วยอานุภาพของเงินปันผลและทบต้น

เช่น หุ้นราคา 1 บาท ซื้อเดือนละ 10000 บาท ได้มา 1 หมื่นหุ้น ครบปี มี 120,000 หุ้น
ปรากฏเงินปันผลเฉลี่ยหุ้นตัวนี้ ให้เท่ากับ 0.1 บาท ต่อหุ้น/1ปี

ปีนี้บริษัทจ่ายเงินปันผลมา 0.1 บาท คูณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มี เท่ากับ 120000*0.1 ได้เงินเท่ากับ 12000บาท
เขานำเงินปันผลนี้ไปซื้อหุ้นอีก ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 132,000 หุ้น (กรณี หุ้นยังราคาเท่าเดิม ที่ 1 บาท)
ปีต่อมา ได้เงินปันผลอีก 0.1บาทต่อหุ้น(ยังไม่รวมเงินออมในหุ้นทุกเดือนนะครับ)
ก็จะได้เป็น 132,000*.01 จะได้เงินปันผลมา เท่ากับ 13,200 บาท

สังเกตเห็นไหมครับว่า เงินปันผลมากขึ้น จากจำนวนหุ้นที่มากขึ้น นี่ไม่ถึง 2ปีนะครับ แค่ออมเงิน เดือนละ 1 หมื่นบาท

สมมติออมซัก 20 ปี ลองคิดดูครับว่าเงินปันผลเราจะได้เท่าไหร่ โดยที่อาจจะมากกว่าเงินเดือนประจำเราด้วย

***ทั้งนี้ต้องเป็นธุรกิจที่มั่นคง ไม่ล้ม และฐานะทางการเงินดีสม่ำเสมอ***


146. เริ่มเล่น 9     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:23 ลบความเห็นนี้

แต่ก็มีการลงทุนอีกประเภท สำหรับคนต้องการหุ้นที่เติบโต และมองการณ์ไกล
เรียกว่า มีgrowth นั่นแหละ
เราก็จะซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่ามากและมีเรื่องราวให้หุ้นนั้นๆเติบโต

ปัญหาคือเติบโตเนี่ย คือกี่ปี?
ถ้าธุรกิจที่ดี ไม่ใช่5-10 ปีเจ๊ง
ฉะนั้นเราก็ต้องมองการณ์ไกลหน่อย ว่าตัวไหนอยู่ได้ขนาดที่ว่าเรามีหลานแล้ว บริษัทนี้ไม่ล้มหายตายจากไป
ยกตัวอย่าง ร้านโชว์ห่วย กับเซเว่นอีเลฟเว่นคงเห็นภาพ
แต่ก่อนคิดว่าจะมีธุรกิจดีๆซักอย่าง ก็ถือว่าเป็นเถ้าแก่ได้แล้วและจะยกมรดกนี้ให้ลูกหลานด้วย
ปรากฏธุรกิจที่เราทำอยู่ได้ไม่นาน

การเล่นหุ้นเหมือนทำธุรกิจเองนั่นแหละ ต่างกันแค่มีผู้บริหารคอยทำงานให้ เราทำแค่ตรวจสอบ ดูความเรียบร้อยของกิจการ
ทำไมไตรมาสนี้หนี้เพิ่ม ทำไมรายได้มากแต่กำไรน้อยลง ทำไมเพิ่มทุนบ่อยจัง แล้วไม่ได้เอาเงินไปทำอะไร
เหมือนเราเป็นเถ้าแก่เลยแหะ

วิธีเปิดบัญชี
หากสนใจบริษัทหลักทรัพย์ไหนเป็นพิเศษ แนะนำไปดูก่อนได้ในนี้
http://www.set.or.th/th/links/brokerslist.html

หรืออยากได้คำแนะนำจากผม เปิดบัญชีกับผมก็ได้ อิอิ

เอกสารที่ต้องเตรียม
1 สำเนาbook bank/Statement ย้อนหลัง 3-6เดือน
2 สำเนาบัตรประชาชน
3 สำเนาทะเบียนบ้าน

ประเภท
การเปิดบัญชีแบบ internetหรือไม่
1แบบ internet trading- ซื้อขายเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีมาร์เกตติ้ง เพราะมีความเข้าใจและต้องการลงทุนเอง
ข้อดี- ค่าคอมมิชชั่นถูกกว่า 0.15% ข้อเสีย – ไม่มีคนดูแลให้ และหากคอมพิวเตอร์เสีย ไม่สามารถเข้าไปดูราคาได้เลย
2 แบบไม่ใช่ internet (มีมาร์เกตติ้งดูแล)
ข้อดี – มีคนดูแลและให้คำแนะนำ
ข้อเสีย – ค่าคอมมิชชั่นเท่ากับ 0.25%

การเปิดบัญชีแบบ บัญชีเงินสด หรือ cash balance
1 บัญชีเงินสด ต้องโอนเงินหลักประกันเข้าโบรคเกอร์ก่อน 15%แล้วจึงจะซื้อขายได้
สมมติจะซื้อ 1หมื่นบาท ต้องโอนเงินมา 1500บาท เมื่อซื้อหรือขาย จะหักอัตโนมัติจากเงินในบัญชีbankที่ให้กับ
โบรคเกอร์

2 cash balance มีเงินแค่ไหนเล่นแค่นั้น แต่เอาเงินทั้งจำนวนมาฝากกับโบรคเกอร์หมดเลย

โดยก็เลือกอีกว่า จะเป็นบัญชีเงินสดแบบ internetหรือไม่,cash balance แบบ internet หรือไม่
ซึ่งถ้าเลือก cash balance แล้วแบบ internet ก็จะค่าคอมมิชชั่นถูกลงไปอีก คือ เหลือแค่0.1%

ทั้งนี้ต้องถามรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเงื่อนไขของแต่ละโบรคเกอร์เป็นอย่างไร

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปิดบัญชีหุ้น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เสมือนเป็นการเปิดบัญชีธนาคารธรรมดา
หากไม่มีการซื้อขายเงินที่ฝากไว้ในโบรคเกอร์ก็จะมีดอกเบี้ยให้เหมือนกับธนาคารทั่วไป

ปล. ผมยอมรับว่าผมไม่ได้เป็นผู้ลงทุนหุ้นมูลค่าหรอกนะ แต่อยากให้มือใหม่เป็น เพราะการเล่นหุ้นกินส่วนต่างสำหรับมือใหม่ถือว่าเสี่ยงมากกกกกกกกกกก


147. เริ่มเล่นหุ้น     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 09:33 ลบความเห็นนี้

ข้อควรรู้เกี่ยวกับหุ้นปันผล..ท่องเอาไว้จะไม่ขาดทุน!!

ถึง ฤดูกาลปันผลทีไรก็มักจะมีนักลงทุนสอบถามเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นปันผลเสมอ โดยเฉพาะคำถามประเภท ซื้อหุ้นปันผลตัวไหนดี บริษัทใหนปันผลสูงสุด เป็นต้น แต่ความจริงแล้วยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นปันผลที่เรายังไม่ทราบมากมาย เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควรมองข้าม และพึงละลึกไว้ภายใต้จิตสำนึกเสมอ

1. อย่าเชื่อ Dividend Yield ในหนังสือพิมพ์และบทวิเคราะห์เพราะนั่นคืออดีตที่จ่ายไปแล้ว

2. ใช้กำไรและอัตราปันผลต่อกำไรที่บริษัทเคยจ่ายเทียบหาเงินปันผลที่จะจ่ายครั้งล่าสุดเสมอ

3. อย่าไล่ราคาซื้อหุ้นที่ปันผลสูงๆ เพราะอาจเจ็บหนักตอนหุ้นตก

4. ซื้อหุ้นก่อนประกาศปันผลเสมอ

5. หุ้นยิ่งตก เปอร์เซ็นต์กำไรจากปันผลยิ่งสูง

6. กำไรแล้วขายก่อน XD จะได้เงินทันที ยกเว้นอยากใช้สิทธิเข้าประชุมและต้องการเครดิตภาษี

7. การปันผลเป็นหุ้นไม่มีผลในแง่เม็ดเงิน ไม่ต่างอะไรกับการแตกหุ้น(split)เลย

8. ซื้อหุ้นปันผลที่สภาพคล่องต่ำ เปรียบเสมือนการฆ่าตัวตาย

9. หลัง XD หุ้นปันผลจะวิ่งอืดเป็นธรรมชาติ แม้ว่าราคาจะดิสเค้าท์ลงตามจำนวนเงินปันผลแล้วก็ตาม(ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร)

10.รอขายหุ้นหลัง XD อาจได้ไม่คุ้มเสีย

นี่ คือข้อเท็จจริงเล็กๆน้อยๆที่นักลงทุนประเภทแวลูอินเวสเตอร์ควรท่องจำไว้บ้าง เพราะทุกการลงทุนคือความเสี่ยง ถ้าชะล่าใจซื้อหุ้นปันผลก็ขาดทุนได้ครับ

By ชุมชนคนเล่นหุ้น


148. เล่นกี่ตัวดี     [118.172.141.77]     30 May 2010 - 14:35 ลบความเห็นนี้

เล่นหุ้น ควรจะเลือกเล่นกี่ตัวดี เพราะอะไร ทำไม อย่างไร

ควรเลือกเล่นเพียง 3-5 ตัวเป็นอย่างมาก ควรเลือกเฉพาะหุ้นที่ดีจากแต่ละกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเอาตัวใหญ่ๆ พื้นฐานดีๆ สัก 1-2 ตัวก็พอ หาจังหวะเข้าซื้อที่เหว 3

เพราะถ้าเรามีหุ้นในดวงใจน้อยตัว เราจะแบ่งเงินมาลงทุนได้เป็นก้อน ทยอยซื้อขายได้ดี ไม่เป็นเบี้ยหัวแตก และก็แบ่งเวลาติดตาม วิเคราะห์กราฟ ทำช๊อตอะเกนพอร์ทได้ทันเวลา หากมีหุ้นหลายตัว ก็จะห่วงหน้า พะวงหลัง ทำให้เสียโอกาสได้ง่ายค่ะ

เมื่อเราเล่นแต่หุ้นที่เรารู้นิสัยดี เล่นประจำบ่อยๆ ก็จะจับจังหวะ ราคา พฤติกรรมการขึ้นลง การทำราคา การปล่อยของ อื่นๆ ได้ ทำให้มีความมั่นใจ ตัดสินใจซื้อขายได้อย่างมั่นใจ

ที่สำคัญคือการอ่านกราฟ การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น การแบ่งเงินทยอยซื้อขาย และมีเงินสำรองไว้ตอนที่หุ้นตกเป็นวิกฤติ

อ้อ ที่อ่านในหนังสือ บางครั้งหุ้นบางตัวทำกำไรได้พอสมควรแล้ว เราช๊อตอะเกนพอร์ทไป แล้วรับกลับไม่ได้ เราก็เอาเงินไปเข้าหุ้นตัวอื่นที่ยังไม่ขึ้นแทน เป็นการหมุนเวียนเงินและปรับพอร์ทค่ะ

ที่มา http://www.taladhoon.com/

149. หุ้นติดดอย     [125.25.203.214]     31 May 2010 - 08:30 ลบความเห็นนี้

หุ้นติดดอย แก้ไขอย่างไร
(ถ้ายังไม่รู้ความหมาย อย่าเข้ามาเล่นหุ้น)

กลยุทธการแก้พอร์ตติดดอยนั้นต้องดูด้วยว่า"พฐ" หุ้นดีไหม
และโอกาสกลับมามีหรือไม่
ราคาที่ซื้อเมื่อเทียบ yield(ปันผล)ได้เท่าไหร่

วิธัีแก้มีดังนี้

1. กลยุทธ short against port แล้วรับใหม่ เช่น ขึ้นแรงขายออก1000หุ้น
พอมันลงต่ำกว่าที่ขาย ก็ค่อยรับคืน 1000หุ้น
เราจะได้ส่วนต่างแฝงและต้นทุนที่ต่ำลงโดยไม่ต้องเติมเงิน
อันนี้ต้องใช้ฝีมือนิด หรือไม่ก็กำหนดราคาในใจเอาว่า
ขึ้นแรงขายไปก่อน ลงมากกว่าราคาที่ขายแ้ล้วซื้อก็ได้

2. ซื้อถัว หากซื้อถัวตอนต่ำก็พอได้ แต่ถ้าตอนสูง
การซื้อถัวจะเป็นการเพิ่มจำนวนหุ้นมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงมากขึ้นอีก ยิ่งลงยิ่งแย่

3. ทะยอยสะสมไปเรื่อยๆ คล้ายการซื้อถัว แต่เ็ป็นการไม่สนใจราคาทุนมากนัก เน้นเราได้จำนวนหุ้น เฉลี่ยต่อเดือนเท่าไหร่ เหมือนกันเิงินมาออมหุ้น เดือนละกี่บาท หรือเดือนละกี่หุ้น แล้วแต่ความต้องการ
แบบนี้จะเล่นแบบมีความสุขครับ ไม่้ต้องตามมาก ออมหุ้นทุกเดือนอยู่แล้่ว
ฉะนั้นยิ่งหุ้นลงเราจะยิ่งดีใจมาก เพราะไ้ด้จำนวนหุ้นมาก
และเงินปันผลที่มากตาม

**ทั้งนี้ต้องเป็นบริษัทที่ดีนะคับ**

150. เล่นไม่เสี่ยง     [125.25.203.214]     31 May 2010 - 09:16 ลบความเห็นนี้

คิดเอาเอง

เล่นหุ้นมีความเสี่ยงสูง
แต่ถ้าถือหุ้นเพราะเรามองอนาคตมากกว่าราคา
หรือได้เงินปันผลที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ผมว่าไม่เสี่ยงนะ

(ถ้าซื้อที่ราคาต่ำๆ ณ มหภาคเหวที่ 3 โดยดูภาวะกราฟสี่สีสี่เส้น แสด ม่วง ฟ้า ขาว ขนานกัน เรียงจากบนลงล่างตามลำดับ และจ้องให้ดี เมื่อ เส้นขาว ผงกหัวจะตัดเส้นฟ้าขึ้นไป ให้ซื้อตรงนี้แบบทยอย ไม่ต้องกลัว ว่าจะไม่ได้หุ้นราคานี้ เพราะเส้นขาวอาจจะยังไม่ตัดขึ้นไปจริงๆก็ได้ ต้องระวังเผื่อเหนียวไว้ด้วย )

แสดงคำตอบจำนวน 50 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 256 คำตอบ ( 6 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |


ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"
 
ชื่อ(อีเมล์)
รายละเอียด





เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น แสดงวิสัชนา

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จกดปุ่ม Submit เพียงครั้งเดียวพอแล้ว

©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.