Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (78) Vote Down (78) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน ปิดกระทู้นี้  
34912 : จากคุณ maya     [124.122.78.35]     17 Nov 2010 - 09:19     [170 คำตอบ]

เรียนโหราศาสตร์แล้วชีวิตดีขึ้น...
เป็นคนที่ไม่นิยมดูหมอเลย จากชีวิตที่วุ่นวาย อาจารย์ตรวจดวงแล้วว่า น่าจะไปเรียนโหราศาสตร์ จะได้เข้าใจและนำมาปรับปรุงในการดำเนินชีวิต ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นมากค่ะ

แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 170 คำตอบ ( 6 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |

141. บทที่ ๔     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 21:57 ลบความเห็นนี้

บทที่ ๔
*ความหมายเรือน*
1. ตนุ คือ บุคลิกลักษณะ และการแสดงออกของเจ้าชะตา การดำเนินชีวิต ความชำนาญ ความถนัด รวมถึงของใช้ ส่วนตัวหรือสิ่งที่ใช้เป็นตัวแทนของเจ้าชะตา และสถานที่ส่วนตัว เช่น ห้องนอน

2. กดุมพะ คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และทรัพย์สินของเจ้าชะตาทั้งหมด เช่น สภาพการเงิน การสร้างรายได้ การใช้จ่าย รวมถึงสิ่งของที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ เช่น เครื่องประดับ ที่ดิน พันธบัตร กรมธรรม์

3. สหัชชะ คือ เพื่อน พี่น้อง(ที่สนิทสนมกับเจ้าชะตา) การเข้ากลุ่มสังคม การเดินทาง การโยกย้าย การปรับปรุง การเปลี่ยนแปลง การแลกเปลี่ยน รวมถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทุกชนิด เช่น โทรศัพท์ รถยนต์

4. พันธุ คือ แม่และบุคคลที่เปรียบเสมือนแม่(ผู้ที่เลี้ยงดูเจ้าชะตา) ญาติพี่น้อง(หรือผู้ที่สนิทสนมดุจญาติ) บ้านและที่ดิน สภาพครอบรัว สถานที่เจ้าชะตาอาศัย รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

5. ปุตตะ คือ ลูก หลาน บริวาร หรือผู้ที่ด้อยกว่าทางคุณวุฒิ ชีวิตในวัยเด็ก การเริ่มต้น การสะสม สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ง่าย ของเล็กๆ น้อยๆ สถานที่ที่ให้ความสนุก ความรื่นเริง

6. อริ คือ สิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรค การดิ้นรนต่อสู้ การแข่งขันแย่งชิง การเสี่ยง ศัตรู คู่แข่ง โรคภัยไข้เจ็บ ที่ขัดขวางการดำเนินชีวิต

7. ปัตนิ คือ ความรัก คนรัก คู่ครอง(จะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้) ชีวิตการครองคู่ หุ้นส่วน การแบ่งสันปันส่วน การเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกัน สิ่งของที่เป็นสื่อกลางของความรักหรือสิ่งที่เป็นคู่กับตัวเจ้าชะตา เช่น แว่นตา ฯลฯ

8. มรณะ คือ ความเสียหาย ความเจ็บป่วยที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิต การเดินทางต่างถิ่น การจากลา การพลัดถิ่นฐาน ความตาย การสูญสิ้น การจบ(เช่น จบการศึกษา) สิ่งของที่ชำรุดเสียหายหรือสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าโศก

9. ศุภะ คือ พ่อ ผู้ใหญ่ (ผู้ที่อาวุโสกว่าไม่ว่าจะเป็นคุณวุฒิหรือวัยวุฒิ) ผู้ให้การอุปถัมภ์ ผู้ช่วยเหลือ ผู้บังคับ บัญชา การพึ่งพา ความราบรื่น ความสำเร็จ หรือสิ่งที่เป็นความเจริญก้าวหน้าของชีวิตโดยรวม เช่น การศึกษา หรือการเดินทางไกลไปยังต่างประเทศ

10. กัมมะ คือ ลักษณะของอาชีพ การงาน การกระทำ ภาระหน้าที่ สิ่งที่รับมอบหมายให้รับผิดชอบ รวมถึงลักษณะโดยทั่วไปของเพื่อนร่วมงาน

11. ลาภะ คือ ความโลภ ความอยากได้ โอกาสในการแสวงหาความสำเร็จ ลาภผลประโยชน์ต่างๆ หรือเป็นสิ่งที่ต้องการได้ในระยะสั้น ๆ ความสำเร็จ

12. วินาศ คือ การปกปิด สิ่งที่เป็นความลับไม่เปิดเผย สิ่งที่คาดไม่ถึง หาสาเหตุไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นและจบลงในระยะสั้น ความวุ่นวายต่างๆ การพลัดพราก การถูกจองจำ การล้มละลาย

*จะใช้ความหมายเรือนเพียงแค่ 12 เรือนเท่านั้น ส่วน 2 เรือนสุดท้าย คือ ทาสีและทาสา จะไม่นำมาใช้ในการพยากรณ์


142. บทที่ ๕     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 22:05 ลบความเห็นนี้

บทที่ ๕
การตั้งฐานดวงชะตา
เมื่อได้องค์ประกอบหลักของการอ่านดวงแล้ว ต่อไปจะเป็นการผูกดวงเพื่อนำมาตั้งเป็นรูปดวงเพื่อ การพยากรณ์ ให้นำเอา วัน เดือน ปี ของดวงที่ต้องการอ่านมาเทียบทางจันทรคติ โดยเทียบจากปฏิทิน 100 ปี
ตัวอย่าง คนที่เกิดวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2523 จะตรงกับ วันพุธ เดือน ๘ ปีวอก จะได้เลขรหัสดังนี้ ๔ ๑ ๒ เลขรหัสคือ เลขสามตัวแรกของแถว ที่มาจากการเทียบวัน เดือน ปีเกิดให้เป็นตัวเลข นำมาวางในหลักที่ 1 จากนั้นไล่เรียงไปจนถึงหลักที่ 7 ตามลำดับทั้ง 3 ฐาน เพื่อเป็นหลักในการวางเลขรหัสของดวงและเรือนต่าง ๆตั้งแต่ตนุไปจนถึงทาสา ส่วนการอ่านเรือนจะใช้เพียง 2 ฐานคือฐานเดือนและฐานปีเท่านั้น ส่วนฐานวันจะไม่นำมาใช้ในการพยากรณ์ แต่จะใช้ในการคำนวณเท่านั้น
ส่วนการตั้งเรือนนั้น เรือนตนุและเรือนมรณะจะอยู่ในหลักที่ 1 เรือนกดุมพะและเรือนศุภะจะอยู่ในหลักที่ 2 เรือนสหัชชะและเรือนกัมมะ จะอยู่ในหลักที่ 3 เรือนพันธุและเรือนลาภะ จะอยู่ในหลักที่ 4 เรือนปุตตะและเรือนวินาศ จะอยู่ในหลักที่ 5 เรือนอริและเรือนทาสี จะอยู่ในหลักที่ 6 เรือนปัตนิและเรือนทาสาจะอยู่ในหลักที่ 7
จากตัวอย่าง เลขรหัสคือ ๔ ๑ ๒ เมื่อนำมาวางที่แถวแรก และไล่เรียงไปตามลำดับแล้ว เท่ากับว่าเรือนต่างๆ จะมีดาวประจำเรือน หรือเป็นดาวเจ้าเรือนนั้น เป็นดาวที่ควบคุมเรื่องนั้นอยู่ คือ ตนุ ๑ / กดุมพะ ๒ / สหัชชะ ๓ / พันธุ ๔/ ปุตตะ ๕ / อริ ๖ / ปัตนิ ๗ / มรณะ ๒ / ศุภะ ๒ กัมมะ ๔ / ลาภะ ๕ / วินาศ ๖ จะใช้เพียงแค่ 12 เรือน คือ ตนุ – วินาศ (ส่วนทาสีและทาสาจะไม่ใช้)

การอ่านดาวเจ้าเรือน
ขั้นตอนต่อไปคือการผสมผสานความหมายดาวและความหมายเรือนให้เข้าก่อน เพื่อฝึกพื้นฐานของการ อ่านดวงในขั้นแรก ความหมายเรือนจะเป็นตัวบอกเรื่องว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ส่วนความหมายดาวจะบอกว่าเรื่องนั้นมีการแสดงออกแบบใด ความหนักเบาของเรื่องต่าง ๆ จะอยู่ที่ความหมายดาวและธาตุของดาวทั้งสิ้น

เรือนแรกคือเรือนตนุ ๑ เรือนตนุนั้นซึ่งเป็นเรื่องโดยตรงของเจ้าชะตา เป็นลักษณะการแสดงออกโดยรวม และ สภาพแวดล้อมที่เจ้าชะตาอยู่(เรือนจะเป็นตัวบอกเรื่อง ว่าเป็นเรื่องอะไร กำลังอ่านเรื่องอะไรอยู่) เมื่อรู้เรื่องที่ต้องการอ่านแล้วต่อไปคือ ความหมายดาว ๑ เมื่อนำมาอ่านร่วมกันจะได้ว่าเจ้าชะตาจะมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างเกียรติชื่อเสียงให้กับตัวเอง(เป็นการนำความหมายดาวมารวมเข้ากับความหมายเรือน) เป็นดาวธาตุไฟ ส่งผลให้ใจใหญ่ ใจร้อน (ธาตุของดาวจะส่งผลถึงอากัปกริยาของเจ้าชะตา)
*ควรที่จะใช้ความหมายง่ายๆ ในการผสมผสานเรื่องก่อน ควรเลือกความหมายเรือนและความหมายดาวที่ง่าย แต่สามารถนำมาอ่านให้สอดคล้องเป็นเรื่องได้ ทั้งนี้ยังไม่จำเป็นต้องนำความหมายทุกความหมายมาใช้

เรือนกดุมพะ ๒ เป็นเรื่องของการเงิน ที่มีดาว ๒ เป็นผู้ควบคุมเรื่อง จึงเป็นลักษณะของการดูแลเอาใจใส่ ละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องการเงิน เมื่อดาวธาตุดินเป็นดาวการเงิน จึงเป็นลักษณะของการคงที่ โตช้า เป็นลักษณะของการค่อยๆ สะสม ที่ละเล็กละน้อย (รวมถึง เครื่องประดับ หรือที่ดินที่ทาง ที่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้)

เรือนสหัชชะ ๓ มีความหมายหลายอย่างแต่ในที่นี้จะเลือกความหมายของเพื่อนหรือพี่น้องก่อน มีดาว ๓ เป็นผู้ควบคุมเรื่อง เพื่อนหรือพี่น้องโดยส่วนใหญ่จะเป็นคนขยัน ตรงไปตรงมา ดาวธาตุลมทำให้ไม่สนิทสนมแน่นแฟ้นกับใครนัก เป็นการคบหากันแบบผ่านๆ หรือเฉพาะการ เฉพาะเรื่อง

เรือนพันธุ ๔ จะเลือกใช้เป็นแม่เจ้าชะตา หรือเป็นสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเป็นดาว ๔ แม่จะเป็นคนพูดจาดี มีกลุ่มสังคมส่วนตัว ชอบการคบหาสมาคม ดาวธาตุน้ำ ส่งผลให้มีความใจเย็นใจดี แต่แปรปรวนง่ายเช่นกัน

เรือนปุตตะ ๕ มีหลายความหมายเช่นกัน แต่ในการอ่านพื้นดวงจะใช้ความหมายของชีวิตวัยเด็กของเจ้าชะตา ลูกหลาน ลูกน้องหรือบริวารโดยทั่วไป ถ้าจะเลือกใช้ความหมายชีวิตวัยเด็ก เป็นดาว ๕ จะเป็นเด็กที่รักการเรียนรู้ ขยันหมั่นเพียรในการศึกษา ดาวธาตุดิน ทำให้ดื้อในความคิดเห็นของตัวเอง บางครั้งต่อต้านความคิดของผู้ใหญ่

เรือนอริ ๖ มีหลากหลายความหมายเช่นกัน แต่ก่อนที่จะเลือกว่าจะใช้ความหมายไหน ควรจะพิจารณาดาว ที่ควบคุมเรื่องนั้นด้วย ดวงนี้ดาว ๖ เป็นดาวควบคุมเรื่องและดาว ๖ ไม่ใช่ดาวที่เป็นการแข่งขันหรือต่อสู้ และไม่ใช่ดาวที่แข็งแกร่งพอที่จะเป็นอุปสรรคให้กับเจ้าชะตาได้ จึงเลือกใช้ความหมายว่าปัญหาแทนเมื่อปัญหา คือ ดาว ๖ ซึ่งเป็นดาวที่บ่งบอกถึงความสบาย ความสุข จึงกลายเป็นว่าปัญหาคือไม่ได้รับความสุข ความสบาย ดาวธาตุน้ำคือสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขสดชื่น

เรือนปัตนิ ๗ ในพื้นฐานดวงชะตาจะบอกถึงเรื่องความรักและคู่ครองของเจ้าชะตาเท่านั้น ส่วนความ หมาย อื่นๆ นั้นจะใช้สำหรับปีจร ในที่นี้จะเลือกความหมายเป็นความรักของเจ้าชะตาหรือความต้องการในเรื่องคู่ของเจ้าชะตา เมื่อเป็นดาว ๗ จะต้องการผู้ที่มีความอดทนสูง มีความซื่อสัตย์อยู่กันได้ยาวนานไปจนแก่ ดาวธาตุไฟซึ่งเป็นดาวคู่ธาตุกับตัวเจ้าชะตาจึงหมายถึงต้องการผู้ที่มาร่วมเป็นบุคคลคนเดียวกัน สอดคล้องรับความรู้สึกซึ่งกันและกันได้

เรือนมรณะ ๒ เรือนนี้จะบ่งบอกถึงความเสียหายโดยตรงที่จะเกิดขึ้นกับตัวเจ้าชะตา เมื่อเป็นดาว ๒ จะเกิดความเสียหายเนื่องจากความใจอ่อน ความสงสารหรือความไม่ใส่ใจในเรื่องที่ละเอียดอ่อนหรือเรื่องที่ละเอียด ปลีกย่อย ดาวธาตุดินทำให้ไม่ได้เร่งรีบที่จะแก้ไข หรือไม่รู้สึกเดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้นนัก

เรือนศุภะ ๓ โดยทั่วไปจะเป็นตัวพ่อหรือผู้ใหญ่ของเจ้าชะตา เป็นดาว ๓ จะเป็นคนขยัน แต่ค่อนข้างบุ่มบ่าม ทำงานเร็วแต่ไม่ค่อยเรียบร้อย ดาวธาตุลมส่งผลให้ไม่ค่อยอยู่ติดที่นักมักจะมีการเดินทางบ่อย ๆ

เรือนกัมมะ ๔ จะเป็นลักษณะของงานหรือเป็นลักษณะของภาระหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นดาว ๔ จะเป็นลักษณะของการติดต่อเจรจา งานประชาสัมพันธ์ หรืองานในรูปแบบเอกสาร รวมถึงเป็นนักเขียนด้วย ดาวธาตุน้ำส่งผลให้ทำได้เรื่อย ๆ ได้นาน มีความสุข

เรือนลาภะ ๕ ถ้าจะแปลความหมายลาภเป็นเรื่องของความสำเร็จหรือสิ่งที่อยากได้ เมื่อเป็นดาว ๕ จะเป็นเรื่องความรู้หรือจะได้รับความสำเร็จในเรื่องการเรียนการศึกษา รวมถึงได้รับคำแนะนำสั่งสอนจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ดาวธาตุดินเป็นความรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญาแบบค่อย ๆ สะสมประสบการณ์

เรือนวินาศ ๖ จะเป็นลักษณะของการมีความสุขสดชื่นอยู่ในโลกส่วนตัวที่ไม่บอกใคร อาจจะเป็นสถาน ที่หรือมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ที่เจ้าชะตาชอบไปนั่งพักผ่อน เล่นดนตรีหรือวาดรูป เป็นดาว ๖ ธาตุน้ำ ส่งผลให้เกิดความเย็นใจและความสะดวกสบาย

*ในการอ่านเรื่องๆ หนึ่งนั้น ต้องใช้ทั้งความหมายดาว ธาตุดาวและเรือนเพื่อให้เป็นเรื่องที่ครบสมบูรณ์ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะทำให้การพยากรณ์ผิดเพี้ยนไปได้


143. บททั่ ๖     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 22:10 ลบความเห็นนี้

บทที่ ๖
ดาวพระเคราะห์เรือนในและดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์
การอ่านเพียงดาวดวงเดียวนั้น เป็นการกำหนดพื้นดวงชะตาอย่างคร่าวๆ แต่ยังไม่สามารถใช้พยากรณ์ดวงชะตาได้ชัดเจน เพียงแค่เป็นการฝึกเพื่อรู้แนวทางของเรื่องนั้นอย่างกว้าง ๆ จึงต้องมีดาวที่ช่วยขยายเรื่องราวเหล่านั้นให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น คือ ดาวพระเคราะห์เรือนในและดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์ เพื่อเป็นการเพิ่มข้อมูลและรายละเอียดของเรื่องเหล่านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดาวพระเคราะห์เรือนใน(ดาวเรือนใน)
สูตร คือ เลขหลัก + เลขเรือน คูณ 3 หาร 7 ได้เศษเท่าไหร่ ให้ใส่ไว้ด้านขวามือของดาวเจ้าเรือนนั้น(ดาวเล็ก) แต่ถ้าหารแล้ว ลงตัวให้ใช้เลข 7 (ทำเหมือนกันทั้งฐานเดือนและฐานปี)
*ก่อนที่จะคำนวนหา ดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์(ดาวเรือนเกณฑ์) มารู้จักเรื่องยามกันก่อน โดยยามที่ใช้มี 2 แบบ คือ ยามกลางวัน และยามกลางคืน
ยามกลางวัน สุริชะ๑ ศุกระ ๖ พุทธะ ๔ จันเทา ๒ เสารี ๗ ครู ๕ ภุมมะ ๓
ยามกลางคืน รวิ ๑ ชีโว ๕ ศศิ ๒ ศุโกร ๖ ภุมโม ๓ โสโร ๗ พุทโธ ๔
ดาวพระเคราห์เรือนเกณฑ์(ดาวเรือนเกณฑ์)
สูตร คือ เลขหลัก + เลขวัน + เลขเรือน คูณ 3 หาร 7 ได้เศษเท่าไหร่วางไว้ด้านขวาของดาวเจ้าเรือน จากนั้นให้เดินยามกลางวัน(เดินวนขวามือ) ทำเหมือนกันทั้งสองฐาน
กฏเพิ่มเติม
1. ถ้าดาวเรือนในหรือดาวเรือนเกณฑ์ เป็นเลขเดียวกับดาวเจ้าเรือน ดาวดวงนั้นจะมีตำแหน่งเป็นเกษตร เกษตร คือ ความ สมบูรณ์ของดาวดวงนั้น(ความเข้มข้นของความหมายดาว)
2. ถ้าดาวนั้นเป็นดาวคู่มิตร (๗) คู่ธาตุ(๓) คู่สมพล(๒) และคู่ศัตรู(๔) กับดาว ๘ จะเพิ่มความหมายของดาว ๘ เข้าไปรวมกับดาวนั้นด้วย
*เมื่อมีทั้งดาวเรือนในและดาวเรือนเกณฑ์ เข้ามาร่วมขยายในการอ่าน เท่ากับว่าใน 1 เรือน จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น จากอีก 4 เรือนด้วยกัน


144. อ่านดวงชะตา ๑     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 22:14 ลบความเห็นนี้

การอ่านดวงชะตาตอนที่ ๑

การพยากรณ์ของเลขเจ็ดตัวระบบโหรนั้น จะคล้ายกับการพยากรณ์ของเรือนชะตา เพียงแต่จะไม่มีราศีแต่จะเป็นการอ่านเพียงแค่ดาวดวงหนึ่งกระทบกับดาวอีกดวงหนึ่งเท่านั้นเอง โดยใช้ดาวดาวพระเคราะห์เรือนใน และดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์เป็นส่วนช่วยในการขยายเรื่องราวต่าง ๆ
จากดวงตัวอย่างนี้ เราจะมาเริ่มกันที่ เรือนตนุ กันก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อต้องการทราบวิถีชีวิตและตัวตนของเจ้าชะตาอย่างแท้จริง การอ่านดวงชะตา จะเป็นการอ่านแบบสองจังหวะ คือเริ่มจากดาวเจ้าเรือนที่เป็นดาวประธานของเรื่องที่ต้องการทราบ จากนั้นตามดาวเจ้าเรือนไป ดูว่าไปเป็นดาวเรือนใน(ดาวพระเคราะห์เรือนใน) และดาวเรือนเกณฑ์(ดาวพระเคราะห์เรือนเกณฑ์) ที่เรือนไหน ทั้งฐานเดือนและฐานปี ตัวอย่าง ดวง ช 21 เมษายน 2524 เวลา 15.00 น.

เมื่อต้องการอ่านเรื่องตนุ จะเห็นว่าดาว ๕ ไปเป็นดาวเรือนในที่เรือนปัตนิ ๔ (ฐานเดือน) กับเรือนมรณะ ๓ (ฐานปี) และไปเป็นดาวเรือนเกณฑ์ที่เรือนพันธุ ๑ (ฐานเดือน) และเรือนทาสา ๒(ฐานปี) เท่ากับว่าจะต้องอ่าน 4 จุดหลัก ดังนี้ คือ
1.ตนุ ๕ – ปัตนิ ๔
2. ตนุ ๕ - มรณะ ๓
3. ตนุ ๕ – พันธุ ๑
4. ตนุ ๕ – ทาสา ๒ *แต่ในที่นี้ เรือนทาสี และเรือนทาสา จะไม่นำมาใช้อ่านจึงเท่ากับว่าเหลือจุดหลักในการอ่านเพียง 3 หลักเท่านั้น เมื่อได้ข้อมูลในการอ่านครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านทีละเรื่องหลัก คือ
1. ตนุ ๕ – ปัตนิ ๔ จะอ่านผสมผสานเรื่องราว ทั้งสองเรื่องรวมกัน
ก่อนอื่นจะต้องเลือกความหมายของดาว ๕ ให้สอดคล้องกับตัวตนุเสียก่อน เช่น ถ้าจะใช้ความหมายของ ความคิด ความรู้ การศึกษา จะหมายถึงว่า เจ้าชะตาจะเป็นผู้ที่มีแนวความคิดเป็นของตัวเอง ชอบที่จะศึกษาและใฝ่หาความรู้อยู่ตลอด และจะเชื่อในความรอบรู้ของตัวเองว่าตัวเองนั้นเป็นผู้มีความรอบรู้อย่างดี (ตนุ ๕) (ส่วนความรู้ที่ศึกษามานั้นจะดีจริง ถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง) และมักจะนำความรู้ที่ตัวเองมีอยู่นั้นเข้าไปบอกไปสอนให้กับคนรักหรือคู่ครองของตัวเอง(ตนุ ไป ปัตนิ) โดยเฉพาะคนที่สามารถพูดได้ด้วยง่ายหรือปรับตัวง่ายและไม่ขัดแย้ง(ปัตนิ ๔)
ส่วนความหมายคู่ดาว ๑ - ๔ คู่นี้คือ คู่วิชาการ ข้อตกลง สัญญา - เจ้าชะตาจะสานสำพันธ์กับผู้อื่น ในลักษณะที่เข้าไปให้คำแนะนำ ให้ข้อคิด หรือความรู้ต่าง ๆ หรือเป็นการพูดในลักษณะให้คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นจริงจัง ดูน่าเชื่อถือ
มาดูกันต่อที่ความหมายต่อไป ก็จะต้องเริ่มอ่านที่ตัวตนุ ๕ อีกครั้ง
2. ตนุ ๕ - พันธุ ๑
โดยทั่วไป เจ้าชะตาเป็นผู้ที่ชอบที่จะศึกษาค้นคว้า หาความรู้เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับชีวิต เพราะมีความคิดว่าและความเชื่อมั่นว่า ความรู้นั้นจะสามารถนำมาใช้ในการสร้างหลักทรัพย์หลักฐาน และความมั่งคั่งจนเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ (พันธุ ๑) และรู้จักการวางกรอบ วางแผนการดำเนินชีวิตให้กับตัวเอง โดยยึดหลักตามจารีต ประเพณีเดิม หรือตามแนวความคิดของตัวเอง (ตนุ ๕) เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายในเรื่องการสร้างฐานะให้กับครอบครัว(พันธุ๑)
ส่วนความหมายคู่ดาว ๕-๑ คือ ดาวคู่มิตร ความเป็นคู่มิตร ส่งเสริมให้รู้จักการใช้สติปัญหาและความรู้ที่มีอยู่นั้น นำพาตัวเองไปสู่ความมีชื่อเสียงเกียรติยศ ความมีหน้ามีตา ตามที่ได้คิดไว้
3. ตนุ ๕ – มรณะ ๓
การดำเนินชีวิตของเจ้าชะตานั้น ชอบที่จะเป็นนักคิด นักวางแผน ชอบศึกษาใฝ่หาความรู้และนำความรู้ที่มีอยู่นั้นไปสั่งสอนหรือบอกต่อกับผู้อื่น(ตนุ ๕) แต่ถึงแม้จะมีความรู้ดีหรือมีความคิดดี แต่มักจะเกิดความเสียหายหรือข้อผิดพลาดขึ้นได้อยู่เสมอ เหตุเพราะว่าขาดการลงมือกระทำอย่างจริงจัง หรือความมานะบากบั่น ความขยันแข็งเท่าที่ควร(มรณะ๓)
ส่วนความหมายคู่ดาว ๕ – ๓ คือ คู่สมพล จึงทำให้ความรู้ ความคิดหรือแผนงานต่างๆ ตามที่เจ้าชะตาวางไว้นั้น มีอันต้องล้มเลิกไปอย่างรวดเร็วทุกคราว เพราะขาดความกล้าที่จะลงมือกระทำผลงานตามความตั้งใจ ความเป็นคู่สมพล คือ การผนึกกำลังกันของทั้งสองดาว จึงจะเกิดเป็นผลงานได้ แต่ชะตานี้ ถึงแม้ว่าดาว ๕ จะส่งผลดี แต่ ดาว ๓ ไม่ส่งเสริมดาว ๕ จึงทำให้ไม่ได้ผลของความเป็นคู่สมพลอย่างเต็มที่
สรุป.....โดยพื้นฐานชะตาชีวิตของเจ้าชะตานั้น เป็นผู้ที่ชอบศึกษาใฝ่หาความรอบรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอ และมักจะนำความรู้ที่ตัวเองมีอยู่นั้น ไปแนะนำหรือสั่งสอนให้กับผู้อื่น โดยเฉพาะคนรักหรือคู่ครองที่สามารถพูดได้ด้วยง่ายหรือสั่งสอนได้ง่ายและไม่ขัดแย้ง เป็นผู้ที่มีแนวความคิดหรือมีกฎระเบียบให้กับตัวเอง จนมีความเชื่อมั่นในความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่นั้นว่าจะนำพาชีวิตเจริญก้าวหน้า มีฐานะมั่นคงจนเชิดหน้าชูตาได้ แต่เหตุเพราะว่าขาดความกล้า ความขยันหมั่นเพียรเท่าที่ควร จึงทำให้สิ่งต่างๆ ที่คิดหรือวางแผนมานั้นต้องมีอันจบสิ้นลงไปเพราะไม่กล้าที่จะเริ่มต้นกระทำ หรือสร้างผลงานอย่างจริงจัง/.



145. การอ่านดวงชะตา ๒     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 22:21 ลบความเห็นนี้

การอ่านดวงชะตาตอนที่ ๒

สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ เรื่องเงินทองถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญนำหน้าเรื่องความรักเสียแล้ว แต่ก็อย่างว่า คนเราจะสนใจเรื่องความรักก็ต่อเมื่อท้องอิ่ม แต่ถ้าท้องอดเมื่อไหร่เรื่องความรักไม่ได้อยู่ในสายตาหรือว่าความคิดเลย มีคำถามหลายหนึ่งซึ่งเป็นถามยอดฮิต คือเมื่อไหร่จะรวย ตรงนี้เป็นคำถามที่เหมือนถามขึ้นเพื่อเป็นความหวังให้กับตัวเองเท่านั้น เพราะถ้าสามารถกำหนดได้ว่า เท่าไหร่ที่เรียกว่า รวย ก็คงจะหาคำตอบได้ไม่ยาก แต่เพราะไม่มีค่าที่จำกัดความรวย เลยทำให้ยังคงเป็นคำถามที่พูดติดปากกันมาตลอด คงเหมือนกับการเป็นคนดี ก็ไม่มีสิ่งที่กำหนดเป็นมาตรฐานตายตัวว่า อย่างไรถึงเรียกว่า เป็นคนดี เพราะทุกคนส่วนใหญ่ก็จะมองตัวเองดีไปเกือบทุกคน ฉะนั้น สิ่งใดที่ไม่สามารถกำหนดปริมาณหรือมาตรฐานให้ได้ สิ่งนั้นก็ยังคงเป็นปัญหาหรือต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

ในดวงชะตา เรือนที่บ่งบอกเกี่ยวกับเรื่องการเงินทั้งหมดของเจ้าชะตาคือ เรือนกดุมพะ ไม่ว่าจะเป็นรายรับ รายจ่าย การหารายได้ ของสะสมต่างๆ หรือของที่สามารถเปลี่ยนผันเป็นเงินได้ ทั้งหมด เรือนกดุมพะนั้นบอกถึงสภาพความเป็นไปในเรื่อทรัพย์สินเงินทองของเจ้าชะตาทั้งหมด แต่ไม่ได้บอกว่า รวยหรือจน ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันที่ตัวอย่าง ดวง ช 21 เมษายน 2524 เวลา 15.00 น.

เรื่องที่ต้องการรู้คือเรื่องการเงินของเจ้าชะตาว่าเป็นอย่างไร เราจะดูที่เรือนกดุมพะ ๖ เป็นประธานของเรื่อง จากนั้นตามไปดูต่อว่า ดาว ๖ นั้นไปเป็นดาวเรือนในที่เรือน ตนุ ๕ กับเรือนอริ ๓ และไปเป็นดาวเรือนเกณฑ์ที่เรือนลาภ ๖ มีตำแหน่งเกษตร กับเรือนทาสา ๒ จะได้ 4 จุดหลักของเรื่องคือ
1. กดุมพะ ๖ – ตนุ ๕
2. กดุมพะ ๖ – อริ ๓
3. กดุมพะ ๖ – ลาภะ ๖ (เกษตร)
4. กดุมพะ ๖ - ทาสา ๒ (เรือนนี้อยู่ในข้อยกเว้นที่ไม่ต้องนำมาอ่าน)
เมื่อได้ข้อมูลในการอ่านครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านทีละเรื่องหลัก คือ

1.กดุมพะ ๖ – ตนุ ๕
ในเรื่องการเงินนั้น ไม่ค่อยอนาทรร้อนใจเท่าใดนัก สามารถสร้างความสุขความสบายได้ (๖) มีใช้มีจ่ายได้เรื่อย ๆอย่างสบายมือ(ธาตุน้ำ) เพราะการที่เจ้าชะตารู้จักการใช้อย่างมีเหตุผลหรือมีกฎกติกาให้กับตัวเอง(ตนุ๕) รวมถึงได้จากการให้เพราะความรักหรือความเสน่หา(๖) เพราะความน่าเชื่อถือของตัวเจ้าชะตา หรือการแสดงความรู้หรือความสามารถของเจ้าชะตา(ตนุ๕)
ในส่วนนี้จะขออธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจสักนิดหนึ่งก่อน จากที่เคยบอกไว้ว่า เรือนบอกเรื่องราว ดาวบอกการแสดง นั้นเป็นอย่างไร มาดูโครงสร้างของเรื่องกันก่อน เรื่องนั้นบอกว่า กดุมพะมาตนุ บ่งบอกถึงว่ามีเรื่องการเงินเข้ามาสู่ตัวเจ้าชะตาอย่างแน่นอน จากนั้นมาดูที่นักแสดงของเรื่องกันต่อว่า จะแสดงอย่างไร ในส่วนนี้ ผู้ศึกษาจะต้องเลือกความหมายของดาวศุกร์มาใส่ให้สอดคล้องกับเรื่องการเงินแล้วว่าจะใช้อย่างไร (เพราะความหมายของดาวศุกร์มีหลายความหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกความหมาย)จะใช้ว่าร่าเริงสดใสไม่ได้แล้ว เพราะเงินเป็นลักษณะของวัตถุ ไม่สามารถร่าเริงสดใสได้ ในที่นี้จะเลือกใช้คำว่า ความสุขความสบาย จากนั้น มาดูต่อกันที่ธาตุของดาว ดาวศุกร์เป็นดาวธาตุน้ำ เป็นความชุ่มฉ่ำ ความเรื่อยเฉื่อย
ฉะนั้น จะสรุปได้ว่าในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น สามารถสร้างความสุข ความพึงพอใจให้กับเจ้าชะตาได้ตามความคิดหรือตามกรอบ ตามเหตุผลของตัวเอง ซึ่งตัวเจ้าชะตาเป็นดาว ๕ ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องใดก็ตาม อย่างเช่น คิดว่ามีเงินพอค่าศึกษาเล่าเรียนก็พอแล้ว มีเงินแค่พอค่าอาหาร 3 มื้อก็พอแล้ว หรือมีใช้จ่ายได้อย่างไม่ขาดแคลนก็พอแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นความคิดของแต่ละบุคคลไป
นอกจากนี้ดาวศุกร์ยังเป็นเรื่องของความรัก จึงเป็นเงินที่ได้จากความรัก ความเสน่หา อย่างเช่น เห็นว่าบุคคลนี้เป็นเจ้านายที่ดีหรือเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำสั่งสอนที่ดี ก็จะเป็นส่วนให้ได้รับของฝากของขวัญหรือของกำนัลเข้ามา

2.กดุมพะ๖ - อริ ๓
ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น มักจะมีการใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนาน ความสะดวกสบายของตัวเอง( ๖) หรือใช้เพื่อหาความสุข ใจไปเรื่อย ๆ ตามความพึงพอใจของตัวเอง(ธาตุน้ำ)จนกระทั่งส่งผลให้เกิดปัญหาไม่พอใช้จ่าย เพราะความไม่รอบคอบหรือการกล้าใช้กล้าจ่ายของตัวเองหรือใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น(อริ ๓)
กดุมพะไปอริ เรื่องบอกว่า การเงินนั้นมีปัญหาอย่างแน่นอน อริที่เป็นดาวอังคารธาตุลมนั้น ไม่ได้หมายถึงการติดขัดแต่เป็นความรวดเร็ว ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเงินนั้นจะเกิดอย่างรวดเร็ว เป็นลักษณะของการเต็มใจที่จะจ่ายเพียงแค่มีไม่พอจ่ายอย่างเต็มที่เท่านั้น รวมถึงดาว ๓ นั้นเป็นดาวคู่มิตรกับดาว ๖ อริที่เป็นคู่มิตรกับกดุมพะนั้นนอกจากเต็มใจที่จะจ่ายแล้ว ยังไม่เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาอีกด้วย ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้วสามารถใช้เงินแก้ไขได้จะไม่รั้งรอเลย

3 .กดุมพะ ๖ - ลาภะ ๖ (เกษตร)
ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น ถือได้ว่า โชคดีที่สามารถหารายได้ให้กับตัวเองโดยไม่อยากลำบากนัก มีใช้มีจ่ายอย่างสะดวกสบายได้ตามความพึงพอใจของตัวเอง(๖) จึงทำให้ไม่ใคร่กระตือรือร้นเท่าไร ในการสร้างหลักทรัพย์หลักฐาน(ธาตุน้ำ) ได้แต่รอเวลารอโชคลาภที่สร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้ หรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้มาอย่างง่าย ๆ เพื่อความสุขสบายใช้จ่ายได้คล่องมือ(ลาภะ ๖ เกษตร)

แนวการคิด - จากตัวอย่างจะเห็นว่า เรือนบอกเรื่องว่าเป็นเรื่องการเงิน ซึ่งจะเป็นตัวบังคับให้กับแสดง(ดาว)ว่าจะต้องแสดงบทบาทในเรื่องการเงินเท่านั้น ห้ามแสดงนอกบท ทีนี้นักแสดงของเรื่องเป็นดาวศุกร์ รับหน้าทีดูแลเรื่องการเงินทุกเรื่อง คิดว่าดาวศุกร์นั้นจะดูแลในเรื่องการเงินอย่างไร จะประหยัดให้คุณไหม จะวิ่งเต้นหาเงินหาทองให้คุณไหม จะมีการใช้จ่ายอย่างไร ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของดาวศุกร์แต่เพียงผู้เดียว (ถ้าเป็นดาวอื่น ก็จะมีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไป) เรื่อง(เรือน) บอกเพียงได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่นักแสดง(ดาว) จะแสดงบทบาทไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง/.

146. อ่านดวงชะตา ๓     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 22:28 ลบความเห็นนี้

การอ่านดวงชะตาตอนที่ ๓
เรื่องคู่ครองในยุคปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะตอบได้ว่าจะได้อยู่ร่วมกันตลอดชีวิต เพราะหนทางการเลือกคู่นั้น มีมากมายกว่าในสมัยก่อนมาก สมัยก่อนนั้นกว่าผู้ชายจะพบกับผู้หญิงได้นั้น จำเป็นต้องรองานเทศกาลบ้าง รองานบุญบ้างเพื่อได้เจอ แต่สมัยนี้ เจอกันได้แทบทุกเวลาทุกสถานที่ และสมัยก่อนผู้ชายจะเป็นผู้นำครอบครัว ทำมาหาเลี้ยงทั้งครอบครัวแต่ผู้เดียว ผู้หญิงมิได้มีหน้าที่อะไร เป็นได้เพียงแต่ผู้ตาม จะสุขหรือจะทุกข์อย่างไร เมื่อครองคู่แล้วจำเป็นต้องอยู่กันไปตลอดชีวิต
ในสมัยก่อนผู้ชายจะต้องเป็นฝ่ายไปสู่ขอผู้หญิง นั่นเป็นประเพณี แต่ในสมัยนี้ นี้เท่าที่ผู้เขียนเห็น เรียกได้ว่า ผู้หญิงแทบจะเป็นฝ่ายต้องไปสู่ขอผู้ชายแทนแล้ว เพราะเมื่อสิ่งต่างๆ แต่ปัจจุบันนี้มิได้เป็นแบบนั้น ผู้หญิงกับผู้ชาย สามารถทำอะไรได้หลายๆ ที่เกือบจะเท่าๆ กัน (ยกเว้นเป็นบางอย่างเท่านั้น) จึงทำให้ต้องแยกกันระหว่างการมีคู่กับการได้แต่งงาน เพราะการมีคู่นั้น มิใช่การได้แต่งงาน หรือการเป็นสามีภรรยากันนั้น ในปัจจุบันสามารถตกลงกันเป็นส่วนตัวได้โดยมิต้องผ่านผู้ใหญ่รับรอง สามารถเลือกทำได้ตามใจชอบโดยไม่ได้นึกถึงกรอบประเพณี เมื่อเกิดความพอใจหรือไม่พึงพอใจในสิ่งใด จะสามารถตัดสินกันได้อย่างง่ายๆ และรวดเร็ว เพราะคู่แท้ตามดวงชะตานั้นไม่ได้บอกว่าจะต้องได้ครองคู่อยู่ร่วมกัน แต่จะมีการเจอกัน เหมือนคำโบราญที่ว่า “คู่กันแล้วต้องไม่แคล้วกัน” หรือ คำว่า “บุพเพสันนิวาส” นั่นคือมิว่าจะอยู่แห่งไหนจะต้องมีการได้มาพบเจอกันและรักกันชั่วระยะหนึ่ง แต่มิได้หมายถึงว่าจะต้องได้ครองคู่อยู่ร่วมกันไปชั่วชีวิต
จึงทำให้การอยู่ร่วมกันแบบชั่วฟ้าดินสลายนั้น กลายเป็นนิยายเพ้อฝัน เป็นความคิดหรือคำพูดที่เอาไว้เพียงเพื่อปลอบใจ ว่าจะเป็นไปเช่นนั้น เพราะชีวิตของคนเรานั้นมิใช่นิยาย ที่เจ้าชายกับเจ้าหญิงได้แต่งงานกันแล้วอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป แต่ชีวิตคนเรามีอะไรที่มากกมายกว่านั้น ความอดทนที่จะประคองชีวิตคู่ให้อยู่กันได้นานนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างหายากเต็มที นอกเสียจากจะเป็นลักษณะของการจำทนและจำยอม และถ้าคู่ครองตามดวงชะตามิได้บอกว่าจะต้องได้อยู่ครองคู่กัน นั่นก็หมายความว่า คนที่ไม่ได้อยู่ครองคู่กันนั้น คือคู่แท้ตามดวงชะตา แล้วนั่นเอง
ในปัจจุบันเท่าที่ผู้เขียนเห็นหรือจากประสบการณ์ในการพยากรณ์ดวงนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมิได้เลือกคู่ครองตามดวงชะตาก็มี ทั้งนี้แล้วแต่ว่าจะเลือกคู่ครองนั้นมาเป็นลาภะ หรือเพื่อมาเป็นภาระของตัวเอง ซึ่งตรงนี้เป็นการเลือกคู่ครองที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้เลือกเพราะจากความรักอย่างเดียว บางสิ่งบางอย่างในดวงชะตาจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน
ในดวงชะตา เรือนที่บ่งบอกเกี่ยวกับเรื่องคนรักคู่ครองของเจ้าชะตาคือ เรือนปัตนิ (ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งในหลายๆ ความหมายของเรือนนี้) โดยจะมีการแบ่งออกเป็น 4 เรื่องด้วยกันคือ 1.เป็นเรื่องความรักของเจ้าชะตา 2. เป็นเรื่องสำพันธ์ภาพระหว่างคนรักคู่ครองในการพบปะเจอะเจอ 3. เป็นลักษณะเหตุการณ์หลังการครองคู่ 4. เป็นอุปนิสัยหรือการดำเนินชีวิตของตัวคู่ครอง แต่ในตอนนี้จะเลือกการอ่านเป็นลักษณะตัวคู่ครองของเจ้าชะตาตา ดังนี้

ตัวอย่าง ดวง ช 21 เมษายน 2524 เวลา 15.00 น.
เรื่องที่ต้องการรู้คือตัวคนรัก คู่ครองตามดวงชะตานั้นเป็นอย่างไร เราจะดูที่เรือนปัตนิ ๔ เป็นประธานของเรื่อง จากนั้นตามไปดูต่อว่า ดาว ๔ นั้นไปเป็นดาวเรือนในที่เรือน ตนุ ๕ กับเรือนอริ ๓ และไปเป็นดาวเรือนเกณฑ์ที่เรือนลาภ ๖ มีตำแหน่งเกษตร กับเรือนทาสา ๒ จะได้ 4 จุดหลักของเรื่องคือ
1. ปัตนิ ๔ - ตนุ ๕
2. ปัตนิ ๔ เกษตร + ๘
3. ปัตนิ ๔ - ศุภะ ๔ เกษตร + ๘
4. ปัตนิ ๔ - กัมมะ ๕

เมื่อได้ข้อมูลในการอ่านครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านทีละเรื่องหลัก คือ

1. ปัตนิ ๔ - ตนุ ๕
ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ) จะเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดี มีมิตรไมตรีกับผู้คนรอบด้าน(๔) รู้จักการเจรจาที่อ่อนหวาน ฟังระรื่นหู (ธาตุน้ำ) เสมือนประหนึ่งว่า เป็นเพื่อนคู่คิดและเป็นมิตรที่ดี เพื่อสร้างมิตรภาพหรือให้เป็นที่น่าพอใจของเจ้าชะตา(ตนุ ๕)
ความหมายคู่ดาว ๔ – ๕ เป็นคู่วิชาการ ส่งผลให้ตัวคู่ครองของเจ้าชะตานั้น มักจะมาขอแนะนำหรือขอคำปรึกษาหารือขอความรู้จากเจ้าชะตา
ถ้าเป็นการพบปะหรือเจอะเจอ จะเป็นลักษณะของการที่ตัวคู่ครองของเจ้าชะตามักจะเข้ามาปรึกษาหารือ หรือขอคำแนะนำต่างๆ จากเจ้าชะตาจนเกิดการสานสำพันธ์ที่สนิทสนมจนกลายเป็นความรักต่อมา ยิ่งตัวเจ้าชะตามีความรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งเปิดโอกาสให้มีคนเข้ามาชอบพอมาก

2. ปัตนิ ๔ เกษตร + ๘
ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ) สามารถปรับตัวเข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม แต่มักปรวนแปรไม่ค่อยจะแน่นอน(ธาตุน้ำ) คำพูดที่อ่อนหวาน นุ่มนวลชวนฝันที่ดูเหมือนว่ามีจิตใจดีนั้นมักแฝงไปด้วยชั้นเชิงและเล่ห์เหลี่ยมจะให้หลงเชื่อและคล้อยตามได้ไม่ยาก(๔เกษตร + ๘)

3. ปัตนิ ๔ - ศุภะ ๔ เกษตร + ๘
ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ)โดยทั่วไปแล้วไม่ใครมีความทะเยอทะยานมากนัก
มักจะรอคอยสิ่งต่างๆ ได้อย่างเย็นใจ(ธาตุน้ำ) รู้จักการใช้ความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นไหวพริบและชั้นเชิงต่างๆ ในการช่วงชิงสิ่งที่ต้องการ มีความคิดมีความใฝ่ฝันถึงอนาคตอันเรืองรอง ที่จะได้มาอย่างไม่ยาก เพียงแค่เอ่ยปากก็ได้แล้ว(ศุภะ ๔ เกษตร+๘)

ความหมายคู่ดาว ๔ – ๘ เป็นคู่ศัตรู ส่งผลให้ตัวคู่ครองของเจ้าชะตานั้น มักจะผิดคำพูดหรือคำมั่น คำสัญญาต่างๆ นั้นเชื่อถือไม่ใคร่ได้ ความคิดต่างๆ มีการผันแปรไปอย่างไม่แน่นอน
ดาวคู่ศัตรู คู่นี้ ส่งผลถึงเรื่องการชิงไหว ชิงพริบกัน เพราะดาว ๔ นั้นมีปฏิภาณดี ส่วนดาว ๘ ก็มีชั้นเชิงดี จึงทำให้กินกันไม่ลง แต่ถ้าคู่นี้ มาผสานร่วมมือกันแล้วจะทำให้ กลมกลิ้งลื่นไหล แบบจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเลยทีเดียว

4. ปัตนิ ๔ - กัมมะ ๕
ในเรื่องตัวคนรักคู่ครองของเจ้าชะตานั้น(ปัตนิ)ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีการเจรจาหรือว่าไหวพริบดีก็ตาม แต่เพราะความเรื่อยเฉื่อยไม่เร่งรีบ(ธาตุน้ำ)ไม่ใคร่ใส่ใจ ในภารกิจของตัวเองเท่าใดนัก ส่งผลให้ไม่ใคร่เจริญก้าวหน้าในอาชีพหรือการงานของตัวเอง โดยเฉพาะงานด้านวิชาการต่าง ๆ(กัมมะ ๕)

*จากนั้น นำเรื่องทั้งหมดมาประมวลร่วมกันเพื่อสรุปออกเป็นคำพยากรณ์*

ในเรื่องตัวคนรัก หรือคู่ครองของเจ้าชะตานั้น จะเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยดีในการผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่น(ปัตนิ๔) มีการเจรจาที่ดูอ่อนหวานน่าฟัง(ธาตุน้ำ)ในการสานสำพันธ์กับเจ้าชะตา(ตนุ) แต่เพราะความไม่ใคร่มีความมั่นคงในคำพูดของตัวเองนัก(ธาตุน้ำ) จะเป็นการพูดเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือว่าเพื่อไม่ขัดแย้งกับสถานการณ์รอบตัว ทำให้บางครั้งเหมือนว่าไม่ค่อยซื่อตรงหรือซื่อสัตย์นัก คำพูดต่างๆ มักจะแฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงต่าง ๆ(๔ เกษตร+๘) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่ตัวเองมุ่งหวังไว้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างราบรื่น (ศุภะ)จึงก่อให้กลายเป็นผู้ที่ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ไม่ใคร่เหมาะสมที่จะรับภาระหน้าที่ ที่ต้องใช้ความรอบคอบหรือการงานที่จะต้องใช้ความรอบรู้อย่างดี(กัมมะ)

ในเรื่องความรักของเจ้าชะตานั้น ดูไปแล้วน่าจะดี เพราะไม่มีเรือนไหนบอกถึงความเสียหายเลย แต่ชะตานี้มีปัญหาเรื่องความรักมาก เป็นเพราะเหตุใดนั้นมาดูกันต่อ....
ดวงนี้เป็นดวงชาย ปัตนิ ๔ มาตนุ ๕ นั้นบ่งบอกว่า เจ้าชะตานั้นจะมีเพศตรงข้ามไปมาหาสู่เจ้าชะตาอยู่เสมอ และจะเป็นฝ่ายที่สานสำพันธ์โดยการพูดคุยกับเจ้าชะตาก่อน ก็เพราะหวังที่จะได้ข้อแนะนำหรือคำปรึกษาจากตัวเจ้าชะตา รวมถึงความรู้ต่างๆ ที่เจ้าชะตามี ยิ่งถ้าเจ้าชะตามีความรอบรู้มาก และชอบบอก ชอบสอนก็จะยิ่งส่งผลให้มีเพศตรงข้ามเข้ามามากเช่นกัน แต่ตัว ปัตนิ ๔ เกษตร + ๘ นั้นบ่งบอกว่า เพศตรงข้ามที่เข้ามานั้นไว้ใจไม่ใคร่ได้มากนัก คำพูดที่ไพเราะเสนาะใจ นั้นแฝงไว้ด้วยเล่ห์ เพราะความเป็นธาตุน้ำ ทำให้คำมั่นหรือคำสัญญาต่างๆ นั้น มีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด เป็นคำพูดที่ไม่สามารถยึดถือเป็นจริงเป็นจังได้ การรับปากหรือตกลงสิ่งใด เป็นเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่จะนำพาไปสู่ความราบรื่นหรือการเอาตัวรอดของตัวเองเท่านั้น ส่งผลให้เกิดความอึดอัดใจ และไม่ง่ายเลย ถ้าจะต้องรับภาระในสิ่งต้องทำตามขั้นตอนหรือทำตามประเพณี

ดวงนี้ ถึงแม้จะโครงสร้างจะบอกว่า ปัตนิ ศุภะ คือ เรื่องคู่นั้นมีโอกาสได้ครองคู่อยู่กันอย่างราบรื่น ตามความหมายเรือนก็จริงอยู่ เพียงแต่ว่าต้องอยู่ในข้อแม้ของดาว ๔ เกษตร + ๘ คือ ไม่ต้องคำนึงถึงระเบียบประเพณีมากนัก จะต้องใช้การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง ไม่สนใจคำโกหกพกลมต่างๆ จึงจะอยู่กันได้อย่างราบรื่น/.

147. อ่านดวงชะตา ๔     [118.172.172.136]     08 Jan 2011 - 22:34 ลบความเห็นนี้

การอ่านดวงชะตาตอนที่ ๔
ปัญหาหรือข้อสงสัยที่เป็นคำถามประจำสืบต่อกันมาอย่างไม่จบไม่สิ้นนั้น คือ การมุ่งประเด็นของเรื่องไปที่ความหมายเรือนเพียงอย่างเดียว โดยมิได้พิจารณาถึงดาวที่ เป็นส่วนสำคัญของเรือนนั้น ๆ ในตอนนี้ ผู้เขียนจะขออธิบาย เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างกันในเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินก่อน โดยจะยกตัวอย่างให้ดู 3 เดือนเกิดด้วยกัน โดยจะตั้งเฉพาะเพียงฐานเดือนเท่านั้น เพื่อให้เห็นชัดถึงความแตกต่าง ดังนี้

ในเรื่องการเงินนั้น เราจะดูที่เรือนกดุมพะ เป็นหลัก จะเห็นว่าดาวกดุมพะไปเป็นดาวพระเคราะห์เรือนในที่เรือนตนุ เราจะตั้งโครงสร้างในการอ่านดังนี้
ผู้ที่เกิดเดือนอ้าย(๑) คือ กดุมพะ ๒ – ตนุ ๑
ผู้ที่เกิดเดือนยี่(๒) คือ กดุมพะ ๓ – ตนุ ๒
ผู้ที่เกิดเดือนหก(๖) คือ กดุมพะ ๗ – ตนุ ๖

หลักของการอ่านจะมีเพียง 2 ข้อ คือ 1.อ่านเรื่องอะไรอยู่ 2. อ่านให้เป็นเรื่องราว เมื่อเราต้องการอ่านเรือนกดุมพะเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องอ่านดาวที่เป็นเจ้าเรือนเรื่องนั้นเป็นสำคัญส่วนเรือนรองคือตนุนั้น จะเป็นเพียงส่วนที่จะเข้ามาขยายหรือเป็นส่วนประกอบของเรื่องเท่านั้น

ผู้ที่เกิดเดือนอ้าย(๑) กดุมพะ ๒ – ส่งผลให้ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น ค่อนข้างตึงตัว แต่คงทนเป็นลักษณะของการสะสมทรัพย์(ธาตุดินอ่อน)มักจะได้รับเงินจากการให้ความสนับสนุนหรือการช่วยเหลือเกื้อกูล และถ้ารู้จักการใช้อ่อนน้อมถ่อมตนด้วยแล้วจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางหลักทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน จะมีการใช้จ่ายเงินเพราะความใจอ่อนความสงสารหรือการช่วยเหลือผู้อื่นเช่นเดียวกัน (๒) ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ตัวเองได้มีความเป็นผู้นำหรือเป็นการสร้างชื่อเสียงตามความทะเยอทะยานของตัวเอง(ตนุ ๑)
คู่ดาว ๒ – ๑ เป็นคู่กลุ่มก้อนหรือคู่หมู่คณะ ส่งผลให้ในการสร้างฐานะหรือรายได้นั้นเกิดจากการที่เป็นผู้นำทีมหรือจากการทำงานร่วมกลุ่ม องค์กรต่างๆ อย่างเช่น ผู้นำกลุ่มขายตรงอย่างที่เห็นกันทั่วๆ ไป

ผู้ที่เกิดเดือนยี่(๒) กดุมพะ ๓ – ส่งผลให้ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น ค่อนข้างหมุนคล่องมือ เป็นลักษณะของการรับซ้ายจ่ายขวา(ธาตุลมกรด) เป็นการได้มาง่าย และจ่ายออกไปอย่างง่าย ๆด้วยเช่นกัน เป็นลักษณะของความกล้าที่จะได้กล้าที่จะเสี่ยงในเรื่องการเงิน เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแบบทันใจ (๓) ตามความคิดฝัน ตามจินตนาการอันบรรเจิดที่จะมีเงินเข้ามาโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหรือลงแรงทำสิ่งใด(ตนุ ๒)
คู่ดาว ๓ – ๒ เป็นคู่การเอาใจใส่มากเกินไปจนกลายเป็นความหวาดระแวงในเรื่องการเงินเป็นความวิตกกังวลจนฟุ้งซ่าน พวกนี้จะเป็นลักษณะนับเงินแล้วนับเงินอีก กลัวเงินที่มีอยู่หายหรือไม่ครบถ้วน

ผู้ที่เกิดเดือนหก(๖) กดุมพะ ๗ – ส่งผลให้ในเรื่องการเงินของเจ้าชะตานั้น สร้างความร้อนรุ่มใจให้ได้อยู่เสมอๆ (ธาตุไฟสุมขอน) เพราะกว่าจะหาได้ในแต่ละครั้งนั้นต้องใช้ความอดทนรอคอยเป็นระยะเวลานาน จึงสร้างความทุกข์ความเครียดให้ได้ไม่หยุดหย่อน (๗) ถึงแม้จะมีเข้ามา แต่ไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของเจ้าชะตา ที่จะใช้ซื้อหาความสุขความสบายใจหรือเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง(ตนุ ๖)
คู่ดาว ๗ – ๖ เป็นคู่ศัตรู เป็นความทุกข์ทรมานใจในการที่ต้องอดทนรอคอย จนกว่าจะมีเงินตราหาซื้อ ความสุขความสบายให้กับตัวเอง
จะเห็นว่า ถึงแม้ ความหมายเรือนจะเหมือนกัน คือ กดุมพะ – ตนุ คือมีเรื่องการเงินเข้ามาหาตัวเจ้าชะตาอย่างแน่นอน แต่เรื่องการเงินที่เข้ามานั้น ส่งผลอย่างไร จำเป็นจะต้องดูที่ดาว เมื่อดาวต่างกัน จะทำให้เรื่องราวต่างๆ นั้น แปรเปลี่ยนแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนความหมายของคู่ดาวก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับเรื่องราวที่อ่านนั้น
ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่หลายคนมองข้ามกันไป จึงทำให้ไม่สามารถตัดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องมีการนำวิชาอื่นๆ มาร่วมอ่าน เพื่อตัดว่าดีหรือเสีย แต่ในวิชาเจ็ดตัวระบบโหรนั้น เป็นวิชาที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว สามารถอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดพอสมควร ไม่จำเป็นต้องนำวิชาอื่นเข้ามาอ่านร่วมให้วุ่นวาย เพราะในการ อ่านดวงชะตาหนึ่งดวง ถ้าต้องใช้วิชาเกินกว่า 1 วิชาแล้ว ถือว่าวิชาที่ใช้อยู่นั้น ไม่มีความสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องหาวิชาอื่นมาช่วยเพื่อหาข้อดีและข้อเสีย/.

148. maya     [124.120.238.177]     09 Jan 2011 - 01:02 ลบความเห็นนี้

อาจารย์คะ..กราบขอบพระคุณ.ค่ะ..

แม้.ว่า..ณ.ขณะนี้..ยังไม่มีโอกาส..ได้ไปเรียน..

สักวันหนึ่ง..ต้องได้ไปเรียนค่ะ..

149. maya     [124.120.73.213]     09 Jan 2011 - 03:31 ลบความเห็นนี้

วิชาเจ็ดตัวระบบโหร
.........................................................................................................

นั้นเป็นวิชาที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว

สามารถอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดพอสมควร ไม่จำเป็นต้องนำวิชาอื่นเข้ามาอ่านร่วมให้วุ่นวาย

เพราะในการ อ่านดวงชะตาหนึ่งดวง ถ้าต้องใช้วิชาเกินกว่า 1 วิชาแล้ว

ถือว่าวิชาที่ใช้อยู่นั้น ไม่มีความสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องหาวิชาอื่นมาช่วยเพื่อหาข้อดีและข้อเสีย/.

150. maya     [124.120.73.213]     09 Jan 2011 - 03:45 ลบความเห็นนี้

อาจารย์คะ..
.........................................................................................................

ผู้เขียนรู้สึกเสียดายถ้าวิชาดีๆ ของไทยได้ค่อยๆ สูญหายไป

จึงได้ทำการเปิดสอนวิชาเลขเจ็ดตัวระบบโหรนี้ ที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ

เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของนักศึกษาวิชาพยากรณ์และสำหรับผู้ที่เคยเรียนไปแล้วได้พัฒนาวิชาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ผู้เขียนขอใช้หลักสูตรของ อ.พายัพ วชิโร เป็นแบบฉบับในการสอน

วิชานี้ใช้สำหรับผู้ที่มีเวลาเกิดไม่ชัดเจน แต่ปัจจุบันสามารถใช้สำหรับผู้ที่ไม่อยากบอกเวลาเกิดที่แท้จริงอีกด้วย
.........................................................................................................

ถึงแม้ว่าวิชานี้จะเคยเป็นที่โด่งดังมาแล้ว สมัยท่าน อ.ประทีป

เปิดสอนที่สมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย มีผู้สนใจศึกษามากมาย

แต่ปัจจุบันก็หาคนสืบทอดได้ยากเต็มที

เพราะปัจจุบันนี้มีวิชาที่มารองรับในการพยากรณ์ ค่อนข้างหลากหลาย เลยทำให้วิชานี้ค่อย ๆ เลือนหายไป/.

.........................................................................................................

อาจารย์.เปิดสอนวันไหนคะ..ขอทราบวัน เวลา สถานที่ ด้วยคะ..กรุณาด้วยคะ..

151. แม่บททักษา 1     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 10:23 ลบความเห็นนี้

แม่บททักษา ภาคพยากรณ์จร (วัยจร)
โดย ศรรวสา.....
จากพื้นฐานดวงชะตาสู่ภาคพยากรณ์จร โดยหลักของทักษานี้ จะเริ่มจากการพยากรณ์วัยจรก่อน แล้วจึงต่อด้วยการพยากรณ์ปีจร การพยากรณ์วัยจรนั้นจะใช้การแบ่งวัยของอายุเป็นหลักใหญ่ๆ ก็เพื่อให้ทราบว่า ในแต่ละช่วงวัยของอายุนั้น ส่งผลอย่างไรในการดำเนินชีวิต จะเป็นเพียงแนวโน้มแบบภาพกว้างในเรื่องต่างๆ ของพื้นดวง ที่มาส่งผลอย่างมากในช่วงวัยนั้น ๆ

การพยากรณ์วัยจรต่างกับการพยากรณ์ปีจรอย่างไรนั้น ถ้าจะให้มองเห็นภาพโดยการเปรียบเทียบ ก็จะเปรียบได้อย่างเช่น ตัวคุณได้เข้าไปเป็นคนจัดการดูแลเสื้อผ้าให้กับนายแบบหรือนางแบบ ก็เหมือนกับว่าได้เข้าไปอยู่ในแวดวงของการเดินแบบแล้ว(เปรียบเสมือน เหตุการณ์ของช่วงวัย) ที่อาจจะได้เป็นนายแบบหรือนางแบบก็ได้ แล้วอยู่มาวันหนึ่งคุณก็มีโอกาสที่ได้เป็นนายแบบหรือนางแบบเสียเอง(เปรียบเสมือนเหตุการณ์ของช่วงปี) เหตุเพราะว่าตัวคุณได้เข้าไปพัวพันหรือผูกพันอยู่กับสิ่งนั้นๆ มาก่อนแล้ว เรียกได้ว่ามีโอกาสมากกว่าคนอื่น

ในช่วงวัยต่าง ๆ นี้ นอกจากจะใช้ความหมายภูมิและดาวในการตีความแล้ว ยังจำเป็นต้อง ดูช่วงอายุเป็นหลักด้วย ว่าจะพยากรณ์ออกมาในรูปแบบใด โดยใช้ความหมายให้เหมาะสมกับวัยนั้น ๆ ด้วย

วัยจร จะเริ่มต้นด้วยการแบ่งอายุออกเป็นช่วงวัยและวัยที่ครอบคลุมช่วงอายุนั้น จะมาจากกำลังของดาวที่ส่งผลกับดวงชะตา จะใช้อายุย่างในการพยากรณ์ โดยเริ่มจากการแบ่งเป็นช่วงวัย โดยแต่ละช่วงวัยของอายุนั้นจะใช้กำลังของดาวเป็นตัวกำหนดแต่ละช่วงปีของอายุ กำลังของดาวต่างๆ มีดังนี้
ดาวอาทิตย์ มีกำลัง ๖ ดาวจันทร์ มีกำลัง ๑๕ ดาวอังคาร มีกำลัง ๘ ดาวพุธมีกำลัง ๑๗
ดาวเสาร์ มีกำลัง ๑๐ ดาวพฤหัส มีกำลัง ๑๙ ดาวราหูมีกำลัง ๑๒ ดาวศุกร์ มีกำลัง ๒๑

ตัวอย่าง ดวงชาย เกิดวันศุกร์ 17/10/2518 เวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อนำมาเข้าภูมิทักษา และผูกดวงจักรราศีเพื่อประกอบแล้ว ก็เริ่มนับอายุจากวัยแรก จากดาววันเกิด ที่ภูมิบริวาร แล้วไล่เรียงไปเรื่อย (ไม่นับเข้าตากลาง) ในการนับอายุของรอบปีนั้น จะเริ่มนับอายุจาก วัน เดือน ปีเกิด เป็นย่างเข้าหนึ่งขวบแรกปี อย่างเช่น เจ้าชะตาเกิด วันที่ 17/10/2518 ก็เริ่มอายุย่างเข้าหนึ่งขวบปีแรก พอถึง 16/10/2519
จึงถือว่า เป็นหนึ่งขวบปีเต็ม และย่างเข้าสองขวบปี วันที่ 17/10/2519 เจ้าชะตาเกิดวันศุกร์ จึงเริ่มนับอายุในขวบปีแรก ที่ภูมิบริวาร ๖ ช่วงวัยจะกำหนดตามกำลังดาว ซึ่งดาวศุกร์มีกำลัง ๒๑ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 1- 21 ปีที่ภูมิบริวาร ๖ จากนั้น เริ่มนับต่อที่ภูมิอายุ ๑ ดาวอาทิตย์มีกำลัง ๖ เริ่มนับอายุ ตั้งแต่ 22 – 27 ปี จากนั้น ต่อด้วยภูมิเดช ๒ ซึ่งมีกำลัง ๑๕ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 28 – 42 ปี ต่อมาเป็นภูมิศรี ๓ มีกำลัง ๘ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 43 – 50 ปี ต่อมาเป็นภูมิมูละ ๔ มีกำลัง ๑๗ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 51 – 67 ปี ต่อมาเป็นภูมิอุตสาหะ ๗ มีกำลัง ๑๐ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 68 – 77 ปี ต่อมาเป็นภูมิมนตรี ๕ มีกำลัง ๑๙ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 78 – 96 ปี ต่อมาเป็นภูมิกาลี ๘ มีกำลัง ๑๒ เริ่มนับอายุตั้งแต่ 97 – 108 ปี ครบรอบภูมิทักษา
หลักของการพยากรณ์วัยจรนั้น ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มต้นที่ภูมิบริวารเป็นภูมิแรก แต่เราไม่สามารถที่จะนำเอาความหมายของภูมิบริวารมาอ่านเป็นวัยเริ่มแรกได้ เหตุเพราะว่าแต่ละช่วงวัยนั้น มีกำหนดระยะเวลาแตกต่างกัน บางช่วงวัยกินระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่บางช่วงวัยก็สั้น และ ในการนับอายุทุกครั้งต้องเริ่มต้นที่ภูมิบริวารและจบท้ายด้วยภูมิกาลีเสมอ จะทำให้เป็นการจำกัดรูปแบบการเริ่มต้นของทุกช่วงวัยของทุกคนให้เหมือนกัน ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราจึงใช้ดาวเจ้าวัยไปอยู่ภูมิไหน เป็นตัวกำหนดเรื่องของช่วงวัยนั้นเลย เมื่อแบ่งเป็นช่วงวัยได้แล้ว จึงค่อยมาอ่านภาพรวมของช่วงชีวิตในแต่ละวัย โดยเริ่มจากวัยแรกที่ภูมิบริวาร ๖ อายุตั้งแต่ 1- 21 ปี ดาวที่ส่งอิทธิพลแก่เจ้าชะตาในช่วงวัยนี้หรือที่เรียกว่า ดาวเสวยอายุ คือดาวศุกร์ เราจะใช้ภูมิที่ดาวเจ้าวัยไปอยู่เป็นตัวกำหนดเรื่องราว (คล้ายๆ การอ่านมุมดาว คือไม่อ่านที่มาของดาว แต่อ่านภูมิที่ดาวไปอาศัยอยู่) ตรงอาจจะต้องอธิบายเพื่อความเข้าใจ ให้มองเห็นภาพกันสักหน่อย
ดาวศุกร์ เป็นเรื่องความรัก ความสุข ความสบาย(ผู้เขียนจะขอใช้ความหมายง่าย ๆ ดวงดาวไปก่อน) ก็จะหมายถึงว่า ในช่วงวัยนี้เจ้าชะตาต้องการได้รับความรัก ความสุข ความสบายอย่างมาก ธาตุน้ำของดาวศุกร์เป็นธาตุของความเย็นสบาย ไม่เร่งรีบ ไม่ทุกข์ร้อน (ตรงนี้คือพลังงานของดาวที่ส่งอิทธิพลให้กับตัวเจ้าชะตาในช่วงวัย)
ดาวศุกร์มาอยู่ภูมิอายุ ๑ ที่ราศีสิงห์ เป็นธาตุไฟชั้นสอง ธาตุน้ำของดาวศุกร์โดนไฟของธาตุราศีแผดเผา ท่านผู้อ่านคิดว่า ดาวศุกร์ ยังสามารถจะสุขสบายได้อย่างความต้องการอีกหรือ น้ำเมื่อโดนไฟเผานานวันเข้าก็ยิ่งจะเหือดแห้งลง สภาวะตรงนี้ส่งผลให้ไม่สามารถปล่อยชีวิตไปอย่างไร้จุดหมายได้อีกแล้ว ความร้อนรนจนเกิดการผลักดัน ทำให้เจ้าชะตาไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ หรือเที่ยวเล่น พักผ่อนหย่อนใจ ได้ตามอย่างที่ต้องการ
เพื่อต้องการที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ให้ได้รับเกียรติ ให้ได้รับการยกย่อง(อายุ ๑) ถึงแม้อยากจะสบาย ถึงแม้ไม่อยากจะทำอะไร (๖) แต่เพื่อเป้าหมายของชีวิตที่ต้องการความเป็นที่หนึ่งแล้ว ทำให้เจ้าชะตาต้องเร่งผลักดันตัวเอง (น้ำไปอยู่ไฟ)

152. แม่บททักษา 2     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 10:38 ลบความเห็นนี้

วัยนี้เป็นช่วงวัยเด็กและวัยศึกษา จะเป็นไปได้ว่า ถึงแม้อยากเที่ยวเล่นอย่างสนุกสนาน หรือ อยากพักผ่อนนอนสบาย แต่ก็ต้องตัดใจบังตับตัวเองให้ต้องอ่านหนังสือ เป็นต้น ทำให้เจ้าชะตาไม่สามารถใช้ชีวิตสุขสบายได้อย่างเด็กทั่วไป เพราะต้องเร่งสร้างตัวเองให้มีความสามารถพิเศษ เป็นคนพิเศษ ไม่ธรรมดา เหนือชั้นกว่าใครๆ จนได้รับการกล่าวขวัญถึง หรือได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้น หัวหน้ากลุ่ม มีผลงานต่าง ๆ ที่สร้างชื่อให้กับตัวเอง

วัยที่สอง เริ่มที่ภูมิอายุ ๑ ดาวเจ้าวัยเป็นดาวอาทิตย์ ช่วงอายุตั้งแต่ 22 – 27 ปี ดาวอาทิตย์เสวยอายุ
ดาวอาทิตย์ เป็นเรื่องของเกียรติ ชื่อเสียง ทำให้เจ้าชะตามีความมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะนำพาชีวิตให้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วตามตั้งใจ ธาตุไฟของดาวอาทิตย์ เป็นพลังงานความร้อน ที่กระตุ้นให้คิดการใหญ่มีเป้าหมายสูง ทำให้เกิดความ เร่งรีบ ร้อนรน จนอยู่ไม่เป็นสุข
ดาวอาทิตย์ มาอยู่ภูมิมูละ ๔ ที่ราศีกัยน์ เป็นธาตุดินชั้นสาม เป็นธาตุที่สกัดความรุ่งโรจน์โชติช่วงของธาตุไฟ ถึงแม้ว่าธาตุดินชั้นสามนั้นจะไม่สามารถหยุดการลุกโชนของไฟได้ทั้งหมด แต่ก็ทำให้เปลวไฟไม่อาจจะแผ่กระจาย ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ความหวังตั้งใจเดิมที่จะก้าวล้ำนำหน้า กลับต้องล่าช้าออกไป
ทั้งนี้ก็เพื่อการแสวงหารายได้ ทรัพย์สิน หรือหลักทรัพย์ต่างๆ จำเป็นต้องรู้จักการปรับตัว(มูละ๔) ถ้าเคยทิฐิ อวดดี ไม่ยี่หระใคร ๆ (๑) ก็ต้องรู้จักหัดโอภาปราศรัย กับคนอื่นๆ (๔) ถ้าเคยเก่งกล้าสามารถ ยกตนข่มท่าน ก็ต้องเก็บไว้ไม่แสดงออกมา (ไฟไปอยู่ดิน)
มูละ ๔ เกษตร ส่งผลให้มีการวางแผนอย่างแนบเนียนเป็นขั้นตอน รอเวลาได้ไม่รีบร้อน ในการสร้างหลักทรัพย์ให้กับตัวเอง
มูละ ๔ อุจ ส่งผลให้ในเรื่องการเจรจาที่ดูน่าเชื่อถือ สามารถพูดโน้มนำหรือโน้มน้าวผู้อื่นให้คล้อยตามได้
วัยนี้เป็นช่วงของวัยศึกษาต่อด้วยวัยทำงาน ถ้าเจ้าชะตาทำงานก็สามารถสร้างหลักทรัพย์ หลักฐานให้กับตัวเองได้ โดยการใช้บุคลิกภาพที่ดูมาดมั่น ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ และการเจรจาที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ถ้าเป็นการพึ่งพาอาศัยในเรื่องการเงินแล้ว ก็ต้องรู้จักการใช้คำพูด คำจาที่น่าฟัง โน้มน้าวให้เกิดความเชื่อใจได้

วัยที่สาม เริ่มที่ภูมิเดช ๒ ดาวเจ้าวัยเป็นดาวจันทร์ ช่วงอายุตั้งแต่ 28 – 42 ปี ดาวจันทร์เสวยอายุ
ดาวจันทร์ เป็นเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อกูล จินตนาการ ความนุ่มนวล อ่อนไหว ทำให้ช่วงวัยนี้ของเจ้าชะตาอ่อนไหวไปกับสิ่งรอบด้านได้ง่าย พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือและรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น เริ่มมีจินตนาการความใฝ่ฝันไปในอีกรูปแบบ ธาตุดินอ่อนของดาวจันทร์ ทำให้เกิดความนุ่มนวล โอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ขัดแย้งกับใคร
ดาวจันทร์ อยู่ภูมิมนตรี ๕ ที่ราศีมีน เป็นธาตุน้ำชั้นสาม เป็นธาตุที่ส่งผลให้ละลายดินอ่อน ของจันทร์ได้อย่างไม่ยากนัก สภาพของความที่ไม่ค่อยจะหนักแน่น ไม่ค่อยจะมั่นคงอยู่แล้วของดิน แม้แค่แรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ก็สามารถทำให้เกิดการแปรปรวนไปได้อย่างง่ายๆ เช่นกัน ส่งผลให้เจ้าชะตาไม่แข็งขืน รู้จักการใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นบันได(๒) เพื่อให้ได้รับความเมตตา ปราณี เพราะการที่ต้องเข้าไปขอรับความช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้ใหญ่ หรือการเข้าไปพึ่งพิงเพื่อขอคำปรึกษา หาความรู้ (มนตรี ๕)
มนตรี ๕ เกษตร ผู้ใหญ่ที่ให้การช่วยเหลือเจ้าชะตานั้น เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ มีความ สามารถอย่างมากแต่ก็มีกฎเกณฑ์ที่แน่นหนา ทำให้เจ้าชะตาต้องยอมจำนนอยู่ภายใต้กรอบระเบียบ และต้องปฏิบัติตามกฎที่ผู้ใหญ่วางไว้เคร่งครัด ความเป็นคู่ธาตุของสองดาวนี้ ส่งผลให้อย่างไรเสีย เจ้าชะตาและผู้ใหญ่ก็ไม่ทิ้งกัน ยังต้องให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปตลอด ส่วนความเป็นคู่ศัตรูของดาวทั้งสองนี้ ส่งผลให้เจ้าชะตาอึดอัดใจบ้างแต่ก็ไม่ได้สร้างความทุกข์อะไรให้มากมาย สามารถกระทำได้ตามเงื่อนไขที่ได้รับ
ในช่วงวัยนี้จะเป็นวัยทำงาน เป็นช่วงของการแสวงหาความเจริญก้าวหน้าให้กับชีวิต จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือเป็นหลัก ไม่ว่าสิ่งต่างๆที่ได้รับมาถือว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และทักษะต่างๆ ให้กับเจ้าชะตาเป็นอย่างมาก

วัยที่สี่ จะเริ่มที่ภูมิศรี ๓ ดาวเจ้าวัยเป็นดาวอังคาร ช่วงอายุตั้งแต่ 43-50 ปี ดาวอังคารเสวยอายุ
ดาวอังคาร เป็นเรื่องของการต่อสู้ ความขยัน ความเอาจริงเอาจัง ทำให้ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ มีโอกาสได้แสดงฝีมือ โชว์ความสามารถที่มีอยู่ของตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นช่วงที่ต้องสู้ชีวิตอย่างจริงจัง ธาตุลมของอังคาร ทำให้ต้องวิ่งไล่ล่าหาโอกาสให้กับตัวเองไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่รั้งรอในการกระทำเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน
ดาวอังคาร มาอยู่ภูมิมูละ ๔ ที่ราศีมิถุน เป็นธาตุลมชั้นสาม ธาตุลมของดาวอังคาร ถูกส่งเสริมด้วยธาตุของราศี ทำให้แสดงพละกำลังได้อย่างเต็มที่ไม่มีติดชะงัก เป็นความรวดเร็วฉับไว ไม่รั้งรอ กล้าได้ กล้าเสีย กล้าเสี่ยง
ส่งผลให้เจ้าชะตา กระทำในสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของตัวเอง ทุ่มเทในสิ่งตัวตัวเองทำจนสุดกำลังแรงกาย(๓) วิ่งเต้นติดต่อทุกวิถีทาง เร่งรีบในการหารายได้ หาทรัพย์สิน หรือในสิ่งที่ปรารถนา (มูละ๔) ต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างเต็มที่ มีวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยราบเรียบนัก (ลมอยู่ลม ช่วงวัยนี้ ก็ยังถือว่าเป็นช่วงวัยทำงานอยู่ และถือว่าผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาแล้วพอสมควร เป็นช่วงต้องต่อสู้ชีวิตช่วงหนึ่ง เพราะความผันผวนความไม่แน่นอน จากความกล้าที่จะทำในสิ่งต่างๆ เช่นการลงทุนนั้น อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างง่ายๆ เพราะความวู่วาม ขาดความรอบคอบและการไตร่ตรองที่ดี เรียกได้ว่า ถ้าดีก็ดีแบบสุดๆ ไปเลย แต่ถ้าเสียหาย ก็วอดวายได้เช่นกัน

วัยที่ห้า จะเริ่มที่ภูมิมูละ ๔ ดาวเจ้าวัยเป็นดาวพุธ ช่วงอายุตั้งแต่ 51-67 ปี ดาวพุธเสวยอายุ
ดาวพุธ ส่งผลในเรื่องความคิด ไหวพริบปฏิภาณ การติดต่อ การเจรจา เป็นการใช้ความคิดเพื่อสร้างสรรค์ หรือใช้วาทศิลป์ของตัวเอง ธาตุน้ำของดาวพุธ ทำให้ความคิดโปร่งใส ปรับตัวง่าย เจรจาน่าฟัง
ดาวพุธ มาอยู่ภูมิมูละ ๔ ที่ราศีกันย์ เป็นธาตุดินชั้นสาม ทำให้ธาตุน้ำของดาวพุธ สามารถซึมซับและแทรกตัวลงไปในชั้นดินได้ ส่วนธาตุดินของราศี ก็สามารถอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ไหลไปอย่างรวดเร็ว เป็นการช่วยพยุงไว้ให้อยู่ในสภาวะที่ทรงตัว ทำให้แนวทางความคิด ในการที่จะสร้างหลักทรัพย์ หลักฐานนั้นลื่นไหล แต่ไม่เรื่อยเปื่อย มีการวางแผนงานที่ดีจนสามารถก่อเกิดให้รูปเป็นร่างอย่างที่ต้องการได้ (๔ เกษตร) โดยการใช้ไหวพริบและวาทศิลป์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือสื่อต่างๆ(๔ อุจ)
เมื่อมาถึงวัยนี้ก็น่าจะเป็นช่วงที่พร้อมด้วย หลักทรัพย์ หลักฐานแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีก็จะเป็นการคิดถึงเรื่องความมั่นคงที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ในการสร้างสรรค์เงินทอง มีการวางแผนจัดสรร เกี่ยวกับหลักทรัพย์ต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มี สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การใช้จ่ายจากสิ่งที่หามาได้ มีใช้มีจ่ายได้อย่างปกติสุข
จากห้าช่วงวัยที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านมองเห็นอะไรหรือความเปลี่ยนไปในวิถีชีวิตของเจ้าชะตาบ้าง ดูเหมือนว่าความมุ่งมาดปรารถนาในช่วงแรกๆ ของวัย กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของดาว ช่วงอายุหรือว่าจากโลกภายนอกที่เจ้าชะตาเผชิญ ยิ่งนานวันยิ่งกว้างมากขึ้น มีทั้งดีและร้ายสลับกันไป ความสมหวังและความผิดหวัง ทำให้เจ้าชะตาได้เรียนรู้ว่า โลกแห่งความจริงกับโลกของความคิดตั้งใจแต่เริ่มแรกนั้น มันค่อยๆ สวนทางกัน
เจ้าชะตาเป็นนายแพทย์ใหญ่ประจำอยู่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง บิดาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดังย่านฝั่งธนบุรี ทำให้เจ้าชะตาเป็นความหวังของคนในครอบครัว ตั้งใจที่จะมอบหมายให้รับช่วงกิจการงานต่อ
จากข้อมูลนี้ ท่านผู้อ่านลองย้อนประกอบกับช่วงวัยที่อ่านผ่านมาแล้ว คงพอทำให้ท่านผู้อ่านมองภาพชีวิตของเจ้าชะตาได้ว่าเป็นอย่างไร ส่วนวัยต่อไปผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านลองศึกษาตามแนวทางข้างต้น แล้วลองออกเป็นคำพยากรณ์ดูก็จะรู้ว่าบั้นปลายชีวิตของเจ้าชะตานั้นเป็นอย่างไร

ผู้เขียนไม่อยากให้ ท่านผู้อ่านวิตกกังวลไปกับตำแหน่งดาว เพราะตำแหน่งดาวตรงนี้ทำให้คนไขว้เขว ออกทะเล ออกป่ามานักต่อนักแล้ว การไปยึดติดกับตำแหน่งเปรียบเสมือนว่า เรามองเห็นตำรวจแล้วคิดว่าต้องปราบปรามผู้ร้าย ตำรวจไม่สามารถเป็นผู้ร้ายไปได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เครื่องแบบหรืออาชีพไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงนิสัยคนไปได้
ในการแปลความหมายให้แปลไปตามค่าดาวปกติ ถ้าแปลตำแหน่งดาวไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องแปลเพราะว่า ตำแหน่งดาวเปรียบเสมือนอุปกรณ์เสริมเท่านั้น ถ้าแปลดาวหลักไม่ได้ ตำแหน่งดาวก็แทบจะไร้ความหมายเช่นกัน และอย่าลืมว่า...ตำแหน่งของดาวนั้น คือดาวได้ตำแหน่ง ไม่ใช่ภูมิได้ตำแหน่ง จากที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านอาจจะมีข้อสงสัย ถึงความเป็นไปได้และไม่ได้ในเรื่องต่าง ๆ
ตรงนี้ ซึ่งบางอย่างนั้นอาจจะไม่สามารถแจกแจงได้ในข้อเขียน เพราะความจำกัดของข้อเขียนนั้นทำให้ผู้เขียนเองก็ยากที่จะหาคำมาอธิบายเช่นกัน ถ้าท่านผู้อ่านได้อ่านมาในบทแรก ๆ ของผู้เขียนก็จะทราบว่า การนำเสนอบทความนี้เป็นเพียงแค่การเสนอแนะแนวทาง ให้ท่านผู้อ่านนำไปคิดและพิจารณาต่อเพื่อพัฒนาในตัววิชา และบทความนี้ก็เป็นเพียงพื้นฐานขั้นต้นของวิชา ยังมีส่วนที่ต้องศึกษาให้ลึกและละเอียดลงไปกว่านี้อีก/.


153. ทักษามหาภูติ 1     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 10:54 ลบความเห็นนี้

ทักษามหาภูติ
โดยนายหนูพเนจร ๑-๕

การพยากรณ์โดยอาศัยดาวพระเคราะห์เป็นที่เข้าใจกันว่า วิชาผูกดวงทางโหราศาสตร์เป็นวิชาชั้นสูงระดับโหร ส่วนวิชาอื่นๆ เป็นความรู้เพียงขั้นหมอดูระดับชาวบ้าน เหมาสำหรับผู้ที่มีสติปัญญาน้อยๆ
ท่านแคล้ว ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความเข้าใจเช่นนี้ จึงสนใจแต่เรื่องของวิชาโหราศาสตร์และการผูกดวง ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาจนมีความรู้ความสามารถเป็นที่นับถือของชาวบ้านแถบนั้น ใครจะมีทุกข์ร้อนหรือจะทำพิธีมงคลอะไร ก็มักจะมาหาท่านแคล้วให้ช่วยดูดวงช่วยหาฤกษ์ให้
ท่านแคล้วยังคงเชื่ออยู่เรื่อยมาว่า วิชาพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ด้วยการผูกดวงเท่านั้นที่เป็นวิชาชั้นสูงขั้นโหร ใครมาชวนคุยถึงวิธีพยากรณ์อย่างอื่นท่านมักจะหัวเราะด้วยความขบขันเหมือนกับมีคนมาชวนให้ท่านเลิกใช้ไฟแช็กจุดบุหรี่ กลับไปใช้วิธีตีหินเหล็กไฟแทน วิชาพวกนั้นเรียนรู้เอาไว้ทายเล่นสนุกๆ ละก็พอได้ แต่จะเอาให้มันแน่นอนไม่ได้หรอก เพราะเป็นวิชาหยาบๆ เป็นแค่บันไดขั้นต้นสำหรับไต่ขึ้นเรียนผูกดวง ท่านมักอธิบายให้คนที่มาคุยด้วยฟัง แต่แล้วท่านแคล้วก็เกิดความไม่แน่ใจกับความเข้าใจและความเชื่อของตัวเองขึ้นมาในวันหนึ่ง
วันนั้นอยู่ในระหว่างพรรษาหลังจากเสร็จฉันเพลและกำลังจะให้ความอนุเคราะห์แก่สตรีผู้หนึ่งซึ่งมาขอให้ช่วยพยากรณ์ชะตาให้ ขณะที่หยิบสมุดมาเพื่อจะผูกดวง ชายคนหนึ่งก็คลานเข้ามากราบท่านอย่างนอบน้อม เป็นคนวัยประมาณ 50 เศษ ผิวค่อนข้างกร้าน รูปร่างแม้จะค่อนข้างผอมบาง แต่ก็ดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง หน้าตายิ้มแย้มไม่มีแววของความทุกข์ร้อนอะไรให้เห็น
"เจริญสุขเถอะโยม มีธุระอะไรหรือ" ท่านปฏิสันถาร
แกยกมือประนม "กระผมเดินทางมา ก็เลยแวะมานมัสการขอรับ"
"จะมาให้พยากรณ์ดวงชะตาให้หรือไง" ท่านแคล้วถามอย่างอารมณ์ดี
"กระผมไม่รบกวนท่านหรอกขอรับ เพราะกระผมเป็นนักพยากรณ์อยู่แล้ว"
แกตอบยิ้มๆ คำตอบของชายคนนั้นทำเอาท่านแคล้วชะงักไปชั่วครู่
"เหมาะแล้วโยมจะได้คุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน ตอนนี้โยมคุณนายนี่มาขอให้อาตมาช่วยตรวจดวงให้อยู่พอดี ถ้าโยมจะช่วยอนุเคราะห์ให้ได้ก็จะดี"
"ได้ขอรับ" แกรับปากโดยไม่อิดเอื้อนลังเล ผิดกับนักพยากรณ์หลายๆ คนที่ท่านเคยพบมา ที่ถูกขอร้องให้แสดงความรู้ต่อหน้าคนอื่นที่มีความรู้ด้วยกัน มักจะบ่ายเบี่ยงเพราะกลัวจะพลาดพลั้งเสียภูมิ จึงทำให้เกิดศรัทธาและนึกชอบอัธยาศัยของคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรกคนนี้อยู่ครามครัน จัดแจงส่งสมุดที่เตรียมจะใช้ผูกดวงให้
"ไม่ต้องดอบขอรับ มันไม่ค่อยถนัด ผมขอใช้ของผมดีกว่า" ตอบแล้วก็จัดแจงเปิดกระเป๋าใบเก่าๆ ที่หิ้วติดตัวมาด้วย หยิบกระดานชนวนและดินสอหินแบบที่เด็กนักเรียนใช้ออกมา หันมาทางคนที่ท่านแคล้วแนะนำว่าขอให้ช่วยตรวจดวงชะตา

"คุณนายเกิดวันเดือนปีอะไรครับ"
"ไม่ใช่ตัวดิฉันหรอกค่ะ อยากให้ช่วยดูของลูกชาย เขาเกิดวันพุธ เดือนอ้าย ปีจอ อายุ 17 ปีนี้ค่ะ " คุณนายบอกละเอียดไม่ให้ต้องถามซ้ำ เพราะเคยดูหมอจนพอเข้าใจความต้องการของหมอ โดยไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก พอได้วันเดือนปีเกิด ชายแปลกหน้าคนนั้นก็ทำความแปลกใจให้แก่ท่านแคล้วด้วยการขีดเส้นปราดๆ ลงบนแผ่นกระดานชนวน แล้วลงเลขต่างๆ บัดใจก็เสร็จ


หยุดมองตัวเลขเหล่านั้นชั่วครู่ ก็เงยหน้าขึ้นบอกกับคุณนายว่า
"เด็กคนนี้ถ้าจะชอบคบเพื่อนและชอบเที่ยวหน่อยกระมังครับ คุณนาย"
"ก็เรื่องนี้แหละค่ะ ที่ทำให้เดือดร้อนใจจนต้องมารบกวนท่าน" คุณนายรับทันที เหมือนถูกจี้ตรงกลางใจดำ
ชายคนนั้นทำให้ท่านแคล้วยิ่งแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อย้ำคำอย่างหนักแน่นว่า
"ถ้าแบบนั้น ตอนนี้ละก็ประมาทไม่ได้เชียวนะครับ เพราะอยู่ในระหว่างเกณฑ์เคราะห์ กลัวว่าการคบเพื่อนจะพาไปเสีย สำคัญที่แอบไปเล่นหัวกันแล้วถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมเอา"
"ถูกเข้าแล้วค่ะ ถูกเข้าเมื่อคืนนี้เอง ถูกจับเล่นไฮโล นี่พ่อเขากำลังวิ่งเต้นประกันตัวกันอยู่" สีหน้าและแววตาของคุณนายหม่นหมองลงทันที
"อยากให้คุณหมอช่วยตรวจดูว่า ชะตาของลูกคนนี้จะเป็นยังไงต่อไป เลี้ยงมาหวังจะได้พึ่ง กลับจะเอาตัวเองไม่รอดเสียด้วยซ้ำ"

"อย่าคิดท้ออย่างนั้นซีครับ คุณนาย คนเราที่ต้นคดปลายตรงก็มีถมเถไป ไม่ใช่ว่าเสียครั้งหนึ่งแล้วจะต้องเสียไปตลอดชาติกลับดีอีกไม่ได้" แกให้สติด้วยเสียงอ่อนโยนปลอบใจ
"ชะตาปีนี้มีเกณฑ์เคราะห์ เผอิญตอนนี้เดือนเก้าเป็นเกณฑ์เคราะห์เดือนซ้ำเคราะห์ปี ก็เลยแรงหน่อย แต่ว่าถ้าประคับประคองพอให้ขึ้นอายุใหม่ก็จะค่อยยังชั่วขึ้น"
"ลูกคนนี้ดิฉันหนักใจเหลือเกิน มีแต่เรื่องมาให้ร้อนใจเป็นประจำ พยายามว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรๆ ก็ไม่ได้ผล ขู่ก็แล้วปลอบก็แล้ว" คุณนายถอนหายใจลึก เหมือนจะระบายความทุกข์ที่มีอยู่ในอกให้ออกมากับลมหายใจ
"ลองค่อยๆ คิดหาที่แก้ให้ถูกจุดเชื่อว่าจะได้ผล เหมือนเด็กมีนิสัยชอบเกะกะชกต่อย จับให้แกเอานิสัยไปใช้ในการกีฬา เช่น ให้ไปหัดมวยเสีย ก็จะเกิดผลดีอาจเป็นนักมวยมีชื่อขึ้นมาได้เพราะใจชอบและใจสู้อยู่แล้ว สำหรับลูกของคุณนายจุดสำคัญของแกอยู่ที่การสังคมคบหาเพื่อนฝูง น่าจะลองหาวิธีเปลี่ยนแนวการสังคมและคบหาของแกเสียใหม่ เลือกที่จะชักจูงกันไปในทางที่ถูกที่ดี ก็น่าจะพอแก้ได้"
"เห็นจะยากค่ะ เพราะคงจะถอนตัวจากพวกที่คบกันอยู่แล้วยาก"
"ถ้าเปลี่ยนคนคบไม่ได้ ก็เปลี่ยนที่เสียบ้างเป็นอย่างไรครับ ให้ไปอยู่เสียกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ห่างไกลจากที่นี่สักพัก ให้ไปอยู่วัดกับพระก็ได้ ถ้ามีทางทำได้ก็เชื่อว่าจะได้ผล เพราะดาวพฤหัสในชะตาของแกให้คุณดี เป็นเดชและเป็นอธิปติ พฤหัสหมายถึงผู้หลักผู้ใหญ่หรือพระ"


154. ทักษามหาภูติ 2     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 11:00 ลบความเห็นนี้

ทักษามหาภูติ 2
โดยนายหนูพเนจร
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คุณนายก็ว่า เห็นจะพอมี แต่ไม่ทราบว่าเขาจะยอมไปหรือเปล่า ดิฉันจะลองปรึกษากับพ่อเขาดูก่อน
เมื่อคุณนายคนนั้นกลับไปแล้ว ท่านแคล้วก็หันมาทางอาคันตุกะแปลกหน้า กล่าวอย่างจริงใจว่า โยมพยากรณ์ได้ดีจริงๆ อาตมาขอชม พยากรณ์ได้หนักแน่นและชัดเจนให้ทั้งสติและกำลังใจแก่คนที่มีความทุกข์ รู้สึกจะดีกว่าที่อาตมาพยากรณ์เสียอีก แกยกมือไหว้ท่วมหัว
"อย่ายกย่องผมมากมายขนาดนั้นเลยขอรับ ผมก็เล่นเพียงวิชาพื้นๆ เท่านั้น"
"เออ คุยกันมาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยว่าโยมชื่ออะไร มาจากไหน" ท่านถามขึ้นเหมือนนึกขึ้นได้
"ชื่อ หนู ขอรับ หนู พเนจร ผมชอบใช้ชีวิตท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้อยู่ที่ไหนนานๆ"
"ที่โยมเขียนชะตาทายให้คุณนายนั่น รูปดวงทางด้านซ้ายมือของโยม อาตมาก็พอรู้บ้างว่าเป็นทักษา แต่ทางด้านขวานั่นซิ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย" ท่านแคล้ววกเข้าหาเรื่องพยากรณ์ที่สนใจมาตั้งแต่ต้น
"เขาเรียก ดวงมหาภูติ ขอรับ วิธีตั้งดวงก็แบบเดียวกับทักษา เอาวันเกิดตั้งที่ตรงที่เรียกว่า ชาตะ" โดยไม่ต้องรอให้ออกปากซักถาม แกจัดแจงเขียนชื่อตำแหน่งดาวต่างๆ ในดวงมหาภูติเพื่อให้ความรู้อย่างเต็มใจ ทำให้ท่านแคล้วเกิดความรู้สึกรักน้ำใจและศรัทธาในความรู้ของคนที่เพิ่งพบกันเพียงครั้งแรก และเพิ่งรู้จักว่าชื่อ หนู พเนจร คนนี้ยิ่งขึ้น


"ที่โยมทายว่า เป็นคนชอบเที่ยว ก็คงจะเอา จรลี ทายใช่ไหม" ท่านแคล้วลองคาดหมาย
เมื่อนายหนูเขียนดวงมหาภูติเสร็จแล้วยื่นกระดานชนวนมาให้ท่าน
"ใช่ ขอรับ การจับเอาจรลีขึ้นมาทาย เราใช้ ชันษาเกิด ของเขาเป็นตัวจับ ชันษาเกิดเราเอาวันเดือนปีเกิดของเขาบวกกัน เอาเจ็ดลบจนเหลือไม่เกินเจ็ด อย่างรายนี้เกิดวันพุธเดือนอ้ายปีจอ บวกกันเข้าได้ 9 เอาเจ็ดลบเหลือ 2 เป็นตัวจรลี เอาตัวนี้ไปสัมพันธ์กับตัวชาตะคือ ดาววันเกิด 4 เป็นคู่มิตรกัน ผมจึงทายเขาไปว่า เป็นคนชอบคบเพื่อนและชอบเที่ยว"
ท่านแคล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจในคำอธิบายแจกแจงของนายหนู
"หลักการทายของโยมนี่ อาตมาว่ามีความละเอียดประณีตไม่น้อยกว่าหลักทางดวงโหราศาสตร์เลยนะ"
"มันก็เป็นหลักอ่านความหมายของดวงดาวด้วยกัน ถึงจะเป็นคนละตำรา ผมก็คิดว่ามันคล้ายกับเสื้อที่ใส่กันนั่นแหละขอรับ จะเป็นเสื้อนอก เสื้อเชิ้ต หรือเสื้อคอกลม มันก็ต้องตัดเย็บด้วยผ้าเหมือนกัน จะแปลกกันก็ตรงแบบเท่านั้น"

"เห็นจะจริง" ท่านแคล้วยิ่งคิดก็ยิ่งมีความเห็นคล้อยตาม เพราะผลที่นายหนูใช้หลักพยากรณ์ของแก ทำให้เห็นจริงเห็นจังและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เสื้อนอกบางตัว คนตัดเย็บฝีมือไม่ดี หรือทำงานหยาบๆ สวมใส่ก็ดูไม่สวยสง่า เพราะไม่เข้ารูปเข้าทรง บางทีใช้ไม่ทันไรตะเข็บปริ ด้ายหลุดลุ่ยก็มี
หลังจากหยุดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถามต่อว่า
"โยมเคยเรียนเรื่องการผูกดวงทางโหราศาสตร์มาบ้างหรือเปล่า"
"เคยเรียนขอรับ แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะไม่เหมาะกับกระผมที่ต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ จะต้องมีภาระหอบหิ้วปูมโหร เครื่องมืออะไรต่ออะไรหลายอย่าง บางครั้งไปเจอคนจำเวลาเกิดไม่ได้ หรือจำวันขึ้นแรมไม่ได้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ใช้วิชาไม่ได้เลย แล้วก็ยังต้องคิดคำนวณ ต้องซื้อปฏิทินจรไว้ทุกปี ถ้าไม่มีก็ทาย
"จริงซินะ อาตมาอยู่กับที่ มีเครื่องมือเครื่องใช้หยิบฉวยได้ง่าย ไม่เจอปัญหาอย่างโยมจึงไม่ได้คิดถึงข้อนี้" ท่านแคล้วเห็นด้วยอีกกับเหตุผลของนายหนู แล้วก็วกกลับมาหาหลักการทายของนายหนูอีก
"ยังติดใจที่โยมกล้าทายอย่างหนักแน่นว่า เด็กคนนี้จะคบเพื่อนแล้วพากันไปเล่นจนถูกจับ มันมีอะไรยืนยันแน่นอนอย่างนั้นหรือโยม"
"มันมีข้อที่ทำให้แน่ใจหลายอย่างด้วยกันขอรับ เริ่มด้วยชะตาของเขาตกภูมิอาทิตย์ เป็นตัวอริในดวงมหาภูติ เมื่อเอา 1 ไปตั้งจากเรือนชะตา 6ราชโชคเดิมก็จะจรอยู่อริทับ 1 เดิมเป็นคู่สมพล ที่ 6ราชโชคเองก็ถูก 3 คู่มิตรที่มาจากมรณะทับ ท่านลองจับเป็นคู่ๆ เอาไปพิจารณาประกอบกับจุดชะตาเกิด เรื่องชอบคบเพื่อนชอบเที่ยว ก็จะยิ่งเห็นชัดว่ามันมีทางจะเป็นไปอย่างว่ามาก"
"ตัวอรินี่ เราจะทายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายกันไม่ได้หรือโยม ท่านแคล้วยังติดใจซักถามต่อ"
"ตัวอริมีความหมายอย่างนั้นด้วยขอรับ แต่ดาวที่มาเข้าอรินั่นมันดาวศุกร์ แปลว่า สนุกสนานบันเทิง เป็นคู่สมพลกันไม่ใช่คู่ศัตรู และยังเป็นตัวราชโชคหมายถึงราชการหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ในที่นี้จึงไม่ทายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายกัน"
"ฟังที่โยมแยกแยะอธิบาย รู้สึกว่าจะลึกซึ้งกว่าที่อาตมาได้เรียนรู้และอ่านตำราดวงทางโหราศาสตร์ มาเสียอีก อาตมาหลงเข้าใจผิดมาตั้งนานว่า ไม่มีวิชาอะไรที่จะทายความหมายได้ละเอียดแน่นอนเท่ากับวิชาผูกดวงทางโหราศาสตร์ เพิ่งจะหูตาสว่างในวันนี้"
"อันที่จริงที่ท่านเข้าใจนะไม่ผิดหรอกขอรับ นายหนูติงด้วยเสียงอ่อนเพื่อปลอบใจ วิชาผูกดวงทางโหราศาสตร์เป็นวิชาที่ทายได้ละเอียดและแน่นอนกว่าวิชาอื่นๆ ถ้าเรียนถึงและมีความแตกฉานชำนาญจริง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มันก็คล้ายคนตัดเย็บยังไม่ค่อยเป็นดีไปตัดเย็บเสื้อนอกอย่างที่ท่านเปรียบไว้นะแหละครับ"

"นี่โยมจะไปพักที่ไหน มีที่พักแล้วหรือยัง ถ้ายังไงอยากจะชวนให้พักเสียที่นี่ และถ้าโยมไม่รังเกียจก็อยากจะฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาของโยมด้วย"คืนนั้นและทุกครั้งที่เดินทางผ่านมา นายหนู พเนจร จะเป็นทั้งแขกและทั้งครูของท่านแคล้ว มาแวะพักด้วยเป็นประจำ


155. ทักษามหาภูติ ๓     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 11:06 ลบความเห็นนี้

ทักษามหาภูติ ๓
โดยนายหนูพเนจร
ไม่อยากให้ใครครหาว่ามาอาศัยวัดแย่งข้าวเด็กวัดกิน เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อพระออกไปบิณฑบาตกันแล้ว นายหนูกับเจ้าแก้วหลานชายท่านแคล้วที่มาเยี่ยมท่านและค้างอยู่ด้วยออกไปตลาดใกล้ๆ วัด ตั้งใจว่าจะเป็นพระยาน้อยชมตลาดเล่น และถือโอกาสซื้อของขบฉันมาถวายพระมื้อเช้าด้วย
ที่ตลาดนับว่ามีพ่อค้าแม่ขายอุ่นหนาฝาคั่งพอสมควร หลังจากเดินจนทั่วและซื้อของต้องใจได้แล้วก็ชวนกันมุ่งหน้ากลับวัด เดินผ่านร้านแผงลอยขายเสื้อผ้านานาชนิดหลากสีสันก็อดแวะชมไม่ได้
“ผ้าเนื้อดีๆ ทั้งนั้นละลุง ราคาก็ย่อมเยา” เจ้าหนุ่มคนขายวัยใกล้ปีบวชอกปากเชิญชวนทันทีที่เห็นความสนใจของลูกค้า
“คงจะคับ ซักแล้วยืด หลวมซักแล้วหดซีน่ะ” นายหนูอดต่อปากต่อคำตามนิสัยชอบสนุกไม่ได้
“ไอ้นั่นมันของเจ๊กตะหาก ลุง” เจ้าคนขายรีบตอบอย่างรู้ทัน เอื้อมหยิบเสื้อตัวหนึ่งส่งให้ “รูปร่างอย่างลุงนี่ใส่ตัวนี้แล้ว รับรองดูสมาร์ทและหนุ่มขึ้นอีกเยอะเชียว”
“ยังไม่เอาหรอก” นายหนูส่ายหน้า กราดสายตาดูเสื้อกางเกงแบบแปลกๆ ที่แขวนไว้เต็มไปหมด
“ตัวนี้ผ้าโปร่งใส่หน้าร้อนเย็นสบาย คิดให้ลุงเป็นพิเศษราคากันเอง” คนขายไม่ยอมละความพยายาม เพราะยังแลเห็นความสนใจของลูกค้าอยู่
“ยังไม่เอาหรอก” นายหนูยังคงส่ายหน้ายืนคำ
“ถ้างั้นเอากางเกงนี่ ผ้าเนื้อแน่น เย็บตะเข็บคู่ใช้ทนคุ้มเงินจริงๆ ลองเอาไปใช้สักตัวน่าลุง” เจ้าหนุ่มคนขายคะยั้นคะยอ
“ไม่เอา” นายหนูตอบเสียงห้วน เพราะชักรำคาญการเซ้าซี้
“ไม่เอาก็ไปบวชซะ” เจ้าหนุ่มคนขายบอกสวนทันควัน เพราะเห็นท่าออดไม่ได้ผล
“มันเกี่ยวอะไรกันวะ กะเรื่องบวช” นายหนูฉงนกับคำกระแทกกระทั้นของเจ้าหนุ่ม
“ก็อะไรๆ ไม่เอาซักอย่าง ก็ควรบวชซะ” เจ้าหนุ่มอธิบาย

“ไอ้คนช่างพูดเจ้าคารมแบบนี้มันดาวอะไรนะลุง” เจ้าแก้วที่ยืนฟังการต่อล้อต่อเถียงและได้ฟังการคุยกันถึงความหมายของดวงดาวระหว่างนายหนูกับท่านแคล้วมาเกือบตลอดคืนถามขึ้น
“เอ๊ะ ลุงเป็นหมอดูด้วยรึ” เจ้านั่นหันกลับมาสนใจ “ถ้าดูได้ช่วยดูให้หน่อยซิ ไหว้ละ ไม่รู้เป็นอย่างไร หมู่นี้การค้าขายมันไม่ค่อยดีเลย”
“เกิดวันเดือนปีอะไร บอกมาซี จะดูให้” เจ้าแก้วรับเป็นทนายหน้าหอ
“เกิดวันพฤหัส เดือนสิบเอ็ด ปีฉลู” เจ้านั่นรีบบอกทันควัน
“มิน่าเล่ามันถึงได้ช่างพูดนัก เจ้านี่มันเกิดใต้อิทธิพลดาวพุธ” นายหนูพูดขึ้นเหมือนวันเดือนปีเกิดของคนเป็นสูตรสำเร็จอยู่ในหัว
“ลุงช่วยสงเคราะห์หน่อยเถอะ ดูว่าไอ้การค้าขายของฉันมันจะไปไหวไม๊” เจ้าพ่อค้าหนุ่มยกมือไหว้ประหลกๆ
“ขายเสื้อผ้ามันก็พออาศัยหรอก แต่ถ้าจะให้ดีควรจะขายยา มันถึงจะเหมาะกับชะตา” นายหนูตอบยังกับดูทางใน
“ดีจริงหรือลุง” เจ้านั่นถามท่าทางตื่นเต้น “พ่อฉันเป็นหมอแผนโบราณ แกอยากให้ฉันรับทอดเป็นหมออย่างแก ไอ้ฉันมันไม่ค่อยชอบ”
“ดีแน่ ไปลองดูเถอะ” นายหนูตอบเน้นเสียงหนักแน่น “อย่างน้อยก็ดีในการทำให้พ่อดีใจ เป็นการตอบแทนบุญคุณผู้ให้กำเนิดทางหนึ่ง ไปกันเถอะ แก้ว เดี๋ยวไม่ทันพระฉัน” ตอนท้ายนายหนูหันมาชวนเจ้าแก้ว
“ถามจริงๆ ที่ลุงบอกเจ้านั่นไปเป็นตุเป็นตะ ลุงว่าตามตำราหรือว่าบอกมันส่งเดชไปยังงั้น ไม่เห็นลุงต้องลงเลขผานาทีอะไรเลย” เจ้าแก้วยังติดใจที่เห็นการพยากรณ์ของนายหนู สร้างความตื่นเต้นศรัทธาให้กับพ่อค้าผ้าอย่างสังเกตได้ชัดเจน
“บอกมันจริงๆ ตามตำรา ของพื้นๆ พรรคนี้มันอาชีพของเรา ไม่จำเป็นต้องลงเลขผานาที ก็วันเดือนปีเกิดของมันบวกเข้าด้วยกันเป็นดาวพุธ บอกถึง ความช่างพูด ดาวพุธในดวงมหาภูติของมันอยู่เรือนมรณะ เป็นคู่วิชาการกับดาววันเกิด (ดาว ๔ – ๕ คู่วิชาการ) มันควรจะหากินทางเป็นหมอหรือคนขายยา แล้วคนเกิดวันพฤหัส ดาวพุธเป็นมนตรี ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูคือพ่อของมันก็เป็นหมอแผนโบราณอยู่แล้ว ก็ยิ่งเข้าเกณฑ์ตำรามาก เฮ้ย อธิบายไปมันก็แค่นั้นแหละวะ เพราะพูดไปแล้วเอ็งก็ไม่รู้เรื่อง”


156. ทักษามหาภูติ ๔     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 11:10 ลบความเห็นนี้

ทักษามหาภูติ ๔
โดยนายหนูพเนจร
วันนั้น หลังจากพระฉันเช้าเสร็จแล้ว นายหนูตั้งใจจะออกไปดำเนินอาชีพตามที่เคยปฏิบัติ แต่ท่านแคล้วแนะนำให้รู้จักกับแขกที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญกับท่าน เป็นข้าราชการบำนาญ มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน เป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องโหราศาสตร์ดีผู้หนึ่ง และได้มาสังสรรค์สนทนากับท่านแคล้วเป็นประจำ นอกจากท่านขุนก็มีสุภาพสตรีท่าทางภูมิฐาน วัยประมาณ 40 เศษอีกผู้หนึ่ง
“โยมหนูนี่ต้องถือว่า เป็นครูสอนวิชาพยากรณ์ให้แก่อาตมาคนหนึ่ง” ท่านแคล้วแนะนำกับท่านขุนและสุภาพสตรีที่มาหา
“อ้อ ดี เล่นทางไหนล่ะ” ท่านขุนปฏิสันถารด้วยท่าทางเหมือนกับผู้ใหญ่พูดกับเด็ก เพราะวัดเอาจากลักษณะการแต่งกายแล้ว เห็นได้ว่าคงไม่ใช่คนมีฐานะสำคัญอะไรนัก
“กระผมใช้หลักทักษา – มหาภูติขอรับ” นายหนูตอบอ่อนน้อม
“เออ ชื่อแปลกดีนี่ ไม่เคยได้ยิน มันเป็นยังไงไอ้มหาภูตินี่น่ะ" ท่านขุนซัก ทำท่าสนใจ
“เป็นดวงคล้ายๆ ทักษานะ โยม ใช้ตั้งขึ้นจากวันเกิด” ท่านแคล้วรับหน้าที่เป็นผู้อธิบาย “ใช้ทายได้เด็ดขาดชัดเจนดีไม่เลวทีเดียว” หันมาทางสุภาพสตรีที่นั่งพับเพียบฟังอย่างสงบอยู่อีกด้านหนึ่ง “ถ้าวันนี้โยมมีเรื่องจะให้ตรวจดวงชะตาละก็นับว่าโชคดีเจียวละ เพราะมีผู้มีความรู้ชำนาญชั้นครูแต่ละสาขาอยู่กันพร้อมหน้า”
“เป็นบุญของดิฉันเจ้าค่ะ” สตรีผู้นั้นยกมือประนมพูดด้วยอาการยิ้มแย้มแสดงความยินดี “วันนี้ก็ตั้งใจจะมาขอความอนุเคราะห์จากท่านค่ะ อยากให้ช่วยตรวจดวงของคุณผู้ชายให้หน่อย” พูดจบก็จัดแจงเปิดกระเป๋าหยิบดวงชะตาที่ผูกไว้เรียบร้อยแล้วส่งไปถวาย ท่านแคล้วหยิบดวงขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่งก็ส่งให้ท่านขุน ซึ่งรับมาส่งต่อให้นายหนูโดยไม่ได้ดู “หมอเอาหน่อยซิ”
“ไม่ละครับ” นายหนูประนมมือบอกปฏิเสธ
“ไม่ก็ไปบวชซะ” คำตอบของนายหนูทำให้เจ้าแก้วนึกถึงคำของเจ้าพ่อค้าขายผ้า แล้วอดสอดไม่ได้
สายตาของทุกคนในกุฏิหันมาทางเจ้าแก้วอย่างไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ
“มันเรื่องอะไรกันเจ้าแก้ว” ท่านแคล้วถามขึ้น
เจ้าแก้วทำหน้าที่บรรยายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างถี่ถ้วน ทำเอาทุกคนอดหัวเราะเพราะนึกขำไม่ได้
“เมื่อเช้านี้อยากให้หลวงอาได้เห็นกับตาเหลือเกิน” เจ้าแก้วเล่าต่อเพราะรู้สึกขัดๆ นัยน์ตา ที่ท่านขุนวางท่าทำเป็นเจ้านายใหญ่โตเหมือนจะข่มนายหนูคนที่ตัวศรัทธานับถือ จึงเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาข่มสำทับท่านขุนเล่น “พอเจ้าคนขายผ้านั่นรู้ว่าลุงหนูดูชะตาได้ มันสนใจขอร้องให้ช่วยดูให้เพราะการค้าของมันไม่ดี พอรู้วันเดือนปี ลุงหนูก็บอกมันว่า ถ้าจะค้าขายให้ถูกดวงชะตาต้องขายยา มันตื่นเต้นใหญ่บอกว่า พ่อมันเป็นหมอแผนโบราณอยากให้มันมีอาชีพเป็นหมอหรือขายยาอยู่เหมือนกัน ยอดก็ตรงที่ลุงหนูทายโดยไม่ต้องลงเลขผานาทีเลย แล้วทายได้แม่นยังกับจับวางเสียด้วย”
พอเจ้าแก้วเล่าจบ สายตาทุกคู่ก็เบนมาที่นายหนู ท่านขุนยื่นดวงไปให้อีก “เอาหน่อยน่า” ท่านขุนคะยั้นคะยอ

“กระผมยังไม่บวชหรอกครับ เชิญท่านขุนเถิด วิธีการของผมต้องการเพียงวันเดือนปีเกิดเท่านั้น” นายหนูบอก
ท่านขุนวางดวงชะตาลงกับพื้นตรงหน้า เพื่อให้ท่านแคล้วได้เห็นด้วย


นายหนูหยิบกระดานชนวนคู่มือพร้อมด้วยดินสอหินออกมาจากกระเป๋า ชะโงกดูวันเดือนปีจากแผ่นดวงชะตาแล้วลากเส้นปราดๆ ตามที่ถนัด

“ปีนี้ อายุตกภูมิอาทิตย์” นายหนูบอกหลังจากที่เขียนทักษา – มหาภูติเสร็จ
“เอ๊ะ ทำไมเร็วนักล่ะ” ท่านขุนคิดอายุนับทบทวน แล้วท้วงว่า “จะไม่ถูกกระมัง หมอ เขาเกิดวันจันทร์ อายุย่าง ๔๕ เอา ๙ หารลงตัวพอดี ไม่ตกภูมิกลางหรอกรึ”
“นับตามแบบของกระผม ไม่ผิดหรอกครับ เพราะแบบของกระผมไม่มีภูมิกลาง” นายหนูอธิบา“เออ แปลกดี” ท่านขุนอุทาน “ว่าไปตามแบบของหมอก็แล้วกัน”
“ชะตาปีนี้มีเคราะห์เรื่องเงินๆทองๆ ถ้าลงทุนค้าขายจะไม่ค่อยได้ผล เพราะจะมีอุปสรรค ถ้าทำราชการหรือเป็นลูกจ้างต้องคอยระวังจะมีเรื่องผิดใจกับนาย” นายหนูออกคำพยากรณ์อย่างไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก
“เป็นหมอวางยาเลย ไม่ซักถามให้รู้อาการวิเคราะห์สมุฏฐานของโรคเสียก่อน ไม่กลัววางยาผิดรึหมอ” ท่านขุนท้วงติงให้สติ เมื่อเห็นนายหนูทายโผงผางไม่พูดพล่ามทำเพลง
“สมุฏฐานอาการโรคมักบอกอยู่ในตัวเลขแล้วขอรับ” นายหนูเอาดินสอหินชี้กราดไปบนกระดานชนวน หันมาถามสตรีผู้นั้นว่า “คุณผู้ชายมีเรื่องอะไรทำนองนี้หรือเปล่าล่ะครับ”
“ค่ะ กำลังมีอยู่ เป็นเรื่องอิจฉาริษยากัน คือมีคนไปฟ้องเจ้านาย ดูท่านก็จะเชื่อเสียด้วย จึงอยากให้ดูว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีอะไรร้ายแรงไหม”
“เล่าความเป็นมาให้ละเอียดหน่อยซิ จะได้ตรวจให้ถูกจุด” ท่านขุนซักต่อ“เรื่องมันก็เกี่ยวกับลงทุนเหมือนกันแหละค่ะ คือคุณเป็นข้าราชการ แต่ก็มีงานพิเศษเข้าหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดบริษัทด้วย มีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ฟ้องว่าคุณใช้อำนาจหน้าที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและกีดกันคนอื่นที่ไม่ใช่พวกพ้อง ผู้ใหญ่ก็สนใจด้วย ได้ข่าวว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนค่ะ”
“ตอนนี้คงไม่เป็นไรแล้วละคุณ ดาวมันพ้นราศีโทษไปแล้ว” ท่านขุนชี้ที่ดาวพฤหัสจร “ดาวพฤหัสเพิ่งยกไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เท่ากับกัมมะพ้นเรือนกาลกิณีไป”
“พฤหัสยกพ้นเรือนเสาร์ แต่ก็ไปเจอเสาร์เดิมเข้าอีก จะไม่เสียหรือโยม” ท่านแคล้วแย้ง
“ก็ไม่ดีเหมือนกัน แต่คงไม่หนักหนาอะไรหรอก เพราะตัวเสาร์กาลีจรอยู่เรือนศรี ทำให้พิษสงอ่อนลงไป” ท่านขุนอธิบาย
ท่านแคล้วจ้องดูที่ดวงไม่วางตา “ว่ากันถึงเสาร์เป็นกาลกิณี เสาร์เดิมอยู่เรือนราหูภพศุภะ เกิดขัดกับผู้ใหญ่ก็เข้าเค้าอยู่ เสาร์จรก็ยังทับราหูเดิมซ้ำอีก อาตมาเกรงว่าเรื่องยุ่งยากจากทางผู้ใหญ่จะไม่จบลงง่ายๆ
ไอ้เรื่องขุ่นข้องหมองใจกันน่ะ มันต้องมีอยู่ แต่ก็จะไม่ถึงกับเป็นโทษร้ายแรงอะไร เพราะกาลกิณีจรซึ่งเป็นตัวโทษสำคัญหย่อนพิษสง” ท่านขุนย้ำหนักแน่นมั่นใจ “แล้วดาวศุภะกับดาวกัมมะก็สลับเรือนกันอยู่ มันเป็นตัวยืดหยุ่นทำให้ไม่ถึงกับแตกหัก”
“โยมหนูล่ะ เห็นเป็นยังไง” ท่านแคล้วหันมาถามนายหนู ซึ่งนั่งฟังการปุจฉาวิสัชนากันอยู่โดยไม่แสดงความคิดเห็น
“กระผมเห็นด้วยกับท่านขุนว่า มันจะไม่มีโทษร้ายแรงถึงแตกหัก คือไม่ถึงกับถูกออกจากราชการ แต่คุณผู้ชายจะต้องถูกย้ายแน่ขอรับ” ตอนท้ายนายหนูเน้นเสียงแสดงความมั่นใจ “กระผมเกรงว่าเรื่องมันจะมาลำบากตรงงานที่ลงทุนไว้ จะคาราคาซังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะทุนหายกำไรหดน่ะซิครับ”
คำตอบของนายหนูทำให้สีหน้าของคุณนายเปลี่ยนแปลงบอกถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าคุณถูกย้ายละก็เห็นจะลำบากแน่ค่ะ เพราะลงทุนไปมาก และงานก็ยังค้างอยู่ ถ้าคุณไม่อยู่ คนที่เขาไม่ชอบก็คงจะได้โอกาสแกล้งให้เสียหาย” เสียงของเธอขาดหายไปเมื่อนึกถึงภาพที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
“โยมขุนว่า ดาวกัมมะกับดาวศุภะจรสลับเรือนกัน จะหมายถึง การโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งหรือเปลี่ยนนายใหม่ได้ไหม” ท่านแคล้วหันมาถามท่านขุน
“ก็มีทางที่จะเป็นไปได้” ท่านขุนพยักหน้าคล้อยตาม“มีทางจะแก้ไขอย่างไรได้บ้างไหมคะ”
ท่านขุนกับท่านแคล้วต่างก้มหน้าก้มตาเพื่อหาคำตอบอยู่นาน จนนายหนูกระสับกระส่ายเหมือนรู้สึกไม่ทันใจ ตัดบทเสียก่อนว่า
“ผมว่าคุณนายหันมาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเมื่อถูกย้ายดีกว่าครับ ว่าจะมีทางยักย้ายถ่ายเทให้เสียหายน้อยได้อย่างไรบ้าง เพราะเชื่อว่าต้องถูกย้ายแน่ และคงไม่เกินเดือน 6 นี้ อย่าไปคิดแก้ไม่ให้ต้องถูกย้ายเลย เสียเวลาเปล่าๆ”


157. ทักษามหาภูติ ๕     [118.172.179.13]     09 Jan 2011 - 11:15 ลบความเห็นนี้

ทักษามหาภูติ ๕
โดยนายหนูพเนจร
ท่านแคล้วยังไม่หายติดใจการพยากรณ์ของนายหนู "ชักจะชอบวิธีทายของโยมซะแล้วซี รู้สึกทั้งสะดวกทั้งง่าย และรวดเร็วดีเหลือเกิน ที่สำคัญก็อีตอนแม่นซะด้วยนี่ซี ถูกใจมาก" ท่านแคล้วกล่าวขึ้นเมื่อได้สนทนากันในตอนค่ำ หลังจากเสร็จกิจวัตรประจำวันแล้ว เมื่อเห็นนายหนูได้แต่ยิ้ม จึงพูดต่อไปว่
"ความจริงโยมก็ได้ช่วยบอกหลักเกณฑ์ให้แล้ว แต่ก็ยังตามดูเวลาโยมทายไม่ทันอยู่นั่นเอง ว่าเพราะอะไร หรือโยมเอาอะไรมาทาย คงจะเป็นเพราะอาตมาเป็นคนหัวทึบก็ได้ จึงอยากให้โยมช่วยอธิบายซ้ำอีกสักครั้ง"
"ท่านไม่ใช่คนหัวทึบหรอกขอรับ แต่เป็นด้วยมันยังใหม่ และท่านยังขาดความชำนาญอยู่" นายหนูรีบแก้ปลอบใจ "ผมเองเมื่อตอนแรกๆ ยิ่งกว่าท่านหลายเท่า กว่าจะเข้าท่าเข้าทางนานไม่ใช่เล่น" นายหนูหยิบกระดานชนวนที่เขียนชะตาทายกันตอนเช้ามาวางตรงหน้า
"ท่านสงสัยอะไรหรือขอรับ"
"ดูเหมือนจะสงสัยไปหมดทุกข้อที่โยมทายเทียวแหละ เพราะพยายามดูยังไงก็ไม่รู้ว่า โยมเอาอะไรมาทาย ตอนเริ่มดูเหมือนโยมทายว่า ชะตานี้กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินทองหรือไม่ จะขัดใจกับผู้ใหญ่ใช่ไหม"
"ใช่ ขอรับ" นายหนูบอก พร้อมกับเอาดินสอหินจี้ที่กระดานชนวนให้ดู "เมื่อจะดูเรื่องเดือดร้อนของเขา เราก็ดูที่จุดเสียคือ จุดกาลกิณีว่าเขาเดือดร้อนเสียหายเรื่องอะไร"


"เห็นไหมครับ ปีนี้อายุเขาตกภูมิอาทิตย์ ศุกร์เป็นกาลกิณีในดวงมหาภูติ ศุกร์เป็นเรือนขุมทรัพย์"
ท่านแคล้วจ้องมองตาเป๋งตามปลายดินสอหินที่นายหนูชี้เคลื่อนไปมาบนกระดานชนวน และพยักหน้าตามคำอธิบาย
"พอโยมบอกมันก็เห็นแจ๋วไปหมดเลย เพราะเป็นหลักที่โยมบอกให้แล้วทั้งนั้น แล้วที่โยมทายอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าเขาทำราชการจะมีเรื่องขัดใจกับผู้ใหญ่ล่ะ เอามาจากไหน ก็เอาศุกร์ที่เป็นกาลกิณีเดี๋ยวนี้แหละขอรับเป็นตัวทาย ศุกร์เดิมเป็นมนตรี เดี๋ยวนี้มาเป็นกาลกิณีก็เท่ากับผู้ใหญ่กลับเป็นโทษโธ่ แค่นี้เองมองไม่เห็น ถึงได้ว่าอาตมานี่หัวทึบชะมัดเลย"
เมื่อเห็นนายหนูได้แต่ยิ้ม ก็ถามต่อว่า "ในดวงมหาภูติ ดาวอังคารเป็นอธิปติ ปีนี้เป็นเดช และพุธเป็นราชโชค เป็นศรี จะทายว่าผู้ใหญ่จะส่งเสริมเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้ไม่ได้หรือโยม"
"ปีนี้อายุตกภูมิอาทิตย์ เป็นดาวมรณะไม่ใช่เรือนดีอยู่แล้ว และอังคารตัวอธิปติก็เป็นศัตรูกัน ถ้าไม่มีเรื่องก็นับว่าเป็นบุญ ถ้ามีเรื่องเมื่อไรผู้ใหญ่มักซ้ำเติม ส่วนพุธเป็นศรีก็ช่วยได้เพียงไม่ให้ถึงกับถูกไล่ออกหรือปลดออกเท่านั้น"
"โยมดูได้ลึกซึ้งเหลือเกิน จับความสัมพันธ์ตั้งหลายชั้นไม่มีติดขัดเลย" ท่านแคล้วอดเอ่ยปากชมไม่ได้
"ความจริงไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งอะไรหรอกขอรับ เป็นหลักธรรมดาที่จะต้องพิจารณาเท่านั้นเอง เมื่อใช้บ่อยๆ เข้ามันก็จะเคยและคล่องไปเอง" นายหนูปลอบ และกล่าวต่อว่า
"ดวงมหาภูติท่านแบ่งไว้เป็น 3 ชั้นเห็นไหมครับ ชั้นบนได้แก่ อธิปติ ราชโชค และธงชัย ถือเป็นชั้นสวรรค์หรือชั้นดี ชั้นกลางได้แก่ ชาตะ และขุมทรัพย์ ถือเป็นชั้นมนุษย์หรือชั้นกลาง และชั้นล่างได้แก่ อริ จรลี และมรณะ ถือเป็นชั้นนรกหรือชั้นไม่ดี จะเรียกว่า สูง กลาง ต่ำ ก็ได้"
"แหม ยังกะไฮโลแน่ะ ลุง เสียงเจ้าแก้วซึ่งนอนฟังอยู่เงียบๆ สอดเข้ามา"
"เออ ได้ยินเสียงเจ้าแก้ว เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ขอถามเสียเลยเดี๋ยวจะลืม เห็นว่าเมื่อเช้าโยมทายใครว่าถ้าทำอาชีพขายยาจะเจริญนั่นนะ น่าสนใจ"
"ก็ใช้หลักง่ายๆ น่ะครับ" นายหนูจัดแจงพลิกกระดานชนวนอีกหน้าหนึ่ง เขียนชะตาปราดๆ ลงไปอย่างคล่องแคล่ว

"เจ้าคนขายผ้ามันเกิดวันพฤหัส เดือน 11 ปีฉลู ท่านลองเอาวันเดือนปีบวกเข้าด้วยกันแล้วเอา 7 ลบ ดูซิครับ บวกกันก็ได้ 11 เอา 7 ลบ เหลือ 4
4 นี่แหละครับ เป็นดาวเกณฑ์กำเนิดของเขา" นายหนูอธิบายพร้อมกับเลื่อนกระดานเข้าไปให้ท่านแคล้วเห็นถนัด
"ดาวเกณฑ์กำเนิดนี้เป็นดาวบอกถึง การดำรงอยู่หรือการดำเนินชีวิตของเขา ดาวพุธเป็นมรณะในดวงมหาภูติ หมายถึงการป่วยหรือการตาย ทางทักษาเป็นมนตรีหมายถึงที่พื่ง พุธดาวกำเนิดกับพฤหัสดาววันเกิดเป็นดาวคู่วิชา เอามาผสมกันเข้าก็จะหมายถึงวิชาความรู้ที่จะเป็นที่พึ่งของตัวได้ ก็คือวิชารักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ได้แก่เป็นหมอ แต่ผมเห็นเจ้านี่เป็นพ่อค้าผ้าคงไม่มีความรู้ทางหมอแน่ จึงทายไปว่าจะดีทางอาชีพขายยา ก็เผอิญพ่อมันเป็นแพทย์แผนโบราณอยู่"
"โยมคล่องจริงนะ ต้องขอชมไม่ใช่ยอหรอก ขนาดบอกวันเดือนปีเท่านั้น ก็มองเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด โดยไม่ต้องลงเลขผานาทีเลยนี่อาตมายังไม่เคยพบเลยจริงๆ"
"วกกลับมาถึงดวงที่คุณนายให้ดูอีกสักหน่อยเถอะ โยม" ท่านแคล้วเอื้อมมือจับกระดานพลิกหน้าที่มีดวงชะตาเก่าขึ้นมาอีก "อาตมายังติดใจข้อที่โยมคาดคั้นว่าเขาจะต้องถูกย้ายเดือน 6 นั่น เอาอะไรมาทาย"
"เอาเกณฑ์เดือนที่ตกตรงกับเกณฑ์ปีอีกครั้งหนึ่งทายขอรับ" นายหนูเอาดินสอหินชี้ที่ภูมิทักษาประกอบคำอธิบาย "เขาเกิดเดือนสิบ ก็นับเดือนสิบที่ภูมิปีคือที่ภูมิอาทิตย์นี่ นับเดือนสิบเอ็ดที่ภูมิจันทร์ เดือนสิบสองที่ภูมิอังคาร เดือนอ้ายที่ภูมิพุธ เดือนยี่ที่ภูมิเสาร์ เดือนสามที่ภูมิพฤหัส เดือนสี่ที่ภูมิราหู เดือนห้าที่ภูมิศุกร์ เดือนห้าคือเดือนนี้ เขาตกภูมิกาลี เรื่องที่เดือดร้อนจะร้อนมากในเดือนนี้ เหมือนกับการต้มน้ำน่ะแหละขอรับ ตอนนี้น้ำมันกำลังร้อน พอเลื่อนไปอีกเดือนคือ เดือน 6 ตกเกณฑ์ปีเท่ากับน้ำเดือดละ"
"เมื่ออายุตกภูมิไหนเราเอาภูมินั้นเป็นบริวารใหม่ ภูมิอื่นๆ ก็เปลี่ยนใหม่หมด เวลาเดือนตกภูมิไหน เราถือภูมินั้นเป็นบริวารเดือนใหม่ และเปลี่ยนภูมิอื่นๆ เป็นภูมิใหม่จะได้ไหม โยม"
"ได้ขอรับ เมื่อเวลาจะสอบหาความแน่นอน ควรจะต้องใช้" นายหนูเอาดินสอหินจี้ไปที่ภูมิศุกร์ "เช่น เดือนห้าตกที่ภูมิศุกร์ ดาวราหูเป็นกาลกิณีของเดือน ในดวงมหาภูติราหูเป็นตัวจรลี เจ้าชะตากำลังเดือดร้อนใจเรื่องการจะต้องโยกย้ายอยู่"
"มันบอกชัดทีเดียว โยม ท่านแคล้วพูดอย่างชื่นชม ถ้าจะต้องฝึกซ้อมวิชานี้เป็นการใหญ่เสียแล้ว เพราะรู้สึกว่าจะใช้ได้สะดวกกว่าดวงมาก"
"วิชานี้เหมาะสำหรับการออกสนามแบบตะลุมบอนมือเปล่า ถ้ามีความคล่องตัวก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้งทุกที่ ผมเคยทายคู่กับโหรเก่งๆ มาหลายครั้งก็ไปกับเขาได้ไม่ถึงกับต่ำต้อยขายหน้าเขาสักครั้งเดียว" นายหนูคุยอย่างภาคภูมิในความรู้ของตัว
"แต่ท่านก็ไม่ควรทิ้งดวงเสียทีเดียวนะขอรับ เพราะเป็นวิชาที่ใช้ได้กว้างขวาง และเป็นวิชาชั้นสูง ถ้าเรียนให้รู้จริงๆ จะใช้ได้ละเอียดแน่นอนมากกว่าวิชาที่ผมใช้ แต่ถ้ารู้เพียงผิวๆ ละก็ มันก็จะไม่ผิดกับสาวๆ บ้านนอกที่อุตริเอารองเท้าส้นสูงมาใส่เดินฉุยฉายกลางทุ่งนา ไม่พลิกเอาขาแพลงก็คงหกล้มหกลุกแน่"
ท่านแคล้วหัวเราะชอบใจกับคำอุปมาอุปไมยของนายหนูที่ดูเห็นจริงเห็นจังทุกอย่าง
"อ้อ ยังมีอีกข้อหนึ่ง เมื่อตอนกลางวันนี้ โยมท่านขุนแย้งเรื่องการนับภูมิทักษา เห็นโยมบอกว่านับคนละแบบ อยากขอความรู้ข้อนี้สักหน่อย
การนับทักษาแบบที่ใช้กับดวงมหาภูตินี่ ถือพระเคราะห์เสวยอายุเป็นหลักนับ ไม่ต้องนับเข้าตากลางอย่างแบบที่ใช้ๆ กัน"
เมื่อเห็นท่านแคล้วตั้งอกตั้งใจฟัง ก็อธิบายต่อไปว่า "วิธีนับก็ไม่ยากอะไร เพียงแต่ต้องหาพระเคราะห์เสวยอายุให้ได้ก่อน เมื่อได้พระเคราะห์เสวยอายุแล้ว ก็นับจากภูมิพระเคราะห์นั้น เริ่มตั้งแต่ปีอายุที่เสวยไปจนถึงปีปัจจุบัน เช่นรายนี้ เกิดวันจันทร์ อายุ 45 พระเสาร์เสวยอายุ เริ่มเสวยตั้งแต่อายุ 41 ก็นับ 41 ที่ภูมิเสาร์ ไปจนถึงอายุ 45 จะตกภูมิอาทิตย์ พออายุ 46 ก็ตกภูมิจันทร์ ไม่ต้องเข้าภูมิกลาง"
"อายุที่ใช้นับหาภูมิตามตำราของโยมนี่ ใช้อายุเต็มหรืออายุย่าง" ท่านแคล้วยังไม่หมดข้อสงสัย ซึ่งได้รับคำตอบว่า "ใช้อายุย่าง ขอรับ"

จบแล้วครับ


158. maya     [124.120.96.69]     09 Jan 2011 - 22:26 ลบความเห็นนี้

วิชาเลข ๗ ตัวระบบโหร...
.........................................................................................................

อาจารย์คะ..ผู้รู้คะ...

กราบขอบพระตุณ..ที่ให้ความรู้ค่ะ...จะตั้งใจเรียนนะคะ..

หวังว่า..สักวันคงมีโอกาส..ได้ไปเรียนกับอาจารย์ค่ะ...

ปัจจุบันนี้...อาจารย์สอน..ที่ไหนคะ..


159. หนูมิน..     [124.120.76.50]     10 Jan 2011 - 09:34 ลบความเห็นนี้

ท่านตนุลัคน์คะ..ท่านจันทร์ศรีคะ..

ทักษามหาภูติ..อยู่ในวิชาใดคะ....ตอนนี้หนูมินกำลังเรียน..จากในเวป อยู่ ๒ วิชาคะ..

ทักษายุค กับ เลข ๗ ตัวระบบโหร..ท่านพอมีแหล่งทีี่มา.หลักวิขา.เลขทู้เก่่าๆให้หนูมินมั๊ยคะ..ขอบคุณค่ะ..

160. maya     [110.168.107.40]     11 Jan 2011 - 12:34 ลบความเห็นนี้

ยอมรับเลยค่ะว่า..ความรู้เวปนี้..มีเยอะจริงๆ..

อาจารย์ที่อยู่ที่นี่..ผู้รู้ที่อยู่ในนี้..ท่านมีแต่ให้ค่ะ..

ถามอะไรไป...ท่านก็เมตตา.ตอบให้ทุกครั้ง..เพราะท่านรู้้ว่า..

ถ้าปล่่อย..ให้ไปหาเอง..ก็คงได้.งมโขงอยู่นาน..จะเสียเวลา.เปล่าๆค่ะ..

เรียนตามกันไป..เรื่อยๆนะคะ..อาจเข้าใจ..ไม่ครบทุกศาาสตร์..

แต่อย่างน้อย.ก็ได้เปิดโลกกว้างขึ้้นค่ะ..ทำให้รู้จักวิชาอื่นเพิ่มขึ้น..

เวลาไปเรียน..ก็จะทำให้.เราตัดสินใจได้ว่า..วิชานี้..ถูกจริิตกับเราหรืือเปล่าค่ะ..

161. maya     [124.120.201.147]     14 Jan 2011 - 08:49 ลบความเห็นนี้

สวัสดีค่ะ..วันนี้ขอประชาสัมพันธ์หน่อยนะคะ..

ทุกท่านที่เคยอ่านในกระทู้นี้..คงทราบว่า..ปกติ maya จะไม่ค่อยบอกว่า..

ไปเรียนอะไร..เรียนที่ไหน..อาจารย์ท่านใด..ไม่ใช่ว่า..อยากจะปกปิดหรอกนะคะ..

แต่ไม่อยากมีปัญหาคะ..อีกอย่าง..เป็นคนที่ไม่รู้จักใครด้วย..ก็เลยขอวางตัวเป็นกลางค่ะ..

อ่านเจอ.อาจารย์ท่านใดเปิดสอน..ก็จะพยายามประชาสัมพันธ์เป็นระยะๆ..เพราะอยากให้ไปเรียนกันเยอะๆ..

คงจะเป็นประโยชน์ทั้งผู้สอนและผู้เรียนค่ะ..ส่วนท่านจะตัดสินใจเรียนหรือไม่..ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านค่ะ..

162. อ.ขุนทอง<maya     [124.120.201.147]     14 Jan 2011 - 09:13 ลบความเห็นนี้

ถ้าท่านเคยอ่านในคห.๑๑๔ คงจะทราบว่า..ครั้งนั้นmaya ได้พาญาติไปเรียนไพ่ยิซีกับอาจารย์ขุนทอง...จากการไม่อยากนั่งรอเฉยๆ..ก้เลยลงเรียนด้วยค่ะ...
.........................................................................................................

วันก่อนอ่านเจอว่า อาจารย์จะเปิดสอน..ก็เลยขออนุญาตประชาสัมพันธ์ค่ะ..
.........................................................................................................

31313 : จากคุณ Atrocafe [124.120.162.194] 09 Feb 2010 - 17:27
.........................................................................................................
อ.ขุนทอง ตัวจริงเสียงจริง เปิดสอน Workshop ไพ่ยิปซี เสาร์-อาทิตย์ 2 วันเท่านั้น
.........................................................................................................

ขอแจ้งให้สมาชิก payakorn ที่มีพื้นฐานไพ่ยิปซีมาบ้าง หรือศึกษาด้วยตัวเอง จากตำราของ อ.ขุึนทอง

ได้มีโอกาส ได้ศึกษากับ อ.ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา King of Gypsie ตัวจริงเสียงจริง

จะเปิดสอน Workshop ไพ่ยิปซี หนึ่งเสาร์-อาทิตย์ 12 ชั่วโมง

ค่าอบรมเพียง 3,500 บาทเท่านั้น ที่ร้าน Astro Cafe ซ.ลาดพร้าว 71

ท่านที่สนใจ กรุณาโทรจองที่นั่งได้ที่ 083-785-9666

(รับจำนวนจำกัด เพียง 10 ท่านเท่านั้น จะเริ่มเปิดสอนเมื่อได้จำนวนนักเรียนครบ 10 คน)
........................................................................................................


.............รุ่น.๗..สอนวันเสาร์ที่-อาทิตย์ที่ ๒๒-๒๓ มกราคม ๒๕๕๔ .......
........................................................................................................

51. Astro Cafe [124.122.189.157] 13 Jan 2011 - 12:14
.........................................................................................................
อ.ขุนทอง จะเปิดอบรม Workshop ไพ่ยิปซีที่ Astro Cafe

รุ่นที่ 7 ปีใหม่ วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 22-23 มค. 54 นี้ครับ

ลงชื่อจองที่นั่งได้เลยครับที่ 083-785-9666 รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 10 คนเหมือนเดิมครับ
.........................................................................................................

ใครสนใจลองพิจารณาดูนะคะ..น่าเรียนค่ะ..

163. maya     [124.120.201.147]     14 Jan 2011 - 10:21 ลบความเห็นนี้

ท่านอาจจะคิดอยู่ว่า..เสียเงิน..ไปเรียนแ้ล้ว..คุ้มมั๊ย..๓,๕๐๐ บาท..

ข้อนี้ตอบไม่ได้ค่ะ..เพราะคุ้ม..ของแต่ละท่านไม่เหมือนกัน..

แต่ถ้าถามmaya..ตอบได้เลยว่า..คุ้มค่ะ..คืนทุนเร็วมาก..

ที่จริงท่าน..จะซื้อหนังสือ.มาอ่านเองก็ได้นะคะ..ราคารวมไพ่ก็ไม่แพง..แต่maya ชอบมีครูค่ะ..

ค่าเรียน..ก็เป็นค่าบูชาครู..(แต่ไม่ใช่..ซื้อวิชานะคะ..ผิดความหมายค่ะ)..

ถ้ามามองในแง่ของการลงทุน..ค่าเรียน ๓,๕๐๐ บาท..ถ้าคิด..ค่าดูคนละ๑๐๐บาท
ดูครบ ๓๕ คน..ก็คืนทุนแล้วค่ะ..

ท่านนอาจจะ.ถามต่ออีกว่า..แล้วจะไปหาคนที่ไหนมาตั้ง ๓๕ คน..ข้อนี้ไม่ยากค่ะ..

พี่น้อง..ญาติ..เพื่อน..คนข้างบ้าน..เพื่อนของเพื่อน..แม่ค้า..

พวกนี้จะเป็นกลุ่มแรกค่ะ..หลังจากนั้น..ตามมาอีกเพียบ..ไม่ถึงเดือนก็คืนทุนแล้วค่ะ..

ข้อสำคัญ..เราต้องมั่นใจ..ตอบตามหลักวิชา..มีสมาธิ..อ่านยังไงก็ถูกค่ะ..

ส่วนเงินที่ได้..ถ้าเพื่อยังชีพ..ท่านอย่าลืม..แบ่งส่วนทำบุญด้วยนะคะ..

ลองพิจารณาดูค่ะ..ส่วนท่านที่ยังไม่พร้อมเรื่องเงิน..

ซื้อหนังสือมาอ่าน..ทำความเข้าใจดีดี..ระลึกถึงอาจารย์..บอกกล่าว..ขอฝากตัวเป็นศิษย์ก็ได้มั๊งคะ.

เราต้องพอเพียง..ทำตามอัตภาพ..ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อนค่ะ..

164. maya     [124.120.44.76]     16 Jan 2011 - 08:16 ลบความเห็นนี้

อรุณสวัสดิ์ค่ะ..

วันนี้ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔ วันครูแห่งชาติค่ะ..ขอกราบขอบพระคุณครูทุกท่านค่ะ..
.........................................................................................................

............................... พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน....................................

.........................................................................................................

โดยคณะรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่ะ..
.........................................................................................................

คำขวัญครูปีนี้...เทิดพระเกียรติทั่วหล้า บูชาครูของแผ่นดิน ภูมินทร์ภูมิพล..ค่ะ..

.........................................................................................................

ใครคือครู..http://www.youtube.com/watch?v=m8TLfvtF14o&feature=player_embedded

รางวัลให้ครู..http://www.youtube.com/watch?v=4QJXI_8mX0g&feature=player_embedded
.........................................................................................................

เล่าสู่กันฟังนะคะ..morning call ยามเช้าค่ะ..

165. ต่อนะ..maya     [124.120.44.76]     16 Jan 2011 - 08:27 ลบความเห็นนี้

ครูคนแรก..http://www.youtube.com/watch?v=6I1zCyqugZ0

ครูคนแรก..http://www.youtube.com/watch?v=fXgwmsAxRi8&feature=related

166. ต่อนะ..maya     [124.120.44.76]     16 Jan 2011 - 08:28 ลบความเห็นนี้

บูชาครู..http://www.youtube.com/watch?v=6mKo7DZgm1k&feature=related.
.........................................................................................................

วันนี้..ใครอยากจะแสดงความคารวะ..ระลึกถึงครู..หรือ..มีเพลงเพราะๆ..เชิญเลยค่ะ..

167. maya     [124.120.180.36]     17 Jan 2011 - 14:04 ลบความเห็นนี้

สวัสดิ์ดีค่ะ..

เนื่องจากช่วงนี้..มีกระทู้เก่าๆ..ออกมาโชว์กันเยอะ..ก็เลยถือโอกาสพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสค่ะ..

มีทั้งหลักวิชาและความรู้ที่หลายท่านเคยให้ไว้..อ่านไม่ทัน.ก็เลยขออนุญาต..จะขอเก็บไว้ในกระทู้นี้บ้างนะคะ..

168. to min.     [180.180.117.237]     06 Mar 2011 - 13:59 ลบความเห็นนี้

นำความรู้เก่ามาทบทวนกันดีไหม ว่ามีอะไรบ้าง
ที่น่าสนใจควรแก่การศึกษาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
โดยเปิดเป็นกระทู้ใหม่แต่คัดเอาสิ่งที่น่าสนใจในกระทู้นี้ มาอภิปราย

169. maya     [124.122.168.167]     06 Mar 2011 - 21:57 ลบความเห็นนี้

ท่านผู้รู้คะ..ขอบคุณค่ะที่แนะนำ....ขอเป็นพรุ่งนี้นะคะ..หรืออย่างช้า..มะรืนนี้ค่ะ..

maya..คงเป็นได้แค่คนเปิดกระทู้....ส่วนความรู้..ท่านต้องเป็นคนจัดให้นะคะ..

170. maya     [192.168.179.100]     02 Dec 2011 - 08:34 ลบความเห็นนี้

อรุณสวัสดิ์ค่ะ..

เผลอแป๊บเดียว..กระทู๊นี้ผ่านมา ๑ ปีแล้วนะคะ..

ความรู้ที่ท่านอาจารย์หลายท่าน..กรุณาจัดหาให้..มีอยู่ในนี้มีเยอะมากค่ะ..

ปล่อยไหลผ่านไป..เสียดายค่ะ..

ใครใคร่อ่าน..อ่าน..(อ่านไปพลางๆก่อนนะคะ)..
..........................................................................................
168. to min. [180.180.117.237] 06 Mar 2011 - 13:59

นำความรู้เก่ามาทบทวนกันดีไหม ว่ามีอะไรบ้าง
ที่น่าสนใจควรแก่การศึกษาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
โดยเปิดเป็นกระทู้ใหม่แต่คัดเอาสิ่งที่น่าสนใจในกระทู้นี้ มาอภิปราย..
..............................................................................................

จัดให้นะคะ..เตรียมพบกับกระทู้ใหม่..เร็วๆนี้ค่ะ..


แสดงคำตอบจำนวน 30 คำตอบสุดท้าย จากจำนวนคำตอบทั้งหมด 170 คำตอบ ( 6 หน้า )
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |

Click to share

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความสุภาพ
ชื่อผู้ตอบ * ไม่ควรใช้ชื่อ-นามสกุลจริง ในการตอบกระทู้ รวมถึงในเนื้อหาด้วย
ป้อนรหัสตามภาพ CAPTCHA

©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.