Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (39) Vote Down (49) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
41536 : จากคุณ อืมม     [124.120.85.245]     22 Feb 2012 - 21:40     [17 คำตอบ]

การสวดมนต์และการนั่งสมาธิ ถือเป็นแก่นหรือเป็นกระพี้ ในพระพุทธศาสนา
เพราะสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ คือ พระธรรม คำสั่งสอนใช่หรือไม่ ถ้าใช่สิ่งที่ควรศึกษา ก็น่าจะเป็นพระธรรมคำสั่งสอน ไม่ใช่การนั่งสมาธิหรือการสวดมนต์ ใช่รึเปล่า


รบกวนขอความรู้ด้วยครับ

1. toto     [192.168.1.132]     22 Feb 2012 - 22:17

นิพพานเป็นแก่นของศาสนาครับ

2. toto     [192.168.1.132]     22 Feb 2012 - 22:30

เมื่อปัญญานำให้จิตได้พบ ไตรลักษณ์ แล้ว จิตจะเกิดความเห็นจริงแล้วเกิดความเข้าใจ ปัญญาก็จะนำไปพบกับ อริยสัจ 4
นำสองคำนี้ไปค้นหาดูน่ะครับ ถ้าจะอธิบายคงยากครับ แล้วผมก็ยังไม่เคยพบด้วย อิอิ

3. ดาบส     [58.8.234.2]     22 Feb 2012 - 22:36

พระสัทธรรมในพระศาสนานี้มีสามอย่าง
คือ ปริยัติสัทธรรม คือการศึกษา พระธรรมคำสั่งสอน
ปฏิบัติสัทธรรม คือ การรักษาศีล การถือทุดงค์ เจริญสมถ เจริญวิปัสสนา
ปฏิเวธสัทธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน ฌาณ อภิญญา

การสวดมนต์ ก็คือ ปริยัติสัทธรรม ส่วนการนั่งสมาธิ ก็คือ ปฏิบัติสัทธรรม
ทั้งสองอย่างไม่ใช่แก่นของพระศาสนา แต่เป็นวิธีที่จะเข้าถึงแก่นพระศาสนา

ปริยัติเรียนรู้ให้เข้าใจ แต่การเรียนก็เป็นความเข้าใจ แต่เป็นความเข้าใจแบบจำ
จำที่เขาว่า เขาพูด เข้าใจตามที่เขาพูด หรือเข้าใจตามตัวอักษร เข้าใจตามบัญญัติ ยังเป็นความรู้ของคนอื่นที่เขาว่าแล้วเราจำ เว้นแต่มีปัญญามากๆ ฟังแล้วมันทะลุเข้าใจ และกิเลส อย่างพระสาวกในสมัยพุทธกาลบางท่าน

ส่วนการทำสมาธิ ก็เป็นการเรียนรู้ แต่เป็นการเรียนด้วยการกระทำหรือที่เรียกวันว่าปฏิบัติ ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติก็จะหนักแน่นกว่า การเรียนปริยัติอย่างเดียว เพราะความรู้จากการปฏฺบัติมันผุดขึ้นในใจเรา มันลึกซิ้งและหนักแน่น มันเข้าใจด้วยใจ เข้าใจแบบปรมัตถ คือเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่เข้าใจตามบัญญัติ

เรียนก็เพื่อให้เข้าใจวิธีที่จะปฏิบัติ ปฏิเพื่อให้เกิดผลคือเข้าใจตามความเป็นจริง การเข้าใจตามความเป็นจริง ก็คือปัญญา



4. สมพล คนเดิม     [111.84.40.237]     22 Feb 2012 - 23:38

ท่านสาธุชนทั้งหลาย อาตมาได้มีโอกาสมาพบกับบรรดาท่านพุทธบริษัทตามปกติ เมื่อวันพุธที่แล้ว ได้พูดเรื่องอานาปานสติกรรมฐานในมหาสติปัฏฐานสูตรจบลง ก็ถือว่าจบนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท กายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอยู่ด้วยกันหลายบรรพคำว่าบรรพหมายถึงตอน มีอยู่ด้วยกันหลายตอน แต่ว่าตอนที่ 1 จบไป ในการที่มาบอกให้ทราบนี่ บอกจบ แต่ว่าการปฏิบัติของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทจะจบด้วยไม่ได้ก็แล้วกัน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าอานาปานสติกรรมฐานเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญมหาสติปัฏฐานสูตร บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าหากว่าทำมาถึงตอนนั้น เรียกว่าถึงฌาน 4 นา อันนี้ขอย้ำว่า อย่าลืมนะว่ามหาสติปัฏฐานสูตรมีอานาปานสติเป็นพื้นฐานแล้วก็การดำเนินอานาปานสติกรรมฐานนั้นต้องทำให้ได้ฌาน 4 นี่เราปฏิบัติกันจริงๆ นะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ไม่ใช่ทำกันเพียงสักแต่ว่าทำ เราทำเอาดีกัน เราทำเอาพระนิพพานกัน เราทำเอาเมืองแก้ว ถ้าหากว่าเรายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด เราก็แสวงหาความสุขให้ใกล้พระนิพพาน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ามหาสติปัฏฐานทั้ง 4 นี้ ใครทำคล่องดีแล้ว องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้สัญญาไว้ว่าามีบารมีแก่กล้า หมายถึงกำลังใจสูง มีการระมัดระวังการปฏิบัติเป็นปกติไม่ขาดวรรคไม่ขาดตอน เรียกว่าวันทั้งวัน มีอารมณ์ครุ่นคิดอยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้งสี่นี้ ท่านกล่าวว่าท่านผู้นั้นบำเพ็ญบารมีเพียงแค่ไม่เกิน 7 วัน จะเข้าถึงอรหัตตผล ถึงพระนิพพาน ถ้าหากว่ามีอารมณ์ย่อหย่อนไปนิดหนึ่งก็ไม่เกิน 7 เดือน ถ้าขี้เกียจมากกว่าชาวบ้านหน่อยหนึ่งก็เรียกว่าไม่เกิน 7 ปี นี่หมายถึงว่าคนเอาดีกัน เราทำเอาดีกันนะ ฉะนั้น บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าทำแล้วอย่างทิ้งเสีย คุมฌานสี่ตลอดชีวิต นี้เราพูดเอาดีกันนะ จะมาหาว่าตาเถรนี่แหม! อึกอักอะไรก็ฌาน 4 เสียเรื่อย แต่ความจริงฌานโลกีย์นะมันของไม่ยากนะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เป็นของง่ายๆ ท่านไปลงเบ็ด ไปหาปลา ท่านไปปล้นไปสะดมภ์ ไปลักไปขโมยเขาทำยากกว่า อาการของฌาน 4 นี่เกิดได้ภายในที่นอนของท่านเอง ท่านจะนั่งก็ได้ ท่านจะนอนก็ได้ ท่านไม่ต้องลงทุนลงแรง เพียงแต่คุมสติสัมปชัญญะของท่านให้ดีเท่านั้น ท่านก็ได้ฌาน 4 วิธีคุมแบบไหน ก็แบบที่บอกมาแล้วนั่นแหละ

เอาละ ได้พูดไว้แต่วันพุธก่อน ว่าวันนี้จะพูดเรื่องวิชชาสาม การดัดแปลงอารมณ์ของมหาสติปัฏฐานสูตร ความจริงมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในขั้นสุขวิปัสสโก ถ้าหากว่าทำตามพื้นฐานนี้ ตามที่พระองค์ทรงตรัส ตรัสไว้ในขั้นสุขวิปัสสโกแล้วการบรรลุก็มี 4 สายด้วยกัน คือ สุขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต

สุขวิปัสสโก นี่บรรลุแล้วไม่เห็นผีเห็นสาง ไม่เห็นสวรรค์ ไม่เห็นนรก มีแต่จิตสบาย กิเลสแห้งเหือดไป

ทีนี้สำหรับเตวิชโชก็มี การมีทิพย์จักขุญาณ สามารถรู้สัตว์และคนที่ตายไปแล้วไปเกิดที่ไหน คนและสัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน แล้วมีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกชาติของตนเองได้ นี่เป็นเครื่องประกอบอันที่สาม ก็เป็นอาสวักขยญาณ คือ เป็นคุณธรรมของพระอรหันต์ อันนี้จะไม่พูด

สำหรับฉฬภิญโญก็ทรงอภิญญา หมายความว่ามีฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ไม่จำกัด

ปฏิสัมภิทัปปัตโต มีความรู้พิเศษ ทรงพระไตรปิฎก รู้ภาษสัตว์ต่างๆ ภาษาคนภาษาสัตว์นี่ไม่ต้องเรียน รู้ แล้วก็รู้อธิบายขยายความ อธิบายเนื้อความขยายให้กว้างก็ได้ หรือเนื้อความที่เขาอธิบายมาแล้วกว้างๆ ก็ย่อลงให้สั้นให้เข้าใจได้ดีก็ได้ นี่เป็นเรื่องของปฏิสัมภิทัปปัตโต

ทีนี้ตามธรรมดาคนที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีอัธยาศัย 4 อย่างด้วยกันคือ แต่ละคนก็แต่ละอย่าง สำหรับที่มีจิตสงบเงียบ ไม่อยากยุ่งจุ๋งจิ๋งอะไรเป็นคนชอบสงัด อันนี้ก็ศึกษาด้านสุขวิปัสสโกเป็นของดี ตรงกับอัธยาศัย

แต่คนอยากรู้นั่นอยากรู้นี่ ให้ยึดแบบสุขวิปัสสโกก็ไปไม่ไหว เพราะไม่ตรงกับอัธยาศัยมานั่งเงียบๆ ไม่ชอบ ฉันอยากเห็นผีเห็นสาง เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นพรหม ใครพูดว่าอะไรดีที่ไหนอยากจะเห็นอยากจะรู้ อันนี้เป็นอัธยาศัยของท่านเตวิชโช ทีนี้จะต้องเรียนด้วยวิชชาสาม จึงจะตรงกับอัธยาศัย

สำหรับอีกฝ่ายหนึ่งก็ฝ่ายฉฬภิญโญ อันนี้อยากแสดงฤทธิ์ ชอบฤทธิ์ชอบเดช คนที่มีอัธยาศัยแบบนี้มีมาก ตัวอย่างเช่นท่านพลอากาศตรี หม่อมราชวงศ์เสริม สุขสวัสดิ์เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศ หรือว่าพันตรีศรีพันธ์ วิชชพันธ์ ทั้งสองท่านนี่น่ะ ความจริงท่านเป็นนายทหารผู้ใหญ่ บรรดาชาวบ้านชาวเมืองจะคิดว่านายทหารผู้ใหญ่นี้ไม่สนใจในธรรมะธัมโม นี่คาดผิดถนัด วัดท่าซุงที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ก็อาศัยท่านเป็นกำลังใหญ่ ชักจูงบรรดาญาติบ้าง พวกพี่น้องเอาเงินมาทุ่มเทวัดนี้ประมาณ 2 ล้านบาทแล้ว นี่งานก่อสร้างจริงๆ ประมาณ 2 ปี คือปี พ.ศ. 2513 กับปี 2515 สองปีเท่านั้นนะวัดต่างๆ ที่สร้างตาม 10 ปีก็เกือบจะไม่ทัน นี่ทุ่มเทเข้าไปเกือบ 2 ล้านบาทแล้ว นี่เห็นไหมว่านายทหารผู้ใหญ่มีกำลังใจ มีศรัทธาน่ะมีมาก แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านทั้งสองนี้ก็พอใจในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ตามปกติท่านจะชอบพวกฤทธิ์ๆ เดชๆ เวลานี้ท่านแสดงฤทธิ์เองไม่ได้ ท่านก็ดูคนอื่นเขาแสดงไปก่อน เช่นอ่านเรื่องหนังสือจีนเป็นต้น อ่านพงศาวดารจีน อันนี้ตรงกับอัธยาศัย ถ้าตามที่ว่านี้ ก็ตรงกับอัธยาศัยของอาตมาเหมือนกัน เมื่อตอนก่อนๆ ก็ชอบอ่านเรื่องรามเกียรติ์บ้าง พงศาวดารจีนบ้าง มันโลดโผนดี ทีนี้เวลามาปฏิบัติพระกรรมฐานเข้าเล่นแบบสุขวิปัสสโกกับเขาก็ไม่รอดก็จะเล่นฉฬภิญโญ อาจารย์ก็ห้าม เลยต้องหันมาเล่นเตวิชโช อาจารย์ท่านไม่ว่า ถึงยังงั้นก็ตามว่างๆ ก็ย่องๆ ๆ แอบไปเล่นฉฬภิญโญเข้าถึงกับจมน้ำจมท่าไปคราวหนึ่งก็มีอันนี้จะไม่เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องฝ่าฝืนคำสั่งสอนครูบาอาจารย์ เป็นความเลว นี่ว่างๆ ก็ย่องเอาความเลวมาอวดกันเสียบ้าง ชาวบ้านเขาจะได้รู้ว่าหลวงตานี่ไม่ได้หัวล้านอย่างเดียว แถมฝ่าฝืนคำสั่งของครูบาอาจารย์ด้วย เคยทำมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่เอาละ เข็ด เกิดฝืนแล้วท่านก็สอนให้ทำได้ แต่ว่าสั่งห้ามว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจงอย่าทำ เพราะว่าพระพุทธเจ้าห้าม การทำแบบนั้นทำอะไรไม่ต้องพูดกัน อย่าลืมที่ว่าหลวงพ่อปานเป็นอาจารย์เอาอะไรกับท่านก็ได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ต้องการท่านให้ได้แล้ว ก็ท่านห้ามแล้วก็ต้องยับยั้งไม่งั้นก็จะกลายเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณครูบาอาจารย์ไป อ้าวนี่เลอะไปเสียแล้วละมังนี่ยกตัวอย่างนะว่า ท่านที่ชอบฤทธิ์ชอบเดช ชอบรู้จุกรู้จิกน่ะมีอยู่มาก ฉะนั้น จะมานั่งตะบันสอนกันแค่สุขวิปัสสโกอย่างเดียว มันจะใช้ได้ยังไง แบบแผนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ตั้งหลายแบบสอนกันให้หมด เรียนกันให้หมด แล้วใครชอบอย่างไหนเอาไปใช้อย่างนั้น เหมือนกับอาหาร บางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบเค็ม บางคนชอบขม บางคนชอบหวาน ตัวเราเอาอาหารอย่างเดียว รสใดรสหนึ่ง ไปเลี้ยงคนหลายๆ คนที่ชอบต่างรสกันพวกนั้นก็กินได้เหมือนกัน แต่ว่ากินอิ่มแบบชนิดเรียกว่าแบบจระเข้ ไม่มีรส ไม่มีชาติ ไม่เต็มใจในการกิน ผลของอาหารที่เข้าไปบำรุงร่างกายก็ไม่สมบูรณ์ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้การเจริญพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านเป็นสัพพัญญูวิสัย ท่านสอนไว้ยังไง เราก็อย่าอวดมาเป็นพระพุทธเจ้าแข่งกับท่าน นี่ใครเขาอวดหรือไม่อวดอาตมาไม่รู้นะ อาตมาไม่กล้าอวด ไม่กล้าวัดรอยเท้าพระพุทธเจ้า

เอ้า เรื่องนี้เป็นอารัมภบทเลอะเทอะมา 10 นาทีแล้วนี่ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่จะพูดให้บรรดาโยมพุทธบริษัทฟังอย่างพอใช้ได้ สำหรับฉฬภิญโญ คือ อภิญญา 6 กับปฏิสัมภิทัปปัตโต ไม่พูดให้ฟัง แต่จะเพียงแนะหัวข้อว่า ควรทำยังไงเท่านั้นทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทั้งสองอย่างนั้นไม่ใช่วิสัยที่จะพึงสอน แล้วก็ไม่ใช่วิสัยที่อาตมาจะพึงแนะนำให้ละเอียดได้ เพราะว่าอะไร เพราะว่าถ้าขืนถามมาจริงๆ เดี๋ยวจนแต้มขายขี้หน้าญาติโยมเปล่าๆ เฉพาะวิชชาสามนี่รับรอง รับรองไม่จนแต้มแน่ เพระสนใจมาก ตั้งแต่บวชเข้ามาเป็นพรรษาแรกก็สนใจเป็นพิเศษ ความจริงสนใจอภิญญา แต่หลวงพ่อปานห้ามว่า ในฐานะที่เป็นขี้ข้าชาวบ้านอยู่นี่จะทรงอภิญญาไม่ได้ แต่แค่วิชชาสามจะให้เรียน เอาในฐานะที่เป็นข้าทาสของชาวบ้านนี่ก็ต้องทนเอา เวลานี้ก็ทนใช้หนี้ชาวบ้านไปตั้งเยอะแล้ว เจ้าหนี้ชักจะหมดๆ ไป เจ้าหนี้ใหม่ที่เข้ามาทวงก็จะไม่ค่อยเอาแล้ว เจ้าหนี้กระจุ๋มกระจิ๋มนี่ใช้ไม่ค่อยทำแล้ว เวลานี้ชักดื้อแพ่งแล้ว เมื่อก่อนนี้จะเหนื่อยจะยากยังไงก็ทำ อ้าวเดี๋ยวเลอะเทอะไปอีกแล้ว

มาว่ากันถึงวิชาสาม ก่อนจะเรียนวิชชาสาม ก่อนจะเรียนวิชชาสาม จะฝึกน่ะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทอย่าลืมภาคพื้น ไม่ว่าอะไรทั้งหมดมันต้องปรับพื้นกันก่อน ถ้าไม่มีพื้นแล้วเราจะไปนั่งได้ยังไง บ้านเรือนก็เหมือนกัน จะปลูกขึ้นมาก็ต้องมีพื้นดิน ทีนี้ กรรมฐานก็เหมือนกัน ในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง 4 พระพุทธเจ้าทรงให้ใช้อานาปานสติกรรมฐานเป็นภาคพื้น นี่ฟังไว้แล้วก็ดูลีลาของท่านบรรดาญาติโยม พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนสั่วๆ ไม่ได้สอนส่งเดชนะ ฟังไว้ให้ดี แล้วก็จำไว้ให้ดี แล้วก็คิดไว้ด้วย ทีนี้พื้นนี่จะพูดย่อๆ นะตามเวลา วันพุธหน้าละมัง จึงจะจบวิชชาสาม วันนี้เอาแค่พื้นก่อน มันจะจบหรือไม่จบก็ไม่ทราบ เวลาเหลืออีก 10 นาทีกว่าๆ เอากันแค่ภาคพื้น คนจะเจริญวิชชาสามหรืออภิญญา 6 หรือปฏิสัมภิทาญาณ ถ้าจะกล่าวกันไปก็ควรจะว่า ทุกอย่างในด้านกรรมฐานแม้แต่สุขวิปัสสโก แต่ว่าด้านสุขวิปัสสโกในเฉพาะมหาสติปัฏฐาน ซึ่งยังไม่ถึง ยังไม่ถึงนะ พื้นนี่สำคัญมาก ในธรรมานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ท่านวางพื้นในด้านอารมณ์ และวางพื้นในด้านบรรลุอริยมรรคอริยผล วันนี้มาฟังกันถึงพื้นฐานของวิชชาสามเสียก่อน หรือว่าในด้านสมถะทั่วไป

พื้นฐานของอวิชชาสาม อันดับแรกนะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ท่านบอกว่าให้กำจัดอุปกิเลสทิ้งเสีย คือว่าอุปกิเลสนี่ การเข้าถึงความเศร้าหมองของจิต แปลตามตัวนะแปลว่าการเข้าถึงความเศร้าหมอง เศร้าหมองของจิต พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเรียบเรียงไว้หลายสิบข้อด้วยกันไม่เอามาพูดละ เอามาพูดสั้นๆ ว่าอุปกิเลสที่เข้าถึงจิตไว้ คือยุ่งกับเรื่องของชาวบ้าน เรื่องของชาวบ้านนี่ชอบยุ่ง ชอบอวดด้วย แล้วก็ชอบถือดีถือเด่นทำตัวเป็นคนดีคนเด่นกว่าเขา อารมณ์อย่างนี้พระพุทธเจ้าให้ทิ้งเสียให้หมด อย่าไปยุ่งกับเรื่องของชาวบ้าน เรื่องของชาวบ้านนี่ชอบยุ่ง ชอบอวดด้วย แล้วก็ถือดีถือเด่นทำตัวเป็นคนดีคนเด่นกว่าเขา อารมณ์อย่างนี้พระพุทธเจ้าให้ทิ้งเสียให้หมด อย่าไปยุ่งกับเรื่องของชาวบ้านเขา เอาเรื่องของเราคนเดียว เวลานี้เรากำลังจะเจริญมหาสติปัฏฐานสูตรชาวบ้านชาวเมืองเขาจะดีจะชั่วยังไง มันเป็นเรื่องของเขา เขาดีก็ดีของเขาเอง เราไม่ได้พลอยดีกับเขาด้วย เขาชั่วเขาก็ชั่วของเขาเอง เราไม่ได้พลอยชั่วกับเขาด้วย แล้วเราจะไปยุ่งกับเขาทำไม ไอ้ตัวเราเองก็เหมือนกัน อย่าไปอวดดีอวดเด่นกับชาวบ้านเขา อย่าไปข่มขู่เขาว่าเขาเลวกว่าเรา เขาเสมอเรา เขาดีกว่าเรา อย่า ทีนี้การปฏิบัติกรรมฐานก็เหมือนกัน อย่าให้ชาวบ้านเขาเห็น อย่าเดินให้เขาเห็น อย่าอวดในการปฏิบัติ เอาเท่านี้นะย่อๆ แค่นี้แหละ

พระพุทธเจ้าตรัสกับนิโครธปริพพาชก ว่านิโครธปริพพาชก อันนี้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ หรือยังเป็นเป็นสาระเป็นแก่นสารไหม การไม่ไปยุ่งกับเรื่องของชาวบ้านนี่ อะไรก็ช่างเขา อะไรๆ ก็ช่างมัน ใครจะด่าจะว่านินทายังไงก็ช่างเขา มันเป็นเรื่องของเขา เราไม่ได้เหนื่อยกับเขาด้วย เราไม่อวดดีอวดเด่นกับเขา ไม่เห็นว่าเขาเลวกว่า เขาเสมอเราหรือเขาดีกว่าเรา เราไม่โอ้อวดในข้อวัตรปฏิบัติที่ตนทำแล้ว ไม่ใช่เอาข้อวัตรปฏิบัติที่ตนทำอยู่ไปข่มขู่ชาวบ้าน พระพุทธเจ้าทรงถามนิโครธปริพพาชกว่า "ข้อนี้บริสุทธิ์เป็นสาระเป็นแก่นสารหรือยัง"

"นิโครธปริพพาชกตอบว่า "ข้อนี้เป็นสาระเป็นแก่นสารบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแล้วพระเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิโครธดูก่อนนิโครธ "แค่นี้ยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ แค่นี้เป็นสะเก็ดของพระพุทธศาสนาเท่านั้น" นี่จำให้ดีนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท แค่วางอารมณ์ไว้เฉยๆ ไม่เอาใจไปยุ่งกับความดีความชั่วของชาวบ้านเขา ไม่ข่มขู่ ไม่โอ้อวดเขาไม่ตีเสมอเขา อย่างนี้เป็นต้น ยังดีไม่พอนะ แค่เข้าถึงสะเก็ดของความดีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

นิโครธปริพพาชกจึงถามต่อไปว่า "ยังไงจึงจะบริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นสาระแก่นสารล่ะพระเจ้าค่ะ"

พระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อไปว่า "นิโครธะ คนที่จะบริสุทธิ์บริบูรณ์ก็ต้องปฏิบัติในยามสี่ ได้แก่ไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลฆ่าสัตว์ และไม่ยินดีเมื่อเขาฆ่าสัตว์แล้ว ไม่ลักทรัพย์ด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้คนอื่นลัก และไม่ยินดีเมื่อเขาลักมาแล้ว ไม่ประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้คนอื่นประพฤติผิดในกาม และไม่ยินดีเมื่อเขาประพฤติผิดในกามแล้ว ไม่กล่าววาจามุสาวาทด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นกล่าววาจารมุสาวาท แล้วก็ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นกล่าวมุสาวาทแล้วเพียงเท่านี้ ต่อไปก็พยายามระงับนิวรณ์ 5 ประการจากจิตเสีย คือ 1. ไม่ยินดีในรูปเสียงกลิ่นรส และสัมผัส 2. ไม่พยาบาท 3. ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในเวลาที่ปฏิบัติความดี 4. ไม่ทำจิตฟุ้งซ่านยึดถืออารมณ์ภายนอก นอกจากนิวรณ์ที่ได้ตั้งใจปฏิบัติจะเพ่ง 5. ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เท่านี้ยังไม่พอ ต่อไปก็ให้แผ่เมตตาไปในทิศทั้ง 4 คือ ทรงพรหมวิหาร 4 คิดว่าบุคคลและสัตว์ทั้งหมดเป็นมิตรกับเรา เราไม่เป็นศัตรูกับใครแล้วก็ทำใจให้สบาย"

องค์สมเด็จพระจอมไตรได้ทรงถามนิโครธปริพพาชกว่า "นิโครธะ นี่บริสุทธิ์บริบูรณ์หรือยัง เขาตอบว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว พระเจ้าข้า"

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "นิโครธะ นี้ยังไม่บริสุทธิ์ไม่บริบูรณ์ นี่แค่เปลือกของความดีในพระศาสนาเท่านั้น"

เขาถามว่ายังไงจะเข้าถึงแก่นล่ะ พระเจ้าข้า

ท่านก็ทรงตอบว่า "เมื่อทำอย่างนี้แล้ว จงทำปุพเพนิวาสานุสติญาณให้ปรากฏ คือระลึกชาติหนหลังได้"

ท่านถามว่าแค่นี้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วหรือยัง "ท่านบอกยัง แค่นี้เพียงกระพี้ของความดีเท่านั้น"

ต่อไปองค์สมเด็จพระทรงธรรมก็กล่าวว่า "ถ้าจะให้เข้าถึงจุดของความดีความเด่นจริงๆ เป็นสาระเป็นแก่นสาร ก็ต้องทำทิพยจักขุญาณ คือสามารถรู้ว่าสัตว์ที่เกิดแล้วที่เกิดมานี่ตายแล้วไปไหน เป็นอะไร และสัตว์และคนที่เกิดมาในโลกนี้มาจากไหน ชาติก่อนเขาเป็นอะไรมา อย่างนี้แหละที่เรียกว่าถึงสาระถึงแก่นสาร"

แต่ตอนนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท พระพุทธเจ้ายังกล่าวต่อไปว่า "นิโครธะ ถ้าเธอปฏิบัติได้แค่นี้ นี่เราสอนสาวกของเราตามแบบนี้นะ ถ้าทำได้เพียงแค่นี้แล้วยังไม่ดีเลิศ ถือว่ามีศรัทธามั่นคงเท่านั้น ถ้าจะให้ดีเลิศต้องปฏิบัติในวิปัสสนาญาณ คือในอริยสัจทั้ง 4 ถ้าทำได้แค่นี้แล้วปฏิบัติในอริยสัจทั้ง 4 ถ้ามีวาสนาบารมีแก่กล้าก็จะถึงพระนิพพานภายใน 7 วัน มีวาสนาบารมีอย่างกลางก็จะถึงพระนิพพานภายใน 7 เดือน ถ้ามีวาสนาบารมีอย่างเลวที่สุด ก็จะถึงพระนิพพานภายใน 7 ปี"

เห็นไหมล่ะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ตามที่กล่าวมานี้ ภาคพื้นนี้ พระพุทธเจ้าทรงโต้ตอบกับปริพพาชก นำเรื่องย่อๆ มาเล่าให้ฟัง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายจะได้ทราบ ว่าการเจริญพระกรรมฐานเอาดี จะเป็นด้านสุขวิปัสสโกก็ดี เตวิชโชก็ดี ฉฬภิญโญก็ดี ปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี ต้องวางภาคพื้นไว้ก่อนสำหรับภาคพื้นในด้านวิชชาสามนะ พื้นของวิชชาสามนี้ใช้ได้ทั้งอภิญญา 6 และบัญชีภิทาญาณ ใช้ได้ทั้งหมดเป็น 3 พื้นด้วยกัน พื้นสากล หรือแม้ว่าคนที่เจริญสุขวิปัสสโกก็ใช้ได้ แต่ต้องตัดปุพเพนิวาสานุสติญาณออกเสีย แล้วก็ตัดทิพยจักขุญาณออกเสียเท่านี้ก็เป็นสุขวิปัสสโก สำหรับท่านที่จะเจริญวิชชาสามก็ต้องเจริญปุพเพนิวาสนุสติญาณและทิพยจักขุญาณด้วย แต่หากท่านทั้งหลายจะเจริญในด้านอภิญญา 6 ก็ต้องเจริญกสิณทั้ง 10 ประการ และหัดเข้าฌานตามลำดับฌานลำดับกสิณ สลับฌานสลับกสิณให้คล่องหากว่าท่านจะเข้าถึงปฏิสัมภิทาญาณ ก็เอากสิณเป็นภาคพื้น แล้วก็เจริญอรูปฌานให้ได้อรูปฌาน 4 ทรงอยู่ในฌาน 4 เหมือนกันเท่านี้ ต่อไปก็เป็นปฏิสัมภิทาญาณ

เอาละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท วันนี้มาว่ากันถึงภาคพื้นก็หมดเวลาพอดี วันพุธหน้าค่อยฟังเรื่องวิชชาสามกันใหม่ สำหรับวันนี้ ก็ต้องขอลาญาติโยมพุทธบริษัทไป ก่อนขอความ สุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี

จากคำสอน หลวงพ่อฤาษี ฯ วัดท่าซุง ( ศพท่านไม่เน่า )

5. Astrology@holdmyhand     [124.122.135.118]     23 Feb 2012 - 03:26

จะนั้งสมาธิ หรือ จะ สวด อย่างไร

ถ้าจิตใจ ไม่สิ้นหรือหมดกิเลส เราก็คนทั่วๆเหมือนคนทั่วๆ ไม่มีทางได้นิพานเลยครับ

บทหนึ่ง มนุษย์กระทำพลีกายทั้งกลางวันและกลางคืน มุ่งอยู่สิ่งผลอุดหนุนตอบแทนมนุษย์เหล่านั้น (ไม่มีทางนิพานได้)
เหตุ จะ นั่งสมาธิ หรือ สวด ยอดพระกัณไตรปิดก ทั้งวันทั้งคือ แต่ ใจคิดผลตอบแทน หวังสิ่งที่เรียกว่า นิพาน หรือ อยากได้ ประถมญาณ
ไม่มี วัน จะได้ มัน
แล้วผู้คนเหล่าได พูดว่าตัวเอง ได้ ญาน ได้ ยาน เที่ยวอวดคนนู้นนี้ตัวเ้ค้าเองจะเจอผมถาม ลองวิชา ดู
กิเลสเหมือนเรือจ้างมุ่งไปนิพาน แต่ ใครจะสิ้น กิเลส ก็ไม่มีเรือจ้างครับ ทิ้งเรือ ถึงฝั่งแล้ว

โอกาส ที่คนจะสิ้นกิเลส(ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิงไม่ต้องมาผุดมาเกิดอีกแล้วแล้วก็หายไปกลมกลืนเป้นเนื้อเดียวกับธรรมชาติที่รู้ทุกๆสิ่งหรือทั้งจำนวนเส้นผมบนหัวท่าน)
เหตุการดับ ขัน นิพาน ก็เป็นการเปลื่ยนรูปแบบของพลังงาน
โอกาสที่ จะ นิพาน ยากพอๆ กับหวยรางที่หนึ่งครับ
นิพาน ยากครับ 1 ในล้านคน

*******ความคิด เรื่อง สวดมนต์ หรือ นั่งสมาธิ ไม่ใช้แก่น แก่น ของ ธรรมคือการดับเพลิงกิเลส ดับ เพลิงทุกข์ ที่ เผาเราอยู่ทุกวัน

6. ฝึกหัด 1141     [66.87.4.58]     23 Feb 2012 - 07:51

ขอเทียบแบบนี้

ถ้าเลือกที่จะบินจาก กทม ไป เชียงใหม่ การเดินทางจะสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น มีเงินพอ นักบินมาทำงาน มีคนเติมน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์ไม่เสีย มีลมในล้อ และ อื่นๆ

เช่นกัน การสวดมนต์ และ ทำสมาธิ ก็คือส่วนประกอบ หรือปัจจัยส่วนหนึ่ง ที่จะช่วยส่งเสริม ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่นที่คุณอ้างถึง คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ร่วมกันเป็น "เครื่องมือ" หรือ "พาหนะ" นำพา ให้คุณไปถึง ฝั่งนิพพานได้สำเร็จ

7. เอ้ มฤตยู[ae]     [124.121.117.240]     23 Feb 2012 - 08:21

ถ้าไม่มี สติปัฏฐาน ๔ ก็ไม่มีพระธรรมครับ
การปฏิบัติให้ถึงซึ่งทาง แยกเป็นการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม

การเจริญมนต์ก็เป็นทางเช่นกัน เพราะได้ สติ และ สมาธิ ซึ่งเป็นฐาน
เมื่อมีฐานเพียงแต่เราพิจารณามนต์ต่อไปด้วย มันก็จะครบองค์ของวิปัสสนาครับ
ส่วนการนั่งสมาธินั้น ถ้ามีสมาธิทั้งภายในและภายนอก ก็จะอยู่ในทางครับ

พระพุทธเจ้าทรงชื่นชม ยกย่อง ปฏิบัติบูชา มากกว่าอามิสบูชา
และยกย่อง อาณาปาณสติ ว่าเป็นที่สุดของการปฏิบัติ เพราะสามารถพิจารณาได้ครบ
ทั้ง กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา ครับ

การพิจารณาลมถ้าอยู่ในท่านั่งก็เป็นนั่งสมาธิแบบที่คุณถามนี่แหละครับ
เป็นทางพ้นทุกข์แบบ original เลยแหละครับ

8. ทิพ     [110.164.111.187]     23 Feb 2012 - 10:28

สัมมาสมาธิเป็น 1 ในมรรค 8 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

9. แค่ศรัทธาเอง     [118.172.190.32]     23 Feb 2012 - 15:40

การฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน...โดยหลวงพ่อวัดท่าซุง

๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )

๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต

๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน

๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน

ทั้งหมดนี้...เป็นอริยสมบัติของบุคคล ในการเข้าสู่กระแสพระนิพพานเป็นเบื้องต้น( โสดาบันและสกิทาคามี ) ซึ่งมาจากการที่ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

สำหรับ สักกายทิฏฐิ ในทางปฏิบัติต้องใช้อารมณ์ตามลำดับคือ ใช้อารมณ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด

อารมณ์ขั้นต้น ให้ใช้อารมณ์แบบเบาๆ คือมีความรู้สึกตามธรรมดาว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะมีชีวิตได้ตลอดกาลคู่ไปกับฟ้าดิน ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด แต่ท่านให้ใช้อารมณ์ที่สั้นเข้ามาอีกคือ ให้ทำความรู้สึกไว้เสมอว่า ความตายไม่ใช่จะมาถึงเราในวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่า เราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี

อารมณ์ขั้นกลาง ท่านให้ทำความรู้สึกเป็นปกติว่า ร่างกายของคนและสัตว์ตลอดจนวัตถุทุกชนิดเป็นของสกปรกทั้งหมด ร่างกายคนและสัตว์มีสิ่งที่น่ารังเกียจฝังอยู่ก็คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เป็นต้น เมื่อมีความรู้สึกตามนี้ ก็พยายามทำอารมณ์ให้ทรงตัว จนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด ไม่ยึดถือว่าร่างกายใดเป็นที่น่ารักน่าปรารถนา เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี

อารมณ์สูงสุด ทำให้มีความรู้สึกตามนี้ คือมีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา มีอาการวางเฉยในร่างกายทุกประเภท เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

คำว่าวิจิกิจฉา แปลว่า สงสัย คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง ถ้ามีจริงๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริงๆหรือเปล่า นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีจริงหรือไม่มีจริง หนักๆเข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัย พระพุทธเจ้าจริงๆก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมี โลกนี้มี ระลึกชาติไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่า พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริงๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่บิณฑบาต แล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาต แล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้าง จิปาถะ ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดเป็นประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะ ถึงขั้นไม่เชื่อถือเอาเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชฃน์ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ ขอยืนยันว่า ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน

สีลัพพตปรามาส คือปฏิบัติในศีลให้ครบถ้วนทุกประการ ด้วยความเต็มใจ การปฏิบัติศีลครบถ้วนสำหรับฆราวาส มีศีล ๕ ใช้ได้แน่นอน ถ้าจะทำให้คนดีจริงๆก็มีกรรมบถ ๑๐ ด้วย ถ้ามีทั้งศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้จะมีความสุขอย่างยิ่งทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อตายแล้วจากชาตินี้ก็ดี หรืออีกกี่ชาติก็ตาม จะไม่พบคำว่าอบายภูมิเลย การเกิดเป็น สัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ไม่มีสำหรับท่าน จะเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะ การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา หรือพรหมเท่านั้น

ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ เมื่อกล่าวโดย

สรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้

๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่

๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ

ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ

หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง

สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง

สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่ พระนิพพาน

10. อืมม     [124.120.122.144]     23 Feb 2012 - 18:04

ถ้าการสวดมนต์และการนั่งสมาธิ ไม่ใช่แก่น ของพระพุทธศาสนา แต่แก่นของพระพุทธศาสนา คือนิพพาน ส่วนการสวดมนต์และการนั่งสมาธิ เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเข้าให้ถึงแก่น(พระนิพพาน) แล้วจะมีวิธีไหนอีกไหม ที่จะเข้าถึงพระนิพพาน โดยไม่ต้อง สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ หรือว่า จริงๆ แล้วหัวใจ หรือเครื่องมือ เพื่อเข้าถึงพระนิพพาน มีแค่สองอย่างนี้เท่านั้นครับ

11. ฝึกหัด 1141     [66.87.4.60]     24 Feb 2012 - 08:23

คำถาม: แล้วจะมีวิธีไหนอีกไหม ที่จะเข้าถึงพระนิพพาน โดยไม่ต้อง สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ

ตอบ: ผมว่านะ ท่านพุทธทาส ท่านได้ตอบข้อสงสัยของคุณไว้แล้ว ขอให้ไปอ่านได้จาก หนังสือสองเล่มนี้ :

1. คู่มือมนุษย์ โดยพุทธทาสภิกขุ
จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา ISBN: 9-789744-970008

2. ธรรมะเล่มเดียวจบ โดย พระธรรมโกศาจารย์, หลวงพ่อพุทธาส อินทปัญโญ
( รวมรวมโดย จรูญ วรรธนะสิน และ เล่มที่มีอยูไม่ได้บอกสำนักพิมพ์ หรือ ISBN )

สรุปคำตอบสั้นๆ คือ ท่านพุทธทาสได้อธิบาย "วิธีธรรมชาติ" ที่พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ในช่วงพุทธกาล ใช้ในการบรรลุมรรคผลในระดับต่างๆ ตามความสามารถของแต่ละคน

12. ขอบคุณท่านดาบส     [182.53.41.180]     24 Feb 2012 - 09:15

ขอบคุณมากนะคะท่านดาบส สำหรับความรู้เพื่อทางสว่าง

13. ชายจู้จี้     [101.108.31.62]     24 Feb 2012 - 09:15

คุณ อืมม ครับ
ตอบปัญหาที่คุณถามได้ง่ายนิดเดียว ว่าลองศึกษาพระธรรม และปฏิบัติทั้งสองทางเลยครับ แล้วจะเจอคำตอบ เพราะเป็นอะไรที่ต้องรู้เอง
ขอเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังสักนิด

ผมเคยสงสัย ว่าคนเราเกิดจากอะไรและเพื่ออะไร ลงไปใต้ได้มีโอกาสถามท่านพุทธทาสด้วยตัวเอง**ต่อหน้าต่อตา สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่** ว่าพระพุทธเจ้าท่านพบอะไร ท่านพุทธทาสตอบว่า พระพทธเจ้าท่านทรงพบธรรมชาติ หลังจากนั่นผมเลิกถาม จบ

ยังๆไม่จบ เพราะก่อนหน้านั้นผมตามท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ไปหาพระที่มีความเจริญในธรรมหลายๆรูป บางองค์เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ **ไปแบบทัวร์น่ะครับคนติดตามท่านเป็นร้อย** เคยไปวัดบางนมโค เคยไปกราบ หลวงพ่อเกษม และ
9ฯ9 ท้ายที่สุดก็จบที่ท่านพุทธทาส จบ

14. แค่นี้เอง     [118.172.189.136]     24 Feb 2012 - 09:50

ปุจฉา......แล้วจะมีวิธีไหนอีกไหม ที่จะเข้าถึงพระนิพพาน โดยไม่ต้อง สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ

วิสัชนา.....การไปนิพพานแบบตกบันไดพลอยโจนของท่านพุทธทาส ก่อนสิ้นใจ ทำอารมณ์จิตแน่วแน่กับ "ไม่ยึดมั่นในตัวกู ของกู"
แนวปฏิบัติประจำวันเพื่อให้จิตชินต่อคำดังกล่าวของหลวงพ่อวัดท่าซุง
ให้นึกตรึกไว้เสมอทุกลมหายใจเข้าออกจนชินเป็นฌานว่า.....
"ตายแล้ว ขอไปอยู่นิพพาน ไม่ขอเกิดเป็น มนุษย์ เทวดา พรหม"

15. เอ้ มฤตยู[ae]     [115.87.36.196]     24 Feb 2012 - 11:42

ถึงซึ่งทางจำเป็นต้องมีบุญถึงพร้อมแล้วครับ
พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลไม่รู้อะไรมากมายครับ รู้แค่ว่า
สรรพสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายก็ดับไป
แค่นี้แหละครับ ไม่ใช่พระไตรปิฎกเคลื่อนที่แบบในสมัยนี้

ส่วนวิธีทำตนให้อยู่ในทางก็ง่ายๆครับ
เมื่อพบสิ่งใดให้พิจารณาให้เป็นธรรม เห็นคนตายก็เป็นธรรมดา
เห็นทุกข์ เช่นปวดท้องก็พิจารณาว่าธรรมดา และเกิดจากอะไร ต้องทำอะไร
รู้ ว่าเป็น และรู้ว่า ธรรมดา เข้าใจว่า ทุกข์ เป็นของจริง สุขเป็นของปลอม

พระอรหันต์ท่านรู้ทุกลมหายใจเข้าออกครับ
อาณาปาณสติจึงสำคัญเพราะเป็นทางที่ไปถึงได้แน่นอนครับ

อื่นๆตามพระสูตรคือ รักษาใจ
หมายถึงรักษาใจไม่ให้กระเพื่อมไปตาม จมุกได้กลิ่น ลิ้นรับรส ตามองเห็น กายถูกต้องสัมผัส
ทำได้ตามนี้พระพุทธเจ้าบอกว่าทำต่อเนื่องไปไม่เกิน๗ปี ไม่เกิน๗เดือน ไม่เกิน๗วัน
จะได้เป็นอรหันต์ ขั้นต่ำสุดก็โสดาบัน ซึ่งไม่เกิน๗ชาติก็ได้เป็นอรหันเช่นกันครับ

16. ชายจู้จี้     [182.53.2.177]     24 Feb 2012 - 12:38

วิธีเข้าถึงนิพพาน มีเป็นร้อยเป็นพัน ดั่งใบไม้ในป่าใหญ่

อย่ายึดติดกับแค่ความรู้อันน้อยนิดของเราเลย

ไม่ใช่แค่หลับตา ไม่ใช่แค่ภาวนา บารมีถึงจิตแน่วแน่

ว่าง

17. อืมม     [124.120.123.113]     24 Feb 2012 - 20:42

ได้ความรู้ดี ขอบคุณทุกท่านมากครับ

Click to share

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความสุภาพ
ชื่อผู้ตอบ * ไม่ควรใช้ชื่อ-นามสกุลจริง ในการตอบกระทู้ รวมถึงในเนื้อหาด้วย
ป้อนรหัสตามภาพ CAPTCHA

©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.