Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (16) Vote Down (20) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
46546 : จากคุณ ผิดไหม     [58.11.8.224]     06 Jan 2013 - 21:22     [25 คำตอบ]

ผิดมั้ยคะ ถ้าทุกครั้งที่เราทำบุญแล้วชอบอวด
เราเป็นคนทำบุญบ่อยค่ะ แล้วก็ชอบเอาภาพลงเฟสบุ๊ค บางครั้งเจอใครเราก็เราให้ฟัง ถึงแม้จะไม่ได้ทำอะไรเยอะแยะ แต่เราก็ชอบที่จะอวด บางครั้งเราก็สับสนตัวเองว่าเราเป็นอะไรหรือป่าว ในใจลึกๆ อยากที่สร้างภาพหรือป่าว หรื อยากได้รับการยอมรับ หรือเป็นความปิติที่เราชอบที่จะบอกว่าเราไปทำบุญมา แต่ทุกครั้งที่เราทำบุญเรามีความสุขทุกครั้ง เรากลัวว่าคนอื่นจะหมั่นไส้เรา เราสับสนกับตัวเองมาก

1. iks^     [124.121.199.25]     06 Jan 2013 - 23:19

เคยอ่านจากหนังสือสักเล่มของดังตฤณนะครับ ... ผลจากการทำบุญเช่นนี้ ยังไงก็เป็นเนื้อนาบุญ แต่ก็บันดาลให้เกิดรายละเอียดต่างๆกันไป

เช่นด้วยจิตที่เป็นกุศลของการสละออก เลื่อมใสในกองบุญ อาจจะปรุงแต่งให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างที่ดี แต่จิตที่มีความอยากอวด อาจจะทำให้รูปร่างที่ดีนั้นผิดจากที่ควรจะเป็นไป เช่นมีหน้าอกที่ใหญ่โตเกินชาวบ้านเขา จนบางครั้งมันดูแล้วไม่สวยเพราะเกินความพอดี หรืออาจจะเป็นส่วนอื่นก็ตามแต่

หรืออาจจะเกิดเป็นคนเก่ง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

เพียงแค่อนุมานให้เห็นนะครับ

แต่การตามรู้สึกตัว และรู้ว่าจิตมันเป็นอย่างไรแบบนี้ มันก็ดีแล้วครับ
หากเจริญสติต่อไปอีก ดูสภาวะนี้เอาไว้ มองให้เห็นว่าแล้วมันก็ดับไป ความปิติเอย ความลำพองของใจเอย สุดท้ายมันก็ดับไปทั้งนั้น

แล้วมันจะจดจำสภาวะได้ จนในที่สุดเดี๋ยวมันก็เบื่อไปเองครับ

ลองฝึกเป็นผู้กล่าวอนุโมทนาบุญดูสิครับ แม้นบุญใดที่เราไม่ได้ทำ แต่เห็นแล้วว่าเป็นบุญที่ดี ก็รู้จักก้มหัวและเห็นดีกับผู้อื่นไปด้วย จะเป็นอุบายช่วยลดความทะนงตนได้นะครับ

อนุโมทนาบุญด้วยนะครับ

2. สาว     [115.67.166.198]     06 Jan 2013 - 23:31

คงเป็นธรรมดาของมนุษย์เดินดินทั่วไป ที่ยังคงมีกิเลส
อยากได้รับการชื่มชม อยากให้ผู้อื่นมองเราในแง่ดี ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ
คือเรายังละกิเลสไม่ได้ เราเชื่อว่าคนส่วนมากที่ทำบุญก็หวังผลกันทั้งนั้นแหละ
อย่างตัวเราที่ทำบุญ เป็นเพราะบางครั้งรู้สึกช่วงนั้นทำอะไรก็ซวย ทำอะไรก็ติดขัด จิตใจไม่สงบ
ก็ไปทำบุญ เพราะหวังว่าบุญจะช่วยพาให้ชีวิตดีขึ้น แต่บางครั้งที่ทำก็เพราะเกิดความสงสาร
เวทนา คนแก่ กลัววัวจะถูกฆ่า หน้าตามันน่าสงสาร
มันขึ้นกับความรู้สึกในตอนนั้น เจตนาที่จะทำในตอนนั้นมากกว่า
ว่าจิตใจตอนทำนั้นรู้สึกยังไง แต่ทุกครั้งที่ได้ทำจะผ่อนคลายหายจากความกังวล คือรู้สึกป็นสุข
หลังที่ทำบุญเราก็จะขอให้ โชคดี ร่างกายแข็งแรง ร่ำรวย อะไรก็ว่าไป
เห็นไหมว่าทุกครั้งเราก็ขอพรจากการ ทำบุญ เพราะเราเป็นมนุษย์ที่ยังมีความอยากอยู่
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแสดงความอยาก ออกมาในรูปแบบไหน

ถ้าทุกครั้งที่ จขกท ทำแล้วมีความสุขทุกครั้งก็ทำต่อไปเถอะค่ะ
พิมพ์ซะยาว แต่อยากให้ จขกท ไม่่ต้องคิดอะไรมาก เพราะเรายังเป็นมนุษย์ ที่ไม่ได้ดีเลิศ แต่ยังมีความรักโลภ โกรธ
หลง อยู่เป็นธรรมดา^^

3. สาว     [115.67.166.198]     06 Jan 2013 - 23:37

เพิ่งเห็นความเห็นของคุณ iks^
อธิบายในแง่ของกรรมสะท้อนได้ดีเลยค่ะ
มาขอเก็บเป็นความรู้เพิ่มเติม
สาธุค่ะ^^

4. ผิดไหม     [58.9.63.232]     07 Jan 2013 - 06:54

ถึงคุณ iks ค่ะ ดิฉันจะนำไปฝึกจิตนะคะ สำหรับการอนุโมทนาบุญ แทบทุกครั้งที่เราได้ยินใครเค้าทำบุญ ต้องรีบเอามือขึ้นมาอนุโมทนาบุญทันที จนบางครั้งคนที่เราอนุโมทนาบุญยังงง

ถึงคุณสาว ขอบคุณมากนะคะที่เข้าใจ ใจตอนที่เราทำเราเป็นสุขจริงๆค่ะ แต่บางครั้งก็บอกเล่าด้วยวิธีต่างๆ ไม่ได้ เดี่ยวจะลองฝึกแบบที่คุณ iks บอกค่ะ

5. zzz     [110.171.129.216]     07 Jan 2013 - 09:00

การทำบุญแล้วอวดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การทำบุญกับพระที่ทำผิดศีลในแบบนี้ไม่ได้บุญถึงแม้จะรู้สึกสบายใจ เพราะความสบายใจเป็นนิสัยส่วนตัวของคนทุกคน อย่าได้เอามาวัดว่าได้ผลบุญมากหรือน้อย เช่นบางคนสบายใจที่ดูเขาชกมวยดูไก่ตีกัน เห็นเลือดเห็นความเจ็บปวดแล้วสบายใจ

6. ก้อ     [180.183.135.147]     07 Jan 2013 - 12:30

เรากลับเห็นตรงข้าม มองว่าคนทำบุญแล้วบอกคนอื่น เป็นการนำบุญมาฝาก ทให้คนอื่นอนุโมทนาได้บุญไปด้วย ตัวเราเสียอีกบางทีก็ไม่อยากให้ใครรู้ กลัวเขาแย่งบุญไป มะวานหยอดเงินใส่ตู้ ยังไม่สบายใจตอนคนมองเลย กลัวเขาแบ่งบุญไป แบบนี้แย่กว่าอ่ะนะ เราว่า

7. สุภาวดี     [58.137.164.178]     07 Jan 2013 - 13:12

เราทำบุญเพื่ออะไร เพื่อละกิเลส อย่างแรกเลย คือ สละมัจฉริยะหรือความตระหนี่
การทำบุญแล้วมาบอกกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นร่วมอนุโมทนาบุญ ต่างจากการบอกกล่าวเพื่ออยากอวด
เพราะเป็นเจตสิกคนละดวง ความเจตนาตั้งใจคนละอย่าง แยกให้ออก อย่าเอาความไม่ดีมาบิดพลิ้วให้กลายเป็นดี
มันจะเป็นความเข้าใจผิดไปจนตายและข้ามภพข้ามชาติเลยทีเดียว โปรดรู้ไว้เถิดว่านิสัยเป็นสิ่งที่ข้ามภพข้ามชาติได้
ชาติที่แล้วคุณก็เป็นแบบนี้แหละ และคุณก็ทุกข์แบบนี้ จะปรับเปลี่ยนนิสัยต้องรู้เท่าทันจิตตัวเอง มีสติให้มาก
อย่าโกหกตัวเอง คุณมีโมหะ คือ ความหลงอวด ไม่ใช่อยากให้ผู้อื่นอนุโมทนา แต่ผู้อื่นเขาได้บุญตรงที่เขาได้อนุโมทนา

พระอาจารย์เรากล่าวว่า “ผู้ประเสริฐไม่อวดตน”


8. สบายใจ     [110.77.176.208]     07 Jan 2013 - 13:24

การทำบุญ...ว่าด้วยการตักบาตร(ใส่บาตร)


เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐีสามี-ภรรยาคู่นึง เศรษฐีผู้ตระหนี่ถี่เหนียวไม่เคยทำบุญ ไม่เคยตักบาตร จนมาวันนึงลูกชายสุดที่รักของเศรษฐีต้องมีอันมาจากไปอย่างกระทันหัน เมื่อจัดงานศพเรียบร้อยแล้ว ด้วยความรักและคิดถึงลูกชาย จึงได้สั่งอาหารอย่างดีที่สุด อร่อยที่สุดและแพงที่สุดให้คนใช้นำไปวางใว้
ที่หลุมฝังศพทุกๆวันเป็นเวลานานหลายปีเพื่อให้ลูกสุดที่รักได้กิน...

ต่อมาในค่ำคืนวันหนึ่งฝนเกิดตกอย่างหนักต่อเนื่องจนถึงเช้าจึงหยุดตก เศรษฐีก็ได้สั่งอาหารและให้คนใช้นำไปวางใว้ที่หลุมฝังศพ ให้ลูกชายเหมือนเช่นเคยปฎิบัติ คนใช้ก็ได้นำอาหารเดินทางไปที่หลุมฝังศพ แต่ปรากฎว่าน้ำได้ท่วมหลุมฝังศพไม่มีที่จะวางอาหาร คนใช้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะเอากลับบ้านก็กลัวว่าท่านเศรษฐีจะดุด่า จะทิ้งก็กลัวจะบาปจึงหันกลับมาและบังเอิญเจอพระกำลังเดินรับบิณฑบาตร จึงนำอาหารทั้งหมดใส่บาตรถวายพระและกลับบ้านตามปกติ

คืนนั้นเองเศรษฐีฝันว่าลูกชายมาขอบคุณ ตายไปตั้งนานพ่อแม่พึ่งทำบุญมาให้ อาหารอร่อยมากและให้ทำบุญมาให้บ่อยๆ

เศรษฐีตื่นมาโกรธคนใช้อย่างมากว่าให้นำอาหารไปให้ลูกชายทุกวันแต่ทำไมลูกชายเพิ่งจะได้รับ อาหารเหล่านั้นที่ผ่านมาเอาไปให้ใคร คนใช้ตอบว่าก็เอาอาหารไปวางใว้ที่หลุมฝังศพทุกวัน พึ่งมีเมื่อวานนี่ล่ะไม่ได้วางใว้เนื่องจากน้ำท่วม จึงได้นำอาหารทั้งหมดใส่บาตรพระที่บังเอิญท่านเดินผ่านมาพอดี เศรษฐีจึงเอ๊ะใจคิดได้ว่า อ๋อ การที่นำอาหารไปวางใว้ที่หลุมฝังศพไม่ถึงลูกชายแต่ถ้านำอาหารไปใส่บาตรถวายพระอาหารเหล่านั้นลูกชายจึงจะได้รับ หลังจากนั้นเศรษฐีจึงได้ตื่นเช้าทำบุญตักบาตรทุกวัน และก็ยังได้ทำบุญ สร้างกุศลทุกๆอย่าง ต่อมาจึงได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีผู้ใจบุญ มีเมตตา ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวในการทำบุญอีกต่อไป...



ผมเคยฟังพระท่านสอนเรื่องตักบาตรอรหันต์ไปนรก ตักบาตรยาจกไปสวรรค์จากพระท่านหนึ่งเมื่อคราวที่ผมถามท่านว่าถ้าเราตักบาตรกับพระที่มีข่าวฉาวกับสีกาเราจะได้บุญไหม ท่านกรุณาสอนเป็นเรื่องหนึ่งว่า กาลครั้งหนึ่งมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนามาก ท่านจะทรงตักบาตรด้วยอาหารอย่างดีทุกๆวันกับพระสงฆ์ที่บิณฑบาตผ่านในเมือง แล้วมีวันหนึ่งขอทานยากไร้ผู้หนึ่งได้พบเห็นการใส่บาตรของพระราชาจึงคิดอยากจะได้รับอาหารเช่นนั้นบ้าง จึงได้หาเอาผ้าเหลืองมาพร้อมๆกับสังเกตการเดินบิณฑบาตอย่างสำรวมของพระสงฆ์แล้วก็ลอกเลียนแบบ ด้วยความที่เป็นการตั้งใจลอกเลียนแบบส่งผลให้การเดินของขอทานรูปนี้เดินได้อย่างสำรวมยิ่งกว่าพระสงฆ์รูปอื่น วันรุ่งขึ้นขอทานจึงได้ห่มผ้าเหลืองเดินบิณฑบาตเลียนแบบพระสงฆ์ดังที่ได้ฝึกมา พระราชาเห็นเข้าจึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ขอทานมารับบิณฑบาต พร้อมรับสั่งว่าเมื่อท่านบิณฑบาตเสร็จแล้วให้ตามไปดูว่าท่านอยู่วัดไหนเพื่อที่พระราชาจะได้ไปทำบุญที่วัดด้วย ฝ่ายขอทานเมื่อรับบิณฑบาตแล้วก็รีบเดินไปยังที่อยู่ของตนแล้วถอดผ้าเหลืองออกแล้วก็กินอาหารอย่างสบายใจ แต่ผู้ที่ลำบากใจก็คืออำมาตย์ของพระราชาที่ไม่กล้าบอกพระราชาด้วยกลัวว่าพระราชาจะทรงเสียพระทัย จึงได้กลับไปทูลว่าพระสงฆ์(ขอทานปลอมมา)รูปนั้นได้หายไปเสียเฉยๆต่อหน้าต่อตา พระราชาท่านได้ฟังดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีใจอย่างยิ่งด้วยคิดว่าได้ตักบาตรพระผู้ทรงอภิญญา วันต่อมาได้มีพระอรหันต์รูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมายังเมืองๆนี้ อำมาตย์เห็นเข้าจึงคิดว่าเป็นขอทานปลอมมาอีกเพราะอากัปกิริยาสำรวมมากจึงได้ขับไล่ไปเสียก่อนที่พระราชาจะเห็น

ผลของเรื่องนี้ก็คือพระราชาเมื่อสวรรคตแล้วได้จุติเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ด้วยอานิสงค์จากการตักบาตรครั้งนั้นกับยาจกยากไร้ ส่วนอำมาตย์ก็ต้องตกนรกด้วยความที่ได้ปรามาสและขับไล่พระอรหันต์ครับ

เรื่องนี้ท่านได้สอนว่าการที่เราทำบุญไปจะได้บุณหรือไม่อยู่ที่ใจเราว่าทำไปแล้วเราสบายใจหรือไม่ ทำแล้วเรามาคิดว่าพระท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือเปล่า ขอแค่ทำแล้วเราสบายใจเราพอใจก็เป็นบุญของเราแล้วครับ

9. สบายใจ     [110.77.176.208]     07 Jan 2013 - 13:27

มงคลที่ ๕ ความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้วแต่ปางก่อน (ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา)


บุคคลใดแต่ชาติก่อนได้เคยเพียรก่อสร้างสั่งสมในกองบุญกองกุศลทั้งหลาย มีทานการให้ข้าวน้ำผ้าผ่อนท่อนสไบเสนาสนะที่อยู่อาศัยเป็นต้น ศีลการสำรวมระวังกายวาจาให้เรียบร้อย เจริญภาวนาบำเพ็ญพระกรรมฐาน ฟังพระสัทธรรมเทศนา และการบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น ชื่อว่าได้เคยก่อสร้างบุญมาในกาลก่อน จัดเป็นความมงคลอันประเสริฐ เพราะว่าเมื่อบุคคลใดได้เคยสร้างบุญกุศลมาในปางก่อน ย่อมนำให้สำเร็จในสมบัติทั้ง ๓ ประการ คือ

๑. มนุษย์สมบัติ คือสมบัติในเมืองมนุษย์

๒. สวรรค์สมบัติ คือสมบัติในเมืองสวรรค์

๓. นิพพานสมบัติ คือสามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมาภิสมัย ตัดกิเลสขาดออกจากใจ บริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์โทษเวรภัยทั้งปวง

ซึ่งสมบัติทั้ง ๓ จะมีมาได้ก็อาศัยจากบุญกุศลที่เคยทำไว้แต่ชาติปางก่อนมาเกื้อหนุน แต่ถ้าหากกุศลแต่ชาติปางก่อนไม่มีแล้วก็จะกลายเป็นผู้ไร้วาสนา จะกระทำสิ่งใดก็ไม่สำเร็จ ทำมาหากินค้าขายก็ขาดทุน จะไปพึ่งพาอาศัยใครก็ไม่มีคนช่วยเหลือ ถึงเขาจะเต็มใจช่วยเหลือ ผู้ไร้วาสนาก็ไม่มีปัญญาจะรับเอาไว้ได้ เพราะว่าเป็นผู้มิได้ทำบุญกุศลมาก่อนในหนหลัง ฉะนั้นท่านสาธุชนได้ฟังดังนี้จงมีจิตยินดีพากันขวนขวายในกองการกุศล คือ ทาน ศีล ภาวนา จะได้มีเสบียงไว้เลี้ยงตนในกาลข้างหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้จะขอกล่าวถึงบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการอันเป็นที่เกิดแห่งบุญบุคคลใดต้องการสั่งสมซึ่งบุญ พึงขวนขวายบำเพ็ญในบุญกิริยาเหล่านี้คือ

๑. ทานมัย คือบุญเกิดจากการให้ทาน

๒. ศีลมัย คือบุญเกิดจากการรักษาศีล

๓. ภาวนามัย คือบุญเกิดจากการเจริญภาวนา

๔. อปจายนมัย คือบุญอันเกิดจากการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่

๕. เวยยาวัจจมัย คือบุญอันเกิดจากการช่วยขวนขวายรับใช้ในกิจอันชอบ

๖. ปัตติทานมัย คือบุญอันเกิดจากการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่น

๗. ปัตตานุโมทนามัย คือบุญอันเกิดจากการอนุโมทนาในกุศลของผู้อื่น

๘. ธัมมัสสวนมัย คือบุญอันเกิดจากการสดับรับฟังพระธรรม

๙. ธัมมเทสนามัย คือบุญอันเกิดจากการแสดงธรรม

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ คือบุญอันสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ตรงตามทำนองคลองธรรม

ฉะนั้นสาธุชนทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิตจงพากันขวนขวายประกอบบุญเพื่อเป็นเสบียงติดตามตนไปในปรภพเบื้องหน้า เพราะว่าบุญเท่านั้นที่จะติดตามผู้ตายไปได้ สมบัติทั้งหลายมิว่าจะมากมายปานใดก็มิอาจติดตัวไปได้แม้แต่นิดเดียว ฉะนั้นบุคคลใดเป็นผู้ขวนขวายสั่งสมบุญไว้ให้มากย่อมจะเกิดเป็นมงคลแก่ตนเองเป็นล้นพ้นในกาลเบื้องหน้า ดังพรรณนามานี้แล

10. สบายใจ     [110.77.176.208]     07 Jan 2013 - 13:35

อานิสงส์ของทาน




การให้ทานนี้อย่าลืมนะว่าถ้าใจยังไม่หนักแน่นพอคนที่เรายังไม่ชอบใจอย่าเพิ่งให้ ให้แต่คนที่เรารักหรือคนที่เราไม่เกลียดต่อไปถ้ากำลังใจสูงขึ้น จิตสบาย มีอุเบกขาดี มีเมตตาบารมีสูงก็ให้ไม่เลือกให้ เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ คือกิเลสของเรากำลังใจ ในการให้ทานน่ะ เป็น จาคานุสสติ ก่อนที่จะคิดให้เป็น จาคานุสสติ อันนี้อนุสสติ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ามีประจำใจแล้ว มันก็ตกนรกไม่ได้



จะยกตัวอย่างมันก็ยาวเกินไปจะขอพูดถึงอานิสงส์การให้ทานที่สมเด็จพระพิชิตมารทรงตรัสว่า สมัยพระพุทธกัสสป ท่าน เทศน์ อย่างนี้ท่านบอกว่า



บุคคลใดให้ทาน ด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนคนอื่น ตายจากชาตินี้ไปแล้ว ไปเกิดใหม่ จะมีทรัพย์สมบัติมาก จะ เป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ว่าขาดเพื่อน ขาดคนเป็นที่รัก มันก็โดดเดี่ยวแย่เหมือนกัน



บุคคลใดดีแต่ชักชวนบุคคลอื่น แต่ว่าตนเอง ไม่ให้ทาน ท่านบอกว่า ตายจากชาตินี้ไปแล้ว ไปเกิดชาติใหม่ มี พรรคพวกมากแต่ยากจน



บุคคลใดให้ทาน ด้วยตนเอง แล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นด้วย ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่จะเป็น คนร่ำรวยมากด้วย แล้วก็จะมีเพื่อน มีบริวารมีมิตรสหายมาก นี่เรียกว่า มีความสุข



บุคคลใดไม่ให้ทานด้วยตนเอง ไม่ชักชวนบุคคลอื่น ด้วยตายจากชาตินี้ ไปเกิดใหม่ จะไม่มีทรัพย์สมบัติ เป็น คนยากจนเข็ญใจ เป็นยาจกขอทาน แล้วขอก็ไม่ค่อยจะได้ ไม่มีใครเขาอยากจะให้ มีแต่คนรังเกียจ



การให้ทานที่ก่อนจะนิพพานน่ะ เราจะต้องมีความสุขในทรัพย์สมบัติก่อน จะไปคิดว่า การให้ทานเป็นการกำจัดโลภะความ โลภหรือมีผลอันน้อย แค่กามาวจร อันนี้ไม่ถูก ถ้าเราจะไปนิพพานถ้าเราลำบากมันไปยากใจไม่สบาย จะเล่านิทานสักเรื่อง หนึ่งเอาไหม มันจะชักช้าก็ช้าจะจบเมื่อไหร่ก็ช่าง ก็เล่าสู่กันฟัง



ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังมีพระชนม์อยู่ มีคนหนึ่งเขามาเกิด แต่คนคนนี้น่ะ ในชาติก่อน ๆ เวลาบำเพ็ญ บารมีตัดทานบารมีออกจากใจ แต่ความจริง เขาก็ไม่อยากได้ ทรัพย์สมบัติของใคร เขามี จาคานุสสติกรรมฐาน เป็นปก ติได้จาคานุสสติกรรมฐาน ตัวนี้เขาไม่ได้ให้ แต่จิตเขาละความโลภ คือ ละความอยากได้ ทรัพย์สมบัติ ของบุคคลอื่น ที่ใคร ไม่ให้เขาโดยชอบธรรมน่ะ เขาไม่เอาเขาไม่อยากได้ แต่ว่าเขาไม่ให้ทาน ที่ว่า ทานัง สังคคโส ปาฌัง" ที่พระพุทธเจ้าทรง ตรัสว่า "ทานเป็นบันไดให้ไป เกิดบนสวรรค์" เขาบอกว่ามันต่ำไป เอาบุญที่เป็นปรมัตถบารมีดีกว่า คือ



1. มีศีลบริสุทธิ์



2. สมาธิตั้งมั่นก็ระงับนิวรณ์



3. มีปัญญาแจ่มใส เพื่อตัดกิเลส



ก็เป็นการบังเอิญว่า ชาตินั้นเขายังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า ก็ต้องตายจากความเป็นคน ไปเกิดเป็นเทวดา ก็สงสัยอาจจะเป็น เทวดาคนจนก็ได้ ทิพยสมบัติอาจจะสู้ชาวบ้านเขาไม่ได้ ที่นี้ก็กลับมาเกิดใหม่ มาเกิดเป็นลูกหญิงแพศยา เป็นโสเภณี โส เภณีเวลานั้นถือว่า เป็นตระกูล เป็นอาชีพ อาชีพหนึ่ง สังคมหนึ่ง หรือ สมาคมหนึ่ง



แต่ว่า โสเภณีน่ะเขาต้องการเฉพาะลูกผู้หญิง เขาไม่เหยียดหยามเหมือนสมัยนี้ว่า โสเภณี เลวไม่ใช่ อย่างนั้น เขาถือว่าโส เภณีก็เป็นตระกูลหนึ่ง ที่มีศักดิ์ศรี พอออกมาเป็นลูกผู้ชาย เขาไม่ต้องการ เขาก็เลยไปหมกป่าไว้ทิ้งปล่อยให้ตาย ก็สืบตระ กูลเป็นโสเภณีไม่ได้



เวลานั้น โสเภณีผู้ชาย ยังไม่มี ถ้าบังเอิญมี โสเภณีผู้ชายอย่างสมัยนี้ บางประเทศ ก็จะหากินคล่อง เหมือนกัน เป็นการบรร เทาความเดือดร้อนของบุคคลแต่ละคน ก็รวมความว่าเขาเกิดมาไม่มีความสุขถูกปล่อย แต่เขาก็ไม่ตาย เขาไม่ตายเพราะ อะไร เพราะว่า มีบุญรักษา เขาจะเป็นอรหันต์ในชาตินี้ เขาถูกหมกอยู่อย่างนั้น ไม่ตาย ถูกแวดล้อมไปด้วยสัตว์รักษาไว้ จน กระทั่งเป็นหนุ่มเดินไปเดินมา เดินเที่ยวไปก็ ไม่มีอะไรกิน แต่บุญรักษาเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ต้องกินอาหาร



ต่อมาวันหนึ่งเดินเข้าไปชายป่า เห็นคนเขาเอาอะไรมาฝังไว้ เป็นลูกเขาออก เอารกมาฝังก็แอบดู พอเขาไปแล้ว ก็ย่องเข้า ไปขุดเห็นรกเด็กเลยนำรกมากิน ในชีวิตเขาได้กินเท่านั้นอย่างเดียว นี่การขาดทานบารมี หลังจากนั้นก็เดินไปเดินมาเห็น พระท่านมีความสุข เลยขอบวชพระอุปัชฌาย์ก็ให้บวช



ในเมื่อบวชแล้ว เวลาบิณฑบาตรตอนเช้า พระใหม่ก็ต้องเดินข้างหลังตามระเบียบ เพราะเดินตามอาวุโส ชาวบ้านใส่บาตร จากหน้า พอจะถึงองค์หลัง ข้าวหมดพอดี นี่อานิสงส์ของการไม่ให้ทาน ท่านก็เดือดร้อน ไม่ได้กินข้าว อุปัชฌาย์ต้องแบ่งให้ ถึงอุปัชฌาย์จะแบ่งให้ หาเองไม่ได้ใจก็ไม่สบาย



วันที่สอง ท่านอุปัชฌาย์ บอกว่า " วานนี้เขาใส่หน้าไม่ถึงหลัง วันนี้คุณเดินข้างหน้า ทุกคนใส่จะต้องถึงคุณ " แต่ความจริงพระอุปัชฌาย์เป็นพระอรหันต์อย่างต่ำก็น้องเป็นวิชาสามหรืออภิญญาหกแน่ เพราะรู้เรื่องในใจดีรู้กฎของกรรม ดี ท่านต้องการพิสูจน์ผลว่า คนไม่ให้ทานนั้นมันมีผลเป็นอย่างไร



วันที่สอง ชาวบ้านบอกว่า " วานนี้เราใส่หน้าไม่ถึงหลัง วันนี้รวมกันใส่ จากหลังมาหาหน้า " พอจะถึงองค์หน้าข้าวหมดพอดีแต่ความจริงเขาตั้งใจจะให้ถึง แต่กฎของกรรมมันบันดาลให้ตักข้าวหมด



วันที่สาม พระอุปัชฌาย์บอกว่า " เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณยืนกลางเขาจะใส่ทางไหนมันพอทั้งนั้น " เป็นอันว่าท่านยืนกลาง



วันที่สาม ชาวบ้านบอกว่า " วันต้นใส่หน้าไม่ถึงหลัง วันที่สองใส่หลังไม่ถึงหน้า วันนี้เราแบ่ง เป็นสองพวก ใส่จาก ข้างหน้ามาหนึ่งพวก ใส่จากข้างหลังมาหนึ่งพวก " เขาก็ทำตามนั้นปรากฎว่า ทั้งสองพวกพอจะถึงองค์กลางข้าวหมด พอดี



วันที่สี่ พระอุปัชฏาย์บอกว่า " ยืนรองฉัน มันใส่แบบไหน ถึงทั้งนั้น " ในวันต่อมาเขาใส่บาตรตามระเบียบ ใส่บาตรที่ 1 เขาไม่เห็นบาตรที่ 2 ไปใส่บาตรที่ 3



พอวันต่อมาพระอุปัชฌาย์บอกว่า " คุณยืนรองฉัน " ท่านเอามือจับบาตรไว้ เขาจึงเห็นบาตรของท่าน



นี่การให้ทานถ้าบารมีไม่เต็มจริง ๆ ถ้าไปโดนเข้าแบบนี้ เราจะถูกความหิวทรมานขนาดไหน แต่นั้นบังเอิญเป็นบารมีของ ท่านเต็มจะได้เป็นพระอรหันต์ ยังต้องถูกทรมานจิตใจแบบนั้น เห็นโทษเห็นทุกข์แห่งการเกิด พระอุปัชฌาย์แนะนำไม่นาน นัก ท่านก็เป็นอรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์แล้วชาวบ้านก็เห็นบาตร เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว



นี่การให้ทานน่ะ มีความสำคัญอย่างนี้นะ จงอย่าคิดว่า เราต้องการเฉพาะ พระนิพพาน เราไม่ให้ทาน เราเอาเฉพาะศีลภาว นา อันนี้ไม่ได้ ท้องไม่อิ่มนี่ มันภาวนาไม่ไหว มันจะตายเอา ดีไม่ดีมันเป็นโจร



การให้ทานของบรรดาท่านพุทธบริษัท เราจะต้องให้ ถ้าบุญบารมีของเรา ยังไม่เต็มเพียงใด เราก็เอาละ เราจะต้องใช้ต้อง กิน แต่ถ้าบุญบารมีเต็ม เราก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ อย่างตัวอย่าง ท่านสีวลี



ท่านพระสีวลีนี้ ชาติหนึ่งเป็นชาวป่า วันนั้น เป็นวันที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระพุทธกัสสป



เทศน์บอกว่า

คนใดให้ทานด้วยตนเอง เมื่อตายไปชาติหน้า จะมีโภคสมบัติมาก แต่ไม่มีบริวารสมบัติ (ตามที่เล่ามาแล้ว)



บุคคลใดชักชวนบุคคลอื่น แต่ไม่ให้ทานเองจะมีพวกมากแต่ว่ายากจน



ให้ทานเองด้วย ชวนบุคคลอื่นด้วย เกิดไปชาติหน้าเป็นคนรวยด้วย มีพวกมากด้วย



แล้วก็ไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย ไม่ชักชวนชาวบ้านด้วย เกิดเป็นคนยากจน ไม่มีคนคบหาสมาคม ขอทานก็ ยาก



ชาวบ้านจึงตั้งใจถวายทานกันอย่างหนัก มีทุกอย่าง แต่มันขาดน้ำผึ้งสดหาเท่าไรก็ไม่ได้ ตั้งคนไว้ที่ประตู เมือง 4 ประตูให้ เงินไว้ 1,000 กหาปณะ (เท่ากับ 4,000 บาทสมัยนี้) บอกว่า " ถ้าใคร เอาน้ำผึ้งสด มานำรวงผึ้งสดมาจะซื้อ จาก 1 กหาปณะไปจนถึง 1,000 กหาปณะ "



พอดีท่านสีวลี เป็นชาวป่า ท่านจะมาหาเพื่อน ในเมืองไม่มีอะไรติดมือมา ก็เลยเอาผึ้งมารวงหนึ่ง พอพวก นั้นเห็นเข้า ก็ขอ ซื้อตั้งแต่ 1 กหาปณะถึง 1,000 กหาปณะ ท่านบอกว่า " ฉันจะเอาไปให้เพื่อน " ก็สงสัยว่า ผึ้งรวงนี้จริงๆ ราคาไม่ถึง 1กหา ปณะ แต่เจ้าคนนี้ ให้มากๆ คงจะสติไม่ดี หรือ อาจจะมีเหตุใด เหตุหนึ่ง เกิดขึ้น มีความจำเป็น จึงถามว่า " ทำไมพวกท่าน สติไม่ดีรึ ไอ้ผึ้งรวงหนึ่งราคาตั้ง 1,000 กหาปณะใครเขาซื้อเขาขายกัน ราคามันไม่ถึง 1 กหาปณะ "เขาก็บอกว่า" พวกเรา จะทำบุญ แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีหมด มันขาดอยู่น้ำผึ้งสด อย่างเดียว เราต้องการมีทุกอย่าง " ท่านก็บอกว่า " ถ้าซื้อไม่ขาย แต่จะเอาไปให้เพื่อน แต่ว่าท่านจะให้ฉันร่วมบุญด้วยฉันให้ " ท่านสีวลีก็ให้ เป็นการปิดรายการ ครบถ้วนพอดี เขา - ขาด อย่างนั้นท่านปิดพอดี มันก็ปิดให้เต็ม



หลังจากชาตินั้นมาแล้ว ท่านมาพบองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว เกิดในชาตินี้ มาเกิดในชาติหลังนี่เขาบอกว่า ท่านพระสีวลี นี่ไม่เคยมีโรคเลย โรคภัยไข้เจ็บไม่เคยมี เป็นพระที่มีลาภจริง ๆ จะไปไหนก็ตาม คนก็ดี เทวดาก็ดีปรารภพระสีวลี ถ้าพระ สีวลีไปด้วยไม่มีคำว่าอด จะมีความอุดมสมบูรณ์ แม้แต่เดินเข้า ในป่าที่ไม่มีบ้าน



ในสมัยที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารจะเข้าไปเยี่ยม พระเรวัต ในป่าสะแกที่ว่าเป็นน้องพระสารีบุตรอายุ 7 ปีเป็นพระอรหันต์ ปฏิสัมภิทาญาณ เวลาเดินเข้าไป ตอนจะไปเจอะถึงทาง 2 แพร่ง พระพุทธเจ้าจึงได้



ถามพระอานนท์ว่า " อานนท์ทางไปหาพระเรวัตไปทางไหน " ความจริงท่านทราบ พระอานนท์บอกว่า " ถ้าไปทางอ้อมทาง นี้เดินทาง 60 โยชน์มีบ้านบิณฑบาตตลอด ทางนี้เป็นทางตรงไป 30 โยชน์ไม่มีบ้านใส่บาตร " สมเด็จพระบรมโลกนาถจึง ตรัสถามว่า " สีวลีมาหรือเปล่า " แต่ความจริงท่านรู้ว่ามา แต่ต้องการจะประกาศความดี พระอานนท์ก็กราบทูลว่า " มาพระ พุทธเจ้าข้า "



พอพระพุทธเจ้าตัดสินใจว่า จะไปทางตรงบรรดารุกขเทวดา และอากาศเทวดาทั้งหลาย ต่างคนต่างปรารภว่า เวลานี้ หลวง พ่อสีวลีของเรามา ความจริงพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรก็ไป พระพุทธเจ้าเสด็จด้วย แต่เทวดาไม่ได้ปรารภถึงเลยปรารภ เฉพาะท่านพระสีวลี จึงเนรมิตเรือนแก้ว กุฏิเป็นที่พัก วัดเป็นที่พัก สำหรับพระ 5,000 รูป เป็นเรือนแก้วไว้แต่ละโยชน์ๆ 1 โยชน์มี 1 วัด สร้าง 30 วัดเป็น 30 โยชน์ เมื่อพระพุทธเจ้าไปถึงวัดต่างๆ เขาก็แสดงตนเป็นคนธรรมดาพระพุทธเจ้าท่าน รู้ นิมนต์พักวัดท่านก็พัก ตอนเช้าท่านนำอาหารการบริโภคเนรมิตจากจิตใจของเทวดาไม่ต้องหุง ถวายพระอิ่มหนำสำราญ แต่การที่เขาถวายน่ะ เขาปรารภพระสีวลีว่า " เราจะนำอาหารไปถวายหลวงพ่อสีวลีของเรา " เป็นอย่างนี้จนกระทั่งถึงสำนัก ของพระเรวัต



นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยมพุทธบริษัท ท่านพระสีวลี ให้ทานด้วยรวงน้ำผึ้งรังเดียว ปิดรายการ แต่ชาติ หลังท่านมีความอุดมสมบูรณ์ คนที่มีความอุดมสมบูรณ์จะปฏิบัติธรรม มันก็ดีทำอะไรก็ดีทุกอย่าง มีการคล่องตัวรวมความ ว่า มีความปราถนาสมหวัง แม้แต่จิตใจ คนบางประเภทก็ซื้อได้ แต่บางประเภท เราก็ซื้อใจเขาไม่ได้นะ เงินน่ะ แต่บางประ เภท เวลานี้ฟุ่มเฟือยมาก การซื้อก็ซื้อด้วยเงินสะดวก อันนี้มีประโยชน์มาก ฉะนั้นขอบรรดา ท่านพุทธบริษัท หรือ เพื่อนภิก ษุสามเณรจงสนใจในการให้ทานให้มาก เพราะว่า การให้ทานนี่ไม่ใช่จะหวังเฉพาะการร่ำรวยอย่างเดียว การให้ทานเป็น ปัจจัยของความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้า



การให้ทานนี่ ขอพูดถึงอานิสงส์ของทาน ในชาติปัจจุบันเราจะเห็นได้ชัดๆจริงๆนั่นก็คือว่า ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รักของบุคคล ผู้รับ คือว่า คนผู้ให้มีโอกาสชื่นใจว่า เราได้ให้ทานแต่ว่า บางคนน่ะบางพวก จอมอกตัญญู ไม่รู้คุณคนนี่เยอะ เหมือนกันนะ อย่าลืมว่าผมโดนมาแล้ว โดนมาตลอดชีวิต ให้แล้วมันก็กัดแต่ ผมก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บ



ผมถือว่า เป็นความชั่วของเขาผมไม่ยอมชั่วด้วย ไอ้ผมนั้นก็เลวอยู่แล้ว ถ้าจะไปโกรธเขาเข้า มันจะเลวมากขึ้น มันจะแบก ไม่ไหวเอาแค่ความเลวที่มีอยู่ มันก็เดินตุปัดตุเป๋ไปแล้ว เขาคิดจะฆ่าผม คิดจะไล่ผม เขาชุมนุนกันเยอะแยะ เวลาที่พูดอยู่ นี่ ก็ยังมีร้องเรียนไปที่ไหนๆ ไปลงหนังสือพิมพ์ด่าบ้าง ฟ้องไปทุกระดับ จนกระทั่งสำนักนายก เขาหาว่า คนของผมโหดร้าย แต่ผมไม่เคยแตะต้องอะไรเขาเลย แต่พวกนี้เป็นอย่างไร ได้ประโยชน์มากเลย คิดว่าถ้าผมไปเสียแล้ว เขาจะได้ประโยชน์ จากผม หมายความว่า คนจะมาหาเขา เขาจะร่ำรวย เขานึกว่า ผมรวยก่อสร้างต่างๆนานา ญาติโยมท่านให้สร้าง ญาติโยม ท่านให้เก็บ แต่จริงๆ การก่อสร้างนี่ เหน็ดเหนื่อย หนักใจ หนักกาย แต่เพื่อความดีของญาติโยม ผมไม่เหนื่อย ไม่หนัก ผม ปลื้มใจเพราะญาติโยมทำความดีทุกคนเขาจะพ้นทุกข์กัน ฉะนั้นเราจะกักให้เขาอยู่ในแดนความทุกข์ยังไง ต้องสนองสนับ สนุนตามที่พระพุทธเจ้าสนับสนุนแบบไหน เราทำกันแบบนั้น



นี่แหละ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ทุกท่าน ต้องจำไว้ว่า การให้ทานน่ะ มันก็มีการสะดุดแบบนี้ แต่เราจงอย่าคิด คิดอย่าง - เดียวว่า จิตใจของเราเป็นสุข สุข เพราะการเกื้อกูลแก่เพื่อน ในเมื่อเราให้เขา ไอ้คนรักเรามากๆ ก็มี ไม่ใช่เลว คนเลวมัน น้อยกว่าคนดี ให้ทานแก่บุคคลที่รู้คุณคนนี่มี แต่เราอย่าไปคิด คิดอย่างเดียว ให้ทานเพื่อเป็นการสงเคราะห์ เรามีน้อย เราให้น้อย เรามีมากเราให้มากให้พอควร อย่าให้เกินพอดี อย่าให้เบียดเบียนตนเอง อย่าให้ถึงกับตัวมีทุกข์



ผลแห่งการให้ทานจริงๆ มันก็มีประโยชน์ใหญ่ ไปที่ไหนมีแต่คนรู้จัก ความจริงเราไม่รู้จัก จำเขาไม่ได้หรอก จำเขาไม่ได้ จริงๆ อย่างพวกท่านก็เคยไปกับผม ไปถึงญาติโยมก็มาหากันไปถึงก็หลวงพ่อหลวงปู่ หลวงน้า ผมมองหน้าผมจำไม่ได้ แต่ ว่าท่านมาด้วยความดี ผมปลื้มใจ ผมก็ดีใจ บางคราวท่านมากันมาก ในที่บางแห่งจนกระทั่งผมฉันข้าวไม่ได้ ฉันข้าวไม่ได้ ไม่ใช่ญาติโยมจะมากวนใจผมหรอก ผมปลื้มใจ ในความดีของญาติโยม



นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุ สามเณรทั้งหลาย การให้ทานน่ะชาติปัจจุบันเราก็มีความสุขมาก ทั้งนี้เพราะอะไร มีคนเขา สนใจเรามาก ประคับประคองเรามาก ป้องกันอันตรายให้ แต่อันตรายถ้ามันจะเกิดจากกฎของกรรม ก็อย่าไปโทษว่า ทาน ไม่ช่วยน่ะ คิดไว้เสมอว่า กรรมที่เราทำไว้ ในชาติก่อนมันตามมาเล่นงานเรายังไงก็ช่างมัน ชาตินี้ทำหนีมันไป ให้ได้ อันดับแรก เอาทานบารมีเข้าชนกับมันก่อน เป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราพอมีความสุข คนที่เขาดี มีความ - กตัญญู รู้คุณเขาก็ให้ การประคบประหงมเรา ให้ความสนิทสนมกับเรา เป็นที่รักของเรา เราก็ชื่นใจในความ สุข เว้นไว้แต่ คนจังไร ที่มีความอกตัญญูไม่รู้คุณ เขามีความทุกข์ ปล่อยให้เขาทุกข์ไปฝ่ายเดียว เราอย่าทุกข์กับเขา ถ้ากำลังใจของเรา อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นทานที่มีกำลังยิ่งใหญ่ ชาตินี้มีความสุข ชาติหน้าจะยิ่งสุขยิ่งไปกว่านี้ ถ้าบังเอิญ บารมีของเรา ยังไม่ถึงที่ สุดในชาตินี้ ก็อาจจะไปตกในชาติหน้าอย่างท่าน เมณฑกเศรษฐี กับคณะก็ได้


11. อัจ     [180.183.135.147]     07 Jan 2013 - 15:03

7. สุภาวดี [58.137.164.178] 07 Jan 2013 - 13:12
เราทำบุญเพื่ออะไร เพื่อละกิเลส อย่างแรกเลย คือ สละมัจฉริยะหรือความตระหนี่
การทำบุญแล้วมาบอกกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นร่วมอนุโมทนาบุญ ต่างจากการบอกกล่าวเพื่ออยากอวด
เพราะเป็นเจตสิกคนละดวง ความเจตนาตั้งใจคนละอย่าง แยกให้ออก อย่าเอาความไม่ดีมาบิดพลิ้วให้กลายเป็นดี
มันจะเป็นความเข้าใจผิดไปจนตายและข้ามภพข้ามชาติเลยทีเดียว โปรดรู้ไว้เถิดว่านิสัยเป็นสิ่งที่ข้ามภพข้ามชาติได้
ชาติที่แล้วคุณก็เป็นแบบนี้แหละ และคุณก็ทุกข์แบบนี้ จะปรับเปลี่ยนนิสัยต้องรู้เท่าทันจิตตัวเอง มีสติให้มาก
อย่าโกหกตัวเอง คุณมีโมหะ คือ ความหลงอวด ไม่ใช่อยากให้ผู้อื่นอนุโมทนา แต่ผู้อื่นเขาได้บุญตรงที่เขาได้อนุโมทนา

พระอาจารย์เรากล่าวว่า “ผู้ประเสริฐไม่อวดตน”

เราก็นึกว่าอวดกับให้คนอนุโมทนาเหมือนกันซะอีก แต่เราจะเป็นอีกแบบคือเวลาทำบุญไม่ชอบให้คนมามองเวลาเราหยอดเหรียญในตู้ มีความรู้สึกว่าคนอื่นมาแย่งบุญอ่ะ มันแย่งได้จริงไหม มะวานพอเราหยอดตู้ไป คนมองแล้วไม่สบายใจ ต้องรอคนไปแล้วมาหยอดอีกอ่ะ

12. สุภาวดี     [58.137.164.178]     07 Jan 2013 - 15:30

11. อัจ

บุญบาปแย่งกันไม่ได้ เหมือนกินข้าวแทนกันไม่อิ่ม คนเรามีอะไรแปลกๆด้วยกันทั้งนั้น เพราะเกิดมาไม่รู้กี่ชาติทำกรรมต่างวาระกันไป

บุญสำเร็จได้ต้องตั้งจิตถึง 3 ขณะ
1. ก่อนทำ
2. ขณะทำ
3. หลังทำ

ทั้ง 3 กาลนี้จิตต้องมีความปรีดาปราโมทย์ในกุศลเจตนาที่ตัวเองทำ บุญจึงจะส่งผลสูงสุด

บัณฑิต คือ ผู้ฝึกตนได้ เล่นคอมกันอย่างนี้คง ป.ตรี กันทั้งนั้น คือ เป็นบัณฑิตแล้ว ฝึกตนเองเสียใหม่ คนเราไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ควรทำบุญอย่างถูกต้องเพื่อหนทางอีกยาวไกลในสังสารวัฏ จะได้มีเสบียงไว้เลี้ยงตัว

13. เอ้ มฤตยู [ae]     [124.122.214.129]     07 Jan 2013 - 16:32

ถ้าอวดโดยหวังให้ผู้อื่นอนุโมทนาบุญด้วยเป็นสิ่งดีครับ

ถ้าอวดโดยหวังให้คนอื่นยอมรับว่าตัวเองดี ประเสริฐ ถือว่า อัปรีย์ครับ
เพราะ แกล้งดี ไม่ได้ดีจากเนื้อใน
คนแบบนี้อยู่ขอบเหวครับ เพราะเมื่อมีสิ่งเร้ามาบีบให้ต้องทำชั่ว
และไม่มีคนอื่นเห็น ก็จะทำชั่วได้โดยง่ายครับ

ถ้าคุณแกล้งดี
ต่อไปถ้าไม่มีใครเห็นว่า คุณทำดี มาว่า เสียหาย
คุณก็จะหมดกำลังใจ และเลิกทำดีไปในที่สุดครับ

14. JaN     [58.10.228.229]     07 Jan 2013 - 16:40

อวดในการทำดี ไม่เป็นความผิดปกติค่ะ

ขอร่วมอนุโมทนาบุญนะคะ ในบุญกุศลของจขกท. ทำดีอย่าไปแคร์ปากใครค่ะ

15. ผิดไหม     [58.9.63.232]     07 Jan 2013 - 19:30

อย่างที่บอกนะคะ ตอนที่เราทำบุญ เราตั้งใจและเป็นสุขจริงๆ ค่ะ เราไม่รู้ว่า เป็นเพราะตอนเด็ก เราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือปล่าว เวลาเราทำอะไร เราก็ชอบทำตัวเด่น จนคนอื่นเค้าหมั่นไส้ เราไม่ได้ต้องการให้ใครหมั่นไส้นะคะ เราแค่อยากได้รับการยอมรับ จากคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เราเป็นเด็กดีมีน้ำใจเพื่อให้ครูรัก ครฟครูชม เพราะเราไม่เคยได้รับการยอมรับจากที่บ้านเลย กับที่บ้านเราทำตัวแข็งกระด้าง ไม่เหมือนตอนอยู๋ที่โรงเรียน วันทีต้องรับสมุดพก เราสอบได้ไม่เคยเกินที่ 5 ของห้องทุกครั้ง แม่บุญธรรมเรามารับสมุดพก อาจารย์ชมเราให้แม่บุญธรรมฟัง ว่าเราเป็นเด็กเรียนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือครูทุกคน แต่แม่บุญธรรมกลับบอกครูเราว่าเราไม่ได้เป็นเด็กดี เราแกล้งทำ อยู๋ที่บ้านเราไม่ได้เป็นแบบนี้ วันต่อมาครูว่าเราต่อหน้าเพื่อนทุกคน ว่าเราไม่ได้เป็นเด็กดีอย่างที่อยู่ในโรงเรียน เราเสียใจมาก ที่ครูที่เราเคารพ ขาดศรัทธาในตัวเรา หลังจากนั้นเรากไม่กล้าเข้าฝปช่วยครูอีกเลย ในใจเรากลัวว่าอาจารย์จะคิดว่าเราเสแสร้ง เราแค่อยากได้รับการยอมรับ ได้รับคำชม ในสิ่งที่เราไม่เคยได้จากที่บ้าน ที่เราแข็งกระด้างกับที่บ้าน นั่นหมายถึง เราชอบเถียงในสิ่งที่มันถูกต้อง งานบ้านเราทำปกติ ตั้งใจเรีนย เลิกเรียนกลับบ้านแล้วก็ไม่ได้ออกไปไหน นั่งทำการบ้าน อ่าหนังสือ บางครั้งที่ผู้ใหญพูด เราไม่รู้จริงๆ ว่าเราทำผิดอะไรตรงไหน แต่สิ่งที่ได้ยินประจำ คือเราเป็นภาระเค้า แม่เราไม่มีความรับผิดชอบ

16. ผิดไหม     [58.9.63.232]     07 Jan 2013 - 19:39

โตขึ้นมา เราทำอะำรประสบความสำเรฟ็จ หรือทำดี เราก็ชอบอวด แต่เราอาจจะเป็นอย่างที่คุณเอ้ มฤตยูบอกก็ได้ คนแบบเรายืนอยู่ที่ปากเหวจริงๆ เมื่อมีสิ่งบีบรั้นก้จะทำชั่วได้ง่าย เพราะตอนที่เราหนีออกจากบ้าน อม่าใได้ฝากเงินเราไวีก้อนหนึ่ง เรานำติดตัวไปด้วย เพราะเราไม่มีเงินจะไปเช่าห้องอยู่เลย เราฝม่ได้อยากทำนะ แต่เราไม่มีทางเลือก ปัจจุบันเราพยายามละเว้นความชั่วเท่าที่จะทำได้ และพยายามจะทำความดีเท่าที่จะทำได้เช่นกัน

17. เอ้ มฤตยู [ae]     [124.122.214.129]     07 Jan 2013 - 21:30

วิธีแก้ไม่ยากครับ เพราะคุณได้เริ่มเข้าสู่ทางแล้ว
เห็นอะไรก็ให้เอาจิตไปจับ ให้รู้ว่ามันเป็นธรรมดาครับ

เช่นนำดอกไม้มาถวายพระ เมื่อมาถวายอีกครั้งจะเห็นมันโรยไป
ก็ให้ระลึกว่า มันมีแก่ไป หมดไป เป็นธรรมดา
ถ้าจิตโกรธ ขุ่นมัว ให้ดูว่าเกิดจากอะไร

โดยทั่วไปจิตที่ขุ่นมันก็เราทั้งนั้นครับ คือรับเขามา แล้วนำมาคิดต่อ
จริงๆแล้วมันแค่ ลม ที่พ่นออกจาก ปาก คนอื่นแค่นั้น ไม่มีอะไร
พอ ลม หมด เสียง หมด มันก็หยุดแค่นั้น ที่มันยังมีเวลาอยู่คือในจิตเรา

จิตมีหน้าที่ รับ จำ คิด รู้ อาการมีแค่นี้ครับ
ดังนั้นการให้มัน รับ จำ คิด รู้ ก็เลือกที่ดีให้เสพ
อะไรที่เขาวิจารณ์ ก็ต้องมองดูตัว ว่าเราเป็นไหม
ถ้าเป็น ต้องปรับปรุง ถ้าไม่เป็นก็หยุดเวลาของสิ่งนั้น คำนั้นไว้แค่นั้น

ทำบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ จิตจะยกระดับขึ้นเองครับ
พอยกระดับขึ้นจะเข้าสู่ความว่าง คือมองสิ่งที่มาสัมผัสเป็น ถูก กับ ผิด
สิ่งใด ผิด จะรู้ว่า ผิด และไม่ทำไปโดยอัตโนมัติ
เพราะคุณจะเข้าใจความจริงครับ

ความจริงที่ว่า ทุกสรรพสิ่ง มีเกิด ตั้งอยู่ แปรปรวนในท่ามกลาง สุดท้ายดับไป
ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เที่ยง สุข ทุกข์ ที่พบ ไม่จีรัง
ผิดศีลไปก็แค่หาเรื่องทุกข์ต่อไปอีกในหลายภพหลายชาติ แค่นั้น

ถ้าจริตชอบสอน ก็จะเริ่มบอกคนอื่นในสิ่งที่ถูกต้องต่อไปครับ

จริงๆผมตั้งใจไว้ว่า ถ้าเถียงกลับมาผมจะไม่ตอบต่อครับ
เพราะผมเองช่วงนี้ขุ่นง่าย ก็พยายามรักษาจิตให้คงที่อยู่เหมือนกันครับ

ขอให้เจริญในธรรมครับ

18. เจตนา     [58.8.213.49]     08 Jan 2013 - 10:36

"ถ้าอวดโดยหวังให้คนอื่นยอมรับว่าตัวเองดี ประเสริฐ ถือว่า อัปรีย์ครับ"

ประโยคนี้มันเกินไป มนุษย์ปุถุชนมันก็มีความอยากดี อยากเด่นอยากให้สังคมยอมรับกันทั้งนั้น มันก็คงอัปรีย์กันหมด รวมทั้งคนที่เขียนประโยคนี้ด้วย ยกเว้นจะอวดอุตริบอกว่าตัวเองตัด โลภ โกรธ หลง ได้ ก็ตามใจ

สำหรับเจ้าของกระทู้ การมีความต้องการให้คนอื่นยอมรับ ชื่นชม ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคุณไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน ส่วนคนฟังจะยอมรับ จะชื่นชมหรือไม่นั่นก็เรื่องของเขา แต่ควาต้องการโอ้อวดตรงนี้เป็นความหลง สิ่งที่คุณควรทำคือทุกครั้งที่มีความต้องการจะอวดก็ให้รู้ว่าตัวเองกำหลังหลง กำลังต้องการให้คนอื่นยอมรับ ชื่นชน คือพิจารณาความรู้สึกนี้ พิจารณาตัวเองตรงนี้ให้มาก แล้วมันจะค่อยๆ ลดลงเอง

19. JaN     [58.10.228.229]     08 Jan 2013 - 10:48

อนุโมทนากับคุณเอ้ คุณเจตนา และเจ้าของกระทู้ค่ะ

เป็นธรรมดาของเด็กค่ะ ตอนเราเด็ก เราก็ชอบยกมือตอบคำถาม ตอบถูก คุณครูให้เพื่อนๆตบมือให้ (ทุกคนที่ตอบถูกแหละ) เพื่อนคนอื่น ที่ได้รับเสียงตบมือ ก็ยิ้มแย้มให้กันทุกคน ขอแค่นั้นล่ะ ความภูมิใจ และกำลังใจ

ขอให้เจ้่าของกระทู้ อย่าหวั่นไหว ในการทำความดีทุกรูปแบบค่ะ

20. ลองอ่านดูซิ     [182.53.179.136]     08 Jan 2013 - 11:02

ทางบุญขอรับ
http://www.tangnipparn.com/Frameset-7.html

ตัวอย่างของเนื้อหา
การแก้ไขตนเองด้วยอุบายทางธรรม
สมเด็จพระพุทธองค์ ทรงตรัสสอนไว้ด้วยอุบายทางธรรมมากมายหลายวิธี เพื่อให้จิตของพวกเจ้า ซึ่งมีกิเลสร้อยรัดอยู่ (สังโยชน์) ๑๐ ข้อ หลุดออกตามลำดับจนเกิดเป็น อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ได้ตามลำดับ ผมเลือกยกเอามาแต่เฉพาะบางส่วนที่ผมเห็นว่าเหมาะสมสำหรับบุคคลในกลุ่มที่ติดตามกันมาด้วยการสนทนาธรรมเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้วเป็นสำคัญ พระองค์ตรัสสอนไว้มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

๑. อย่าเพ่งโทษผู้อื่น ใครจักดีจักเลวก็เรื่องของเขา พยายามรักษาใจเราอย่าให้มีอคติกับใคร ถ้าจักละอารมณ์ ๒ ต้องดูจุดนี้ให้ดีๆ

๒. พยายามอย่าเห็นว่าใครดี ใครเลว ให้พิจารณาดูว่าเป็นกฎของกรรมหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องธรรมดา วางเสียให้ได้อารมณ์ก็จักเย็นลง ไฟราคะ ไฟโทสะ ก็จักเบาลง

๓. ถามคนทั้งโลกไม่มีใครอยากเลว ทุกคนอยากดี แต่อารมณ์อกุศลกรรมบังคับ ทำให้จิตคิดเลว ปากพูดเลว กายทำเลว เพราะคิดว่าการกระทำของตนนั้นดี เพราะกฎของกรรมบังคับ ให้ดูเขาเป็นตัวอย่าง แต่จงอย่าไปเพ่งโทษเขา ให้เพ่งโทษตนเอง เพราะสังโยชน์ ๑๐ ยังไม่ขาด จักเป็นคนดีไปไม่ได้

๔. จงหมั่นอาราธนาบารมีพระรัตนตรัย แผ่เมตตาไปให้ผู้มีอุปการคุณเนืองๆ style='font-size:18.0pt;font-family:"Browallia New"'>จักทำให้เขาเป็นสุขด้วยผลบุญนี้เพราะคนกตัญญูรู้คุณคน รู้คุณพระ พรหม เทวดา นางฟ้า ย่อมไม่มีที่อับจน หากจักลำบากบ้าง ก็เพราะกฎของกรรมที่เข้ามาสนอง ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ใคร ๆ จักช่วยได้

๕. หากกฎของกรรมเกิดแก่เจ้า จงกำหนดรู้ และพึงยอมรับด้วยความสงบโดยใช้ปัญญาพิจารณา ก็จักทราบทั้งเหตุทั้งผลอยู่ในนั้นเสร็จ การยอมรับกฎของกรรม คือ การยอมรับความจริง หรืออริยสัจ ทำปัญญาให้เกิด นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

๖. อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ จะทำให้คนรุ่นหลังตกนรก เพราะปรามาสพระรัตนตรัย เรื่องเหล่านี้ปุถุชนคนธรรมดาจะเข้าใจยาก (ผมขอยกตัวอย่างทางโลก พอถึงวันปฏิวัติ รัฐประหารมีการฆ่ากัน ทำร้ายกัน พวกเขาก็จะกระตุ้นให้คนรุ่นหลังซึ่งไม่รู้เรื่องให้รู้ กันลืม บังคับให้จำแต่ของเลวๆ ทำจิตให้เศร้าหมองอยู่เสมอ เพื่อตายแล้วจะได้ไปสู่ทุคติ เหมือนพวกในอดีตเหล่านั้น)

๗. อย่าลืมคนที่พลาดพลั้งเสียทีนั้น ส่วนใหญ่ประมาท ทำอะไรไม่ใคร่ครวญเสียก่อน ชอบคิดแต่ส่วนดี จะเอาแต่ได้ เอาแต่คุณ เอาแต่สุข เพราะลืมไปว่าธรรมในโลกนี้มีเป็นคู่เสมอ จะเอาแต่อย่างเดียวไม่ได้ ไม่คิดให้ครบวงจร เพราะส่วนเสียเป็นโทษเป็นทุกข์ที่จักเกิดตามมามิได้คิด ด้วยเหตุที่มีอุปาทานผิดๆนั่นเอง สภาวะของโลกจึงนำไปสู่ความฉิบหาย หรือทุกข์ หรืออนัตตา ในที่สุด

๘. อย่าเอาอารมณ์คนอื่นมาใส่ใจเรา ยกเว้นอารมณ์ของพระอริยเจ้าเท่านั้น ที่ควรใส่ใจอารมณ์ ๒ เกิด เพราะชอบยุ่งกับผู้อื่นที่เป็น โลกียวิสัย จำเลวชอบ จำดีไม่ค่อยสนใจ ก็ขาดทุนทุกที เพราะลืมมงคลภายในที่ว่า อย่าคบคนพาล จงคบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา ชอบมีอารมณ์ขี้เก็บ หรือเก็บขี้อยู่เสมอ

๙. การพ้นสุขหรือทุกข์ใน โลกียวิสัย จักต้องเน้นที่จิตให้ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นสำคัญ รักษาจิตเข้าไว้ด้วยเมตตา กรุณา คือรัก สงสารจิตของตนเองก่อน มุทิตามีความอ่อนโยนให้แก่จิตของตนเอง ไม่สร้างความเร่าร้อนให้แก่จิต มีอุเบกขา คือ ความสงบ วางเฉยในสิ่งที่มากระทบอารมณ์ของจิตทั้งปวง ทั้ง ๔ ประการนี้ต้องพยายามทรงไว้เป็นอารมณ์ทั้งวัน แต่จำไว้ว่าให้ทำแบบสบายๆ ทำด้วยความพอใจ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความรักในพรหมวิหาร ๔ มีความเพียรที่จักรักษาพรหมวิหาร ๔ และใช้ปัญญาใคร่ครวญพรหมวิหาร ๔ อยู่เสมอๆ การตัดอารมณ์ที่จักติดในปฏิกิริยาของบุคคลอื่นก็เป็นของไม่ยาก หรือตัดวางอารมณ์ปฏิกิริยาของตนเองที่ไหวไปด้วยความโกรธ โลภ หลง ก็เป็นของไม่ยาก ขอให้จงใคร่ครวญพิจารณาตามนี้ให้ดีๆ

ก) ธรรมของพระพุทธเจ้า สอนให้เราเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงของการเกิดมามีร่างกาย (ทุกขสัจ)

ข) ให้เห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ อยู่ที่ใจ (สมุทัย) มี ตัณหา ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ใจยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทาน ไม่ยอมวาง

ค) ให้เห็นผลของการปล่อย ละ วาง สมุทัยได้แล้ว หรือดับต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ แล้วมีผลอย่างไร (นิโรธ)

ง) แนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา คือ ดับการเกิดมีร่างกายได้อย่างถาวรเด็ดขาดตลอดกาล หรือพ้นทุกข์อย่างถาวร คือ ต้องเข้าสู่แดนพระนิพพานด้วยอริยสัจ ๔ เท่านั้น ทรงตรัสเน้นให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอริยสัจ ๔ เหมือนกันหมดทุกๆ พระองค์ และพระอริย สาวกของพระองค์ทุกองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจ ๔ ด้วยกันทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียวทางอื่นไม่มี

๑๐. พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ตรัสสอนไว้ถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์เมื่อย่อแล้วเหลือประโยคเดียว มีความสำคัญสรุปว่า จงพร้อมอยู่ในความไม่ประมาทเถิด หรือจงอย่าประมาทนั่นเอง ดังนั้น ใครจักประมาทก็เรื่องของเขา จงอย่าสนใจปฏิกิริยาหรือจริยาของผู้อื่น เราอย่าประมาทเท่านั้นเป็นพอ ไม่ใช่หน้าที่ของเราจักไปตักเตือนเขา ให้เตือนจิตของเราเองดีกว่า ท่องคาถาบทหนึ่งว่า ช่างมัน ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ถ้ายังตัดสังโยชน์ ๑๐ ไม่หมด ก็จักต้องมีความประมาททุกคน ภิกษุที่ละเมิดศีลก็มาจากความประมาท คิดว่าอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ไม่เป็นไร ความชั่วที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจักเป็นมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมก็ดี เนื่องมาจากความประมาททั้งสิ้น ประมาทเพราะขาดเทวธรรม หรือ หิริ โอตตัปปะ ประมาทเพราะขาด นิสัมมะกรณังเสยโย ประมาทเพราะคิดว่ากรรมเล็กๆน้อยๆไม่มีผล นี่เป็นหนทางแห่งความชั่วอีกทั้งประมาทเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำอะไรก็คิดว่าดีแล้วอยู่เสมอ มีความหลงเป็นที่ตั้ง คิดเข้าข้างตนเอง หลอกตนเอง ยึดทิฏฐิ คือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ เป็นเอกาธิปไตย (ยอมหักไม่ยอมงอ หมายความว่าไม่ยอมแพ้ความชั่วของผู้อื่นเพื่อที่จะชนะความชั่วของตนเอง โลกวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็ด้วยเหตุนี้เอง)

๑๑. อย่าลืมนะเจ้า ถ้าหากความคิดประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็หันมาจับสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดใจ เพื่อเตือนสติของตนให้มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้ว่าสังโยชน์ ๑๐ ยังไม่ขาดหมดทุกข้อ คำว่าถูกต้องโดยไม่ผิดพลาดนั้นยังไม่มี ยังมีความประมาทอยู่ อย่าหลงคิดว่าตนเองดีเป็นอันขาด แม้พระอริย เจ้าเบื้องสูงท่านตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้หมดแล้ว แต่ขันธ์ ๕ ยังอยู่ (ยังไม่ตาย) ท่านก็ยังไม่คิดว่าตนเองดี เพราะยังมีร่างกายเป็นเครื่องจองจำ มีภาระที่จักต้องเลี้ยงดูร่างกาย ท่านจึงยังอยู่ในความไม่ประมาท โดยเฉพาะความตาย มีอานาปานุสสติ มรณา และอุปสมานุสสติ อยู่ทุกขณะจิตด้วยความไม่ประมาทในธรรม ท่านทราบดีว่าผู้ที่ไม่ผิดพลาดเลย คือ รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ผิดพลาด มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ให้พวกเจ้าศึกษาจุดนี้ให้ดีๆ ถ้าทำได้ ความประมาทก็จักลดน้อยลงไป การตัดสังโยชน์ที่เหลืออยู่ก็เป็นของไม่ยาก

๑๒. สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงพระเมตตาตรัสสอนอุบายในการละขันธ์ ๕ โดยเฉพาะราคะ ทรงให้หลักโดยย่อว่า หากเห็นสิ่งใดว่าสวยสดงดงาม ให้เห็นเป็นนิมิตว่ามันไม่สวย โดยทำให้สิ่งนั้นหายไป หรือชำรุด แหว่ง หลุด ขาด ขนาดเล็กไป ใหญ่ไป ความสวยงามก็จะหมดไปทันที เช่น ตาสวย หากเอาลูกตานั้นออกไปเสียจะเป็นอย่างไร ผมสวย ก็ให้ผมหลุดหัวโล้นเป็นอย่างไร ฟันสวย ก็ให้ฟันหลุด ฟันหลอ ฟันหัก ฟันผุ ไม่มีฟันจะเป็นอย่างไร ผิวสวย ก็ลอกผิวนั้นออกจะเป็นอย่างไร ปากสวย ก็ให้ปากแหว่ง ปากกว้าง ปากจู๋จะเป็นอย่างไร จมูกสวย ก็ให้จมูกโหว่ จมูกหัก จมูกรูปชมพู่จะเป็นอย่างไร แม้ดูร่างกายทรวดทรงสมส่วน ก็ให้มันใหญ่โตมโหฬาร หรือผอมแห้งจะเป็นอย่างไร หรือลอกหนังเนื้อออกให้หมดเหลือแต่โครงกระดูกแล้วจะเป็นอย่างไร แม้อวัยวะเพศ และแขน ขา หากมันขาด ด้วน หงิก งอ ผิดรูปไป ขนาดมันใหญ่ไป เล็กไป จะเป็นอย่างไรเป็นต้น ในอาการ ๓๒ นี้ หากมันขาดไปหรือเล็กไปใหญ่ไปเกินพอดี ล้วนทำให้หมดความสวยงามลงทันที ทั้งหมดล้วนเป็นอุบายในการตัดอารมณ์ราคะได้หมดสิ้น แต่จงอย่าลืมว่า ให้ใช้อุบายนี้ด้วยนิมิต ใช้ปัญญาเป็นนิมิตเห็นเท่านั้น

อารมณ์ในนิมิต

สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

๑. อารมณ์ในนิมิต จักเป็นอารมณ์ของจิตส่วนลึกๆ ที่มีกิเลสแฝงเร้นอยู่ อันยามปกติหากยังนอนไม่หลับ บุคคลผู้เข้าถึงฌาน ก็มักจักใช้ฌานกดเก็บอารมณ์อันเป็นกิเลสนั้นๆ หรือบางคนก็อาจจักกดด้วยการพิจารณาในวิปัสสนาญาณ ซึ่งยังมีกำลังอ่อนๆ อยู่

๒. แต่ตราบใดที่หลับแล้วด้วยความเผลอใจ มิได้กำหนดจิตให้อยู่ในฌาน ธรรมนิมิตก็จักปรากฏขึ้นมาทดสอบอารมณ์ของจิต ให้รู้ถึงส่วนลึกๆ ของความปรารถนาของอารมณ์จิตว่าเป็นเช่นใด ซึ่งเป็นปกติวิสัยขิงนักเจริญพระกรรมฐาน จักต้องพบกับข้อทดสอบตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น

๓. หากบุคคลใดจิตติดอยู่กับอารมณ์พระกรรมฐาน จนเป็นอารมณ์ชินแล้ว คำว่าเผลอจักมีได้ยาก ยกเว้นในบางขณะที่ร่างกายมีอาการป่วยไข้ไม่สบายเท่านั้น จุดนั้นจิตจักเพลีย มีความเผลอได้ง่าย เจ้าก็เช่นกัน ให้สังเกตดูให้ดีๆ ก่อนที่จักถึงจุดตัดหลับ หากจิตทรงฌานอยู่ในอนุสติใดอนุสติหนึ่งได้อย่างมั่นคง หรือวิปัสสนาภาวนาอยู่ได้ตลอดจนกระทั่งหลับ อาการธรรมนิมิตที่จักทำให้สอบตกนั้นไม่มี

๔. ยกเว้นแต่กำลังภาวนาหรือพิจารณาไป จิตเกิดมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน นิวรณ์ ๕ เข้ามาแทรกอารมณ์ของจิต ให้ออกนอกลู่นอกทางจากอารมณ์ของการเจริญพระกรรมฐาน แล้วจิตตัดหลับในขณะนั้น จุดนี้แหละ ธรรมนิมิตที่จักเข้ามาทดสอบอารมณ์ของจิต ก็แทรกเข้ามาได้ง่าย เหมือนกับประตูหน้าต่างที่มีช่องโหว่ แมลงย่อมบินเล็ดลอดเข้ามาได้ จิตว่างจากอารมณ์ของฌานหรือวิปัสสนาญาณ ฟุ้งไปเพราะนิวรณ์ ๕ เข้าแทรกก็เป็นช่องโหว่ ธรรมนิมิตก็เข้ามาได้เช่นกัน

๕. ต่อไปนี้พวกเจ้าต้องมีการกำหนดรู้อารมณ์ ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นอย่างเช่น เมื่อเช้านี้เจ้าพิจารณาวิปัสสนาได้ดี มีผลกำลังทรงตัว แต่เพียงไม่นาน ความไม่กำหนดรู้ ลืมสำรวมอายตนะ ตากระทบรูป จิตที่ขาดสติ-สัมปชัญญะก็ทิ้งธรรมที่พิจารณา หันไปฟุ้งซ่านให้นิวรณ์เข้ามากินใจแทน เยี่ยงนี้แหละเจ้าที่จักต้องกำหนดรู้อารมณ์ของจิต ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น หากจักต้องการชนะกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ก็จักต้องทำได้ ค่อยๆ ทำไปด้วยความเพียร ต่อไปจิตจักมีอารมณ์ชิน ปิดกั้นนิวรณ์ ๕ ได้สนิทเอง

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน


21. สุภาวดี     [58.137.164.178]     08 Jan 2013 - 11:11

เหมือนกันเลยค่ะ คุณเอ้ เรียนธรรมก็ฝึกจิตตัวเองกลายๆ ตอนแรกอ่าน คห.14. คุณ JaN ยังคิดเลยว่า
เขาว่าเราหรือเปล่านะ แต่นึกถึงคำที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เวลามีใครมาว่า ให้พิจารณาดูว่า เราเป็นอย่างนั้นหรือไม่
ถ้าเป้นก็ปรับปรุง ถ้าไม่ใช่ก็อย่าไปว่าเขา เลยเย็นลง และ คห.14 อาจไม่ได้ว่าเราก็ได้ เราอาจคิดไปเอง

พระอาจารย์สอนไม่ให้อวดตน แต่ต้องขอบอกว่าเราไม่ได้พูดเองลอยๆ เราเรียนพระอภิธรรม ตอนนี้กำลังขึ้น ปริเฉท 10
จิตมีทั้งหมด 89 ดวง ปุถุชนยังแยกรูปนามไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีทางตามจิตตัวเองทันหรอกว่าจิตดวงไหนกำลังทำงาน
มันคนละเรื่องเลยที่บอกว่าถือเป็นการให้ผู้อื่นอนุโมทนา เพราะจิตตั้งต้นคุณไม่ได้เป็นแบบนั้น จิตตั้งต้น คือ อยากอวด
คนฟังเขาไม่รับรู้ตรงนี้ เขาก็ยินดีกับคุณที่ได้ไปทำบุญ ตัวคุณเองน่ะแหละที่รู้ความจริงเป้นอย่างไร


ถามว่าผิดไหมก็ต้องบอกว่าไม่ผิด เหมือนเราซื้อของมาแล้วเอาไปอวดผู้อื่น ถ้าผู้อื่นบอกว่าสวยเราก็ปลื้ม..แค่นั้น
แต่คุณจะเอาอะไรล่ะ เอาความจริงหรือความชอบใจ สิ่งที่ถูกใจอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ก็แค่ทำบุญเจือด้วยโมหะ
ผลบุญก็จะลดหลั่นลงไป คนเรามักชอบฟังสิ่งที่ลงรอยกับความคิดของตน พระพุทธเจ้าถึงทรงสอนให้ใช้หลักกาลมสูตร 10 เมื่อได้ยินได้ฟังอะไร


ถ้าคุณทำบุญด้วยจิตสว่างจริงๆ อานิสงค์นั้นไม่มีประมาณ บางทีถึงกับขนาดให้คุณมีโอกาสกับได้ทำบุญกับพระอริยะทั้ง 4
ก็ได้ ขึ้นอยู่กับวาสนาของคุณตั้งแต่ภพชาติก่อน-ปัจจุบัน มันดีกว่ามานั่งหยอดตู้เป็นไหนๆ เพราะนั่น คือ พระรัตนตรัยรูปเป็นๆ
ไม่ใช่ตัวแทน หรือสมมติสงฆ์

การเรียนธรรมะ เรียนทั้งชีวิตก็ไม่จบหรอก คุณมีบุญนะที่เรามาบอกให้ เราไม่ถือว่าเป็นพระคุณอะไร เราเรียนมา
เราก็อยากให้ความรู้กับคุณ และเป็นการสืบทอดพระศาสนาทางนึง

การให้ธรรมะเป็นทาน นั้นมีอานิสงส์มาก

22. เอ้ มฤตยู     [115.67.196.112]     08 Jan 2013 - 11:39

คห18 ครับ ผมจำครูบาอาจารย์มาบอกคนอื่นต่อไปเท่านั้นครับ

ด้วยคนที่ผมต้องการสื่อสารเข้าใจแล้วก็น่าจะบอกได้
คำพวกนี้ผมฟังจนเป็นปกติ เพราะเป็นภาษาธรรม
ไม่ดี ก็ชั่ว เพราะคั่นด้วยความเห็น ทางใดทำให้เราไม่ตั้งมั่นก็ไม่ดีทั้งนั้น

อัปรีย์ทั้งนั้น เพราะมันเปิด อบายภูมิ ทุกข์คติภูมิ
คำพวกนี้นอกจากเป็นภาษาธรรมแล้วยังมีประโยชน์
คือเพื่อรู้ว่าผู้ฟังมี มานะ มี ตัว มี อัตตา มากเท่าไหร่

การจะรับฟังและพัฒนาตัวได้ จำเป็นอย่างมากที่ต้องไม่มี ตัวตน ครับ
ถ้ายังมีก็วนอยู่แค่นั้น นั่นก็ของกู ตัวกู ญาติกู พวกกู

ปิดทางพัฒนาจิตทั้งนั้นถ้ายังมีอยู่

23. เอ้ มฤตยู [ae]     [124.122.214.129]     08 Jan 2013 - 12:20

โพสท์เสร็จ รู้สึกว่ายังไม่จบ ด้วยนึกคำครูขึ้นมาได้
คนเราชอบ หูฟังเสียงเพราะ ตาเห็นรูปสวย จมูกได้กลิ่นหอม ลิ้นรับรสอร่อย กายถูกต้องสัมผัส ใจรับอารมณ์

ของไม่จริงทั้งนั้นครับ

ของจริงมันถูกจำแนกแค่ ดี ชั่ว ถูก ผิด
เห็นถูกขึ้นสวรรค์ เห็นผิดลงนรก
ธรรมมะทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์ มีเพื่อการนี้
เพื่อพัฒนาจิตให้พ้นอบายภูมิ จนสุดท้ายถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน

วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็นครับ น่าจะจบแล้วเท่านี้
ขอให้เจริญในธรรมครับ

24. ทำดีมักเจออุปสรรค์     [66.87.2.122]     08 Jan 2013 - 12:26

เล่ห์ลวงแห่งมาร

บุคคลผู้ตั้งใจปฏิบัติความดี มักจะมีอุปสรรคมาขัดขวาง ในหลายรูปแบบ ในสายพระ เรียกกันว่ามาร คำว่า มาร แปลว่า ผู้ฆ่า คือฆ่าเราจากความดี หากไปหลงติดบ่วงของมัน มารมี ๕ อย่างคือ

๑. ขันธมาร หมายถึง ร่างกายของเราเป็นมาร พอจะทำความดี มันให้เจ็บโน่นปวดนี่ เมื่อยนั่น จะเข้าวัดเข้าวามันพาลป่วยหนักซะเลย ถ้าจะเข้าเธคเข้าคลับเข้าบาร์ละก็ ไม่เป็นไร ไปได้ปร๋อเชียว...

๒. กิเลสมาร คืออารมณ์ชั่วของจิตเป็นมาร จะคิดดี พูดดี ทำดี มันเป็นขัดขวางสุดตัว ถ้าจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เชิญตามสบาย มันคอยชักนำให้ยึดความรัก โลภ โกรธ หลง แทนที่จะปล่อยวาง...

๓. มัจจุมาร คือ ความตายเป็นมาร พอเราจะทำความดี มันกลัวเราหนีพ้น ไม่รู้จะขัดคอเราอย่างไร พาลชักแหง็ก ๆ ตายเอาดื้อ ๆ ฆ่าเราตายจากความดีทั้งร่างกายและจิตใจเลย

๔. อภิสังขารมาร คือ ผลแห่งบุญบาปเป็นมาร คอยขวางเราไม่ให้ทำดีจนถึงที่สุด ฝ่ายบุญที่ถูกมารแฝง เช่น ยึดติดในรูปฌาน อรูปฌาน มานะถือตัวถือตน ว่าเราดีกว่าคนอื่นเพราะเราทำดี ฝ่ายบาป คือ ความชั่วทุกอย่างที่ทำมา ที่ดึงให้เราชั่วไปกับมันตลอดเวลานั่นเอง...

๕. เทวปุตตมาร คือ เทวดาเป็นมาร เป็นเทวดาพวกมิจฉาทิฏฐิ นอกจากจะไม่ส่งเสริมเวลาคนทำความดีแล้ว ยังคอยขัดขวางไม่ให้เขาทำความดีอีก สารพัดวิธีที่พวกนี้จะนำมาหลอกล่อ หรือบางทีก็เทวดาสัมมาทิฏฐินั่นแหละ ทดสอบกำลังใจแล้วเราสอบตก ท่านเลยกลายเป็นมารไปซะฉิบ...

พอเราเริ่มทำความดี มารทั้งหลายก็ยกพหลโยธามาคอยขัดขวางทันที ล่อหลอกให้เราติดบ่วงของมัน จะได้ดึงเราให้ห่างความดี คอยยั่วให้กำหนัด ล่อให้หงุดหงิด ลวงให้หลงผิดร่ำไป...

อาตมาผจญกับมันมาจนนับไม่ถ้วน ทุกวันนี้ก็ยังรบกันอยู่ พอรู้ทันเท่ห์ลวงของมันปุ๊บ มันก็เปลี่ยนวิธีใหม่มาทันทีเลย กว่าจะจับได้ไล่ทันก็ปางตาย แล้วก็ต้องผจญกับวิธีการใหม่ ๆ ต่อไป...

จะขอยกตัวอย่างให้ทราบเล่ห์ลวงแห่งมาร คือ ตอนอาตมาฝึกมโนมยิทธิใหม่ ๆ จัดอยู่ในจำพวกใหม่มาแรง มันอยากอวดคนอื่นว่าเราทำได้ อยากพูด อยากสอน อยากไปหมด...

ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน การปฏิบัตินั้นถ้าอารมณ์เราถึงระดับไหน ก็มักจะตู่เอาว่าทุกคนต้องเป็นแบบนั้น (ซึ่งผิดร้อยเปอร์เซนต์) พออารมณ์ละเอียดขึ้นไปอีก อ้าว...ที่ผ่านมาผิดนี่หว่า...

ในเมื่ออารมณ์เข้าไม่ถึงที่สุด มันก็พูดผิด สอนผิดร่ำไป กลายเป็นเอาทิฏฐิของตน ลัทธิของตน ซึ่งถูกมารชักนำหลอกลวง ไปสอนปนกับธรรมะของพระพุทธเจ้าไปโน่นเลย...

พอสอนคนใหม่ต่อใหม่เข้าด้วยกัน กิเลสมันใกล้เคียงกันนี่ พูดอะไรก็จี้ใจดำเขาเป๊ะเลย คราวนี้คำสรรเสริญก็จะตามมา พาเข้ารกเข้าพงกู่ไม่กลับมานักแล้ว...

เมื่อกู่ไม่กลับ ยึดมั่นถือมั่นในความรู้ความสามารถของตนก็พังซิครับ ถูกมารจูงจมูกตามมันต้อย ๆ ห่างความดีไปทุกที พญามารตบมือหัวเราะร่า เสร็จข้าอีกหนึ่งรายล่ะ...

พอใช้มโนมยิทธิทำนายทายทักเข้า แรก ๆ ก็แม่นดี คำชมเชยก็มาทันที “แหม...รู้ได้แจ่มใสชัดเจนดีจริง...” “แม่นอย่าบอกใครเลย...” “เก่งอะไรอย่างนี้...” ขาดสติหลงคำชมก็พัง

การที่เรารู้ได้ เพราะพระท่านสงเคราะห์ หรือ พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ท่านช่วยเหลือ พอถูกยกยอเข้าหน่อย ชักเคลิ้มไปว่า “เอ๊ะ..เราก็เก่งไม่เบานี่หว่า...?” ถ้าอย่างนี้ละก็เตรียมพังได้...

จะมีอยู่ระยะหนึ่ง ที่เราพูดจริงพูดเล่นมันก็ถูกไปหมด คนก็จะทึกทักว่าเราเก่ง ยกตัวอย่างอาตมาเอง ยกของชิ้นหนึ่งให้คณะคุณพรพรรณพลางบอกเขาว่า “อย่าทะเลาะกันนะ...” คือของมีชิ้นเดียว กลัวเขาจะแย่งกัน กลายเป็นว่า “โอ้โฮ...รู้ไปหมด หลวงพี่นี่...เราเพิ่งทะเลาะกันมาจริง ๆ...” เป็นซะอย่างนี้ยืดแทบจีวรขาดไปเลย...

ทักสุทธิพัฒน์หลานหลวงปู่มหาอำพัน เพราะเห็นเขาหน้าตาสดใสว่า “โหงวเฮ้ง เงินล้านขึ้นแล้ว จะรวยใหญ่แล้วนะ...” เขาตอบว่า “จริงครับ...ผมเพิ่งเซ็นต์สัญญาส่งสินค้าราคาเป็นล้านมาจริง ๆ...”

เป็นอย่างไรบ้าง...ถ้าท่านเจอเข้าแบบนี้ ตามด้วยคำเยินยออีกกระบุงโกย ยัง...ยังมีที่แสบกว่านี้ ที่จะให้ท่านหลงติดกับของมารอีก มากมายนัก ตัวอย่างคือ...

o ลุงถนอม รวงผึ้ง รายนี้เป็นฆราวาสทรงอภิญญา อธิษฐานขอพบครูบาอาจารย์ที่จะสอนตนให้เก่งไปยิ่งกว่านี้ แล้วพบกับอาตมาในนิมิต เขาอุตส่าห์ตามตัวจนเจอ...

o “ท่านนี่แหละ...ใช่แน่นอน ผมจำได้ รูปร่างหน้าตา ลักษณะท่าทางไม่มีผิดเพี้ยนจากนิมิตเลย...” น่าเคลิ้มมั้ยล่ะ...มีลูกศิษย์ทรงอภิญญาเชียวนะเนี่ย...

o สุวรรณา ลูกสาวลุงถนอม ตอกย้ำความเชื่อของครอบครัวให้ศรัทธาหนักเข้าไปอีกว่า “หนูเห็นกับตาจริง ๆ ท่านเดินทะลุประตูเข้ามา ทั้ง ๆ ที่ประตูล็อคอยู่...” เอาเข้าไป...เอาให้หนัก...

o น้องแสงชัย น้องชายอาตมา มักจะพบอาตมาไปสอนในนิมิตเสมอ แล้วไปประกาศปาว ๆ ว่า อาตมาเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ ไอ้ตัวเขาเก่งอยู่แล้ว มาว่าเราเก่งเข้าก็เละหนักเลยซิ... “หลวงพี่ไปหาผมที่ซาอุดิอาระเบีย เวลาตีสองกว่า ตรงกับประมาณตีห้าของเมืองไทย ลืมตาก็เห็น หลับตาก็เห็น...” นั่น...เอาให้พอ ไอ้เรานอนกรนตูดโด่งอยู่แท้ ๆ ...!

นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ที่ละเอียดจนนึกไม่ถึงในเล่ห์กลของมาร ยังมีอีกมากนัก บอกได้เลยว่า มารนั้นแฝงอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก มันเดินบนทางแห่งความดีนี่แหละ พอถึงจุดสุดท้าย มันดึงท่านออกนอกทางก้าวเดียว ลงเหวไปกับมันทันที !

พอคำสรรเสริญเยินยอมา ชื่อเสียงลาภยศก็ไหลมาเทมา คราวนี้แหละ สารพัดบ่วงที่จะเค้นคอท่านให้ตาย เป็นทาสมันอย่างไม่รู้ผุดรู้เกิดเลย อยากเด่นอยากดังรึ...? โอ๊ย...มีคนโฆษณาแทนท่านเป็นร้อยเป็นพัน สารพัดปาฏิหาริย์แปลกจนคิดไม่ถึง เดี๋ยวก็มีหนังสือมาสัมภาษณ์ เอาไปลงให้ดังหนักเข้าไปอีก...

โลภในลาภรึ...? สารพัดเงินทองข้าวของเครื่องใช้ จะเอาทันสมัยใหม่ล่าสุดเพียงไรได้ทั้งนั้น ตัวเลขในบัญชีธนาคารขึ้นพรวดพราด ยิ่งกว่าน้ำป่าบ่าไหลซะอีก...

อยากมีบริวารมากรึ...? เอาไปเลย คนมาหมอบราบกราบกรานเป็นร้อยเป็นพัน จะเอานายพันนายพลมีทั้งนั้น พูดคำไหนบริวารเป็นกระตั้กรีบสนองความต้องการทันที...

ตายครับ...ตายสนิทไม่ต้องกระดิกเลย ไม่มีแม้แต่เวลาจะหลับจะนอน เวลาปฏิบัติจะเอามาจากไหน ยิ่งทิ้งการปฏิบัติ มารยิ่งชอบใจ ฮ่า...เสร็จข้าล่ะ...เท่านั้นเอง !

ที่ตั้งใจปณิธานปรารถนา จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึง อรหัตตผลพระนิพพาน ก็สลายเป็นอากาศธาตุ กลายเป็นบรรลุซึ่งคฤหัสถผลมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ไอ้ที่จมจ่อมยอมเลวอยู่ทั้งผ้าเหลือง รอเวลาลงอเวจีหรือโลกันต์มีอีกนับไม่ถ้วน...

นี่แหละ...ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของมาร ที่มาลวงท่านให้หลงติดบ่วงของมัน ต้องใช้สติสัมปชัญญะมาก ๆ ประกอบด้วยปัญญารู้เท่าทันมันให้ได้ ถึงรู้ช้าหน่อยก็ขอให้รู้แล้วกัน พยายามมุ่งลัดตัดตรงไปตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ตายเข้านิพพานเพียงไร อย่าไว้วางใจอะไรทั้งนั้น มารยังรอท่านอยู่...!

๑ เมษายน ๒๕๓๓
พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

25. เอ้ มฤตยู [ae]     [124.122.214.129]     08 Jan 2013 - 12:47

อ่าน คห24 นึกถึงคำพระ เรื่องใบ ต้น แก่น
ผู้ปฏิบัติธรรม จะได้อานิสงส์มาประเภทหนึ่งคือ เมื่อปารถนาจะได้

ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จะมีมาไม่ขาดสาย เขาถือเป็น ใบ
แก่น สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม คือ ความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง

ท่องกันเข้าไว้ให้จำไปในจิต
มีลาภ เสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีนินทา มีสรรเสริญ

ไปฟังธรรมเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา หลวงปู่เทศน์เรื่องความว่าง
ท่านบอกก่อนทำงานให้จิตว่างไว้ สำรวมจิตให้ว่าง ระลึกถึงทิศทั้งหก เหนือ ใต้ ออก ตก บน ล่าง
แล้วความรุ่งเรืองจะมาสู่ ความว่างคือการดึงดูดที่ดีที่สุด

ตอนแรกก้ไม่เข้าใจ มาได้ฟังตอนท่านเทศน์ออกทีวีถึงเข้าใจ
ว่างในที่นี้คือ จิต ที่ว่าง ไม่ใช่ ตัวเราว่าง
ทำงานไป จิตก็ว่างได้ รับมา ทำออกไป ตามความจำเป็นที่มี
เมื่อว่างแล้วจะเข้าใจว่า จำเป็น มันคือเท่าไหน

ตอนนี้ก่อนทำงานเลยลองทำดู เป้นอารมณ์ที่แปลกดีเหมือนกัน
เพราะหัวมันโล่งมาก มองงานก็จัดลำดับงานที่จะทำได้ทันที

ลองทำกันดูครับ ดีกับชีวิตมาก

Click to share

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น กรุณาใช้ข้อความสุภาพ
ชื่อผู้ตอบ * ไม่ควรใช้ชื่อ-นามสกุลจริง ในการตอบกระทู้ รวมถึงในเนื้อหาด้วย
ป้อนรหัสตามภาพ CAPTCHA

©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.