Payakorn.com
ข้อคิดเห็นของบุคคลเป็นเอกสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว ทาง websiteไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกรณี อนึ่ง พื้นที่นี้เป็นเสมือนพื้นที่สาธารณะ บุคคลใดๆ ก็สามารถเข้ามาใช้ได้ จึงเป็นไปได้ที่จะมีผู้แอบแฝงมาเพื่อหาประโยชน์อันมิบังควร ดังนั้น
"โปรดใช้วิจารณญานในการที่จะติดต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของตัวท่าน"

  ปุจฉา วิสัชนา  Vote Up (28) Vote Down (35) เมล์กระทู้นี้ให้เพื่อน   
8143 : จากคุณ เออ     [203.155.135.248]     17 May 2004 - 14:31     [4 คำตอบ]

ข้อมูลการดูหมอจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย
อ้างถึง นสพ กรุงเทพธุรกิจ วันนี้ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยสำรวจข้อมูลใน 1 ปีเศษที่ผ่านมาพบว่าคนกรุงเทพเสียค่าใช้จ่ายในการดูหมอถึงปีละ 1500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยืนยันว่า โหราศาสตร์เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ อาจารย์ลักษณ์บอกว่า โหราจารย์มีรายได้มาจาก 2 ทาง คือ การพยากรณ์และกิจกรรมอื่นๆ เช่น การพยากรณ์ทางโทรศัพท์ เป็นวิทยากร เขียนคอลัมน์ ออกหนังสือ เทป ซีดี และหมอดูที่มีชื่อเสียงดีจะมีรายได้งดงาม
"ล้วงลึกธุรกิจโหราศาสตร์" กล่าวว่า เก่งกาจ จงใจพระ มีรายได้อยู่ในแถวหน้าที่ 10 ล้านบาทต่อปี ตามด้วย ภานุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ที่ 100000 บาทต่อเดือน......

1. อมรรัตน์     [203.146.137.150]     17 May 2004 - 16:00

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2547

'โหราศาสตร์' ธุรกิจเพื่อ 'เสริมดวง'
เฉลิมชัย ศิรินันทวิทยา / chalermchai@nationgroup.com
อ.หม่าชุนฟง

'นักธุรกิจสมัยใหม่เริ่มสนใจศาสตร์นี้ เนื่องจากมันพิสูจน์ได้จริง อยู่มาได้นาน เพราะหากไม่จริง มันก็ล่มสลายไปแล้ว'

------------------

อ.อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา

'การออกเครื่องมือในการทำนายใหม่นั้น เกิดจากรากฐานในการดูดวงดาวเดิม ซึ่งผู้ที่ทำต้องมีความรู้ ต้องคิดหลายชั้น การดูวันเกิดธรรมดาแบบเดิมๆ คือ การดูแบบชั้นเดียว'

------------------

อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ

'อย่างในปีแรกที่ร่วมธุรกิจกับ 'เทพธิดาพยากรณ์' ยอดโบนัสมีถึง 1,000,000 บาทเลยในปีแรก ส่วนปีที่ 2 อยู่ประมาณ 3,000,000 บาท'

---------------------

โหราศาสตร์

ธุรกิจเพื่อ 'เสริมดวง'

แทบไม่น่าเชื่อว่า 'โหราศาสตร์' ศาสตร์ของความเร้นลับ จะได้รับความนิยมได้ถึงเพียงนี้

จากตัวเลขของ 'กรุงเทพมหานคร' พบว่า ช่วงนี้ประชาชนล้วนวิ่งโร่เปลี่ยนชื่อกันนับหมื่นราย ทั้งๆ ที่ 4-5 ปีก่อน มีการเปลี่ยนชื่อกันเดือนละ 1,500 คนเท่านั้น

นี่คือ ผลพวงจากอิทธิพลของโหราศาสตร์

การันตีด้วยข้อมูลวิจัยกสิกรไทยที่สำรวจมาไม่ถึง 2 ปี ชี้ให้เห็นข้อมูลที่เหลือเชื่อว่า คนกรุงเทพฯเมืองที่เติบโตมีตึกระฟ้าสะพรึบ จะเสียค่าใช้จ่ายในการดูหมอถึงปีละ 1,500 ล้านบาท

โดยธุรกิจนี้เฟื่องฟูถึงขนาดคนดูยอมจ่ายค่าพยากรณ์กันเป็นนาที และมีรูปแบบการดูดวงชะตาผ่านสื่อไฮเทค ออกคำทำนายผ่านสื่อต่างๆ

มีทั้งผู้ที่ยึดอาชีพดูดวงชะตาทั่วๆไป หรือประกาศตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่น ด้านฮวงจุ้ย สะเดาะเคราะห์ สืบชะตา และยังมีผู้ที่ยึดอาชีพหมอดูเป็นอาชีพเสริมอีกไม่น้อย

อาการบูมของโหราศาสตร์ยังก่อให้เกิดเป็นธุรกิจอื่นๆที่มาควบคู่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา เซ่นบวงสรวง วัตถุมงคลเพื่อบูชา ดอกไม้ธูปเทียน อีกต่างหาก

ช่วงก่อนหน้าที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ๆ ว่ากันว่า เม็ดเงินของศาสตร์นี้ทั่วทั้งประเทศพุ่งลิ่วไปถึงเลข 4,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

โดยรายได้ของหมอดู 'ชื่อดัง' แค่วันเดียวก็อาจจะเท่ากับคนจบปริญญาโททำงานทั้งเดือน หรือรายที่เป็น 'มือหนึ่ง' ของวงการจริงๆ ก็อาจจะมีค่าพยากรณ์ต่อครั้งเป็นเลข 7 หลัก

ที่สำคัญวงการโหราศาสตร์ได้แทรกซึมตัวไปกับรูปแบบการทำธุรกิจอย่างแนบเนียน โดยทำหน้าที่ในฐานะ 'ที่ปรึกษา' เพื่อ 'เสริม' ดวงธุรกิจให้ เฮงๆๆๆ

เพราะธุรกิจลงทุนเป็นร้อยล้าน พันล้าน ก็ต้องทำทุกทาง เพื่อความมั่นใจ

สู่ยุคโหราศาสตร์เฟื่องฟู

'ยุคนี้คือยุคที่ 8 เป็นยุคของการกลับคืนสู่ธรรมชาติ หลังจากผ่านยุค 7 ซึ่งเป็นยุคของสินค้าแห่งสินค้าสะดวกสบายมาเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับธรรมชาติจะมีความโดดเด่น และรวมไปถึง 'ธุรกิจโหราศาสตร์' หรือสิ่งลี้ลับต่างๆ ด้วย มันจะกินระยะเวลาไป 20 ปี' คำๆ นี้ออกมาจากปากของ ?ซินแสชื่อดัง? นามว่า ?หม่าชุนฟง?

เขาผู้นี้คือ มือทำนายคู่กาย ?เจ้าสัว? ชาวไทยที่ติดอันดับ 'รวยระดับโลก' รวมถึงเจ้าสัวธุรกิจพันล้านอีกหลายต่อหลายราย

'หม่าชุนฟง' บอกว่า ความฮิตในเรื่องของโหราศาสตร์นั้น ไม่เพียงแค่ประชาชนธรรมดา แต่ฮิตไปถึงระดับเศรษฐีพันล้าน จนกระทั่งลูกหลานนักธุรกิจก็ให้ความสนใจเช่นกันด้วย

'นักธุรกิจสมัยใหม่เริ่มสนใจศาสตร์นี้ เนื่องจากมันพิสูจน์ได้จริง อยู่มาได้นาน เพราะหากไม่จริง มันก็ล่มสลายไปแล้ว'

ไม่ใช่แค่การสนใจให้โหราจารย์ทำนายทายทักชะตาเท่านั้น แต่มีนักธุรกิจและนักวิชาการอีกหลายคนที่เข้าไปศึกษาในศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง

'หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีนักวิชาการสมัครเข้ารับการอบรมวิชาโหราศาสตร์กันหลายสาขา มีทั้งแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ เพราะเขาอยากรู้ว่าธุรกิจนี้จริงแค่ไหน และถูกได้อย่างไร

ในช่วงปี '40 มีผู้สมัครมาเรียนวิชาโหราศาสตร์ที่สมาคมถึง 1,000 ราย ส่วนปี '46 ผู้สมัครอบรมลดลง ไป เหลือ 800 ราย แต่ในปี 2547 เริ่มมีคนเข้ามามากขึ้น

เชื่อว่าสิ้นปีจะมีคนเพิ่มขึ้นประมาณ 25% จากปีที่ผ่านมา' 'อ.ภิญโญ พงศ์เจริญ' นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ว่าไว้อย่างน่าสนใจ

สาเหตุสำคัญที่โหราศาสตร์มีการเติบโตอย่างมากนั้น บรรดาโหราจาจารย์เชื่อว่า เป็นเพราะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วศาสตร์นี้มีความเป็นไปได้

'โหราศาสตร์ เป็นสถิติ และทดสอบแล้วว่าของจริง มันเป็นพาหนะจิตชนิดหนึ่งที่สามารถตอบได้และทดสอบได้ ทำให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้เกินครึ่ง หรือมากกว่า 50% ที่เหลือเป็นการกระทำปกติ' อ.อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา โหราจารย์รุ่นเก๋า ให้ทรรศนะไว้

เรียกว่า ถ้าไม่จริงเอาเสียเลย โหราศาสตร์คงไม่อยู่มาได้นานขนาดนี้หรอก

รายได้หมอดูดัง 'นับหมื่น ถึงล้าน'

'อ.ลักษณ์ เรขานิเทศ' บอกว่า โหราจารย์ ปัจจุบันจะมีรายได้มาจาก 2 ทางใหญ่ๆ คือ การพยากรณ์ และกิจกรรมอื่นๆ เช่น การพยากรณ์ผ่านโทรศัพท์ (ออดิโอเท็กซ์โทร 1900) การเป็นวิทยากร การเขียนคอลัมน์ ซึ่งในบรรดาโหรที่มีชื่อเสียงแล้ว รายได้จากกิจกรรมพิเศษจะมีมากกว่า

'หมอดูดังๆ ส่วนใหญ่จะทำกิจกรรมอื่น อย่างผมมีการรับเขียนคอลัมน์ตามสำนักพิมพ์ต่าง ซึ่งผมก็เขียนเยอะทั้งฟรีและมีค่าตอบแทน หรือจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ ออดิโอเท็กซ์ หรือ 1900 นักพยากรณ์นาทีละ 9 บาท หรือแม้แต่ออกหนังสือ, เทป, ซีดี' หมอลักษณ์ กล่าว

ธุรกิจเหล่านี้มักจะทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากกว่าการดูดวง

เพียงแค่การโทรมันส์พันเก้าอย่างเดียวก็กวาดรายได้ส่วนแบ่งเข้ากระเป๋าหมอลักษณ์เรียบร้อยแล้วไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาท หรือหากว่ามีลูกเล่นเปิดไพ่หน่อยอย่าง 'เทพธิดาพยากรณ์' ก็สามารถรุกกวาดรายได้เข้ามากกว่าอีกเดือนละ 60,000 บาท

มิหนำซ้ำหากยอดการโทรทะลุเป้า บรรดาหมอดูก็รับโบนัสกันให้เปรมอีก

'อย่างในปีแรกที่ร่วมธุรกิจกับ 'เทพธิดาพยากรณ์' ยอดโบนัสมีถึง 1,000,000 บาทเลยในปีแรก ส่วนปีที่ 2 อยู่ประมาณ 3,000,000 บาท แต่ปีที่ผ่านมายอดโบนัสอาจจะอยู่ประมาณ 500,000 บาท เพราะปัญหาน้อยลง' 'อ.ลักษณ์' ว่าอย่างนั้น

ถ้าถามถึงรายได้ที่แท้จริงประจำเดือนของบรรดาหมอดูทั้งหลาย จริงๆแล้วอาจจะขึ้นอยู่กับตัวหมอดูที่กำหนดอัตราค่าตัว และตามฐานะของผู้รับคำพยากรณ์ด้วย ซึ่งถือว่ามีรายได้มากพอตัว

โดยส่วนใหญ่อัตราค่าดูหมอจะคิดกัน 200 บาทต่อครั้ง และมีออปชั่นให้เลือกเช่น หากดูโหงวเฮ้ง ลายมือ กราฟชีวิต ก็จะคิดอัตราราว 500 บาท แต่ถ้าเป็นหมอดูมีชื่อค่าเวลาของหมอก็ต้องคิดเพิ่ม เขยิบขึ้นมาอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท

ในบรรดาหมอดูหลายประเภท ซินแสฮวงจุ้ยถือว่าทำเงินต่อครั้งได้สูงสุด เพราะว่ากันตั้งแต่ 4-5 พันไปจนถึงหมื่น เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาดูส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ

'เงินเดือนอาจารย์วันหนึ่งเท่ากับปริญญาโททำทั้งเดือน และเวลาทำงานแต่ละที่ก็ไม่เกิน 2 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างแน่นอน แต่บางรายก็ให้ค่าดูเป็นเลข 7 หลัก' 'ซินแสหม่าชุนฟง' เกจิฮวงจุ้ยชื่อดังบอก

ขณะที่ 'อ.ลักษณ์' บอกว่า ในกรณีการดูหมอ เขาคิดค่าตัวถึง 2,000 บาท ต่อการดูหนึ่งครั้ง แต่เมื่อนำถัวเฉลี่ยทั้งเดือน รายได้จะตกอยู่ประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน

จากภาคนิพนธ์ เรื่องบทบาทของโหรในสังคมไทยของ 'อ.ภิญโญ' นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติในปีการศึกษา 2542 ได้มีการสอบถามตัวเลขรายได้ของบรรดาโหรดังไว้ พบว่า รายได้ของโหรเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน

ส่วนนักโหราศาสตร์ชื่อดังจะมีรายได้ 'กระโดด' ออกมา เช่น อ.เก่งกาจ จงใจพระ มีรายได้รวมสูงถึง 10 ล้านบาทต่อปี อ.ภานุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล รายได้นับแสนบาทต่อเดือน อ.พัฒนา พัฒนศิริ มีรายได้รวม 75,000 บาทต่อเดือน อ.อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา มีรายได้ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน อ.ขนิษฐา โรจน์ศตพงศ์ มีรายได้ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน อ.บัญชา เลิศธนู 40,000 บาท บางครั้งก็ถึง 100,000 บาท

หมอดูคนดัง ...โดนระดับล่างแย่งลูกค้า

อย่างไรก็ตาม 'ความดัง' เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะค่าตัวการพยากรณ์ที่สูงตามความดัง ทำให้เนื้องานในการพยากรณ์จริงลดน้อยลงตาม

'การเป็นโหรใหญ่ ใครว่าได้เปรียบ' อ.อรรถวิโรจน์ เอ่ยขึ้น

เขายอมรับว่า ค่าดูที่แพงจำนวนการทำนายครั้งละ 1,000 บาท ทำให้ผู้ที่มาดูหมออาจจะน้อยกว่าหมอดูข้างถนนที่มีราคาถูกกว่า

นอกจากนี้หมอดูที่คิดราคาต่ำ ยังมีรายได้จากค่าสะเดาะเคราะห์ ซึ่งคิดอัตราที่สูงกว่าค่าดูหมอเสียอีก

'คือโหราศาสตร์ มันจะมีการสะเดาะเคราะห์ เรียกเงินให้เช่าวัตถุมงคลด้วย ซึ่งบางรายพอหมอทายถูก มันแทงใจดำ เหมือนสิงโตกัดถูกจุด เสียเท่าไหร่ก็เสีย พอบอกให้สะเดาะเคราะห์เขาก็ยอม

ถึงค่าดูจะถูกแค่ 200-500 แต่เงินสะเดาะเคราะห์เป็นพันก็ยอมจ่าย'

'อ.ลักษณ์' ที่คิดค่าทำนายครั้งละ 2,000 บาท ก็บอกในทำนองเดียวกันว่า หลังจากที่มีชื่อเสียงแล้วโหรจะต้องตั้งราคาสูง เนื่องจากจะมีผู้ดูมามาก แต่การตั้งราคาสูงของโหรอาจจะทำให้บางครั้งได้เงินในการพยากรณ์น้อยกว่าหมอดูที่ตั้งราคาต่ำ

'หมอดูยิ่งดัง ยิ่งมีชื่อเสียง มีรายได้จากการดูต่อครั้งสูง แต่จำนวนคนน้อย ทำให้นาย ก. บางรายดูดวง 99 บาท ดูคนละ 5 นาที มีเครื่องรางสะเดาะเคราะห์มาขาย ก็สามารถหากินได้

คำนวณเล่นๆ หมอดูที่เน้นการดูจำนวนมาก ครั้งละ 99 บาท ดูวันละ 10 คน ก็ 990 บาท ดู 10 วันก็ได้ 9,900 แต่หมอดูที่มีชื่อจะดูได้น้อยกว่า 10 วันอาจจะดูได้ 3 คน ก็ได้แค่ 3,000 บาท'

ออก 'เครื่องมือทำนาย' ใหม่ ดูดใจลูกค้า

ด้วยภาวะของสถานการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้บรรดาโหรใหญ่ที่มีฝีมือฉกาจ ต้องเร่งออกวิธีการดูดวงใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง

'อ.อรรถวิโรจน์' ได้ใช้ความรู้ที่ยาวนานประดิษฐ์เครื่องมือการทำนายแบบใหม่ขึ้นมา ที่เรียกว่า ไพ่ราหู ซึ่งมีรูปแบบคล้ายไพ่ยิปซี ช่วยในการทำนายทายทักได้ทุกเรื่อง

นอกจากนั้นยังเปลี่ยนการดูดวงจากชื่อ วันเกิด มาเป็นการดูดวงด้วยตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นการทำนายเลขบัตรประชาชน ที่จะช่วยให้ทราบถึงตัวเจ้าของบัตรประชาชนเองว่า มีนิสัยใจคออย่างไร และจะทำงานด้านไหนอย่างไร

หรือจะเป็นเลขบ้านที่มีศาสตร์ในการดูคล้ายๆ ฮวงจุ้ยว่า ดีหรือไม่ อยู่แล้วเจริญหรือไม่ กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขบัญชีธนาคารว่า ใช้เบอร์นี้เลขนี้แล้วรวยหรือไม่ หรือจะเป็นทำนายเลขทะเบียนรถยนต์ ใบขับขี่

เครื่องมือในการทำนายเหล่านี้ 'อ.อรรถวิโรจน์' ได้เข้าจดลิขสิทธิ์เรียบร้อย

'การออกเครื่องมือในการทำนายใหม่นั้น ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว แต่มันเกิดมาจากรากฐานในการดูดวงดาวเดิม ซึ่งผู้ที่ทำต้องมีความรู้ ต้องคิดหลายชั้น การดูวันเกิดธรรมดาแบบเดิมๆ คือ การดูแบบชั้นเดียว' เขากล่าว

และจากนี้ไปจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการรุกตลาดชั้นสูงของ 'อ.อรรถวิโรจน์' ที่ขณะนี้กำลังเดินสายออกบรรยายให้ความรู้กับบรรดานักธุรกิจตามสโมสรต่างๆ เช่น สโมสรโรตารี เป็นต้น

ทางฝั่ง 'อ.ลักษณ์' บอกว่า ในอนาคตจะเห็นการประยุกต์เครื่องมือการทำนายออกมาใหม่ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งในขณะนี้ตนเองก็มีงานออกบรรยายอยู่มาก เช่น โรตารี่ สโมสรไลอ้อน โดยได้ประยุกต์เป็นธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในราคา 30,000 บาท สำหรับองค์กรธุรกิจ

แต่ถ้าเป็นองค์กรหรือสถาบันการศึกษาจะบรรยายฟรี

นอกจากนี้ยังมีแผนจะชวนโหราจารย์หลายท่านเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้ง 'มูลนิธิ' ดูดวงทางโทรศัพท์ โดยจะมีหมอดูรับสายทั้งหมด 10 ท่าน และมี 2 หมอดูให้กับผู้ที่มีปัญหาจริง

เจาะ 'ทุกช่อง' เข้าถึงลูกค้า

ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของการเฟื่องฟูของโหราศาสตร์ คือ ตัวของบรรดาหมอดูเอง ที่เริ่ม 'ทำการตลาด' มีการโพรโมตวิชาโหราศาสตร์ และมีช่องทางในการให้การพยากรณ์อย่าง 'เข้าถึง' ตัวประชาชน

หนังสือพิมพ์...นิตยสาร...โทรศัพท์...โทรทัศน์...วิทยุเทปซีดี...ทำเวบไซต์...โรงแรม...ออกงานสัมมนาเป็นวิทยากร...เหล่านี้คือช่องทางที่ธุรกิจโหราศาสตร์ได้เจาะทะลวงเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภค

และเพราะ 'ชื่อเสียง' มักจะนำมาสู่รายได้และความเชื่อถือที่มากกว่า ดังนั้นจึงมีการแข่งขันเพื่อ 'สร้างชื่อ-สร้างแบรนด์' ของบรรดาเกจิอาจารย์ดูดวงด้วย

ไม่ต่างจากการแข่งขันของสินค้าต่างๆแต่อย่างใด

แต่การโพรโมตของโหราจารย์ทั้งหลายอาจจะล้มเหลวได้ เนื่องจากไม่เป็นมืออาชีพด้านนี้ หนทางที่ดี คือ ให้ผู้ที่คุ้นเคยกับวงการสื่อทำหน้าที่โพรโมต ขณะที่ตัวเองก็คือ 'ดาราหน้าจอ'

คล้ายๆ กับต้นสังกัดป้อนงานให้ดารานั่นแหละ

'การที่ 'หมอดู' จะโพรโมตเองให้ได้ผลเป็นไปได้ยาก จะต้องหามือโพรโมตมาโพรโมต ให้ จะต้องมีบริษัทที่จะเข้ามาจัดการธุรกิจ และในวงการโหราศาสตร์เดี๋ยวนี้ก็มีคนเข้ามาจัดการให้

บริษัทหรือสำนักพิมพ์ที่มีมือจัดการเก่งๆ เขาสามารถทำให้โหราจารย์ดังได้ไม่ยาก เพราะเขารู้ตลาด บางครั้งก็จับหมอดูมารวมกันออกหนังสือและก็ขายได้'

และการตลาดนี่เองที่ทำให้เป็นที่เชื่อถือว่า โหราจารย์คนไหน 'แน่กว่า' ใคร

เพราะหากจะไปวัด 'ความแม่น' ตรงๆ คงวัดกันไม่ได้ง่ายๆ

การออกหนังสือ เทป พยากรณ์ทุกสิ้นปี ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะ 'สร้าง' และ 'รักษา' ชื่อหมอดูให้ 'ดัง' ไว้อยู่ตลอดเวลา

แม้ว่าบางครั้งการออกหนังสือพยากรณ์จะขาดทุนก็ตาม

'หนังสือพยากรณ์บางครั้งก็ไม่ได้กำไร แต่ต้องยอมพิมพ์เยอะ 50,000-60,000 เล่มขึ้นไป ซึ่งการพิมพ์เยอะก็จะเกิดปัญหาหนังสือหายบ้าง หรือถึงเวลาเช่นต้นเดือนมกราคม ก็ต้องเก็บ เพราะไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่ขายได้ตลอด เมื่อเก็บเงินก็อาจจะมีปัญหาเลื่อน หากไม่ทวงก็หาย' อ.ลักษณ์บอก

แต่ก็ต้องยอมที่จะทำต่อไป โดยยึดคติว่า การออกหนังสือนั้นจะเป็นหน้าเป็นตามากกว่า

เป็นพัฒนาการของวงการโหราศาสตร์ที่น่าทึ่งเสียนี่กระไร



2. สมชาย     [203.156.90.67]     17 May 2004 - 20:29

โปรโมตตัวเอง เหมือนหมายกหาง

3. ตาบอดส่องตะเกียง     [202.176.108.251]     18 May 2004 - 04:13

อมิตตาพุทธ!!! สัตว์โลกหว่าพืชเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น หว่านพืชดีย่อมนำมาบริโภคได้ประโยชน์ หว่านพืชอันเป็นพิษย่อมบริโภคพิษนั้นด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น อันผู้ใดใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาในทางที่ถูก อันนำมาเพื่อประโยชน์ของชนหมู่มากและตนเอง เลี้ยงชีพด้วยความสุจริตไม่หลอกลวงใครไม่เอาเปรียบใคร ย่อมบริโภคพืชผลอันไร้พิษ ส่วนผู้ที่เอาวิชามาใช้ในทางที่ผิด เพื่อประโยชน์ของตนเป็นหลัก เลี้ยงชีพด้วยทุจริตนำวิชามาหลอกลวงผู้คน เอาวิชามาผสมกับอวิชชา เพื่อเรารัดเอาเปรียบผู้อื่น ก็เปรียบดั่งการหว่านพืชผลที่มีพิษ แล้วก็บริโภคพิษนั้น รอวันที่พิษจะกำเริบ ... สาธุ

4. ธนูเทพ ประสานทอง     [203.146.147.102]     18 May 2004 - 07:16

กลายเป็นโหรา-ธุรกิจ ซึ่งจริงๆก็มีกันมานาน แต่ถ้ามองว่าเป็นการช่วยเหลือคนก็ดี แต่หากเป็นการเลี้ยงไข้ก็ไม่สู้จะดีนัก
โหราต้องคู่กับปรัชญา จิตวิทยาและศาสนา ไม่ต้องอื่นไกลในห้องสมุดหนังสือโหราก็อยู่ใน
หมวดเดียวกับปรัชญา จิตวิทยา ศาสนา
ไม่ได้อยู่หมวดเดียวกับธุรกิจ เราควรทำเหมือนหมอที่เวลาเราไปหาหมอที่โรงพยาบาล
เพื่อรักษาไม่มีหมอคนไหนบอกหรอกครับว่าแล้วกลับมาอีกนะ มันน่าจะเป็นแบบไปหาครั้งเดียวหรือ2ครั้งก็หาย
จากนั้นจึงค่อยแนะนำเพื่อนที่ป่วยมาหา ซึ่งต่างจากหมอดูปัจจุบันที่บางทีรายได้มามาก
ไม่ได้มาจากดูให้กับผู้มาให้พยากรณ์หลายคนแต่อาจมาจากไม่กี่คนที่เวียนมาดูแล้วดูอีกจนถึงขั้นขอสะเดาะเคราะห์ หมอดูทำไม่ได้หรอกครับ
เพราะหมอดูก็ยังมีโลภะ โทสะ โมหะ อยู่จะเอาพลังอะไรไปช่วยอาจมีเพียงแค่กรรมวิธีทางศาสนา
ที่จัดให้เพื่อให้เกิดความสบายใจ อาจารย์ผมสอนว่าเราเพียงช่วยเขาให้เห็นหนทาง
ข้างหน้าชัด(ช่วยเช็ดแว่นที่เป็นฝ้า)ส่วนการเดินเขาต้องตัดสินใจเอง อาจารย์สอนว่าเราเองยังไม่รู้จักตัว อนาคตตัวเองแล้วเที่ยวไปกำหนดอนาคตคนอื่น มันถูกแล้วหรือ

Click to share


ขออภัย เนื่องจากกระทู้นี้เก่าเกินไปแล้ว

จึงขอปิด! งดการตอบกระทู้ต่อไป เนื่องจากจะทำให้ระบบโดยรวมช้าลง

หากเห็นว่ากระทู้นี้มีประโยชน์ ขอให้ท่านเปิดกระทู้ใหม่แทน

จากใจ Webmaster



©Copyright ? 2004-2008 Payakorn.com All rights reserved.